เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 73 อาการบาดเจ็บทางวิญญาณ

ชื่อตอน : บทที่ 73 อาการบาดเจ็บทางวิญญาณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 282

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2562 08:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 73 อาการบาดเจ็บทางวิญญาณ
แบบอักษร

​บทเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์ของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ที่ได้บรรเลงจนครอบคลุมไปทั่วทั้งสวนสมุนไพรอันกว้างใหญ่นั้นได้ชักนำกระแสพลังวิญญาณในอากาศให้ปกคลุมสวนสมุนไพรนับหมื่นพันอย่างหนาแน่ นี่คือการเพาะเลี้ยงสมุนไพรแบบเฉพาะของสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งหลาย

ถังเฟยหู่นั้นสามารถเล่นเพลงนี้ตามคนอื่นได้อย่างสบาย แต่นั่นเป็นเพียงการเล่นดนตรีออกไปอย่างผิวเผินเท่านั้น เขายังไม่สามารถเข้าถึงเคล็ดความการควบคุมพลังวิญญาณในอากาศเหมือนดั่งเช่นคนอื่นได้เลย ดูเหมือนว่าภารกิจสำนักครั้งนี้จะไม่ง่ายดายเท่าไหรนัก มีเพียงบริเวณสมุนไพรรอบด้านเขาเท่านั้นที่ไม่มีกระแสพลังวิญญาณหนาแน่นเหมือนจุดอื่นในสวนสมุนไพรอันกว้างใหญ่

เขาพยายามเรียนเคล็ดความต่างๆจากศิษย์ผู้อื่น รวมถึงใช้บทเพลงหลอนวิญญาณเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้เคล็ดความเหล่านั้น ถังเฟยหู่ขับเคลื่อนจิตสัมผัสของเขาเข้าสู่ห้วงวิญญาณเพื่อกระตุ้นญาณโลหิตของตน พลังสายเลือดสีม่วงดำที่กลายพันธุ์ถูกขับเคลื่อนเข้าสู่ดวงตาทั้งสอง

ญาณโลหิต ตาเหยี่ยวพันลี้!!

ดวงตาของเขาได้เรืองแสงสีม่วงดำเรืองรองออกมาเล็กน้อย ภาพรอบด้านที่เขาได้มองเห็นพลั้นชัดเจนมากขึ้น รายละเอียดเล็กๆน้อยๆต่างก็ปรากฏในสายตาของเขาอย่างชัดเจน ผนวกกับความสามารถการทำความเข้าใจและจดจำที่ยอดเยี่ยมของเขาทำให้สามารถเลียนแบบท่วงท่าต่างๆของศิษย์ผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ แต่นั่นก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวภายนอกเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงเคล็ดความการขับเคลื่อนปราณต่างๆภายในร่างกายของคนนั้นๆ

ห่างออกไปไกลยังเขตด้านในของสวนสมุนไพร ที่แห่งนั้นได้มีศิษย์หญิงสาวผู้หนึ่งที่ถือขลุ่ยเหล็กสีม่วงไว้ในมือทั้งสองและเป่าออกมาด้วยบทเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์เช่นกัน แต่บรรยากาศโดยรอบร่างของนางนั้นราวกับเปล่งประกายแสงต่างๆที่สุกสกาวราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า

ดวงตาของถังเฟยหู่จดจ้องไปยังศิษย์พี่หญิงคนนั้นอย่างไม่ลดละและพยายามวิเคราะห์การเล่นเพลงของนางโดยเริ่มจากการเลียนท่าทางของนาง จังหวะการหายใจของนาง ทุกๆอย่างที่นางแสดงออกมาเพื่อพยายามเรียนรู้เคล็ดความขั้นที่สูงขึ้นของศาสตร์ยุทธ์ดนตรี นี่คลับคล้ายกับภาพอันเรือนราง คล้ายเขาจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ

ดนตรี…

พลังยุทธ์…

พลังวิญญาณ…

การชักนำ…

การควบคุม…

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาของถังเฟยหู่เปล่งประกายออกมา ความคิดทุกอย่างภายในหัวของเขาหมุนวนราวกับพายุอันบ้าคลั่ง และในที่สุดเขาก็สามารถทำความเข้าใจได้ นี่คล้ายกับการเขียนอักษรอาคม เป็นการใช้พลังเพื่อชักนำพลังวิญญาณในห้วงอากาศให้สนับสนุนพลังของตน

