พริ้วพลิ้ว
email-icon

หนึ่งเม้นต์ หนึ่งแรงผลักดัน

Chapter1 เด็กน้อยกับคำเชิญชวน (รีไรท์)

ชื่อตอน : Chapter1 เด็กน้อยกับคำเชิญชวน (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.6k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter1 เด็กน้อยกับคำเชิญชวน (รีไรท์)
แบบอักษร

ตอนที่ 1 : 

 

 

'ข่าวถัดมาค่ะคุณกิตติคะ เซรุ่มฝังเซลล์มดลูกในร่างกายคุณผู้ชายที่เคยเป็นกระแสดังไปทั่วโลกในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เข้าไทยเรียบร้อยแล้วนะคะ และจากการให้สัมภาษณ์ของดร.เอ็ดเวิร์ดซึ่งเป็นผู้วิจัยและคิดค้นเจ้าตัวเซรุ่มนี้เขาบอกเอาไว้ว่ามีเคสตัวอย่างที่คนได้รับเซรุ่มซึ่งเป็นผู้ชายเนี่ย ตั้งครรภ์และคลอดบุตรออกมาปลอดภัยทั้งแม่และเด็กแล้ว แหม..คุณกิตติคะ ต้องใช้คำว่ามหัศจรรย์แล้วล่ะค่ะสำหรับวงการการแพทย์สมัยนี้' 

เสียงเจือแจ้วจากผู้ประกาศข่าวช่องดังยังคงพูดต่อไปในขณะที่คนอยู่หน้าโทรทัศน์ไม่ได้ให้ความสนใจมันเลยแม้แต่น้อย ในห้องทำงานขนาดกำลังพอดีของประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของห้องที่ร่างกายท่อนบนนั้นไร้อาภรณ์ใดๆกำลังดันพื้น ออกกำลังกายยามว่างซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆอยู่ตามลำพัง 

“เข้ามา” 

ธีรธร หรือท่านซีอีโอของบริษัทตอบรับเสียงเคาะประตูในขณะที่ร่างกายยังขยับขึ้นลงอยู่อย่างแข็งแรงและไม่ได้มีทีท่าจะลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า เพราะคนเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เคาะประตูห้องทำงานของเขา คือเลขาคนสนิทของเขาเท่านั้น 

เมื่อได้รับคำอนุญาต ชายวัยกลางคนเดินแทรกประตูบานสูงเข้ามา นายปัญญาใช้นิ้วกลางดันแว่นทรงเรียบให้กลับเข้าที่ด้วยท่าทางสุขุม ก่อนจะกล่าวกับผู้เป็นนาย 

“คุณธีร์ครับ คุณมีประชุมในอีกครึ่งชั่วโมง” คำบอกกล่าวจากร่างสูงโปร่งในชุดสูทที่เรียบร้อยหาที่ติไม่ได้ทำเอาคนเป็นเจ้านายหัวเราะหึในลำคอ ก่อนที่คนตัวหนาจะกดร่างตัวเองลงพื้นครบรอบที่หนึ่งร้อยพอดี ถึงค่อยๆลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากมือพลางเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพาดบ่า 

“เห็นฉันเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบขนาดนั้นเลยหรือไงปัญญา” เจ้านายว่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินผิวปากเข้าห้องน้ำส่วนตัวไป ฝ่ายเลขาได้แต่มองตามจนลับสายตา ก่อนเจ้าตัวจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า จัดสูทอย่างดีให้ผู้เป็นนายอย่างที่เคยทำ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#ธีร์ไทม์ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถยนต์คันสีดำเงาวับเคลื่อนเข้ามาในตัวคฤหาสน์ประจำตระกูลศักดาธีรโภคิน ผู้เป็นนายที่นั่งอยู่ด้านหลังเปิดประตูออกก่อนจะก้าวลงมาอย่างสง่างามราวกับว่าพื้นหินอ่อนหน้าประตูบ้านถูกปูด้วยพรมแดง มือข้างหนึ่งปิดประตูรถอย่างเบามือ ส่วนอีกข้างนั้นใช้ถือเอกสารและแฟ้มงานต่างๆไม่ได้ว่างเว้น 

