Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

​14th Bond : อดีตที่ไม่ลืมเลือน

ชื่อตอน : ​14th Bond : อดีตที่ไม่ลืมเลือน

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 184

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2562 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​14th Bond : อดีตที่ไม่ลืมเลือน
แบบอักษร

14th Bond : อดีตที่ไม่ลืมเลือน

กริ๊ก กริ๊ก...

เสียงกดปากกาดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่นาน มือแกร่งที่กำรอบปากกาด้ามนั้นจะวางมันลงบนโต๊ะเมื่อรู้สึกถึงการมาเยือนของใครคนหนึ่ง และฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว...ใครคนนั้นคงจะกำลังหัวเสียอยู่เป็นแน่แท้

“ท่านพี่!!”

นั่น...เขาเดาผิดเสียที่ไหน?

ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้มาทางต้นเสียงซึ่งยืนจังก้าอยู่หน้าประตู โครงหน้าแบบเดียวกันกับเขาจ้องตอบกลับมาอย่างดุดัน ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงแสดงให้เห็นว่าสาวเจ้าคงกำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างที่คาดไว้ “มีอะไรหรือน้องพี่?” เสียงห้าวถามพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

ผู้เป็นน้องสาวไม่เอ่ยอะไรนอกจากเดินเข้ามาใกล้ และตบโต๊ะเสียงดัง “เฟรรู้นะว่าท่านพี่อยู่ในเมืองด้วย” เธอเริ่มด้วยอารมณ์หงุดหงิด “แต่ทำไมท่านพี่ถึงไม่ยอมจัดการมัน หมอนั่นน่ะ...อยู่ตรงหน้าเราเลยนะ!”

เฟลอสขยับยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะมือของน้องสาว “ใจเย็นเฟรล่า ขืนวู่วามไปจะเป็นเราที่จะถูกเพ่งเล็งแทน” เขาเตือนเสียงนุ่ม

“จะสนใจทำไมเล่า ในเมื่อมันก็ไม่เคยสนใจ!” เฟรล่าก็ยังคงดิ้อแพ่งไม่เลิก จนทำเอาพี่ชายอดระอาใจไม่ได้

“เฟรล่า” น้ำเสียงที่เข้มกว่าเดิมทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวว่าเธอแสดงกริยาที่ไม่ดีออกไป

“เฟร...ขอโทษ” เธอพูดเสียงอ่อย และทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับโต๊ะ “แต่...”

“อย่าลืมสิว่าตอนนี้กับเมื่อก่อนไม่เหมือนกันแล้ว” แวมไพร์หนุ่มอธิบาย และลดมือลงมาประสานกันไว้ที่หน้าตก ดวงตาสีแดงสดหลับลงครู่หนึ่ง “ถึงแม้ว่าเจ้าจะไปอยู่ฝรั่งเศสมาเสียนาน แต่เจ้าคงรู้สินะว่าตอนนี้มีสภาแวมไพร์ที่ค่อยตรวจสอบการกระทำของสองตระกูลหลัก ฝ่ายนั้นยังไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย แถมยังปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม...” แล้วเขาก็ลืมตาขึ้น และมองไปที่ตู้เก็บเอกสารสำคัญอย่างมีความหมาย

“...เพราะฉะนั้นหากฝ่ายเราทำอะไรที่ผิดต่อกฎขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากเลยทีเดียว”

เฟรล่าก้มหน้าลง และเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง “ถ้าอย่างนั้น...เราควรจะทำอย่างไรดี?”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มบาง ๆ และหันกลับมามองผู้เป็นน้องสาว “เมื่อทำต่อหน้าไม่ได้...เราก็ต้องทำลับหลังสิ จริงไหม?” สิ้นคำ ราวกับว่าใบหน้า และเรือนผมสีทองแซมเงินที่อยู่ในตำแหน่งย้อนแสงมีไอมืดอันน่ากลัวแผ่กระจายออกมา

“แล้วท่านพี่จะทำอย่างไรล่ะ?”

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด “นั่นสินะ...” เสียงทุ้มพึมพำ และเคาะนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ “...ขั้นแรก พี่ก็คงจะให้คำเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ปั่นป่วนสักหน่อยก็คงจะดีไม่ใช่เล่น”

“คำเตือน?”

“เจ้าจำมนุษย์คนได้ใช่ไหม? คนผมบลอนด์คนนั้นน่ะ” เฟลอสถาม

หญิงสาวพยักหน้ารับ “จำได้สิคะ ข้าจำได้ขึ้นใจเลยทีเดียว” เธอตอบ และแสยะยิ้ม กลิ่นเลือดอันหอมหวานที่ติดจมูก และใบหน้าอันหล่อเหลานั่น...มันช่าง            ตราตรึงใจเธอเหลือเกิน

“ทั้งใบหน้า ทั้งกลิ่น...มันช่างหอมหวาน ที่ฝรั่งเศสเฟรยังไม่เคยได้กลิ่นเลือดใครหอมขนาดนี้มาก่อนเลย”

“เจ้าคงจะรู้แล้วสินะว่ามนุษย์คนนั้นเป็นอะไร?” เฟลอสกระตุกยิ้ม

ดวงตาสีแดงอ่อนหวานของผู้เป็นน้องพราวระยับ “มีหรือที่ใครจะไม่รู้?            เสียชาติเกิดหมดสิคะ” ริมฝีปากสีเดียวกับดวงตาค่อย ๆ คลี่ยิ้มเมื่อนึกถึงหยดเลือด         ที่ไหลออกจากบาดแผลของชายหนุ่มผมบลอนด์คนนั้น