แต่แทนที่จะพลังในแบบศาสตร์ของอาคม เป็นการใช้บทเพลงแทนการวาดอักษรอาคมและชักนำพลังวิญญาณแทน เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ได้ทดลองทำตามวิธีที่เขาคิดได้ในทันที เขาใช้วิธีเดียวกับตอนวาดอาคม ในตอนนั้นเองที่บทเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์ได้ขยับเขยื้อนพลังวิญญาณในอากาศ…ไม่สิ น่าจะเรียกว่าทำให้พลังวิญญาณในอากาศสั่นไหวอย่างแผ่วเบาเสียมากกว่า หากเขาไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองถึงความแตกต่างไม่ออกเลยเสียด้วยซ้ำไป

แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยแต่ถังเฟยหู่ก็ดีใจยิ่งนัก อย่างน้อยเขาก็เริ่มสัมผัสได้หลักการขั้นสูงนี้ได้ ซึ่งหากเทียบกับศิษย์ทั่วไปที่เข้าสำนักมา ส่วนมาอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงขนาดเป็นปีกว่าจะเข้าถึงเคล็ดการควบคุมที่ส่งผลต่อพลังวิญญาณในอากาศได้

โดยภารกิจดูแลสวนสมุนไพรนั้นคือภารกิจที่มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับศิษย์ โดยบางครั้งทางสำนักจะมอบหมายให้ศิษย์ที่เก่งกาจในขั้นสูงมาดูแลสวมสมุนไพรเป็นครั้งคราวเพื่อให้ศิษย์คนอื่นสามารถเรียนรู้ได้ การทำเช่นนี้เป็นประโยชน์สำหรับศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นการสนับการใช้ความคิดและการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่มีกฎแบบแผนที่มากมายในการเรียนรู้

ถังเฟยหู่เรียนรู้จากศิษย์พี่ผู้ใช้ขลุ่ยคนนั้นอย่างตั้งใจ ความก้าวหน้าของเขามีอยู่เรื่อยๆ แรงกระเพื่อมของเสียงเพลงเขาสามารถขยับเคลื่อนไหวพลังวิญญาณในอากาศได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความก้าวหน้าของเขามีไม่หยุด และในตอนนั้นเองหลังจากผ่านไปกว่าครึ่งวัน ในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถเริ่มขยับเคลื่อนไหวพลังวิญญาณในอากาศได้บ้างแล้ว ถูกต้อง! เป็นการชักนำพลังวิญญาณเหล่านั้น มิใช่สร้างแรงกระเพื่อมเล็กน้อย

หลายชั่วยามต่อมา ความพยายามของเขายังไม่หยุดหย่อน ในตอนนั้นเองที่เขาสามารถชักนำกระแสพลังวิญญาณให้หมุนวนรอบร่างของเขาเพื่อหล่อเลี้ยงสมุนไพรโดยรอบ แม้กระแสพลังวิญญาณที่หมุนวนยังน้อยและเอื่อยเฉื่อย แต่ก็สามารถนับได้ว่าเขาประสบความสำเร็จกับเคล็ดวิชานี้แล้วในเบื้องตน

ผ่านไปอีกหลายชั่วยามจนครบกำหนดหนึ่งวัน ถังเฟยหู่รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากกับการควบคุมกระแสพลังวิญญาณในอากาศ เขาได้หยุดเล่นเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์และนักพักสักครู่หนึ่ง หลังจากหายเหนื่อยแล้วเขาก็ได้เดินไปหาผู้อาวุโสซึ่งดูแลสวนสมุนไพรอยู่ เมื่อผู้อาวุโสเห็นถังเฟยหู่เดินมาเขาก็ยิ้มให้กับถังเฟยหู่และพยักหน้า ชายชรากำลังชื่นชมถังเฟยหู่อยู่ เขาสามารถสังเกตเห็นถึงพัฒนาการของศิษย์แต่ละคนในสวนสมุนไพรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แม้จะดูเหมือนไม่สนใจแต่เขาก็สอดส่องอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงมีคนผ่านภารกิจเป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ได้พยายาม