สองขาสูงยาวในกางเกงสูทเดินผ่านประตูไม้สักที่ประดับกระจกสเตนกลาสราคาแพงมาด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนที่หัวคิ้วทั้งสองข้างจะย่นเข้าหากันด้วยความแปลกใจ ตอนที่พาร่างของตัวเองมาถึงห้องโถงใหญ่และพบกับทุกคนในบ้านกำลังนั่งกันอยู่พร้อมหน้า ทั้งยังหันมองมาทางนี้ราวกับกำลังรอเขาอยู่ 

“รอผมอยู่หรือเปล่าครับ” 

“มาเลยธีร์ มาๆๆ คุณแม่บอกว่ามีเรื่องจะพูด แต่รอแกกลับมาก่อน” ทัดดาว หรือธีรนาฎ พี่สาวแท้ๆของท่านประธานว่าขึ้นอย่างร้อนรน พลันร่างเพรียวๆก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาตัวสวย ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาลากแขนน้องชายให้เดินไปนั่งลงข้างๆกัน 

“เอาล่ะ ทุกคนมากันครบแล้วหยาด ไหน.. มีเรื่องอะไร” ชญานนท์ ซีอีโอคนก่อนหน้าธีร์ว่านิ่งๆพลางพับหนังสือพิมพ์ลงแล้ววางไว้บนตัก บรรยากาศในโถงกว้างเงียบลงโดยพลัน แบบที่บรรดาสาวใช้ไม่กล้าเดินเข้ามาเฉียด 

หยาดทิพย์กวาดสายตามองทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมภายในครอบครัวครั้งนี้และสุดท้ายสายตาก็หยุดลงที่ลูกชายคนเก่งที่นั่งอยู่อีกฟาก ทำเอาธีรธรต้องหรี่ตาลงมองอย่างสงสัยว่าผู้เป็นแม่กำลังจะพูดอะไร สายตาจริงจังของเธอเรียกให้คนอื่นๆหันมามองที่เขาด้วยความฉงนเช่นเดียวกัน ก่อนหยาดทิพย์จะผุดรอยยิ้มขึ้นมาช้าๆ 

“แม่เจอคู่ของลูกแล้วธีร์” เนื้อเสียงที่ปกติจะนุ่มนวลหากแต่วันนี้กลับดังก้องโถงใหญ่แบบไม่ทราบสาเหตุ มันก้องอยู่ในหัวของประธานบริษัทอย่างธีรธรจนสมาธิหลุดไปสักพัก และเพราะเสียงของคุณย่าที่พูดเสริมขึ้นมาถึงเรียกสติของเขาให้กลับมาตั้งใจฟังบทสนทนาต่อได้ 

“ใช่แล้วล่ะ ตามหากันมาเกือบปี ในที่สุดก็เจอ” แสงดาว คุณย่าของธีร์ว่าขึ้นด้วยท่าทีโล่งอกเต็มทน บรรยากาศรอบข้างเริ่มกลับสู่โหมดปกติอีกครั้งเมื่อเริ่มมีเสียงฮือฮาขึ้นมาจากทุกคนที่นั่งเงียบกันมานาน 

“จริงเหรอคะคุณแม่ สวยไหมคะ” 

“ดีจังเลยนะดาว เธอทำงานอะไร อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ” 

“เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมเพิ่งมาบอกกันละหยาด” 

รอบข้างแสดงออกถึงความตื่นเต้น เสียงฮือฮาดังขึ้นไปทั่ว แม้แต่สาวใช้ที่แอบฟังอยู่ไกลๆก็ยังมีเสียงซุบซิบเล็ดลอดออกมาจนถึงตรงที่พวกเขานั่งอยู่นี้ จะมีก็แต่เจ้าของเรื่องอย่างธีร์นั่นแหละที่นั่งนิ่งเป็นเป่าสาก เนื่องจากสมองตอนนี้ไม่สามารถสั่งการอะไรได้แล้ว เขานั่งนิ่ง รับฟังคนอื่นๆถกคำถามใส่คุณแม่และคุณย่าของตัวเองอยู่แบบนั้น 

จนกระทั่งสมองเริ่มกลับมาทำงานได้อย่างปกติ ตาคู่ดุวกกลับไปจ้องหน้าหวานหยดของผู้เป็นแม่เพื่อยืนยันคำตอบ หยาดทิพย์ทำเพียงแค่ยิ้มส่งมาให้ ก่อนจะผายมือออกมาเพื่อบอกทุกคนให้เงียบ 

