Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

15th Tale : ภาระที่แบกรับ

ชื่อตอน : 15th Tale : ภาระที่แบกรับ

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 178

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2562 22:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
15th Tale : ภาระที่แบกรับ
แบบอักษร

15****th Tale : ภาระที่แบกรับ

บรรยากาศที่เงียบงัน และสายลมที่หยุดพัดพาลเอาลมหายใจหยุดชะงัก

เรื่องเล่าจากน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่กลับกดทับและบีบรัดหน้าอกให้หายใจไม่ออก ดวงตาสีฟ้ามองเสี้ยวหน้าที่เหม่อมองท้องฟ้า แม้จะไม่เห็นแววตา แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บปวด และแน่นอน...เคียดแค้น และโกรธเคือง

ได้แต่มองผู้ให้กำเนิดจากไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่อาจทำอะไรได้...

และเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะน้ำมือของศัตรู...เดอแคลร์

ดังนั้น เซดดริกจึงไม่แปลกใจแล้วว่า เพราะเหตุใดแวมไพร์หนุ่มผู้นี้ถึงได้เกลียดตระกูลนั้นมากมายนัก

“นายท่านใหญ่ และนายหญิงเสียแล้วล่ะขอรับ หลังจากที่ถ่ายรูปนี้ได้ไม่กี่วัน”

เรื่องมันเป็นแบบนี้สินะ

ชายหนุ่มรำพึงในใจเมื่อคำพูดของพ่อบ้านเก่าแก่ประจำคฤหาสน์ย้อนกลับมาในความคิดอีกครั้ง เขาเองก็ไม่นึกว่ามันจะเลวร้ายถึงขนาดเสียทั้งบิดา และมารดาไปต่อหน้าแบบนี้

อยากจะปลอบใจ... แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่ายามนี้คำพูดใดเหมาะที่สุด จึงได้แต่นิ่งเงียบ และเขาคิดว่าบางทีอีกฝ่ายอาจจะต้องการความเงียบแทนคำปลอบใจก็เป็นได้

“ก็อย่างที่นายรู้” ครอสเล่าต่อหลังจากที่เงียบมาได้สักพัก “การจากไป อย่างกะทันหันของบุคคลสำคัญของโลกแวมไพร์ และมนุษย์ก่อให้ความสงสัยมากมาย เพราะไม่มีหลักฐานใดบอกว่าท่านทั้งสองจากไปเพราะเหตุใด มีเพียงโลงศพ และพิธีเคารพศพอย่างยิ่งใหญ่เท่านั้น

“ทางฝ่ายแวมไพร์ก็มีข้อพิพาทกันบ้าง แต่ทางมนุษย์กลับเป็นปัญหาหนักกว่า” แวมไพร์พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อยขณะชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง “เจ้าพวกนั้นบอกว่าท่านพ่อ และท่านแม่ถูกสังหารโดยแวมไพร์ หึ พวกที่ปล่อยข่าวคงไม่พ้นเดอแคลร์”

“หา?” เซดดริกอดอุทานออกมาด้วยความแปลกใจไม่ได้

ถึงมันจะเป็นความจริงก็เถอะ แต่ว่า...

“หึ น่าขำใช่ไหมล่ะ?” อีกฝ่ายแค่นหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกสมเพช “จนแล้ว จนรอดพวกมนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่เป็นแวมไพร์...ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นปัญหาแบบนี้หรอก"

“เพราะแบบนี้ก็เลยเกิดความขัดแย้งกันสินะครับ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามอย่างคาดการณ์ได้

“ใช่” ครอสตอบ “แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าพวกมนุษย์แทบอยากจะหาเรื่องพวกเราอยู่รอมร่ออยู่แล้ว แค่ยังไม่มีชนวนก็เท่านั้น ทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากต่อสู้กัน แวมไพร์มีคมเขี้ยว และเวทมนต์เป็นอาวุธ ส่วนมนุษย์ก็มีไม้กางเขน และอาวุธเงินเป็นศาสตรา