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นทำให้อีกฝ่ายทะลึ่งพรวดขึ้นตาม “ท่านพี่จะไปไหนหรือ?” เธอถามขณะมองพี่ชายหยิบผ้าคลุมสีดำข้างโต๊ะมาสวมไว้

“พี่จะไปกระตุ้น ‘พวกนั้น’ เสียหน่อย” อีกฝ่ายตอบขณะสวมฮู้ทให้ปิดใบหน้าเกินกว่าครึ่ง เหลือเพียงริมฝีปากที่ขยับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “จะได้มีข้ออ้างให้พวกเราไปเยี่ยมที่คฤหาสน์หลังนั้น” แล้วร่างสูงในผ้าคลุมสีดำก็หายวับไป เหลือเพียงหญิงสาวที่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจการกระทำของผู้เป็นพี่ชาย

###

ร่างสูงทรุดกายลงบนเก้าอี้ในห้องอาหารในขณะที่มือเสยผมสีบลอนด์ที่        ระหน้าผาก ใบหน้าคมคายยังคงมีริ้วของความเพลียและอ่อนล้า ไม่ต่างจากดวงตา       สีฟ้าที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นแม้ว่าเขาจะนอนมาหลายชั่วโมง และกว่าจะตื่นก็ปาไปสิบโมงเช้าแล้วก็ตามที เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ และถอนหายใจ

“นอนมาก็ตั้งหลายชั่วโมงแล้วทำไมยังเพลียอยู่เลย?” เสียงทุ้มพึมพำ

หญิงสาวในชุดสาวใช้เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารกลมสีเงิน ถ้วยกาแฟกระเบื้องสีขาวสวย และจานใส่แซนด์วิชรูปทรงสามเหลี่ยมสามคู่ก็เสิร์ฟลงบนโต๊ะ “อา-ฮานยามสายค่ะท่านเซดริก” เธอว่าด้วยน้ำเสียงสดใส และไม่ลืมวางโถใส่น้ำตาล และครีมเทียมไว้ข้าง ๆ กัน

“ขอบคุณมากครับลูน่า” เซดริกเอ่ย และหยิบขนมปังคู่ขึ้นมากัด

“ท่านเซดริกอาการดีขึ้นหมายคะ?” ลูน่าถามด้วยความเป็นห่วง “เมื่อวาน ดูไม่ดีเลย”

ชายหนุ่มวางอาหารในมือลงบนจานก่อนจะยกมือคลำท้ายทอยที่บวมปูดเมื่อวาน แต่ตอนนี้ก็ยุบลงไปเยอะแล้ว “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ” เขาตอบ และคลี่ยิ้มบาง ๆ

“ค่อยยังชั่ว” สาวใช้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฉานตกใจแทบแย่เลยล่ะค่ะ ยิ่งเห็นนายท่านพยุงออกมาแบบนั้น ฉานจายไม่ดีเลย...”...”

มือที่จับถ้วยกาแฟชะงักกึก ใบหน้ารู้สึกร้อนวูบขึ้นมาเมื่อนึกได้ว่าใครเป็นคนที่ช่วยประคบบริเวณที่บาดเจ็บให้เมื่อวาน แล้วยังเหตุการณ์เมื่อวานอีก เซดริกสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดออกจากหัวก่อนที่จะฟุ้งซ่านไปกว่านี้

 แอ๊ด...

 เสียงประตูที่ดังขึ้นเรียกให้หญิงสาวหันไปมอง แล้วใบหน้าน่ารักก็ฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครเข้ามา “สวัสดียามสายเจ้าค่ะนายท่าน” เธอเอ่ยเสียงใส

เพียงแค่นั้นทำเอาชายหนุ่มผมบลอนด์เกือบสำลักกาแฟ “ผมอิ่มแล้วล่ะ ขอบคุณมาก” เขาเอ่ยรัวเร็วก่อนจะลุกขึ้น และเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่มองชายที่เพิ่งเข้ามาเลยแม้แต่น้อย

ครอสลอบมองร่างที่เดินผ่านเขาไป แม้จะเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าหนึ่งก็พอสังเกตรอยแดงจาง ๆ บนแก้มที่เรือนผมปรกบางส่วนได้ ใบหน้าคมคายกระตุกยิ้มบาง ๆ เมื่อเสียงประตูปิดห้องดังขึ้น  “หึ...” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ และเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวประจำ

“กินไปแค่นั้นจะอิ่มจริงเหรอเนี่ย?” ลูน่าพึมพำด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่ากาแฟเพิ่งจะพร่องไปครึ่งถ้วย แล้วแซนด์วิชก็เพิ่งกินไปคำเดียว

แวมไพร์หนุ่มไม่เอ่ยอะไรขณะหยิบแซนด์วิชที่เหลืออยู่บนจานขึ้นมากินหน้าตาเฉยจนสาวใช้อุทานด้วยความตกใจ “นายท่าน! เดี๋ยวข้าเอาชุดใหม่มาให้เจ้าค่ะ” แล้วเธอกระวีกระวาดเข้ามาหมายจะเก็บจาน แต่ผู้เป็นเจ้านายก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม

 “ไม่ต้อง” เขาสั่งเสียงเรียบ

“แต่...แต่ว่า...”