ทุกคนที่มาทำภารกิจยังที่แห่งนี้จึงต้องตั้งใจเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งแล้วยังเป็นการทำเพื่อแค้มคุณูปการอันทรงคุณค่าด้วย เส้นทางแห่งการฝึกตนจะขาดไม่ได้ซึ่งทรัพยากรที่จำเป็น แต้มเหล่านั้นจะสามารถแลกสิ่งที่พวกเขาต้องการได้อย่างง่ายดายหากมีแต้มที่เพียงพอ

ถังเฟยหู่ยื่นป้ายยืนยันตัวตนให้แก่ผู้อาวุโสตรงหน้า ชายชราก็ได้ทำการส่งจิตของตนเองเขาไปและเมื่อจิตของเขาได้สัมผัสกับรายละเอียดภารกิจข้างใน อาคมที่ภายในก็ได้ทำงานขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าภารกิจนี้ถูกออกแบบมาให้ชายชราผู้นี้เป็นผู้อนุญาตให้ผ่านเท่านั้น และเมื่อจิตสัมผัสของเขาไปแตะกับมันก็ทำให้ชายชราสามารถควบคุมรายละเอียดของภารกิจข้างในได้ โดยเขาได้ทำให้รายละเอียดของภารกิจเปลี่ยนเป็นผ่าน

ชายชรายื่นป้ายยืนยันคืนให้แก่ถังเฟยหู่ “เจ้าไม่คุ้นหน้าเลย คงจะเป็นศิษย์ที่พึ่งเข้ามาใหม่สินะ เจ้าเก่งมาก” ชายชรากล่าวชื่อชม

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่กล่าวชม” ถังเฟยหู่คาราวะขอบคุณชายชราตรงหน้าก่อนที่จะรีบกลับไปยังหอภารกิจเพื่อรับแต้มคุณูปการในทันที ไม่นานนักที่หอภารกิจแห่งตำหนักที่หกก็ได้ปรากฏร่างของถังเฟยหู่ขึ้น เขารีบตรงดิ่งไปหาผู้อาวุโสหอภารกิจและยื่นป้ายยืนยันตัวให้แก่รายชราตรงหน้าในทันที

ชายชรารับป้ายคำสั่งมาก่อนที่จะตรวจรายละเอียดภายใน สักครู่หนึ่งชายชราก็พยักหน้าออกมา “รายละเอียดถูกต้อง เจ้าผ่านภารกิจ จงรับแต้มคุณูปการไปสิบแต้ม” ชายชราถือป้ายยืนยันตัวของตนเองขึ้นมาและประกบเข้ากับของถังเฟยหู่ จากนั้นแต้มคุณูปการจำนวนสิบแต้มก็ได้ถูกนำมาใส่ในป้ายของถังเฟยหู่

จากนั้นผู้อาวุโสหอภารกิจก็ยื่นป้ายยืนยันตัวกลับมาให้เขาอีกครั้ง หลังจากนั้นผู้อาวุโสก็ได้กลับไปจดบันทึกอะไรบางอย่างในสมุดตรงหน้าอีกรอบหนึ่ง ถังเฟยหู่เมื่อได้รับแผ่นป้ายมาก็ได้กล่าวขอบคุณผู้อาวุโสก่อนที่จะเดินจากไป เขาได้เดินตรงไปยังห้องปรุงยาของตำหนักที่หกในทันที เขาเดินไปไม่ไกลจากหอภารกิจนักก็ได้เจอห้องขนาดใหญ่ที่มีประตูไม้สูงเกินหัวของเขาไปเสียอีก

บนบานประตูไม้นั้นได้สลักไว้ด้วยรูปพืชพันธุ์ต่างๆอันงดงาม ในอากาศที่ไหลออกมาจากประตูไม้ตรงหน้าได้มีกลิ่นอายหอมกรุ่นของสมุนไพรนานนาชนิด ถังเฟยหู่สูดกลิ่นพวกนั้นเข้าสู่ปอดและพบว่าเลือดลมของเขากลับไหลเวียนได้ดีมากยิ่งขึ้น เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาเดินเข้าไปและผลักประตูนั้นออก