“เอาล่ะๆ หยาดจะบอกว่าหยาดเจอคู่ของธีร์แล้วจริงๆ ถามว่าสวยไหม กล้าบอกเลยว่าหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ไม่ได้สะสวยอะไร น้องอายุน้อยกว่าธีร์นิดหน่อย แล้วตอนนี้ก็ทำงานเป็นครูศิลปะให้เด็กประถมอยู่ที่โรงเรียนรัฐบาลแถวนนทบุรี” 

ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ การที่หยาดทิพย์บอกว่า น้อง เป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กๆคงยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าอุปนิสัยคงน่ารัก อ่อนโยน และอ่อนหวาน หน้าตาไม่ได้สะสวยอะไรหากแต่จิ้มลิ้มนั่นก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ 

ธีร์เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว 

“เอ่อ.. แล้วที่สำคัญ..”  

“คือน้องไม่ใช่เธอ ..แต่เป็นเขา” 

ทว่าประโยคถัดมาทำเอาทั้งโถงเงียบไปอีกครั้ง และมันคืบคลานมาพร้อมกับแรงกดดัน บรรยากาศน่าอึดอัดทำเอาคนรอบข้างหายใจไม่เต็มปอด ธีรธรหันขวับไปมองมารดาอย่างเสียไม่ได้ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่จางหายลงไปในพริบตา 

“คุณแม่จะบอกว่า?” ลูกชายคนเดียวของหยาดทิพย์เว้นช่วงไว้ให้ตอบพร้อมกับเลิกคิ้วเพื่อเร่งเร้า ท่าทีที่ท่านประธานทำเมื่อไหร่ พนักงานก็กลัวหัวหดกันหมด 

“จ้ะ คู่ของลูก..น้องเป็นเด็กผู้ชาย” 

ป๊าบ!! 

เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะดังขึ้นพร้อมๆกันจนเกิดเป็นเสียงที่ดังสนั่นลั่นไปทั่วทั้้งบ้าน ธีรนาฎที่กำลังนั่งระดมสมองกับสามีถึงกับสะดุ้งตัวโยน เมื่อคุณปู่และคุณพ่อลุกขึ้นยืนพร้อมๆกัน  

“ล้อกันเล่นเหรอหยาดทิพย์!” เสียงกัมปนาทของผู้เป็นใหญ่แห่งศักดาธีรโภคินตวาดลั่น แบบที่หญิงแกร่งผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใดอย่างคุณหญิงหยาดทิพย์ยังตกใจจนตัวสั่น 

“ใจเย็นๆก่อนนะคะคุณปู่ นะคะ เดี๋ยวข้าวเจ้าตื่นเอา” ธีรนาฎถลาเข้าไปรั้งแขนชมธารเอาไว้ยามเมื่อเห็นผู้เป็นแม่ตัวสั่นงันงกด้วยความผวา ปากก็อ้างชื่อลูกสาวของตนเองเผื่อว่าคุณทวดอย่างเขาจะยังพอเห็นใจเจ้าหนูน้อยที่ตอนนี้ยังหลับเพลินอยู่บนห้องด้านบน 

“ธีร์มันเป็นถึงประธานบริษัท มันมีหน้ามีตาในสังคม แล้วคุณจะให้มันแต่งกับผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะหยาด คุณบ้าไปแล้วหรือไง” ยามเมื่อชมธารอ่อนกำลังลงเพราะโดนหลานสาวห้ามเอาไว้ คุณพ่อที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายค้านด้วยเหมือนกันก็เริ่มขึ้นเสียงใส่ภรรยาของตนเองบ้าง 

ฝ่ายธีรธรกำหมัดแน่น เขาอารมณ์เสียไม่แพ้คุณปู่กับคุณพ่อที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงนั้น ทว่าจากพื้นฐานที่เป็นคนพูดน้อย บวกกับที่มีคนโกรธแทน พูดแทนไปหมดแล้ว สายตาดุดันจึงทำเพียงแค่ตวัดไปมองผู้เป็นแม่อีกครั้ง ใบหน้าคมกริบยังคงเรียบตึง ไม่แสดงอาการใดๆ  

ธีร์ต้องการเพียงคำยืนยันจากปากผู้เป็นแม่ เพราะตั้งแต่เกิดมา ธีร์ก็เป็นผู้ชายปกติ เป็นผู้ชายธรรมดาที่มองแค่ผู้หญิง ไม่เคยเหลียวมองตัวผู้ด้วยกันเลยแม้สักครั้ง 

