ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ 1 คอมเม้นท์ 1วิว = 1 กำลังใจ ขอบคุณมากๆ จ้า

บทที่ 1 เปิดฉาก (2)

ชื่อตอน : บทที่ 1 เปิดฉาก (2)

คำค้น : ลิขิตรักกับดักซาตาน เฌอมาลย์ เป้ นิกกี้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2559 14:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เปิดฉาก (2)
แบบอักษร

บทที่ 1 เปิดฉาก  (2)

 

 

“ข้านี่ล่ะที่เป็นคนบอกพวกมัน รู้อย่างนี้แล้วเอ็งจะทำไม” แม่ค้าข้าวแกงลุกขึ้นยืนตัวตรงตอบกลับไปอย่างไม่เกรงคนตรงหน้า

“ฉันอยากรู้ว่าทำไมป้าต้องบอกพวกมันว่าฉันอยู่ที่ไหน รู้ไหมว่าพวกมันแทบจะพังร้านเขายับ...ตอนนี้ฉันคงไปทำงานกับเขาไม่ได้แล้ว” เมื่อมุนินทร์อารมณ์เสียยังกัดไม่ปล่อยซักไซ้ไม่เลิก ป้าน้อมถึงกับสะอึก กัดปากเม้มแน่นเหมือนกลัวว่าดอกพิกุลจะร่วงจริงอย่างที่โดนกล่าวหา หากแต่เหตุผลที่นางกำลังจะเอ่ยบอกก็ร้ายแรงสำหรับนางเช่นกัน

“พวกมันขู่ว่าถ้าข้าไม่บอกจะพังร้านข้าไงล่ะ รู้อย่างนี้แล้วเอ็งจะทำอะไรข้าไหมล่ะ” ป้าน้อมกำลังจะร้องไห้จริงๆ เมื่อนึกถึงตอนที่ถูกพวกอันธพาลร่างโตสองคนมายืนข่มขู่อยู่หน้าบ้าน เหตุก็เพราะความชอบสอดรู้สอดเห็นของนางนั่นล่ะ พวกอันธพาลจึงแน่ใจว่านางจะรู้ดีว่าคนที่พวกมันตามหาหายตัวไปอยู่ที่แห่งไหน

มุนินทร์ถึงกับถอนหายใจ เหนื่อยหน่ายกับอันธพาลที่มันตามเธอไม่เลิก ตาหวานๆ ที่ยังขวางโลกเขียวปัดจนคนเบื้องหน้าถึงกับเสียวสันหลัง

“ไอ้พวกรกโลก ฉันอยากจะฆ่าพวกมันนัก” หญิงสาวกัดฟันพ่นเสียงหนักๆ ออกมา หน้าขาวๆ แดงจัดเพราะอารมณ์โกรธที่กำลังปะทุไม่หยุดในตอนนี้

“เอาเถอะ...คราวนี้ยกให้ ถือว่าเห็นแก่ไอ้นิ่มก็แล้วกัน” คนที่กำลังโกรธถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว นึกเห็นใจคนที่ต้องโดนรังแกเช่นกัน

อีกอย่างลูกสาวตัวน้อยของป้าน้อมก็รู้จักมักจี่กับเธอดี มีหรือที่หล่อนจะทำร้ายคนตรงหน้าด้วยเหตุแค่นี้ได้ มุนินทร์กำลังจะก้าวเท้าออกจากร้าน หากแต่เสียงของคนด้านหลังกลับรั้งเธอเอาไว้เสียก่อน เท้าบางจึงชะงักก่อนจะหันกลับมา

“มีอะไรเหรอป้า” คนที่กำลังพยายามสงบจิตใจหันมาเอ่ยถาม

“พวกมันจะพาเอ็งไปให้เสี่ยใช่ไหม ระวังตัวให้ดีล่ะ ข้าว่ามันคงไม่หยุดแค่นี้หรอก พวกนี้ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล หาหนทางจนได้นั่นล่ะ ข้าก็ทำได้แค่เตือนเอ็งเท่านี้นี่ล่ะ” หญิงสูงวัยเตือนด้วยความหวังดี คนฟังซึ้งใจอยู่ไม่น้อย สายตาหวานเผยแววขอบคุณส่งไปให้ก่อนจะพยักหน้ารับรู้และเดินจากไป