“แค่นี้ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้วสินะ?” แวมไพร์ถามด้วยน้ำเสียงดูถูก แม้มันจะทำให้คนที่ฟังอดเคืองไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมทน เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง “แต่ก็ดีที่ยังมีคนใหญ่คนโตในโลกมนุษย์ที่เกิดรักตัวกลัวตายขึ้นมา และขอเจรจาสงบศึก ตัดขาดการติดต่อ ตัดเส้นทางการเชื่อมต่อกัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือตัดขาดโลกทั้งสองออกจากกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนพวกเราตกลง เพราะเห็นแก่อุดมการณ์ของบุคคลสำคัญที่เพิ่งจากไป”

“นับจากนั้นมา สำหรับมนุษย์แล้ว พวกเราแวมไพร์คงไม่ต่างจากตัวละครในนิทานตำนานปรัมปราเท่านั้น” เขาว่า “แต่แน่ล่ะ พวกเราไม่ได้ทำตามสัญญานั้นไปเสียทีเดียว ก็ยังคงแวะเวียนไปในโลกมนุษย์บ้างเป็นครั้งคราว แน่นอน มันก็เพื่อชีวิตของพวกเรา”

“พันธะสัญญา...” เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา แต่ชายผมดำก็ได้ยินชัดเจน

“ส่วนเรื่องพันธะสัญญา...มันน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่ฉันเคยบอกไป พวกเราไม่เคยปล่อยให้ใครรอด” ครอสอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนคนฟังอดรู้สึกยะเยือกไม่ได้ “ก็แค่ทำให้สาเหตุการตายไม่ใช่เพราะขาดเลือดจนตายก็เท่านั้น อุบัติเหตุเอย...ดคีอาชญากรรมเอย... สาเหตุแบบนี้มีบ่อยไป”

เซดดริกถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และหายใจไม่ทั่วท้อง ไป ๆ มา ๆ เขาชักอยากจะเลิกพูดเรื่องนี้ขึ้นมาตงิด ๆ จึงตัดสินใจถามเบี่ยงประเด็น “ปัญหาด้านนี้จบลง แล้วในหมู่แวมไพร์ล่ะครับ?” เขาถาม เพราะฟังจากที่เล่าแล้วในกลุ่มแวมไพร์เองก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วยิ่งผู้นำของฝ่ายหนึ่งจากไปแล้วแบบนี้ สถานการณ์ยิ่งล่อแหลมเข้าไปใหญ่

“ยิ่งแย่กว่าเดิม” อีกฝ่ายตอบ ดวงตาสีแดงหรี่ลงเมื่อนึกถึงอดีตที่ยังคง แจ่มชัดในความทรงจำ “พวกที่อยู่ฝ่ายเดียวกับท่านพ่อก็ตั้งขอสงสัยว่าผู้ที่สังหารผู้นำ และภรรยาก็คือ ฝ่ายที่จงเกลียดจงชังมนุษย์ เพราะถ้าหากขาดผู้นำไปแล้วก็เหมือนกับรถไฟที่ขาดหัวขบวนรถที่สุดท้ายแล้วก็จะตกรางไป

“เดิมทีแวมไพร์ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลอะไรมากมายนัก” ชายหนุ่มเล่าต่อ “ก็อย่างที่รู้...ทั้งประชาชน และแวมไพร์ชั้นสูงต่อสู้ และเข่นฆ่ากัน เลือดแลกเลือด เขี้ยวแลกเขี้ยว ตอนนั้นแผ่นดินโรมาเนียก็ไม่ต่างจากทะเลเลือดเท่าไหร่ เน่าเหม็น และน่าสะอิดสะเอียน”

เขาจำได้ว่าพ่อบ้านประจำตระกูลที่ดูแลเขาเป็นอย่างดีประหนึ่งว่าเป็นผู้กำเนิดเลยก็ว่าได้นั้นพยายามไม่ให้เขารับรู้เรื่องที่น่ากลัวเช่นนั้น