และตอนนี้ ธีร์ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นธรรมดา ธีร์เป็นถึงประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่างศักดากรุ๊ป ธีร์เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มีหน้ามีตาในสังคมอย่างที่คุณปู่และคุณพ่อพูดเอาไว้ แล้วจู่ๆ.. จะให้ไปตบแต่งกับตัวผู้ด้วยกันอย่างนั้นเหรอ 

คุณแม่บ้าไปแล้ว 

“ธีร์ ถึงน้องจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่จากที่แม่กับคุณย่าเฝ้าดูมา น้องเป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี แล้วที่สำคัญน้องเป็นคู่ของลูกจริงๆ แม่ให้คนเช็คให้แล้ว จริงๆนะลูก” หยาดทิพย์เริ่มอ้อนวอนเมื่อเห็นลูกรักไม่มีท่าทีโอนอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย 

“มันต้องมีอะไรผิดพลาด ในประวัติวงศ์ตระกูลเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน” 

เสียงของคุณพ่อว่าขัดขึ้นมา ทว่าธีรธรเลิกให้ความสนใจทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านไปแล้ว สองมือแข็งแกร่งอย่างคนทำงานหนักรวบแฟ้มงานขึ้นมาถือไว้ดังเดิม ก่อนจะลุกและทำท่าจะเดินขึ้นบันไดไป หากแต่เท้าทั้งสองข้างก็ชะงักลงก่อนเมื่อหยาดทิพย์พูดประโยคสุดท้ายออกมา 

“อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองแหละลูก นะตาธีร์” ธีรธรทำเพียงแค่หยุดฟัง ก่อนจะหลับตาลงแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออก ราวกับว่าเขากำลังจะทิ้งเรื่องนี้ไว้ให้มันจบลงแค่ตรงนี้ ก่อนจะต้องขึ้นไปมีสมาธิกับกองงานเหมือนอย่างเคย 

รักเหรอ? กับผู้ชายน่ะเหรอ? 

“ไม่มีวันซะหรอก” 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#ธีร์ไทม์ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไม่มีเงินบริจาคเข้ามาอีกแล้ว..” น้ำเสียงอ่อนล้าจากหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้นมาแผ่วๆที่มุมห้องรับรองของสถานสงเคราะห์เด็กเล็กๆในจังหวัดนนทบุรี สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังลังกระดาษที่ด้านในมีเพียงแค่เศษเงินไม่กี่สตางค์ ทุกคนต่างพากันถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวัง 

“เงินในบัญชีเราก็ใกล้หมดเข้าไปทุกที ตอนนี้แทบไม่มีอะไรให้เด็กๆกินอยู่แล้ว” 

“อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยก็ทยอยออกไปกันหมด ลำพังแรงพวกเราแค่นิดเดียวเลี้ยงเด็กเป็นสิบไม่ไหวหรอก” 

“จะทำยังไงกันดี” เสียงจากหญิงวัยกลางหลายคนค่อยๆผุดขึ้นมาตามมุมห้อง ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม พวกเธอต่างพากันกอดอก ก้มหน้ามองพื้นอย่างจนปัญญา 

“ฉันว่า..เราปิดที่นี่แล้วย้ายเด็กไปที่อื่นดีไหม อย่างน้อยคนช่วยดูก็เยอะขึ้น” อีกหนึ่งเสียงกล่าวข้อเสนอ ให้ทั้งห้องที่กำลังจมดิ่งสู่ความเครียดพลันเงียบลง ก่อนที่หญิงชราคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงนั้นจะกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย 

“เราทำตรงนี้กันมาหลายสิบปีแล้ว จะทิ้งมันไปง่ายๆเหรอ” เธอใช้ฝ่ามือเท้าคางลงบนโต๊ะ พ่นลมหายใจออกมาเมื่อสถานที่แห่งความทรงจำนี้ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวเข้าไปทุกที ถึงจะพูดออกไปทำนองว่าไม่ยอมแพ้ แต่เอาเข้าจริงมันก็ยังไร้หนทางอยู่ดี 