เมื่อประตูนั้นเปิดออก กลิ่นหอมของยาจำนวนมากได้ปะทะเข้ากับใบหน้าของเขา และตามมาด้วยไอร้อนระอุของอากาศที่ม้วนตีเข้าใส่ร่างของเขา เมื่อได้มองตรงหน้าให้ดีแล้วก็พบว่าไอร้อนนั้นมาจากเตาหลอมโอสถขนาดใหญ่ยักษ์ เตาหลอมโบราณสีทองตรงหน้านั้นใหญ่โตขนาดที่ถังเฟยหู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองจนสุดจึงจะมองเห็นยอดด้านบน

ความสูงของเตาหลอมโอสถได้ตรดถึงหลังคาของห้องปรุงยา บนพื้นเต็มไปด้วยกากสมุนไพรจำนวนมากมายที่ผ่านการหลอมเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อใช้จนหมดแล้วสรรพคุณส่วนใหญ่ในนั้นได้หมดไป ที่เหลือก็คือกากสมุนไพรอย่างที่เห็น

ทั่วทั้งกำแพงทุกด้านคือลิ้นชักใส่ตัวยาซึ่งสูงจรดเพดานเช่นกัน และตรงข้างเตาหลอมโอสถยักษ์นั้นได้มีชายชราวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวตลอดทั้งตัว ชายคนนี้ได้มาตำราเล่มหนึ่งอยู่ในมือ เขาทั้งอ่านตำราไปและตรวจสอบเตาหลอมโอสถไปพลางๆเพื่อฆ่าเวลาในระหว่างปรุงยา

ในตอนนั้นเองที่ชายคนนั้นได้หันกลับมา ดวงตาสีดำของเขาได้จับจ้องไปยังถังเฟยหู่เพื่อสำรวจ “ศิษย์หลานผู้นี้ มีอะไรรึเปล่า?” ชายวัยกลางคนกล่าวถาม

“ศิษย์มีนามว่าถังเฟยหู่….ศิษย์มาเพื่อขอแลกเปลี่ยนทรัพยากร ไม่ทราบว่า…เอ่อ อาจารย์ลุงท่านนี้จะช่วยแนะนำศิษย์หลานได้หรือไม่ ศิษย์พึ่งเข้ามาในสำนักได้ไม่นานเท่านั้นเอง” ถังเฟยหู่ขอความช่วยเหลืออาจารย์ลุงตรงหน้า

“ฮ่าๆๆ เป็นเช่นนั้นเอง เอาละๆ ยินดีต้อนรับเจ้าเข้าสู่สำนักของเราก็แล้วกัน เจ้าเข้ามาเถอะ ข้าจะให้เจ้าดูรายชื่อตัวยาและทรัพยากรทั้งหลายที่สำนักเปิดให้เจ้าสามารถแลกเปลี่ยนได้ ว่าแต่เจ้ามีแต้มคุณูปการเท่าไหรละ?” ผู้อาวุโสโบกมือเรียกถังเฟยหู่ให้เข้าไปใกล้ จากนั้นเขาก็ได้ควานหาตำราบางประเภทออกมา และในตอนนั้นเองที่เขาสามารถหาตำราที่ต้องการเจอ จากนั้นเขาก็ได้ยื่นให้แก่ถังเฟยหู่

เมื่อถังเฟยหู่รับหนังสือเล่มนั้นมาเขาก็ได้เปิดดูรายละเอียดที่อยู่ด้านใน มันเป็นรายชื่อของตัวยาต่างๆที่ห้องปรุงยามีให้แลกเปลี่ยน “ศิษย์หลานพึ่งทำภารกิจสำนักมาเพียงครั้งเดียวจึงมีแต้มคุณูปการน้อยยิ่งนัก มีเพียงแค่สิบแต้มเท่านั้นเอง” ถังเฟยหู่กล่าวไปตามตรงพร้อมทั้งอ่านรายละเอียดตัวยาๆต่างๆและแต้มที่ต้องใช้แลกเปลี่ยน

ผู้อาวุโสห้องปรุงยาได้นำตำราไปจากมือของถังเฟยหู่และเปิดไปยังหน้าหนึ่งในนั้น จากนั้นจึงได้ส่งคืนไปให้แก่ถังเฟยหู่ “ยานี้น่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่า ที่จริงน่าจะบอกว่าเป็นเพียงทรัพยากรอย่างเดียวที่เจ้าสามารถแลกได้ด้วยแต้มคุณูปการเพียงแค่สิบ”