“จะเอามาใหม่ให้เสียของเก่าทำไม?” แม้คำพูดจะห้วนสั้น แต่น้ำเสียงนั้นต่างออกไปจนลูน่ากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความแปลกใจ

จะว่าไงดี...เธอมีความรู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นไม่ไร้อารมณ์เหมือนแต่ก่อน และยังแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนลึก ๆ อีกด้วย “เดี๋ยวข้าเอากาแฟมาให้นะเจ้าคะ” เธอเอ่ยเสียงเบา และถอยหลังไปที่อีกมุมหนึ่งของห้องที่เธอใช้เตรียมเครื่องดื่มเป็นประจำ

*นายท่านดูเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ?* หญิงสาวรำพึงในใจขณะลอบมองชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วใบหน้าน่ารักก็คลี่ยิ้มจาง ๆ

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

ส่วนทางด้านของอีกคนหนึ่งที่รีบรุดออกมาจากห้องทานอาหารทั้ง ๆ ที่กระเพาะเพิ่งได้รับการเติมเต็มไม่ถึงหนึ่งในสี่ก็ยืนพิงกำแพงบริเวณทางเดิน มือขวายกมือลูบท้องของตนเบา ๆ พลางเบ้หน้าเมื่อได้ยินเสียงน้ำย่อยประท้วงหนัก

“โอย...ฉันเองก็หิวเหอะ” เขาบ่นเบา ๆ กับตัวเอง แต่จะให้ทำไงได้ นี่มันน่าอายยิ่งกว่าคราวก่อนที่กลับจากในเมืองเสียอีก ความจริงสำหรับผู้ชายอย่างเขาแล้ว มันก็ไม่สึกหรออะไรไม่ใช่เหรอ?

*แต่ว่านะ...* แล้วมืออีกข้างก็ยกขึ้นลูบริมฝีปากด้วยความเผลอไผล แม้จะผ่านมาแล้วหลายชั่วโมง แต่สัมผัสเย็นแต่อุ่นในเวลาเดียวกันยังคงติดอยู่

พลันใบหน้าคมคายก็ขึ้นสีจัด และสะบัดหน้าแรง ๆ เพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาไม่กล้าสู้หน้าอีกฝ่ายได้ตรง ๆ “แต่หลบหน้าแบบนี้อย่างกับวัยรุ่นที่เพิ่งเสียเฟิร์สคิสเลยไม่ใช่รึไงวะ?”

ถึงจะบ่นกับตัวเองแบบนั้น แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย มือไม้ก็สั่นระริก และใจเต้นรัว เรียกได้ว่า...เขิน และอายมากถึงมากที่สุด

ไม่เข้าใจเว้ย*!*

###

แล้ววันนี้ทั้งวันก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเจอกันที่ห้องสมุด ทางเดิน หรือแม้แต่ตอนทางอาหารกลางวัน เซดริกก็พยายามหลบหน้าอีกฝ่ายตลอด แม้กระทั่งเวลาอาหารเย็นที่จำใจร่วมโต๊ะกัน เขาก็ยัดอาหารลงท้องอย่างรวดเร็ว และผลุนผลันออกจากห้องทานอาหารจนลูน่า และเอเกิลมองด้วยความสงสัย

ใจจริงก็อยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นผู้เป็นเจ้านายไม่เอ่ยอะไร พวกเขาก็ไม่กล้าถามอะไร

เซดริกกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาตามทางเดิน ก่อนฝีเท้าจะก้าวช้าลง และหยุดลงเมื่อเบื้องหน้าเขาคือ ประตูห้องนอนของตัวเอง ชายหนุ่มเปิดประตูออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกผิดเริ่มถาโถมจนอยากจะย้อนกลับไปขอโทษ

แต่เมื่อคิดไปคิดมา...เขาเองก็คงปั้นหน้าไปขอโทษไม่ถูกเช่นกัน

“เฮ้อ เป็นอะไรเนี่ย” พึมพำไปก็ก้าวเข้าไปในห้อง

แกร่บ...

เสียงอะไรบางอย่างโดนเหยียบดังขึ้นจากใต้เท้าเรียกให้ชายหนุ่มก้มลงมอง แล้วดวงตาสีฟ้าก็เห็นกระดาษขนาดเล็กอยู่บนพื้น ส่วนมุมกระดาษโดนเหยียบไปเล็กน้อย เขาย่อตัวลง และหยิบมันขึ้นมาดู

“โน้ตหรอ...?” มันเป็นกระดาษพื้นผิวเรียบสีขาวเหลือง และดูเหมือนจะถูกดึงออกมาจากสมุดโน้ตสักเล่ม เซดริกพลิกกระดาษดูอีกฝั่ง มีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยปากกาสีดำปรากฏบนผิวกระดาษ

“ในสวนสองทุ่ม”

ไม่ต้องลงชื่อผู้ส่งเขาก็รู้ทันทีว่าใครเป็นคนส่งมา เซดริกเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “อีกสิบห้านาที...”

ดวงตาสีฟ้าก็มองออกไปนอกหน้าต่าง

จะไปดีไหมนะ?

แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนนัดเขาเอง เขาก็ควรจะไปตามนัดเสียหน่อย “เอาเถอะ จะได้ขอโทษเรื่องในวันนี้ด้วย” เขาตัดสินใจหยิบเสื้อไหมพรมที่ริมผนังมาสวมไว้ และเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมเก็บกระดาษโน้ตแผ่นนั้นเข้ากระเป๋ากางเกง

ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำตัวอย่างไรดีนั้น...ไว้เจอหน้ากันแล้วค่อยคิดก็แล้วกัน

###

สายลมเย็นพัดโชยมาเอื่อย ๆ หอบเอาความสดชื่น และกลิ่นหอมของดอกไม้ที่บานยามราตรีมาให้ต้องจมูก แม้อากาศเย็นจะโรยตัวลงมาต้องผิวกายให้ขนตั้งชัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ค่ำคืนนี้แย่ไปมากนัก

พรมหญ้าสีเขียวรองรับการมาเยือนของชายหนุ่มในเสื้อไหมพรมสีน้ำเงินเข้ม และกางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าหุ้มข้อที่เป็นที่นิยมในหน้าหนาวก้าวเข้ามาในสวนอย่างเชื่องช้า ส่วนดวงตาสีฟ้าก็มองหาใครอีกคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะมาถึงก่อนแล้ว

“อยู่ไหนนะ?” เขาพึมพำแผ่วเบาขณะเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็หยุดชะงักเมื่อเห็นร่างของคนที่ตามหาอยู่นั่งอยู่บนเนินเตี้ย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สูงที่สุดของสวนหน้าคฤหาสน์

เรือนผมสีดำสนิทถูกปล่อยให้เรี่ยแผ่นหลัง และปลิวเล็กน้อยตามแรงลมที่ปะทะ เสี้ยวหนึ่งของใบหน้าเหม่อมองท้องฟ้าสีเข้ม และต้องแสงจันทร์สีนวล

ภาพที่เขาเห็นนั้น...ช่างไม่ต่างจากภาพสลักของช่างผู้ชำนาญการที่บรรจงรังสรรค์ขึ้นมา และทำให้คนมองต้องมนต์สะกดโดยไม่อาจหักห้ามใจได้

ถ้ามองจากตรงนี้นี่ไม่เห็นเหมือนปิศาจสักนิด...

เซดริกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสายลมอีกวูบหนึ่งพัดมา และทำให้เขารู้ตัวว่าเผลอจ้องนานเกินไปแล้ว เขาจึงหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง และตัดสินใจเดินเข้าไปหา

แกร่บ...

เสียงใบไม้แห้งโดนเหยียบเรียกให้ชายหนุ่มเรือนผมสีดำหันไปมอง คนที่เขารอยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้เขาอดขยับยิ้มบาง ๆ ด้วยความดีใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายยอมมาหา

“ผมเห็นโน้ตน่ะ” เซดริกเอ่ย และหยิบกระดาษโน้ตในกระเป๋ากางเกงออกมาให้ดู “ของคุณใช่ไหม?”

ครอสไม่ตอบอะไรนอกจากขยับกายเล็กน้อย เป็นเชิงว่าให้มาตรงนี้...ข้าง ๆ เขา และแทนคำตอบว่า ‘ใช่’ อีกฝ่ายก็ไม่ทางเลือกนอกจากเดินเข้าไปใกล้ และทรุดกายลงข้าง ๆ

ดวงตาสีฟ้าเลื่อนไปมองใบหน้าด้านข้างของคนข้าง ๆ ที่ตอนนี้เงยขึ้นมองท้องฟ้าอีกแล้ว เขาจึงเงยหน้าตามบ้าง

แล้วสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผืนฟ้าสีเข้มประดับด้วยประกายวิบวับของดวงดาวดวงเล็ก ๆ และแข่งกันส่องประกาย แม้ว่าจะเปล่งประกายไม่เท่าพระจันทร์เสี้ยว แต่ก็ทำให้ท้องฟ้าในค่ำคืนนั้นสวยงามยิ่งกว่าอัญมณีใด ๆ

สวยจัง...

ครอสลอบมองใบหน้าของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่เหมือนกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ เพียงแค่นี้...เขาก็โล่งใจแล้วที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมาก

และคงถึงเวลาเสียที...

“เมื่อก่อนฉันก็เคยนั่งดูดาวแบบนี้...กับท่านพ่อ และท่านแม่...” คำกล่าวที่เริ่มต้นอย่างแผ่วเบาเรียกให้เซดริกหันมามอง และขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ชายหนุ่มเจ้าของคำพูดก็ไม่ได้เห็นมามอง แต่กลับมองท้องฟ้าเช่นเดิม

“เวลามันผ่านมานานแล้วก็จริง แต่ฉันยังจำมันได้ดี

.

*อีกครู่เดียวก็เสร็จแล้วขอรับ”* ศิลปินมือทองพูดขณะตวัดปลายพู่กันเปื้อนสีอีกสองสามที “เรียบร้อยขอรับ” ว่าพร้อมกับวางพู่กันในมือลง ก่อนจะหันรูปที่วาดเสร็จเรียบร้อยแล้วไปทางแบบทั้งสาม

“เรียบร้อยขอรับท่านแคนซัส ท่านเพรย์

“ขอบใจมาก” ชายหนุ่มเจ้าของนามเอ่ยรับขณะมองภาพสีน้ำมันตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ “ข้าคิดไม่ผิดที่ให้เจ้ามาวาดรูปให้ข้า”

“ข้าดีใจที่ท่านชอบขอรับ” อีกฝ่ายว่าพร้อมกับโค้งคำนับด้วยความนับถือสุดหัวใจ สิ่งใดเล่าจะดีไปกว่าการได้วาดรูปครอบครัวให้กับดีแฟนธ่อม!