 

มุนินทร์เดินตรงดิ่งไปยังบ้านหลังเก่าที่แทบจะเรียกไม่ได้ว่า บ้าน แต่เธอก็ยังต้องอาศัยมันหลบแดดหลบฝน และป้องกันภัยในยามค่ำคืนเท่าที่จะทำได้ เพราะที่นี่คือบ้านที่แม่เธอทิ้งไว้ให้ก่อนจะสิ้นใจด้วยโรคประจำตัวที่ทนมานานหลายปี

มือบางผลักบานประตูให้เปิดออก ภายในบ้านไม่มีเครื่องตกแต่งอะไรมากนัก ห้องโถงใหญ่ว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวสำหรับวางของเมื่อยามจำเป็น ถัดไปก็เป็นห้องนอนที่เธอและน้องสาวใช้นอนปรับทุกข์และปลอบโยนกันในยามค่ำคืน ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งไม่ไกลจากประตูบ้านที่เปิดทิ้งไว้ไม่มากนัก

“เฮ้อ! วันนี้มันวันซวยอะไรวะเนี่ย” เสียงหวานสบถออกมาเมื่อนั่งลงได้พักใหญ่ ภาพของใครบางคนผุดขึ้นมาจนหญิงสาวต้องใช้มือถูปากตัวเองแรงๆ หวังลบรอยบางอย่างที่มันยังตราตรึงให้เลือนหาย

“ไอ้โรคจิต แหวะ!

มุนินทร์ถูปากตัวเองจนแดง แต่ถึงกระนั้นปากสวยก็ยังจำสัมผัสนั้นได้ไม่เลือนหายไปแม้แต่นิดเดียว คนหน้าสวยนิ่วหน้าอีก ร่างบางลุกพรวดเดินตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกล แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้หยิบแปรงและยาสีฟันอย่างใจหวัง ความรู้สึกบางอย่างเตือนให้เธอนึกได้ว่าตอนที่เธอวิ่งชนชายหนุ่มเธอทำของบางอย่างหล่นหายไปด้วย

มือบางสำรวจไปทั่วทุกอณูของร่างกายเท่าที่จะทำให้ หวังจะได้เจอของสำคัญที่แม่เธอมอบไว้ให้เป็นครั้งสุดท้าย คำสั่งเสียที่บอกให้เก็บมันไว้กับตัวและอย่าให้มันสูญหายยังดังก้องอยู่ในหัว

“อยู่ไหนนะ” คนงามพยายามจะหา แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอเสียที ร่างบางทรุดกายลงนั่งน้ำตาแทบจะไหลพราก

“ต้องไปหาให้เจอ ต้องตกอยู่ที่นั่นแน่ๆ ” มุนินทร์ตั้งใจแน่นหนัก ลุกพรวดพราดออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว และมันก็เร็วสมดังที่หัวใจดวงน้อยกำลังส่งเสียงออกคำสั่ง

เพียงไม่นานภาพคุ้นตาก็ปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง มุนินทร์ก้มๆ เงยๆ เมื่อมายืนอยู่ตรงจุดที่เธอชนกับหนุ่มคนหนึ่งแล้วล้มลงไป คนสวยสะบัดหน้าไล่ภาพบางอย่างที่มันทำให้หัวใจเธอเต้นไม่ปกติ และมันทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบใจนักที่ทุกอย่างเหมือนไม่เป็นอย่างใจ

คนสวยเบ้หน้า รู้สึกใจไม่ดีเท่าไหร่นักเมื่อคิดว่าจะหาของสำคัญนั่นไม่เจอ คนที่กำลังร้อนรนแทบอยากร้องไห้ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครคนหนึ่งที่กำลังมองมาจากชั้นบนของโรงแรมใกล้ๆ

 

เท้าหนาเดินเอื่อยๆ มาเรื่อยๆ ตาคมยังคงเพ่งมองสาวสวยที่ด่าเขาปาวๆ เมื่อช่วงบ่าย ร่างบางไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย หล่อนยังคงก้มๆ เงยๆ หาอะไรบางอย่างที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจมานานเกือบชั่วโมงแล้ว