ในระหว่างที่บทสนทนาไม่ได้รับการต่อเติมจากผู้ดูแลเกือบสิบชีวิตในที่นี้ ความเงียบคืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจของพวกเธอ ก่อนประตูกระจกที่ถูกฟิล์มดำติดเอาไว้จนทึบจะเปิดออก 

“เอาเงินเดือนแพรไปทั้งหมดเลยก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาโพล่งขึ้นเสียงดังให้เหล่าหญิงใหญ่หันไปมอง ได้รับสายตาตำหนินิดหน่อยที่โดนจับได้ว่าแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันทว่าก็ทำทีไม่สนใจอะไรก่อนจะพูดต่อ 

“ปกติที่แพรให้เดือนละครึ่ง ต่อไปนี้เอาของแพรไปหมดเลยก็ได้” ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาพูดเสนอพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความหวัง 

หนุ่มน้อยวัยยี่สิบห้าคนนี้คือเด็กที่ที่นี่รับเลี้ยงเอาไว้ตั้งแต่ยังทำได้แค่ร้องไห้กระจองอแง ทว่าตอนนี้คงนับได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ที่สุดของเด็กๆที่นี่ไปแล้ว เพราะว่าหนุ่มน้อยคนนี้ส่งตัวเองเรียนจนจบ จนได้เป็นครูสอนเด็กประถมที่โรงเรียนในละแวกนี้ แถมยังช่วยสอนหนังสือให้น้องๆที่นี่อีก 

ทุกคนต่างมองเจ้าเด็กน้อยที่พวกเธอเลี้ยงมาจนเติบใหญ่ มีการมีงาน มีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้วก็ได้แต่เม้มปากแน่น ก้มหน้าไม่ยอมตอบอะไร 

เด็กคนนี้จะออกไปใช้ชีวิตของตัวเองก็ได้แท้ๆ แต่กลับไม่ยอมไปไหน ทนอยู่อย่างลำบากกับพวกเธอที่นี่ แถมยังแบ่งเงินเดือนให้ทุกเดือนทั้งๆที่ก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ 

“เฮ้อ.. บอกตามตรงเงินเดือนเอ็งก็ไม่ได้เยอะแยะ เก็บไว้ใช้เองบ้างเถอะแพรเอ้ย” หญิงชราที่อำนาจใหญ่ที่สุดพูดอย่างใจเย็น ให้เพลิงความหวังของเด็กหนุ่มถูกดับลงเอาง่ายๆ เหล่าคุณป้าพากันเงียบ เห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชรากันทั้งนั้น 

“แล้ว..จะทิ้งที่นี่กันจริงๆเหรอ” น้ำเสียงเหงาหงอยดังขึ้นมาในห้องที่กำลังเงียบสงัด ใบหน้าน่ารักกดต่ำลงเรื่อยๆให้ทุกคนตรงนี้เงียบตามกันไป 

รองเท้าผ้าใบสีขาวถึงจะเก่าแล้วแต่ก็ยังดูสะอาดคือสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มโฟกัสอยู่ตอนนี้ ยามเมื่อทุกคนในห้องเงียบลง สิ่งที่ค่อยๆชัดเจนขึ้นมาก็คือคำตอบ 

คำตอบที่จะปิดที่นี่กันจริงๆ 

สถานสงเคราะห์นี่ ถึงจะเรียกว่าบ้านได้ไม่เต็มปาก แต่ก็มีคนที่เป็นเสมือนครอบครัวของเขาอยู่ มีคนหัวอกเดียวกันอยู่ มีความทรงจำทั้งดีและร้ายอยู่ทุกซอกหลืบ เขาเติบโตที่นี่ ..แต่ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้ว 

น้ำตาเด็กหนุ่มรื้นขึ้นมาบดบังภาพของรองเท้าผ้าใบจนพร่าเลือนไปหมด เขารีบสูดน้ำมูกพลางเงยหน้าขึ้นไปมองเพดาน สกัดกลั้นทุกความเศร้าโศกของตัวเองเพราะถูกปลูกฝังมาแต่เด็กว่าอย่าร้องไห้ เป็นเด็กที่นี่ห้ามอ่อนแอ เด็กอ่อนแอจะไม่มีที่ยืน 

ถ้ามีเงินอีกสักนิด.. 

ฟ้า ถ้ามีใครเดินเข้ามาบริจาคเงินตอนนี้ คนคนนั้นจะมีพระคุณต่อชีวิตของเขาตลอดไป 

คงเป็นไปไม่ได้.. 