หลังจากที่ศิลปินจากไปแล้ว ผู้นำตระกูลก็หันมาพูดกับบุตรชายตัวน้อย “เห็นไหมครอส พ่อบอกแล้วว่าไม่นานก็เสร็จ”

ร่างเล็กไม่ต่างจากเด็กอายุสิบขวบในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม และกางเกงขาสั้นประมาณเข่าสีเดียวกันเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อ ใบหน้าติดเรียบเฉยเล็กน้อยมีเค้าความหล่อเหลาแต่เด็กล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีดำสั้น ดวงตาสีแดงที่ประดับบนใบหน้ายังคงมีประกายขัดเขินอยู่บ้าง

“แต่ข้าเขิน...”

“ลูกแม่หล่อขนาดนี้จะอายทำไมล่ะจ๊ะ?” รอยยิ้มหวานจากหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสลวยช่วยทำให้เด็กน้อยผ่อนคลายลงได้บ้าง “จริงสิ วันนี้เราก็อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว เราไปดูดาวกันดีไหม?”

ครอสพยักหน้ารับรัว ๆ ก่อนจะวิ่งนำทั้งสองออกไปที่สวนหน้าตัวคฤหาสน์ แคนซัสกับเพรย์มองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยความเอ็นดูก่อนที่ทั้งสองจะเดินตามลูกตัวน้อยไป

ครอสชอบเวลาที่ได้นอนดูดาวกับสองคนที่เขารักมากที่สุด อากาศอาจจะเย็นนิดหน่อย แต่ว่าพอได้ซุกอยู่ข้างกายพวกท่านแล้ว เขาก็ไม่รู้สึกว่าหนาวเลย

แต่วันนี้พอเอนกายได้สักพัก ผู้เป็นพ่อก็ต้องขอตัวไปก่อน “เมื่อครู่ข้าได้รับสาส์นจากสภาให้เข้าประชุมตอนนี้” เขาพูดขณะลุกขึ้นยืน “คิดว่าคงต้องออกไปเลย”

ภรรยาสาวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “เรื่องด่วนเหรอคะ?” เธอถาม

“คิดว่างั้น” ชายหนุ่มตอบก่อนจะดึงผู้เป็นที่รักมากอดไว้หลวม ๆ และจุมพิตเบา ๆ ที่หน้าผากของเธอ

เพรย์หลับตาพริ้มก่อนจะลืมตาขึ้น “อย่าหักโหมมากไปนะคะ” เธอพูด และผละออกจากอ้อมแขนของสามี และอุ้มร่างของเด็กชายขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดแทน “เพรย์ดูลูกให้เองค่ะ ไม่ต้องห่วง”

ชายหนุ่มยิ้ม และขยี้เส้นผมสีดำของลูกชายอย่างหมั่นเขี้ยว “เชื่อฟังแม่นะครอส อย่าดื้อล่ะ” เขาเอ่ยก่อนจะหอมแก้มของเด็กชายด้วยความรักใคร่

"ครับท่านพ่อ” ครอสรับคำ และขยับยิ้มกว้าง ผู้เป็นบิดาจึงพยักหน้ารับ และเดินกลับเข้าตัวคฤหาสน์ไป ร่างเล็กมองบริเวณที่เคยมีร่างบุพการีก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านแม่ครับ”

“ว่าไงจ๊ะ?” เพรย์เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ

“ท่านพ่อทำงานอะไรเหรอครับ?”

หญิงสาวยิ้ม “เป็นงานที่สำคัญมาก ๆ เลยล่ะจ๊ะ” เธอตอบช้า ๆ ก่อนจะปล่อยร่างของบุตรชายลงพื้น ดวงตาสีแดงอ่อนสบกับดวงตาสีเดียวกันแต่เข้มกว่าพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม “เป็นงานที่มีเกียรติ และเกี่ยวพันกับเผ่าพันธุ์ของพวกเราเลยล่ะ”

แววตาของครอสประกายวาววับ “ถ้าข้าโตขึ้น ข้าจะได้ทำงานเดียวกับท่านพ่อหรือเปล่าครับ?” เขาถามด้วยความตื่นเต้น

“แน่นอนอยู่แล้วจ๊ะ” เพรย์ตอบ และลูบเรือนผมสีดำอย่างเบามือด้วยความเอ็นดู และรักใคร่

ความตั้งใจในครั้งนั้นตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแวมไพร์ตัวน้อย... และไม่เคยจางหายไปแม้หลังจากวันนั้นเพียงแค่วันเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไป

...ตลอดกาล...

.