“อะแฮ่ม! นี่เธอ...หาอะไรอยู่” เสียงทุ้มของใครบางคนเอ่ยทักทาย หวังจะได้พูดคุยและคืนของสำคัญให้กับคนตรงหน้า หากแต่คนที่กำลังก้มๆ เงยๆ กลับไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย

“หาเหยื่ออยู่หรือไง” คนอยากคุยด้วยถามไป แต่สาวคนสวยกลับไม่ตอบก็เลยหาเรื่องชวนตีเสียอย่างนั้น

คนที่คิดว่าถือไพ่เหนือกว่าปั้นหน้าปั้นตากวนประสาทส่งไปให้ เขาแน่ใจว่าของที่หญิงสาวทำตกไว้จะต้องสำคัญไม่เช่นนั้นคนสวยตรงหน้าคงไม่กลับมาเดินย่ำๆ อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้เป็นแน่

“ไม่เกี่ยวกับนาย หลีกไป” คนที่โดนสะกิดต่อมเดือดเหลือกตาขึ้นมามองเพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงไปหาของสำคัญต่อ

มุนินทร์จำเสียงและใบหน้าของคนที่เดินเข้ามาก่อกวนได้ดี จนเธอเองยังนึกสงสัยว่าทำไมเธอถึงจำอีตาบ้าโรคจิตคนนี้ได้แม่นยำนักนะ เพราะแรงโกรธแรงเกลียที่เขามาพรากจูบแรกไปจากเธอหรือเพราะสัมผัสตราตรึงที่ยังจำฝังใจกันแน่ หญิงสาวก็ไม่อยากจะเข้าใจตัวเองสักเท่าไรนักและเธอก็ไม่คิดที่จะหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ด้วย

“แถวนี้คงไม่มีผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาให้เธองาบหรอกนะ”

เสียงทุ้มเอ่ยลอยๆ เหมือนพูดกับฟ้ากับฝน ไม่ได้สบหน้ามองตาคนที่เขาหวังจะพาดพิงแม้แต่น้อย หากแต่คนที่กำลังตั้งใจหาอะไรบางอย่างเหลือบมองเขานิดหนึ่งก่อนจะก้มลงมองหาของสำคัญต่อ ไม่สนใจคนบ้าเพ้อเจ้อเช่นเคย

...อะไรกันยัยนี่ ทำเป็นไม่สนใจฉันงั้นเหรอ...

หนุ่มหล่ออย่างนายปกรณ์ บูรมานนท์ เป็นคนที่ไม่เคยโดนใครเมิน ถึงกับร้อนรน นึกอยากแกล้งคนตรงหน้าให้หายหมั่นไส้เสียยิ่งนัก หากแต่คนที่ยังมองหาของบนพื้นกำลังเดินผละจากเขาห่างออกไปทุกที ร่างสูงจึงต้องเร่งเท้าเดินตามให้ทัน

“หาเหยื่อตรงนี้ไม่เจอ ก็เลยจะเปลี่ยนสถานที่งั้นเหรอ” เสียงทุ้มเย้ยหยันอยู่ในที แววตาประกายกล้าอวดให้คนตรงหน้าได้เห็นว่าเขาก่อกวนเธอเห็นๆ

ชายหนุ่มเองก็ยังนึกสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าทำไมเขาจะต้องนึกอยากกล่าววาจาพวกนี้ออกมาให้คนตรงหน้าได้ฟัง แต่ที่รู้ในตอนนี้คือ เห็นหน้าเธอแล้วก้อนเนื้อเต้นได้ของเขารู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ไม่มีอะไรทำรึไงไอ้โรคจิต ถึงได้มาเดินตามก้นฉันอยู่แบบนี้” สาวสวยที่นิ่งเงียบมานาน อ้าปากกล่าววาจามาทีหนึ่งทำเอาคนฟังถึงกับหน้าหงาย

ปกรณ์หรี่ตามองอย่างอดคิดไม่ได้คนอะไรสวยบาดใจ แต่ปากร้ายยิ่งกว่า...แต่คนตัวใหญ่เตรียมตัวตั้งรับเอาไว้แล้ว มีหรือที่เขาจะต้องใส่ใจไปแคร์ยัยปากร้ายจอมจิกกัดนี่ เขาจึงยักไหล่ไม่สนใจกับคำกล่าวที่เธอใช้เรียก