แต่ก็อย่างที่เห็นว่ามันไม่ประสบความสำเร็จ

“จนกระทั่งทางสภาแวมไพร์ต้องออกมาไกล่เกลี่ย และตัดสินให้การต่อสู้ยุติลง หากใครไม่หยุดก็จะได้รับการลงโทษขั้นสูงสุด ซึ่งในตอนนั้นคำสั่งของสภาถือเป็นที่สิ้นสุด จึงไม่มีใครกล้าโต้แย้ง และยอมทำตามคำตัดสินนั้นแม้จะไม่เต็มใจก็ตามที” ครอสเอ่ยต่อก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “เวลาผ่านไป หลาย ๆ คนก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น และฉันเองก็พร้อมที่ก้าวเข้าสู่โลกของการเมือง

“ฉันใช้สิทธิในการเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านพ่อ และเป็นผู้นำตระกูลดีแฟนธ่อมคนปัจจุบันในการเข้าถึงพวกสมาชิกสภาแวมไพร์ชั้นสูง ใช้อำนาจที่มีทั้งหมดเพื่อสืบหาผู้จ้างวานพวกนักล่ารับจ้างให้ไปสังหารท่าน” ถึงตรงนี้ เค้าความตึงเครียดก็ลอยเข้ามาในบรรยากาศอีกครั้ง ใบหน้าที่เรียบเฉยยิ่งไร้อารมณ์มากกว่าเดิม

“และในที่สุดฉันก็รู้” เสียงทุ้มห้วนเอ่ย และเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงทวีความเย็นยะเยือกจนแทบจะแช่แข็งคนฟังที่ถึงแม้ไม่ได้ถูกมองตรง ๆ ก็รู้สึกได้

“เดอแคลร์...” เซดดริกพึมพำแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ

เฟอร์ราดิน เดน เดอแคลร์” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และเคียดแค้นถึงที่สุดจนชายหนุ่มผมบลอนด์เกือบสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ “ผู้นำตระกูลเดอแคลร์ในเวลานั้น และเป็นผู้นำฝ่ายที่จงเกลียดจงชังมนุษย์”

“แล้ว...คุณทำอย่างไรต่อครับ?” อีกฝ่ายถามเสียงเบา แม้ว่าจะพอเดาคำตอบได้ลาง ๆ ก็ตามที

“หึ ทำอะไรน่ะเหรอ?” ครอสย้อนคำถามพลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ฉันก็บุกไปหาถึงที่ และมันก็ยืนรอรับราวกับรู้ว่าฉันจะไปหา”

ใบหน้าเจ้าเล่ห์ และชั่วร้าย...ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนิสัย และวาจาที่เอ่ยจาบจ้วงบุพการีของเขา มันทำให้แวมไพร์หนุ่มแทบคลั่ง และอยากจะตรงเข้าไปเลาะผิวหนัง และควักหัวใจออกมาขยี้ให้เละคามือ ทำลายทุกส่วนให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“ฉันไม่สนว่าสภาจะรู้เรื่องที่ฉันทำหรือจะคิดยังไง ฉันรู้แค่ว่า ไอ้เดนนั่นมันต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับท่านพ่อและท่านแม่ โดยเฉพาะเรื่องที่มันเป็นคนฆ่าท่านแม่ด้วยมือของมันเอง” ครอสพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

เขาจำได้ไม่ลืมว่าเงาสีดำปริศนาที่เป็นผู้ลงมือสังหารเพรย์ ดี ดีแฟนธ่อมในคืนนั้น คือผู้นำตระกูลเดอแคลร์นั่นเอง สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นระริกพร้อมกับบรรยากาศเย็นยะเยือกที่โรยตัวลงมาราวเป็นใจ “แล้วฉันกับเฟอร์ราดินต่อสู้กัน และตอนนั้นมีคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์นี้”

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มผมสีทองแซมเงินอันเด่นสะดุดรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ดวงตาสีเดียวกันเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“จนในที่สุดฉันก็เสียบทะลุอกของมัน และกระชากหัวใจของมันออกมา บดขยี้ และเผาจนกลายเป็นผุยผง หึ ฉันยังจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และดวงตาที่เกลือกกลิ้งด้วยความทรมานของมันได้...”