***“แคนซัสคะ เกิดอะไรขึ้น?”***เสียงหวานดังขึ้นในห้องนอนขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงจนเด็กชายตัวน้อยที่เดินผ่านอดหยุดฟังด้วยความแปลกใจไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยได้ยินมารดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน เขาจึงตัดสินใจซ่อนอยู่หลังบานประตู และแอบฟังบทสนทนาผ่านทางช่องว่างอันน้อยนิดของประตู

"เกิดความขัดแย้งกันเองในหมู่แวมไพร์ เพรย์...พวกเขามีปัญหาเรื่องมนุษย์” เสียงห้าวของแคนซัสตอบกลับมาตามด้วยเสียงเบาะอ่อนยวบ “ในสภาแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ และอีกฝ่ายต้องการที่จะล่ามนุษย์เป็นอาหาร”

“แต่ว่าเรื่องนี้ก็เคยพูดกันแล้วนี่คะ?” เพรย์ถามด้วยความแปลกใจ “ว่าต่างคนต่างอยู่ เพราะก็รู้จุดอ่อนของกันและกันดี”

เสียงถอนหายใจหนักหน่วงตามมา “นั่นก็ใช่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนจุดชนวนเรื่องนี้ขึ้นมา” แคนซัสเอ่ย “แต่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นพวกเดอแคลร์...”

“เดอแคลร์เหรอคะ?” เสียงหวานถามเสียงสูงด้วยความตกใจ “ตระกูลนั้นอีกแล้ว...”

เดอแคลร์...เหรอ?

เด็กชายที่แอบฟังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

ชื่อตระกูลที่ไม่คุ้นหู แต่ฟังจากที่บิดามารดาของตนพูดกันแล้ว น่าจะเป็นตระกูลที่สำคัญ และเป็นตระกูลที่ทำให้พวกเขาไม่สบายใจแบบนี้

“ใช่” แคนซัสตอบ และถอนหายใจอีกครั้ง “ถ้าแหล่งข่าวของข้าไม่ผิดพลาด เจ้าพวกนั้นปลุกระดมประชาชนให้จงเกลียดจงชังมนุษย์ และต่อต้านการอยู่ร่วมกับมนุษย์ทุกรูปแบบ”

“ตายจริง...” หญิงสาวอุทานเบา ๆ “แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไรดีคะ?”

“ข้าพยายามพูดไกล่เกลี่ยแล้ว แต่เจ้าก็รู้เพรย์...เดอแคลร์ก็หาข้อแย้งมาแย้งจนได้” ผู้นำตระกูลตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “พวกเรารักมนุษย์ และนั่นก็เป็นสิ่งที่พวกนั้นเอามาอ้าง เพราะฉะนั้นตอนนี้ข้าเลยไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป” แล้วเสียงพูดคุยก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เสียงห้าวจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้ว...ครอสล่ะ?”

“เข้านอนไปแล้วล่ะค่ะ” เพรย์ตอบ “แต่เด็กคนนั้นชอบตื่นมาเดินเล่นกลางดึก ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในเตียงหรือเปล่า”

“ข้าฝากเจ้าไปดูเขาหน่อยก็แล้วกัน” แคนซัสเอ่ยเสียงเบา ตามด้วยเสียงเบาะอ่อนยวบอีกครั้ง แสดงว่าเขาคงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “ข้า...สังหรณ์จะใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้อะไร ๆ ก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”

“ได้ค่ะแคนซัส” ภรรยาสาวตอบ แม้ไม่เห็นหน้าของคนพูด แต่เด็กน้อยก็เดาได้ว่ามารดาของตนกำลังยิ้มอยู่เป็นแน่ “พักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวเพรย์ไปดูเอง”

ได้ยินเพียงแค่นั้น...ครอสก็รีบถอยห่างจากประตู และรีบตรงกลับไปที่ห้องอย่างรวดเร็ว เพราะเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของมารดาเข้ามาใกล้ประตู บทสนทนาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในความคิด

แม้เขายังเป็นเพียงแค่เด็กเมื่อเทียบกับอายุมาตรฐานของแวมไพร์แล้ว แต่เขาเองก็เกิดในตระกูลผู้นำแวมไพร์ ดังนั้น เรื่องที่เขาได้ยินนั้นทำไมเขาจะไม่เข้าใจ

ต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ...

และไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้เท่าใดนักในคืนถัดมา...

ตึง**! โครม! เพล้ง!!!**

ดวงตาสีแดงเบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจ และเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” เขารู้สึกได้ถึงพื้นห้องที่สั่นสะเทือน ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน ครอสจึงกระโดดลงจากเตียง และวิ่งออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหันซ้ายรีขวาเพื่อหาที่มาของต้นเสียง แล้วก็พบว่าที่มาของเสียงนั้นอยู่ไม่ห่างจากห้องของเขามากนัก และที่สำคัญมันคือห้องของท่านพ่อ และท่านแม่ของเขา

“ท่านพ่อ! ท่านแม่!” เด็กชายวิ่งตรงไปยังห้องนั้นโดยไม่ต้องคิด

ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าเป็นอะไรนะครับ*!*

แต่แล้วภาพที่เขาเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้ร่างทั้งร่างของเด็กน้อยถูกแช่แข็ง สภาพห้องที่เคยโอ่โถง งดงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย กลับกลายเป็นสภาพของสมรภูมิขนาดย่อม ๆ หน้าต่างถูกทำลาย เตียงนอน และหมอนถูกฉีกกระชาก และกลางห้องนั้นก็มีร่างที่คุ้นเคยสองร่าง และบุคคลในผ้าคลุมสีดำสี่คนที่ในมือมีดาบเล่มยาว และส่องแสงวาบเมื่อกระทบแสงจันทร์ภายนอก