“หึๆ ฉันไม่ได้ตามก้นเธอหรอกนะ ฉันเกรงว่าเหยื่อที่เธอหมายตาเอาไว้จะเป็นเพื่อนฉันต่างหาก คนอื่นคงรู้ไม่เท่าทันเธอล่ะสิ...รู้เอาไว้เสียด้วย คนคนนั้นไม่ใช่ฉันแน่นอน” ปกรณ์ยิ้มเย็น ท้ายประโยคใบหน้าหล่อโน้มเข้ามาใกล้เอ่ยเสียงเบาจนแทบกระซิบหากแต่เน้นหนักย้ำชัดอย่างยิ่ง

หนุ่มหล่อเจ้าของปากหยักสีแดงยกยิ้มสูง หน้าเชิดเหมือนคนที่กำลังเป็นต่อไม่ว่าจะสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม แต่คนงามก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เธอไม่อยากถือคนบ้าว่าคนเมาให้เสียเวลาหาสิ่งของที่ทำหาย คนที่ถูกเมินอีกเป็นครั้งที่สองถึงกับลมออกหู ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอใครเมินหน้าใส่เขาเช่นนี้มาก่อนเลย

“หาของสำคัญอยู่ล่ะสิ” เสียงทุ้มทักถาม ปั้นหน้าเหมือนไม่ใส่ใจแต่เท้าหนากลับเดินหนีไปทางเก่าที่เพิ่งจากมา

มุนินทร์ได้ยินประโยคสำคัญถึงกับหันหน้ากลับไปหาเขาอยู่ที่เขาแน่ๆ อีตาบ้าโรคจิตคงจะเก็บเอาไว้แน่ประโยคเดิมย้ำชัดซ้ำไปซ้ำมา ใบหน้าสวยแทบจะยกยิ้มกว้าง ประกายตาเปี่ยมความหวังฉายชัดจนเธอวิ่งตามหลังเขาไปอย่างเผลอไผล

“เดี๋ยว! นายว่าไงนะ” เสียงหวานทักท้วงเมื่อเห็นว่าร่างสูงเดินหนีไปไม่ยอมพูดต่อให้รู้เรื่องรู้ราว คนร้อนใจจึงวิ่งตามไปให้ทันคนตัวใหญ่ที่ก้าวเท้ายาวๆ จ้ำเอาๆ เหมือนอยากจะแกล้งเธอ

“นี่! นี่นาย! ฉันบอกให้หยุดก่อนไง! อีตาบ้า!” เสียงหวานออกคำสั่ง

มุนินทร์ตะโกนไล่หลังแต่คนฟังกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ สุดหล่อที่ใครๆ ต่างก็เฝ้าหลงใหลเดินยิ้มภูมิใจยิ่งนักที่ทำให้คนงามเดินตามหลังกลับมากับเขาได้

พื้นทรายละเอียดยังคงสวยงามขาวสะอาดตา หากแต่ความสวยงามที่เธอเองก็หลงใหลกลับเป็นอุปสรรคทำให้เธอตามเขาได้ไม่ทันใจเอาเสียเลยในยามนี้ มุนินทร์นึกเคืองอยู่ลึกๆ เธอมั่นใจว่าเขาได้ยินเสียงที่เธอตะโกนบอก หากแต่คนอยากแกล้งคงไม่หยุดฟังเธอง่ายๆ เป็นแน่ หญิงสาวเม้มปากสวยเข้าหากันจนเป็นแนวเส้นตรง ใจดวงน้อยฮึดแรงที่มีอยู่ออกมา ก่อนจะเร่งเท้าพุ่งเข้าไปหาแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

ยังไม่ทันที่เธอจะได้รั้งไหล่กว้างให้หันกลับมาพูดคุยให้รู้เรื่องอย่างที่ใจหวัง ไอ้โรคจิตเจ้าของร่างสูงกลับหยุดกึกก่อนจะหันกลับมา คนที่กำลังกระโจนเข้าหาเขาถึงกับหน้าตาตื่นตกใจเมื่อร่างบางกำลังจะลอยละลิ่วเข้าไปสู่อ้อมอกคนตรงหน้าอีกครั้ง