ถังเฟยหู่รับตำราเล่มนั้นมาและอ่านรายละเอียดในหน้านั้น ที่เขียนอยู่นั้นคือชื่อของตัวยา มันคือยาบำรุงปราณชีพ มีสรรพคุณในการกระตุ้นการทำงานของร่างกายให้ดูดซับพลังวิญญาณในอากาศได้มากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้การฝึกตนรวดเร็วขึ้นช่วงเวลาหนึ่ง

ถังเฟยหู่รู้สึกสนใจอยู่บ้าง อีกทั้งเขายังไม่มีตัวเลือกอีกด้วย แต้มคุณูปการของเขายังมีน้อยจนเกินไป ในครานี้เขาแค่อยากทดลองใช้ทรัพยากรของสำนักดู อีกทั้งยังเป็นการสำรวจทรัพยากรที่น่าสนใจไปด้วยในตัว ในตอนที่กวาดตามองผ่านหนังสือในมือ เขาพบเห็นทรัพยากรที่น่าสนใจมากมาย

ยาน้ำค้างกลางหาว มีผลช่วยฝึกฝนศาสตร์ธาตุวารีและเหมันต์ ภายในบรรจุสรรพคุณของทรัพยากรธาตุทั้งสองไว้เป็นจำนวนมาก บางทีหากได้ยาเม็ดนี้มาอาจทำให้เขามีพัฒนาในการฝึกปราณเก้าเยือกแข็งได้มากมายขึ้น และเมื่อเทียบกับทรัพยากรในศาสตร์อื่นเช่นศาสตร์ธาตุวายุแล้ว ทรัพยากรในศาสตร์มีราคาถูกกว่ามาก อาจจะเพราะวิชาหลักของสำนักคือวิชาประเภทธาตุวายุ ของจำพวกนั้นต้องมีคนต้องการเป็นจำนวนมากเลยทำให้มีราคาที่สูงกว่ามาก ส่วนทรัพยากรในศาสตร์ธาตุอื่นที่ขายไม่ค่อยดีย่อมมีราคาที่ถูกกว่ากันมากมายนัก อาจจะเป็นการจูงใจจากสำนักเพื่อระบายทรัพยากรเหล่านั้นออกไปก็ได้ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมศิษย์ส่วนหนึ่งที่ไม่ฝึกฝนตามแนวทางสำนักอีกด้วย

ส่วนทรัพยากรอื่นที่ดูน่าสนใจสำหรับเขาอาจจะเป็นพิษหนอนไหมเหมันต์ โดยคำอธิบายในตำราได้บอกไว้ว่าเป็นพิษจากสัตว์อสูรธาตุเหมันต์ที่ทรงพลัง มีผลทำให้ผู้ที่ถูกพิษโดยธาตุเย็นกัดกินทั่วทั้งร่างกาย หากถังเฟยหู่ได้มาก็อาจใช้ทั้งเพิ่มคุณสมบัติของปราณพิษเพื่อเพิ่มธาตุเย็นเข้าไปหรือสามารถใช้พิษเย็นสุดขั้วนั่นฝึกปราณเก้าเยือกแข็งก็ได้อีกด้วย พลังโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นได้โดยง่าย

ถังเฟยหู่ได้ทำการตกลงแลกเปลี่ยนยาบำรุงปราณชีพจากผู้อาวุโสตรงหน้าด้วยแต้มคุณูปการทั้งหมดของตน ผู้อาวุโสเดินไปยังกำแพงและเปิดลิ้นชักยาหนึ่งและหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาจากนั้นจึงได้นำใส่กล่องไม้เล็กๆอันหนึ่งและมอบให้แก่เขา

แต่ในตอนนั้นเองที่สายตาของผู้อาวุโสห้องปรุงยาดูแปลกไป “ศิษย์หลาน…ข้าขอตรวจดูชีพจรของเจ้าหน่อย…” อาจารย์ลุงคว้ามือของถังเฟยหู่ไปและตรวจในทันที อีกทั้งยังส่งจิตสัมผัสของตนออกไปตรวจอย่างละเอียดอีกด้วย ในตอนนั้นเองที่สีหน้าของอาจารย์ลุงท่านนั้นดูตกใจเป็นอย่างมาก