“พวกเจ้าต้องการอะไร!!” แคนซัสตวาดขณะตั้งท่าพร้อมต่อสู้ และดันร่างของภรรยาไว้ข้างหลัง

“...” คนแปลกหน้าไม่ตอบอะไรนอกจากกระจายตัวล้อมรอบสองสามีภรรยาก่อนจะชี้ดาบมาที่คนกลางวงอย่างมุ่งร้าย

ดวงตาสีแดงของผู้นำแวมไพร์หรี่ลงอย่างพิจารณา นักล่ารับจ้าง

“ใครจ้างพวกเจ้ามา” ชายหนุ่มถามพร้อมกับสร้างลูกไฟสีเหลืองทองขึ้นที่ฝ่ามือขวา เมื่อไม่เห็นใครตอบเขาจึงส่งพลังมือขวาไปที่ชายในผ้าคลุมที่ใกล้ที่สุดอย่างไม่กลัวเกรง

ตูม!!

ร่างของนักล่ารับจ้างคนนั้นกระเด็นไปตามแรงพลัง และกระแทกเข้ากับผนังอย่างแรงจนร่างนั้นสลายหายไป “ตอบมา!!” แคนซัสตวาดลั่นอีกครั้ง และสร้าง       ก้อนพลังก้อนใหม่ขึ้นมาอีกก้อน

“พลังแห่งแสง...งั้นเหรอ?” เสียงแหบห้าวจากหนึ่งในนักล่าพึมพำแผ่วเบา “เป็นถึงปิศาจยามรัตติกาล แต่กลับใช้พลังแห่งแสงได้... คงต้องเรียกว่าท่านเป็นผู้ทรงพลังจริง ๆ ท่านแคนซัส”

ผู้ทรงพลังไม่ตอบอะไรนอกจากกวาดตามองร่างที่เหลืออย่างประเมิน     “ข้าถามว่าใครจ้างพวกเจ้ามา นักล่า!” ไม่ว่าเปล่า เขาส่งก้อนพลังไปทางชายในผ้าคลุมที่เปิดปากพูดเป็นคนแรก แต่อีกฝ่ายก็หลบได้ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของชายหนุ่ม “ตอนนี้เลย เพรย์!”

สิ้นคำ วงแหวนเวทย์สีแดงเพลิงก็พลันปรากฏขึ้นใต้เท้าของนักล่าอีกสามคนที่เหลือ และเพียงแค่กะพริบตา เปลวเพลิงสีแดงสดก็ปะทุจากความว่างเปล่า และเผาร่างในผ้าคลุมให้มอดไหม้ หากแต่ก็มีสองตนที่หลุดรอดออกมาจากวงแหวนเวทย์ได้ ส่วนอีกตนนั้น...ก็กลายเป็นตอตะโก และสลายหายไปทันที

นักล่าที่เอ่ยขึ้นเป็นคนแรกซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าของการปฏิบัติงานครั้งนี้    กัดฟันกรอดด้วยความหัวเสีย ดวงตาใต้ผ้าคลุมสีดำวาววับอย่างโกรธแค้น

“เดอแคลร์สินะ...” แคนซัสพึมพำแผ่วเบาก่อนจะเรียกดาบเล่มยาวออกมาจากความว่างเปล่าข้างกาย

เจ้าพวกนั้น....ทำถึงขนาดนี้เลยเรอะ*!!*

“ในเมื่อท่านรู้อยู่แล้วก็ไม่ถามเลยนะขอรับ” หัวหน้านักล่าตอบพร้อมกับ     ตั้งดาบขึ้น

ชายหนุ่มผู้นำดีแฟนธ่อมแค่นหัวเราะเบา ๆ “หึ สี่คนยังทำอะไรข้าไม่ได้ แล้วคิดเหรอว่าเหลือแค่สองจะทำอะไรข้าได้?”

ฉัวะ!!

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ร่างในผ้าคลุมดำอีกตนหนึ่งก็ทรุดฮวบลงพร้อมกับดาบสั้นที่ปักคาหัวใจ และศีรษะก็ขาดสะบั้นจากคอ และกลิ้งขลุก ๆ มาใกล้เท้าของหัวหน้านักล่าที่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“อย่าคิดดูถูกข้าเชียว” เสียงหวานแต่เย็นเยียบดังขึ้นจากข้างกายของผู้เป็นสามี เพรย์ควงดาบสั้นในมืออย่างคล่องแคล่วก่อนจะชี้คมดาบไปที่ผู้บุกรุก “เมื่อคิดจะบุกเข้ามาแล้ว ก็จงเตรียมใจเอาไว้ด้วย”

“ตั้งแต่...เมื่อไหร่...” หัวหน้านักล่าพึมพำเสียงสั่นระริกด้วยความตระหนก ไม่นึกเลยว่าหญิงสาวร่างบาง และเรียบร้อยจะมีฝีมือกล้าแกร่งเช่นนี้ เป็นเขาเองที่ประเมินผิดไป เพราะหญิงสาวตรงหน้านั้นเป็นถึงนายหญิงแห่งตระกูลดีแฟนธ่อม ดังนั้น เรื่องฝีมือการต่อสู้ และความเยือกเย็นย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

“แล้ว...แบบนี้ล่ะ?” เสียงราบเรียบและเย็นชาที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นจากความเงียบเบื้องหลัง

ฉึก!