“กรี๊ด!” เสียงหวานกรี๊ดลั่นเมื่อเธอกำลังจะตกลงไปหาใครบางคนอีกครั้ง หน้าหวานแทบอยากจะร้องไห้ คนสวยหลับตาปี๋ ไม่อยากมองด้วยซ้ำว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

“เฮ้ย!” เสียงทุ้มตะโกนลั่นด้วยความตกใจเช่นกัน คราวนี้แขนแกร่งสองข้างกางออกมาเพื่อรับของหนักๆที่กำลังจะตกลงมาใส่เขา

แรงกระแทกจากร่างนุ่มส่งร่างแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามลงไปนอนหงายหลังอยู่บนพื้นทรายอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้จูบปากนุ่มที่เขาคิดถึงอย่างเมื่อตอนกลางวัน ร่างบางที่เกือบจะถลาเลยความสูงของเขาต้องใช้มือบางสองข้างยันไหล่แกร่งเอาไว้ ลมหายใจอุ่นๆ ของคนเบื้องล่างหายใจรดกายเธอจนเธอรู้สึกได้

เมื่อทุกอย่างอยู่ในความสงบนิ่ง คนสวยก็ลืมตามาสำรวจใครบางคนที่ต้องรับร่างเธอเอาไว้อีกแล้ว คราวนี้คนงามแทบอยากจะร้องกรี๊ดให้ลั่นทุ่ง เมื่อหญิงสาวก้มลงมองใบหน้าหวังสบตาคนหล่อที่โอบร่างเธอเอาไว้แน่นก็พบว่า ใบหน้าของไอ้คนโรคจิตฝังแน่นอยู่กับหน้าอกของเธอ

มุนินทร์ลุกพรวดพราด ถอยห่างจากคนตัวใหญ่ไปสองสามก้าว มือบางยกมาปิดหน้าอกตนเองเอาไว้อย่างหวงแหนพร้อมกับมองคนตรงหน้าด้วยสายตาดุดันยิ่งนัก

“นาย! ไอ้โรคจิต ไอ้คนบ้า ทุเรศที่สุดเลย!

เจ้าของเนินเนื้อนุ่มหยุ่นต่อว่าชายหนุ่มที่ยังนอนยิ้มเคลิ้มฝันอยู่บนพื้น คนงามเห็นดังนั้นแทบทนไม่ไหว เท้าบางสาวเข้าไปใกล้ก่อนจะถวายบาทาเข้าให้ที่สะโพกหนาของคนที่ยังนอนยิ้มจนชายหนุ่มสะดุ้ง

“หยุดทำหน้าตาเคลิ้มฝันเลยนะ ไอ้โรคจิต นายมันคนทุเรศ” เสียงหวานแหวใส่เมื่อใครบางคนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเรียบร้อยแล้ว เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาทำเมื่อครู่มันทำให้หญิงสาวบริสุทธิ์อย่างเธอรับไม่ได้อย่างแรง

“คำก็โรคจิต คำก็ทุเรศ...นี่แม่คุณ หัดดูตัวเองเสียบ้างสิ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ซุ่มซ่ามจนได้โล่ แถมยัง...”

ปกรณ์ลุกขึ้นมาตั้งสติได้เขาก็ไม่ถอยเหมือนกัน จนในท้ายประโยค ชายหนุ่มเว้นวรรคพร้อมกับปั้นหน้าปั้นตาเหมือนเจอของแสลงหรืออะไรที่น่ากลัวยิ่งนักก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“บรื๋อ...แบนเสียขนาดนั้น ใครจะไปพิศวาสลง” คนพูดพูดไปเรื่อย ทั้งๆ ที่ความจริงในใจส่วนลึกกลับตอกย้ำเหลือเกินว่าเขาเริ่มพูดไม่ตรงกับใจตนเองเสียแล้ว