“สาสมแล้วก็กับที่มันทำ” แล้วรอยยิ้มเหี้ยมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ สีขาวที่มุมปากที่สะท้อนล้อแสงจันทร์จนวาววับ

เซดดริกกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ เขาแทบจะจินตนาการตามได้แทบทุกอย่าง เขารู้อยู่แล้วว่าแวมไพร์นั้นโหดร้าย และเลือดเย็นมากแค่ไหน และก็พอทำใจรับได้แล้วว่าคนข้าง ๆ คือแวมไพร์แบบนั้น แต่พอมาได้รับรู้ด้านมืดที่ดำมืดมากกว่าเดิมแล้ว...มันทำให้เขาเริ่มหวาดกลัว

“ล...แล้วไม่มีใครสงสัยบ้างเหรอครับที่ผู้นำตระกูลเดอแคลร์หายไป?” เขาถามโดยพยายามคุมเสียงให้นิ่ง

“แทบไม่มีใครสงสัย ไม่สิ แทบไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ” ครอสตอบพร้อม ๆ กับที่รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า “ก็อย่างที่บอกไป เรื่องราวระหว่างสองตระกูล ไม่มีใครสนใจแล้ว ใครจะอยู่ใครจะตาย...ก็ช่างปะไร ถึงแม้ว่าจะเคยเป็นตระกูลเก่าแก่ก็เถอะ แต่ช่วงเวลาในการมีบทบาทในการเมืองที่ขาดหายไป ก็ทำให้เริ่มหมดความสำคัญ”

“แบบนั้นลูกหลานตระกูลนั้นไม่แค้นแย่เหรอ?” เซดดริกบ่นเบา ๆ “ผู้นำตระกูลตายไปแท้ ๆ แต่กลับไม่มีใครสนใจ”

“ถึงจะแค้น แต่ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้” อีกฝ่ายตอบ “อย่าลืมว่ามีคำสั่งของสภาอยู่ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคนทำลายเองไปส่วนหนึ่งก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ได้สนอะไรอยู่แล้ว จะมาจับก็มาจับ จะทำอะไรก็เชิญ เพราะการแก้แค้นของฉันมันสำเร็จแล้ว”

ครอสหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะวางแขนลงบนเข่าที่ตั้งชันขึ้น “หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดปัญหาของพวกเลือดผสม...”

“เลือดผสม?” ชายหนุ่มผมบลอนด์หยุดความสงสัยไว้ไม่ทัน จึงเผลอถามจนขัดจังหวะการพูดของอีกฝ่ายไป

“ลูกครึ่งแวมไพร์ และมนุษย์ ผลผลิตจากการไปหาเหยื่อในเมืองบ้างเป็นบางครั้ง” แวมไพร์หนุ่มอธิบาย ไม่ถือสาการขัดจังหวะโดยไม่ได้ตั้งใจ “พวกนั้นเชื่อว่าการได้ดื่มเลือดของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ และการฆ่ามนุษย์จะทำให้ตัวเองกลายเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์”

“ฆ่ามนุษย์ด้วยเหรอ?” ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“ใช่” อีกฝ่ายตอบ “เหมือนกับว่าจะทำให้เลือดมนุษย์ในร่างของตัวเองหายไป...ประมาณนั้น”

“บ้าไปแล้ว!” ชายหนุ่มผมบลอนด์ร้อง “แบบนั้นมันจะเป็นไปได้ไง!!?”