เหล่าหญิงวัยกลางต่างพากันมองมาที่เด็กชาย พวกเธอก็รักที่นี่ไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเลย ทว่าจะให้ทำยังไงได้ ขืนอยู่ต่อไปทั้งๆที่ไม่มีทุนก็รังแต่จะทำให้ทั้งพวกเธอ ทั้งเด็กๆอีกหลายสิบชีวิตลำบากไปกันใหญ่ 

ขณะที่ภายในห้องรับรองเงียบฉี่ ในหัวแต่ละคนกำลังตีกับความคิดของตัวเองไปอย่างนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับเสียงขออนุญาตจากเด็กผู้หญิงในความดูแลคนหนึ่ง 

หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ด้านใน ประตูบานทึบค่อยๆเปิดออก เด็กหญิงเดินนำเข้ามา พร้อมกับหญิงสาวร่างเพรียวในชุดสูทราคาแพงที่เดินตามอยู่ด้านหลัง 

“ดิฉันจะมาบริจาคเงินน่ะค่ะ” เธอพูดก่อนที่ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสุภาพนั้นจะคลายยิ้มบางๆออกมา ให้ทุกคนที่เครียดกับเรื่องกำลังขาดทุนทรัพย์หันมองหน้ากันราวกับเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ 

เจ้าหนุ่มน้อยหันมองทางผู้มาใหม่ทั้งดวงตาที่ยังชื้นน้ำ เขาอึ้งไป เพราะราวกับว่าคำขอโง่ๆของตัวเองเมื่อครู่นี้เป็นจริง นี่ไงล่ะ.. คนที่เข้ามาช่วยในตอนที่กำลังจนตรอกถึงที่สุด 

คนที่บอก ว่าจะเป็นผู้มีพระคุณต่อเขาตลอดชีวิต 

“ไปๆผ้าแพร ไปหาน้ำหาท่ามาให้คุณเขาหน่อยไป” เด็กหนุ่มยังคงยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น จนได้รับคำสั่งจากคุณป้าที่ยืนอยู่ข้างๆถึงได้รีบเดินหลบไปทางตู้เย็นเก่าๆที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องรับรอง ตาก็พลางเหลือบมองผู้หญิงในชุดสูทที่มีรัศมีบารมีจับอยู่ตรงนั้น เธอถูกเชิญให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้รับรอง พร้อมกับใบเอกสารการบริจาคเงินต่างๆ 

“ดิฉันขอบริจาคเงินเป็นจำนวนห้าสิบล้านบาท พร้อมทั้งแอร์ เตียงนอน โทรทัศน์ และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆที่ที่นี่ยังขาดอยู่ค่ะ” 

หญิงสาวในชุดสูทสีงาช้างพูดพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่เหล่าผู้ดูแลพอได้ยินแบบนั้นก็ตาโต บ้างยกมือขึ้นมาทาบอก บ้างก็ยกมือขึ้นมาปิดปากอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้ยินไป ขนาดเด็กหนุ่มที่กำลังจะเดินเข้าไปเสิร์ฟน้ำให้ยังชะงักปลายเท้าหยุดอยู่กับที่ 

ภายในห้องรับรองแขกเดดแอร์ไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เด็กผู้ชายเพียงคนเดียวในห้องจะสะดุ้งขึ้นเมื่ออยู่ๆคุณผู้หญิงคนนั้นก็เบนดวงตาสวยๆมามองที่เขา ก่อนที่เธอจะเอี้ยวตัวมาหยิบแก้วน้ำเปล่าจากมือของเขาไปถือเอาไว้เอง 

“ดิฉัน.. ขอบริจาคเงินเพื่อแลกกับเด็กคนนี้ได้ไหมคะ” เธอผายมือไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า และยังคงพูดด้วยท่าทีใจเย็น ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับทำให้ใครหลายคนช็อคเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ 

“ดิฉันไม่ได้หมายความว่าจะใช้เงินบริจาคซื้อเด็กคนนี้นะคะ เงินน่ะดิฉันตั้งใจจะนำมาบริจาคอยู่แล้ว แต่แค่อยากได้เด็กคนนี้ไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน ดิฉันแค่รู้สึก...ถูกชะตา” เธอพูดก่อนจะส่งยิ้มไปให้เด็กหนุ่มที่ยังทำหน้างงอยู่ตรงนั้น 