ปกรณ์รู้ดีว่าเมื่อครู่นี้เขาได้สัมผัสเนื้อนุ่มน่าหลงใหลและขนาดของมันก็เต็มไม้เต็มมือจนใจร้อนๆ อยากจะเชยชม แถมเจ้าของร่างบางทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่มจนเขาติดใจขึ้นมาเสียแล้ว แต่คนที่อยากแกล้งกลับแสร้งทำหน้าตาสะอิดสะเอียนจนหญิงสาวเกินจะรับได้

“อี๋...ยังกับว่าของนายมัน...ชวนให้พิศวาสนักล่ะ ถึงของฉันจะแบนมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อยไอ้โรคจิต” เสียงหวานพ่นพิษใส่กลับไปให้เขาอย่างไม่รอช้า

หญิงสาวยักไหล่บางสองข้าง บ่งบอกให้เขารู้ว่าเธอไม่ยี่หระกับความหน้าด้านและหลงตัวเองของชายหนุ่มแม้แต่น้อย แต่ในท้ายประโยคเสียงหวานเบาหวิวเหมือนพูดกับตัวเองเสียอย่างนั้น

แต่เมื่อแววตาทะเล้นที่ยังมองมาทางเธอทำให้คนงามแทบอยากจิกตาใสๆ นั่นออกมาเหยียบแล้วกระทืบซ้ำยิ่งนัก ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดดูถูกที่หลุดออกมาจากปากแดงๆ เมื่อครู่นั้น ตาหวานๆ ขุ่นเคืองจนแทบอยากจะเผาคนตรงหน้าให้มอดไหม้คาที่เสียตรงนี้เหลือเกิน หากแต่สิ่งสำคัญที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่จัดการคนตรงหน้า แต่เธอจะต้องถามหาของที่หล่นหายไป

“นี่นาย...เมื่อตะกี้นายพูดเหมือนรู้ว่าฉันมาหาอะไร หรือว่านายเจอแล้วเก็บเอาไว้ให้ ถ้ายังไงฉันขอคืนเลยก็แล้วกัน” มุนินทร์พูดเอง เออเอง สรุปเอง เสร็จสรรพ หน้าตาเจื่อนลงถนัดเมื่อต้องพูดดีกับคนที่ทำให้เธอซวยได้ตลอดเวลาแบบไม่มีขีดจำกัด

“เปล๊า! ฉันไม่ได้บอกเธอสักหน่อยว่าฉันเจอ...หรือว่าเก็บอะไรได้” คนยียวนได้ทีก่อกวนกลับ ร่างสูงยักไหล่ก่อนจะผละไปอีกก้าวสองก้าว หากแต่เสียงหวานก็รั้งเขาเอาไว้อีกครั้ง

“เดี๋ยวก่อนสิ ก็เมื่อกี้นายพูด” หญิงสาวยังคงพยายาม แต่เมื่อคิดทบทวนนึกย้อนไปอีกครั้งเธอก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย

ใช่สิ เมื่อตะกี้เขาไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเขาเจอหรือเก็บอะไรได้...จะเล่นแง่อะไรหรือเปล่านะอีตาบ้า

“ฉันไม่ได้พูดอะไรที่บอกเธอว่าฉันเจอหรือไม่เจอ ฉันแค่คิดว่าเธอคงหาของสำคัญอยู่...ใช่ไหมล่ะ”

คนยียวนหันมาถามอีกครั้ง หน้าหล่อยิ้มกวนประสาทได้โล่ห์จริงๆ สายตาทะเล้นยังมองส่งไปให้หญิงสาวที่เขากำลังแกล้ง คนตัวใหญ่หัวเราะ หึๆ เหมือนสะใจก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ร่างบางได้แต่ยืนนิ่งมองเขาด้วยแววตาอาฆาตเหมือนโกรธใครมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว

เมื่อคิดว่าชายหนุ่มไม่ได้เป็นคนเก็บเอาไว้ หญิงสาวจึงยอมเดินจากไป ไม่พูดจาอะไรกับเขาอีก เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ตั้งแต่เจอหน้ากับผู้ชายคนนี้เธอก็รู้สึกได้ว่า ความซวยถามหาตลอดเวลาจนแทบไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

อัพจบตอนแล้วนะคะ

ฝากเป็นกำลังใจด้วยจ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 

ความคิดเห็น