“ถูกต้อง มันเป็นไปไม่ได้” ครอสว่า “นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีคนยุยง และชักใยอยู่เบื้องหลัง หลอกล่อให้พวกเลือดผสมหลงเชื่อ และใช้เป็นเครื่องมือทำลายความสงบสุข และพวกนั้นก็โง่พอจะโดนหลอกด้วยสิ...โดยเฉพาะตัวหัวหน้า”

“หัวหน้า?”

จัสติน เบสเตอรอยด์” แวมไพร์หนุ่มเอ่ย “หัวหน้าของพวกเลือดผสม หมอนี่ควบคุมพวกเลือดผสมทั้งในโรมาเนีย และในประเทศอื่นที่ต้องการต่อสู้ให้ออกทำร้าย และเข่นฆ่ามนุษย์ และสถานที่หลัก ๆ ที่มักจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นก็คือที่ ประเทศอังกฤษ”

เซดดริกชะงักกึกเมื่อได้ยินชื่อประเทศบ้านเกิด “อังกฤษ...เหรอครับ?” เขาถามเสียงสั่น ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ

แบบนี้มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่นั่นตกอยู่ในอันตรายหรอกเหรอ!?

ครอสพอเดาสีหน้า และท่าทางของอีกฝ่ายได้ จึงว่าต่อ “เพราะบ้านเกิดของเบสเตอรอยด์คือ ที่อังกฤษ ดังนั้นถ้าจะทำลายที่ไหนก่อน ก็คงเป็นบ้านเกิดของตัวเองที่เกลียดนักเกลียดหนา” เขาตอบ “ตอนแรกพวกเราว่าจะปล่อยไปเฉย ๆ แต่เหตุการณ์ก็บานปลายหนักเมื่อมนุษย์เริ่มเห็นความผิดปกติ ทางสภาแวมไพร์จึงต้องออกมาจัดการ และจับกุมพวกเลือดผสมที่ต้องการจะทำร้ายมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า

“สภาได้วางมาตรการควบคุม ตรวจตรา และดูแลเมืองใหญ่ ๆ ของพวกมนุษย์ และได้วางตำแหน่งประจำให้กับเจ้าหน้าที่ในแวมไพร์ในแต่ละพื้นที่เพื่อที่ว่าจะได้ป้องกันการเกิดโศกนาฏกรรมได้” ครอสพูดพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ เมื่อนึกถึงหน้าที่อันแสนเบื่อหน่าย “และฉันเองก็เลือกที่จะประจำที่อังกฤษ เพราะอย่างน้อยมันก็น่าจะมีอะไรให้ทำ แต่สุดท้ายแล้วมันก็น่าเบื่อ”

“แล้วสภาก็ยื่นเงื่อนไขที่ไม่ต่างจากอะไรกับการมัดมือชกให้กับพวก เลือดผสมว่า ถ้าไม่อยากตาย ก็อยู่อย่างสงบซะ” เขาว่า “เพราะเงื่อนไขนั้นทำให้ ทุกอย่างค่อยคลี่คลายลงบ้าง แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์”

เซดดริกไม่อาจคลายความกังวลลงได้ ในใจนึกอยากจะวิ่งโร่กลับไปหา ทุกคนที่นั่นด้วยความเป็นห่วง แต่เขารู้ตัวดีว่าทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงบังเอิญเจออีกฝ่ายในเมือง

“แล้วทำไมพวกคุณถึงต้องปกป้องมนุษย์ด้วยล่ะ?”

แวมไพร์หนุ่มหันหน้ามาเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เพราะว่ามันเป็นอุดมการณ์ของท่านพ่อ และท่านแม่ สมาชิกในสภาหลายคนที่ยังนับถือพวกท่านอยู่ก็เลยอยากจะสานต่อ” แววตาสีแดงไหววูบเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงบุคคลที่จากไป “และอีกอย่าง ถ้ามนุษย์ตายหมด แล้วพวกเราจะอยู่อย่างไร...จริงไหม?”

ถึงจะเกลียดมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ตายหมด แวมไพร์ก็คงอยู่ไม่ได้เช่นกัน

เขายิ้มแห้ง ๆ ให้กับคำตอบนั้นก่อนจะนึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้ “แล้ว...พวกเดอแคลร์ล่ะครับ?”

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะหันกลับไปทางเดิม “หลังจากที่เงียบหายไปนาน ก็กลับมาปรากฏตัวในสภาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เขาตอบเสียงเรียบ “แต่ฉันไม่คิดว่าพวกนั้นจะยอมรามือง่าย ๆ แน่ เพราะสิ่งที่พวกมันเกลียดมากที่สุด คือ มนุษย์ และฉัน...ที่เป็นดีแฟนธ่อม”

เขาหยุดพูดชั่วครู่ก่อนจะหันมามองหน้าคนข้าง ๆ อีกครั้ง “นั่นคือเหตุผลที่สำคัญที่ฉันบอกให้นายระวังตัว เซดดริก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะพวกนั้นไม่เลือกวิธีการหรอก และอาจจะใช้นายเป็นเครื่องมือก็ได้ใครจะไปรู้ และนายเองคงไม่อยากเป็นเครื่องมือใช้แก้แค้นใคร”

แม้จะเอ่ยด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย และน้ำเสียงที่จริงจัง แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงลึก ๆ ที่หากไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบจะสัมผัสไม่ได้

แต่ว่านั่นใช่ว่าจะเป็นเหตุผลที่แท้จริง...

ก็แค่ไม่อยากให้เป็นอันตราย เพราะการแก้แค้นที่อีกฝ่ายไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

เซดดริกที่พอจับเค้าความรู้สึกในน้ำเสียงนั้นได้ก็รู้สึกเหมือนใบหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง ทำให้เขาต้องเบนหน้าหนี และเงยหน้ามองท้องฟ้าเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้า ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อพอสงบสติอารมณ์ได้

“น่าแปลกนะครับ” เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ย “ไม่ว่าใครก็เป็นกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือปิศาจ ต่างก็มีความเคียดแค้น และความเกลียดชังไม่จบไม่สิ้น ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องดีเลย...แต่ก็ยังเต็มใจให้สิ่งเหล่านั้นมอดไหม้จิตใจให้หลงทางอยู่ในวงกตของการแก้แค้นไม่รู้จักจบสิ้น”

นัยน์ตาสีแดงกระตุกวูบเล็กน้อย เพราะคำพูดมันจี้ใจดำเขาอีกแล้ว “พูดได้ดีนี่” เขาเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืน

“แล้วทำไมอยู่ดี ๆ คุณถึงมาเล่าให้ผมฟังล่ะ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามด้วยใบหน้างอง้ำเล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าคำพูดเมื่อครู่มันออกจะประชดเล็กน้อย ทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไป

ตอนที่เขาตัดสินใจว่าจะเล่าให้ฟัง ก็คิดเพียงแค่ว่า...ถึงเวลาแล้ว และ ที่สำคัญ คือเขาแค่อยากจะหาใครสักคนที่สามารถพูดคุยได้

ใครสักคน...ที่จะยอมรับฟังเรื่องราวของเขาอย่างจริงใจ และไม่นึกรังเกียจการกระทำของเขา

และเมื่อรู้ตัว...ใบหน้าของคนข้าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเป็นคนแรก

“ก็แค่อยากให้รู้ไว้” เขาตอบเลี่ยง ๆ และเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “นายบอกว่าจะกลับไปอังกฤษ?”

เซดดริกชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนถามอย่างรวดเร็ว “คุณได้ยินด้วยเหรอ?”