“เจ้า…หัวใจของเจ้า….!” อาจารย์ลุงพูดออกมาอย่างตกใจ ส่วนถังเฟยหู่เองก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรเหมือนกัน โดยทั่วไปในทางการแพทย์เขาไม่สมควรที่จะหายใจอยู่ได้ด้วยซ้ำไป หัวใจของเขาไม่เต้น แต่จุดทั้งสามในชีพจรกลับทำหน้าที่แทนหัวใจ

ผู้อาวุโสห้องปรุงยาทำสีหน้าแปลกๆพร้อมครุ่นคิดบางอย่าง “ดูจากสีหน้าเจ้าแล้วก็คงจะรู้เกี่ยวกับร่างกายของตนเองอยู่แล้ว…แต่ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่ง เจ้าพึ่งบาดเจ็บในชั้นวิญญาณมารึเปล่า?”

ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้คิดถึงเหตุการณ์ตอนที่เฟิงหงหู่ทำกับเขา…บางทีอาจจะเป็นเหตุนั้นก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในชั้นวิญญาณ “เรียนอาจารย์ลุง ก่อนหน้านี้หลายเดือนข้าเจอเหตุการณ์พิสดารหนึ่ง ข้าถูกยอดฝีมือฝ่ายมารทำร้ายเข้าจริงๆ แต่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะส่งผลต่อชั้นวิญญาณถึงปัจจุบัน ในตอนแรกข้ากลับคิดว่าสามารถรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดไปแล้วเสียด้วยซ้ำไป…ขอถามอาจารย์ลุงตามตรง อาการบาดเจ็บทางวิญญาณของข้ามีทางรักษาหรือไม่”

“ศิษย์หลาน…เจ้าอาจไม่ทราบว่าอาการบาดเจ็บทางวิญญาณเป็นเรื่องน่าปวดหัวขนาดไหน หากไม่ใช่คนที่ศึกษามาทางศาสตร์วิญญาณโดยตรง หรือลึกซึ้งในศาสตร์การแพทย์มากพอก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นจุดแตกต่างได้เลย…คิดว่าแม้แต่ศิษย์พี่หยางเฟยเทียนที่เป็นเจ้าตำหนักก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป เขาไม่ได้ถนัดในศาสตร์วิญญาณ” อาจารย์ลุงกล่าวพร้อมกับขบคิดไปด้วย

ผู้อาวุโสได้กล่าวออกมา “จริงสิ…เจ้าลองไปที่ตำหนักที่สองดูสักครั้ง ผู้อาวุโสห้องปรุงยาแห่งตำหนักนั้นคือศิษย์พี่ของข้าเอง เขาเชี่ยวชาญการแพทย์กว่าข้ามากนัก อีกทั้งเขาเคยศึกษาในศาสตร์วิญญาณอยู่บ้าง…คิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงช่วยเจ้าได้ดีกว่าข้า เมื่อเจ้าไปหาเขาแล้วก็บอกว่าซูไป๋เหวินแนะนำมาแล้วกัน” พูดอาวุโสซูไป๋เหวินแนะนำถังเฟยหู่ด้วยความจริงใจ ตัวชายหนุ่มเองก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่มีผู้คนเป็นห่วงเขา

“ขอบคุณผู้อาวุโสซูจริงๆ” ถังเฟยหู่คาราวะด้วยความจริงใจ

ชายหนุ่มลาผู้อาวุโสซูก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องปรุงยา เขาได้หยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องปรุงยาแห่งนั้นพร้อมกับคิดเรื่องราวต่างๆภายในใจ ทางหนึ่งคือเขาต้องไปเยือนตำหนักที่สองสักครั้งเพื่อหาทางรักษาวิญญาณ อีกทางหนึ่งคือกลับห้องไปฝึกวิชาต่อ

และในที่สุดถังเฟยหู่ก็ได้ตัดสินใจได้ เขาจะเริ่มจากการรักษาอาการบาดเจ็บทางวิญญาณของตนเองก่อน เพราะไม่ว่าอย่างไรหากเขาดึงดันฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจจะรักษาวิญญาณของตนเอง เมื่อเขาเข้าสู่ขอบเขตจิตวิญญาณที่มีความเกี่ยวพันธ์กับวิญญาณมากขึ้นในการฝึกฝนก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้