เสียงชำแรกแทรกผ่านผิวกาย ทะลุก้อนเนื้อที่อกซ้ายอย่างพอเหมาะพอดีก่อนที่เลือดสีแดงเข้มจะไหลทะลักจากบาดแผล ดวงตาสีแดงอ่อนเบิกกว้างด้วย       ความตกใจเมื่อความเจ็บปวดจากบาดแผลวิ่งผ่านเข้าสู่สมอง

**“เพรย์!!”** แคนซัสร้องลั่นด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวผู้เป็นที่รักถูกเงาปริศนาแทงทะลุอก เพียงแค่กะพริบตาเงานั้นก็หายไปพร้อมกับร่างบาง     ที่ค่อย ๆ ทรุดกายลงกับพื้น

หากแต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่ตกใจยิ่งกว่า...

ดวงตาสีแดงของเด็กชายเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด ภาพในดวงตาสะท้อนภาพของมารดาที่มีของเหลวสีแดงข้นไหลทะลักออกจากบาดแผล และร่างนั้นกำลังจะร่วงลงบนพื้น

“ท่านแม่...” เสียงเล็กพึมพำแผ่วเบาอย่างเหม่อลอย “ท่าน...แม่...”

ราวกับเสียงที่แผ่วเบานั้นส่งไปถึงหญิงสาวที่ใกล้สิ้นลม

“คร..อส” เสียงหวานกระซิบ เบาหวิวราวกับเสียงสายลมหวีดหวิว

“ท่านแม่...” ขาที่สั่นระริกของครอสกำลังจะก้าวไปหามารดา แต่ถูกอ้อมแขนของใครคนหนึ่งโอบกอดไว้จากข้างหลัง

“ไม่ได้ขอรับนายน้อย” เสียงทุ้มแต่คุ้นเคยของพ่อบ้านดังขึ้นจากข้างหลัง

“แต่...แต่ท่านแม่...” ครอสดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนของเอเกิล ดวงดวงตาเริ่มปริ่มด้วยหยาดน้ำใส

“...ปล่อยข้าเอเกิล ข้าจะไปหาท่านแม่!!”

เสียงหวีดร้องของแวมไพร์ตัวน้อยเรียกความสนใจจากคนที่เหลือได้เป็นอย่างดี แคนซัสหันขวับมาที่ประตูอย่างรวดเร็ว แล้วดวงตาสีแดงก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ **“ครอส!!”** เขาอุทานลั่น เพราะไม่นึกว่าบุตรชายของตนจะมาอยู่ที่นี่...

“ท่านพ่อ...ท่านพ่อ ท่าน....!!!” แต่แล้วคำพูดที่เหลือก็ไหลลงลำคอจนหมดสิ้น เมื่อประกายวับของคมดาบแทงทะลุหน้าอกด้านซ้ายของคนตรงหน้า เลือดสีแดงค่อย ๆ ไหลออกจากปากแผลก่อนที่ร่างนั้นจะกระตุกเมื่อดาบเล่มนั้นถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว

“หนอย” แคนซัสสบถลั่น และรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเสือกดาบสวนกลับไป พร้อมปล่อยลูกไฟก้อนสุดท้ายไปที่ศีรษะของหัวหน้านักล่าโดยไม่ให้ตั้งตัว

ชายในผ้าคลุมคนสุดท้ายที่เหลือเบิกตากว้าง เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว            ทั้งดาบ และลูกไฟสีทองจึงทะลุร่างของเขาจนกลายเป็นอากาศธาตุ

ใบหน้าคมคายกระตุกยิ้มด้วยความสะใจก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงไปกองกับพื้น กองเลือดสีแดงข้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง และส่งกลิ่นเหม็นคาวตลบอบอวลไปทั่วห้อง

“ไม่!!!!”

TO BE CONTINUED..

ตอนนี้เปิดนิยาย BL เรื่องใหม่แล้วค่ะ :) 

มาแบบแมวๆ สืบสวน และลึกลับ ใครชอบแนวนี้เข้าไปอ่านได้นะคะ 

​​​​​

The Sith Cat's Charm

คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นติดต่อกันในกรุงเทพฯ

**และทุกเหตุการณ์ล้วนมีเงาของ **"แมวดำ"อยู่ในที่เกิดเหตุ

"พิรัณ" นักข่าวหนุ่มสายอาชญากรรมจึงคอยต้องตามติดข่าว

พ่วงด้วยคอยจับตามอง "เอเดรียน" อาจารย์มหาลัยฯ หนุ่มปริศนา

sds

****"The Sith Cat"แมวดำในความเชื่อของชาวสก็อตแลนด์

ว่ากันว่าหากมันวิ่งผ่านศพ มันจะขโมยวิญญาณของศพนั้นก่อนไปถึงมือของพระผู้เป็นเจ้า

พิรัณไม่เคยเชื่อในตำนานใด ๆ หากแต่เขาชื่อสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น

แต่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นกลับพาเขาไปพัวพันเอเดรียน

และ

"ซิธแคท"

Paw Prints on au by KDDI Type F

สุดท้ายนี้ ฝาก #แมวดำน่ารัก ไว้ด้วยนะคะ ^_^

Paw Prints on au by KDDI Type F

ความคิดเห็น