แวมไพร์หนุ่มไม่ตอบคำถามนั้น ใบหน้าคมคายไม่เรียบเฉยอีกต่อไปเพราะซ่อนเค้าความเจ้าเล่ห์ไว้ลึก ๆ “แต่เหมือนฉันจำได้ลาง ๆ ว่านายบอกว่าจะอยู่ที่นี่...” แล้วรอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่โน้มลง และกระซิบแผ่วเบา “กับฉัน”

ชายหนุ่มผมบลอนด์สะดุ้งโหยง และถอยกรูดอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนมีไอร้อนลอยออกจากร่างกาย โดยเฉพาะที่ใบหน้า “นั่นน่ะ พูดตามสถานการณ์หรอก” เขาตอบเสียงแข็งพร้อมกับลุกขึ้นยืน และไม่ลืมทิ้งระยะห่างเล็กน้อย

เพราะใครจะรู้เล่า ยิ่งเมื่อวันก่อนเล่นมือไหม้อย่างกับปลาหมึกจนไม่น่าไว้ใจขนาดไหน!

ครอสเลิกคิ้วเล็กน้อย “งั้นเหรอ?” แล้วก็ยืดตัวขึ้นก่อนจะชักดาบเล่มหนึ่งออกจากเอว และโยนให้อีกฝ่ายที่เกือบรับไม่ทัน เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว “แต่นายอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ดี”

“หา?” ชายหนุ่มที่รับดาบมาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ อุทานด้วยความสงสัย

“จะได้มีคู่ซ้อมเสียหน่อย” ว่าแล้วก็พุ่งเข้าใกล้ และเหวี่ยงดาบใส่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ส่วนเซดดริกก็ยกอาวุธในมือขึ้นกันได้ทันท่วงที

“ผมใช้ดาบเป็นที่ไหน!” คนไม่เป็นดาบท้วงก่อนจะก้มตัวหลบอีกดาบที่ตามมา และถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“นายมีฝีมือ ไม่ยากหรอก”

เซดดริกยกดาบในมือขึ้นกันไว้อีกครั้งก่อนที่ใบหน้าจะซีดเผือดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหมุนตัว และเหวี่ยงขาขึ้นในระดับศีรษะอย่างรวดเร็ว “ดาบกับการสู้มือเปล่าน่ะ มันห่างไกลจากความใกล้เคียงกันมากนะ! ” เขาร้องลั่นพร้อมกับหลบไปข้าง ๆ ทำให้ ลูกเตะนั้นพลาดเป้าไป

“ฉันจะสอนให้” คำเอ่ยสั้น ๆ แต่การกระทำช่างห่างไกลจากการสอนเสียเหลือเกิน

“การสอนบ้าที่ไหนให้สู้จริงเลยล่ะโว้ย!!” ตอนนี้เซดดริกชักอยากจะโยนดาบทิ้ง แล้ววิ่งหนีเข้าคฤหาสน์ไปเลย หรือยกมือยอมแพ้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

“ให้ปิศาจสอน จะไปเหมือนกับที่มนุษย์สอนได้อย่างไรล่ะ?” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่รอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้น...มันตรงข้ามกับชัด ๆ!! อีกดาบถูกเหวี่ยงตามมาติด ๆ และดูเหมือนว่าแรงปะทะจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

“จะสอนหรือจะฆ่ากัน ถามจริง!” ถ้าคู่ต่อสู้ไม่ใช่คนที่เล่นกีฬามาก่อนอย่างเซดดริกแล้วล่ะก็ แขนคงชาไร้ความรู้สึกไปแล้ว

จะมานึกโทษความอึดของตัวเองมันก็ตอนนี้ล่ะวะ*!!*

เพราะมัวแต่คิดทำให้เพิ่งเห็นว่า อีกฝ่ายกำลังจะส่งอีกหนึ่งปะทะมา ทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ผมยังไม่ได้ขอให้คุณสอนเลยนะ!!”