“คือ.. จะให้ผมไปทำพวกงานบ้านให้น่ะเหรอครับ” หนุ่มน้อยถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ถ้าเขายังเด็กกว่านี้อีกสักนิดก็คงเดาได้ว่าผู้หญิงคนนี้คงจะรับเขาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่นี่เขาก็ยี่สิบห้าแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะพาเขาไปอยู่ด้วยถ้าไม่ได้ให้ไปทำงานบ้านให้ 

“ไม่จ้ะ หนูจะไม่ได้ไปอยู่ที่บ้านของฉันในฐานะเด็กรับใช้หรอก หนูจะเข้ามาอยู่..เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวของฉัน” เธอยังคงพูดพร้อมกับรอยยิ้มแสนสวย ให้ทั้งเด็กหนุ่มและพวกคุณป้าขมวดคิ้วงง ก่อนที่เธอจะละสายตาออกไปจากเขา และหันไปสนใจเอกสารตรงหน้าแทน 

“คิดดูก่อนก็ได้จ้ะ เพราะถ้าหนูตกลง ฉันจะพาหนูไปตอนนี้เลย” เธอว่าแล้วก็ก้มลงไปกรอกข้อมูลลงกับเอกสาร ให้ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตหลุบตาลงมองพื้น ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองสลับกับเหลือบมองหญิงใหญ่หลายๆท่านที่ก็กำลังมองมาทางนี้อย่างเป็นห่วงไม่ต่างกัน 

ถึงเธอจะบอกว่าไม่ได้เอาเงินมาแลกกับตัวเขา แต่จำนวนเงินมหาศาลที่ลอยเข้ามาในช่วงที่พวกเขากำลังอยู่ในขั้นวิกฤต แถมหนุ่มน้อยยังลั่นวาจากับฟ้าไว้แล้วด้วยว่าคนคนนี้จะเป็นผู้มีพระคุณต่อเขา ..เอายังไงดีล่ะ 

“ตอนนี้ฉันยังเล่าทุกอย่างให้หนูฟังไม่ได้เพราะไม่มีเวลาเหลือแล้ว แต่รับรองว่ามันจะไม่มีเรื่องอันตรายเกิดขึ้น และชีวิตหนูจะดีเหมือนได้อยู่บนสวรรค์ หนูจะมีความสุขทุกวัน แม่.. ฉันรับรอง”  

หญิงสาวหน้าตาสะสวยหันมามองด้วยรอยยิ้มใจดี และยามที่คนที่กำลังชั่งใจได้ลองสบเข้าไปแล้ว คำตอบก็เริ่มสั่นคลอน 

มันก็เหมือนว่าเขาถูกอุปการะ แต่แค่ถูกอุปการะตอนยี่สิบห้าละมั้ง 

“แต่ว่าผม.. ต้องทำงานนะครับ” 

“ถ้าหนูตกลง เรื่องอะไรที่ยังติดค้าง ฉันจะจัดการให้เองจ้ะ” 

เธอตอบออกมาทันควันราวกับว่าเตรียมพร้อมมาอย่างดีให้เด็กหนุ่มเม้มปาก ครุ่นคิดกับตัวเองเป็นรอบสุดท้ายก่อนจะเหลือบไปมองเอกสารการบริจาคเงินจำนวนหลายสิบล้านที่วางอยู่บนโต๊ะ 

ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้มีพระคุณตั้งแต่กรอกข้อมูลลงในใบบริจาคนั้นแล้ว เธอทำให้สถานที่ที่เขารักไม่ต้องปิดตัวลง และเธอก็ต้องการเพียงแค่รับเด็กอายุยี่สิบกว่าปีไปเลี้ยงเอาไว้ ก็แค่นั้นเอง 

ก็แค่นั้น.. 

“ครับ ผมตกลง แล้วก็ขอบพระคุณจริงๆครับที่ช่วยพวกเราเอาไว้” หนุ่มน้อยพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ให้คำตอบออกไป หญิงสาวบนเก้าอี้รับแขกวาดรอยยิ้มกว้างๆออกมาในทันที ก่อนที่ร่างเพรียวบางนั้นจะผุดลุกขึ้น 

“งั้นก็ไปกันเลยจ้ะ” 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FB : พลิ้ว - fiction 

TW : @prew_fiction 

IG : prewplew 

ความคิดเห็น