ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ 1 คอมเม้นท์ 1วิว = 1 กำลังใจ ขอบคุณมากๆ จ้า

บทที่ 1 เปิดฉาก (1)

ชื่อตอน : บทที่ 1 เปิดฉาก (1)

คำค้น : นิกกี้ ปกรณ์ บูรมานนท์ ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2559 14:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เปิดฉาก (1)
แบบอักษร

 

 

บทที่ 1 เปิดฉาก   (1)

 

 

เสียงคลื่นริมชายหาดซัดเข้าฝั่งเป็นระลอก ผืนน้ำหยอกล้อกับเท้าหนาที่ยังเดินไล้ไปกับผืนน้ำที่ซัดเข้ามาถึง คนที่เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ปล่อยอารมณ์ผ่อนคลายให้สมกับวันพักผ่อนที่นานทีปีหนจึงจะมาเยือนคนอย่างเขา...ปกรณ์ บูรมานนท์ ลูกชายสุดหล่อของท่านประธานบริษัทบูรมานนท์กรุ๊ปยักใหญ่แห่งวงการสถาปัตย์และตกแต่งบ้าน

ชายหนุ่มมองไกลออกไปสุดสายตาจรดเส้นโค้งขอบฟ้าเบื้องหน้า สองมือแกร่งที่ล้วงกระเป๋ายกขึ้นมาขยับแว่นตากันแดดสีดำ ใบหน้าหล่อคมเข้มมีเสน่ห์น่ามองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ สาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านไปมาต่างต้องเหลียวมองซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคนถึงกับตะลึงจนไม่สามารถเหลียวกลับไปได้ หากแต่หนุ่มหล่อที่พกเสน่ห์มาเต็มกระเป๋ากลับไม่สนใจใครแม้แต่คนเดียว

ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่เขาพึงปรารถนาเป็นที่สุด แม้ว่าตอนนี้จะอายุย่าง 28 เต็มทีแล้ว แต่ผู้ชายอย่างเขายังคงครองความโสดแต่ไม่สดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น มีเพียงผู้หญิงที่ผ่านไปผ่านมาไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ลิ้มลองรสชาติเทพบุตรสุดหล่อที่กำลังเดินดินล่อตากระชากใจสาวๆ อยู่ในตอนนี้

“เป้!

เสียงทุ้มของใครบางคนตะโกนดังลั่นมาจากด้านหลัง หากแต่ลมทะเลกลับทำให้คนที่กำลังทอดอารมณ์กับบรรยากาศเบื้องหน้าไม่ได้ยินแม้แต่น้อย คนที่กำลังวิ่งเข้ามาต้องตะโกนซ้ำไปอีกหลายครั้งหลายหนจนได้

“ไอ้เป้! ไอ้เป้โว้ย!

เสียงเดิมยังคงร้องเรียก คราวนี้เจ้าของชื่อเหลียวมามองก่อนจะก้าวเท้าออกจากหลุมทรายที่เขายืนให้คลื่นทะเลซัดสาดทั้งน้ำและเม็ดทรายเข้ามากลบเท้าเขาเอาไว้ หากแต่เท้าแกร่งยังเดินไปไม่ถึงก้าว ร่างสูงโปร่งก็ชนเข้ากับใครบางคนที่กำลังวิ่งมาอีกด้านเช่นกัน

“ว้าย!” เสียงหวานร้องลั่นเมื่อจู่ๆ ก็มีสิ่งกีดขวางชิ้นใหญ่ก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้า คนที่กำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็วแถมต้องหันไปมองว่ายังมีใครวิ่งตามมาอีกหรือเปล่าจึงไม่ทันได้ระวังตัว ร่างบางชนเข้าเต็มแรงกับร่างสูงของคนตรงหน้า

“เฮ้ย!” คนถูกชนเข้าอย่างจังถึงกับผงะ แต่ก็ไม่ทันการที่จะเบี่ยงหลบเสียแล้ว ร่างสูงเซถลาลงไปกองกับพื้นทรายพร้อมกับร่างนุ่มของใครบางคนที่เพิ่งวิ่งเข้ามาชนเขาล้มตามลงมาด้วยติดๆ หน้าสวยคะมำเข้าใส่จนปากบางแนบสนิทกับปากอุ่นเนิ่นนาน