แต่โดยที่ไม่รู้ตัว เขาก็จับดาบเป็น รับแรงปะทะเป็น และบุกเป็นเสียแล้ว

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั้งสวน สอดคล้องกับเสียงสายลมหวีดหวิวเป็นจังหวะพอดีกับการปะทะราวกับนัดกันมา จนกลายเป็นเสียงบทเพลงที่แปลกหู แสงจันทร์ส่องกระทบคมดาบของอาวุธให้เปล่งประกาย และกระทบใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองคนที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ดวงตาทั้งสองสีเป็นประกายวาววับราวกับเด็กที่เจอเพื่อนเล่นที่ถูกใจ...

สายลมพัดพาใบไม้ให้ปลิวไสว และเรียงรายราวกับเถาวัลย์ที่ถักทอสายสัมพันธ์ให้เกี่ยวพันกันมากขึ้น

...ดั่งเส้นด้ายเด่นชัดขึ้น...

ดวงตาสีแดงซีดลอบมองจากหน้าต่างภายในคฤหาสน์ แววตาสั่นระริก ไหววูบ และปริ่มด้วยหยาดน้ำใสแห่งปรีดา ภาพของนายน้อยในอดีต และเติบโตขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม และเพียบพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ปรากฏชัดในดวงตา

รอยยิ้มที่หายไปนาน กลับคืนสู่เจ้าของของมันแล้ว...

“นายท่านยิ้มด้วยล่ะท่านเอเกิล” เสียงหวานดังขึ้นข้างกายของพ่อบ้านชรา เจ้าของเสียงฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“ใช่แล้ว ลูน่า” เอเกิลตอบรับ และขยับยิ้มจาง ๆ

“ข้าชอบจังเลย” หญิงสาวเอ่ย และยกทั้งสองข้างขึ้นประสานที่หน้าอก “อยากให้นายท่านเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ เลย”

ชายชราลอบปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “ข้าก็เหมือนกัน” น้ำเสียงเอ่ยเบาหวิว แต่ท่วมท้นด้วยความสุข

นายท่านใหญ่ นายหญิง ท่านทั้งสองเห็นหรือไม่ขอรับ? บัดนี้รอยยิ้มกลับคืนสู่ท่านครอสแล้วนะขอรับ.

แล้วนัยน์สีแดงซีดก็ทอดมองอีกร่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะเก้ ๆ กัง ๆ กับการจะดาบ แต่ตอนนี้กลับเริ่มสู้ได้อย่างสูสีกับอีกฝ่าย เรือนผมสีบลอนด์พลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว และบางส่วนก็เปียกเหงื่อ และลู่ติดใบหน้า

ขอบคุณมากขอรับ ท่านเซดดริก...

TO BE CONTINUED..

ตอนนี้เปิดนิยาย BL เรื่องใหม่แล้วค่ะ :) 

มาแบบแมวๆ สืบสวน และลึกลับ ใครชอบแนวนี้เข้าไปอ่านได้นะคะ 

​​​​​

The Sith Cat's Charm

คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นติดต่อกันในกรุงเทพฯ

**และทุกเหตุการณ์ล้วนมีเงาของ **"แมวดำ"อยู่ในที่เกิดเหตุ

"พิรัณ" นักข่าวหนุ่มสายอาชญากรรมจึงคอยต้องตามติดข่าว

พ่วงด้วยคอยจับตามอง "เอเดรียน" อาจารย์มหาลัยฯ หนุ่มปริศนา

sds

****"The Sith Cat"แมวดำในความเชื่อของชาวสก็อตแลนด์

ว่ากันว่าหากมันวิ่งผ่านศพ มันจะขโมยวิญญาณของศพนั้นก่อนไปถึงมือของพระผู้เป็นเจ้า

****พิรัณไม่เคยเชื่อในตำนานใด ๆ หากแต่เขาชื่อสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น

แต่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นกลับพาเขาไปพัวพันเอเดรียน

และ

"ซิธแคท"

Paw Prints on au by KDDI Type F

สุดท้ายนี้ ฝาก #แมวดำน่ารัก ไว้ด้วยนะคะ ^_^

Paw Prints on au by KDDI Type F


ความคิดเห็น