เขาได้สอบถามเส้นทางไปตำหนักที่สองจากศิษย์พี่คนหนึ่งในตำหนักของตนเอง จากนั้นเขาก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วตามทิศทางที่ศิษย์พี่บอก แม้เส้นทางระหว่างตำหนักจะไกลมากก็ตาม แต่สำหรับผู้ฝึกตนคนหนึ่งก็ไม่นับว่าเหนือมากเท่าไหรนัก และเมื่อมาถึงยังตำหนักที่สองแล้ว เขาก็เห็นที่แห่งนี้คาคั่งไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ศิษย์ของตำหนักที่สองนั้นมีจำนวนกมากมายหลายร้อยคนจนถึงเกือบจะพันคน อีกทั้งขนาดของตำหนักและภาพลักษณ์ยังดูดีกว่าตำหนักที่หกมากนัก

ในตอนนั้นเองที่เขาเห็นศิษย์พี่คนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในตำหนักที่สอง เขาได้เรียกศิษย์คนพี่คนนั้นและกล่าวถามถึงเส้นทางไปห้องปรุงยา ซึ่งแม้ศิษย์พี่คนนั้นจะแปลกใจอยู่บ้างที่มีศิษย์ตำหนักอื่นมา แต่เห็นว่ามีธุระกับผู้อาวุโสห้องปรุงยา ศิษย์พี่คนนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีกแล้วบอกเส้นทางแก่ถังเฟยหู่โดยดี

ถังเฟยหู่เดินไปตามเส้นทางในตำหนักที่สองจนมาถึงห้องปรุงยา เมื่อมองจากภายนอกแล้วก็พบว่าดูไปคล้ายกับห้องปรุงยาของผู้อาวุโสซูเป็นอย่างมาก เขาแตะไปยังบานประตูและผลักเปิดมันออกไปในทันที เป็นเหมือนดั่งเช่นเดียวกับห้องปรุงยาของผู้อาวุโสซูที่มีห้วงอากาศร้อนระอุระเบิดออกมา…

เตาหลอมโอสถ ลิ้นชักใส่ยา กากยา ทั้งหมดเหมือนกับตอนเขาเจอผู้อาวุโสซูทั้งนั้น แต่ที่แตกต่างกันนั้นคือเปลวไฟที่กำลังหล่อหลอมเตาโอสถคือเปลวไฟสีเขียวมรกตอันยิ่งใหญ่ ที่ข้างเตาหลอมนั้นคืออสรพิษตัวใหญ่ยักษ์ ความกว้างของอสรพิษตัวนั้นมีขนาดประมาณสามคนโอบได้ เกล็ดของมันเป็นสีเขียวมรกต ที่ส่วนหัวของมันมีส่วนที่งอกขึ้นมาของเกล็ดแข็งคล้ายเขาหรือไม่ก็หงอนชนิดหนึ่ง อสรพิษตนนั้นกำลังพ่นเพลิงสีเขียวลี้ลับออกมาใส่เตาหลอมอยู่ตลอดเวลา

บนหัวของอสรพิษยักษ์นั้นคือชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนนั้น เสื้อผ้ารวมถึงผมเผ้าของเขาเป็นสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั้งตัว ดวงตาทั้งสองข้างของชายชราเป็นสีเขียวมรกตดุจดั่งอัญมณีอันมีค่า…เป็นสีเดียวกับตาของอสรพิษมรกตที่ชายชรากำลังนั่งอยู่

ถังเฟยหู่สามรรถบอกได้ในทันทีที่เห็นว่าชายชราตรงหน้าคือสายเลือดของคนสกุลถังอย่างแน่นอน ในตอนนั้นเองที่ชายชรากวาดตาไปมองผู้มาใหม่ ชายชรากระโดดลงมาจากหัวของอสรพิษมรกตและลงมายืนบนพื้น

ชั่วพริบตาเดียวชายชราได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของถังเฟยหู่ “เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนยาหรือว่ารักษาละ?” ชายชราตระกูลถังได้กล่าวถามออกไป แต่ในวินาทีต่อมาสีหน้าของชายชราก็ดูเปลี่ยนไป เขาคว้าไปยังข้อมือของชายหนุ่มตรงหน้าและลงมือตรวจชีพจรรวมถึงส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจโดยละเอียด

“นี่มัน…หัวใจของเจ้า…..วิญญาณของเจ้า…..” ชายชรากล่าวออกมา

“เรียนผู้อาวุโส…ถัง ที่ศิษย์หลานมาหาท่านในวันนี้ก็เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บทางวิญญาณที่ได้รับมา ความจริงแล้วศิษย์มาจากตำหนักที่หก แต่อาจารย์ลุงซูไป๋เหวินแนะนำมาว่าให้ข้ามาหาท่าน” ถังเฟยหู่บอกกล่าวเหตุผลในการมาวันนี้ของตนเอง

“นี่แปลกนัก…” ดวงตาสีเขียวมรกตจดจ้องไปยังชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับตรวจอาการให้ละเอียดมากขึ้น ดำดิ่งลงไปตรวจยังวิญญาณของเด็กหนุ่มตรงหน้าให้มากขึ้น ในตอนนั้นเองที่ชายชราพบความผิดปกติบางอย่าง ราวกับเขาเห็นรอยโหว่ขนาดใหญ่บนวิญญาณของเด็กหนุ่มตรงหน้า

ร่องรอยของวิญญาณที่หายไปราวกับถูกคว้านไปจนกลายเป็นรูโหว่ ตามหลักทั่วไปวิญญาณของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาสมควรที่จะตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำ แต่นี่เหมือนมีบางอย่างที่มาหยุดขั้นตอนการเสื่อมสลายของวิญญาณและทำให้มันคงที่ ชายชราตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่นานก่อนที่จะค้นพบบางอย่างเขา

เขาเพ่งจิตสัมผัสของตัวเองให้ลึกเข้าไปในวิญญาณของถังเฟยหู่มากขึ้นเพื่อจะได้ตรวจสอบทุกอย่างได้ละเอียดมากขึ้น ในตอนนั้นเองที่ราวกับเขาสามารถค้นพบร่องรอยวิญญาณสีฟ้าอันเจือจางกระจัดกระจายอยู่โดยรอบภายในวิญญาณของถังเฟยหู่ สิ่งนี้คือเศษซากที่เหลืออยู่ของวิญญาณส่วนที่หายไป

ดวงตาของชายชราแซ่ถังเป็นประกายราวกับค้นพบเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าให้แล้ว เขารีบโบกมือไปทางด้านประตูหน้า จากนั้นลมปราณของเขาได้ดึงประตูไม้ให้ปิดลงและเปิดกลไกอาคมของเขาในการปิดผนึกห้องปรุงยามิให้ใครผ่านเข้าออกได้ ห้องปรุงยากลายเป็นาถานที่ปิดตายที่แม้แต่เสียงใดหรือจิตสัมผัสของผู้อื่นใดก็ไม่อาจผ่านเข้ามาได้อีกต่อไป ชายชราได้นำพาถังเฟยหู่มาอยู่บริเวณด้านในสุดของห้องปรุงยาซึ่งมีอาสนะสองผืนวางไว้อยู่ตรงนั้น เขาได้ชักชวนให้ถังเฟยหู่นั่งลงตรงนั้นก่อนที่จะฝากฝังให้จิตวิญญาณของตนช่วยปรุงยาที่เตาหลอมโอสถต่อไป ชายชราได้นั่งลงบนถังจิ้งชิงอีกตัวก่อนที่จะมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสีหน้าที่โอนอ่อนลงไปหลายส่วน “เด็กน้อย…เจ้าใช่ถังเฟยหู่หรือไม่? บอกข้ามา ตาของเจ้าชื่อถังจิ้งชิงหรือไม่ ส่วนแม่เจ้าใช่ถังหลิวหรือไม่….ไม่สิพวกเขาสมควรเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ถูกหรือไม่…” คำถามของผู้อาวุโสแซ่ถังตรงหน้ากลับบอกออกมาได้อย่างถูกต้อง

เสียงของผู้อาวุโสกลับเป็นอสนีบาตฟาดเข้าใส่หูจนทำให้ถังเฟยหู่รู้สึกมึนงงอยู่บ้าง เขาไม่นึกเลยว่าคนตรงหน้าจะรู้จักกับครอบครัวเขาทั้งหมด แต่จากคำกล่าวของคนตรงหน้าดูเหมือนจะรู้เรื่องราวของครอบครัวเขามากกว่าตัวเขาเองเสียอีก…

ความคิดเห็น