คนที่ได้รับสัมผัสอ่อนหวานจากเรียวปากนุ่มตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นใบหน้าเจ้าของเรียวปากนั้นชัดเจน วงหน้ารูปไข่รับกับผมตรงที่ยาวสลวย โดยเฉพาะผิวขาวๆ ทั้งนุ่มทั้งหอม มันทำให้เขาพอใจยิ่งนักที่พรหมลิขิตให้หล่อนต้องวิ่งมาชนเขาเช่นนี้ สาวสวยเจ้าของร่างนุ่มที่กำลังตะลึงไม่แพ้กันถึงกับถลึงตาใส่เมื่อได้สติ ร่างบางลุกพรวดพราดจนลืมว่าของในมือหล่นไปกองอยู่กับอกของคนที่รองรับร่างเธอเอาไว้

“ไอ้โรคจิต ไอ้คนบ้า ไม่มีตาหรือไงถึงมองไม่เห็นว่ามีคนวิ่งมา” เสียงหวานแหวใส่ทันทีที่ลุกขึ้นยืนได้เต็มความสูง คนที่กำลังตะลึงกับความงามถึงกับตะลึงค้างไปอีกรอบเมื่อเห็นว่าปากหวานๆ นุ่มๆ นั่น ช่างคมกริบเหมือนกรรไกรที่ลับไว้ใช้งานตลอดเวลา

“ขอโทษ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกเมื่อได้สติ

เขานึกย้อนไปแล้วก็นึกได้ว่าตอนที่เพื่อนรักเรียกเอาไว้ เป็นเขาเองที่ไม่ได้มองซ้ายขวาก่อนจะก้าวเดินไปด้วย ไม่คิดว่าจะมีใครมาวิ่งเล่นซุกซนแถวๆ นี้

“มีตาอยู่ที่เท้าหรือไง ถึงได้มองไม่เห็นว่าฉันวิ่งมา ทุเรศที่สุดเลย” เสียงหวานยังแหวใส่ไม่หยุด นิ้วเรียวยกขึ้นมาชี้หน้าด่าคนหล่อที่กำลังได้สติ โดยเฉพาะเมื่อเขากล่าวขอโทษไปแล้ว แต่คนที่ไม่เจ็บตัวอะไรเลยยังไม่วายว่าเขาไม่หยุด คนที่ไม่ใจเย็นนักจึงเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาบ้าง

“ฉันขอโทษเธอไปแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือไง”

ปกรณ์ลุกขึ้นมาพ่นเสียงใส่หน้าหวานๆ นั่นบ้าง ของบางอย่างที่กองอยู่บนอกกว้างลื่นไถลตกลงไปนอนแหมะอยู่บนกองทรายทันทีเมื่อเขายืนขึ้นจนเต็มความสูงเช่นกัน

“ก็นายซุ่มซ่าม ฉันวิ่งมาดีๆ เจ็บก็เจ็บ เสียเวลาชะมัด” เสียงหวานพ่นใส่อีกระลอก ตาสวยเพ่งมองเขียวปัดจนคนถูกมองรู้สึกได้ทันทีว่า หากหล่อนกินเขาเข้าไปได้ หล่อนคงเขมือบเขาเข้าไปอยู่ในท้องเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นแน่

“จะเรียกค่าเสียหายหรือไงยัยประสาท ปากจัดแถมยังซุ่มซ่าม คิดหรือว่าฉันจะจ่ายให้เธอ...อย่าหวังเลยยัยตัวดี” คนที่ไม่เคยมีใครมายืนชี้หน้าด่าปาวๆ ถึงกับเหลืออด นึกรู้ทันว่าหล่อนคงจะเป็นพวกรีดไถ พวกมารสังคม

ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อ เสียงชายหนุ่มสองสามคนที่กำลังวิ่งมาจากด้านหลังของหญิงสาวก็ดังโหวกเหวกเหมือนกำลังหาใครบางคน คนที่กำลังหน้าบูดบึ้งถึงกับตะลีตะลานมองซ้ายขวาเหมือนหาที่หลบภัย แต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังไม่วายหันไปมองคนที่มาขวางทางด้วยแววตาดุดันไม่เปลี่ยน

“ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต” เสียงหวานแหวใส่อีกครั้ง ก่อนจะถือโอกาสที่ชายหนุ่มกำลังเลือดขึ้นหน้ายืนนิ่งเหมือนไม่รู้ว่าจะจัดการกับเธออย่างไรดี รีบวิ่งหนีขึ้นไปบนชายฝั่ง ก่อนจะหายลับไปในฝูงชนที่กำลังเดินไปมากันขวักไขว่

ปกรณ์มองตามแผ่นหลังเนียนที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่จนลับตา ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นออกมาเหมือนอยากระบายความอัดอั้นเสียเต็มแก่

“ใครวะ ไอ้เป้...เด็กใหม่เหรอ สวยซะด้วย”

คนที่ตะโกนเรียกเพื่อนรักจนเกิดเหตุ ก้าวเข้ามาประชิดตัวก่อนจะเอ่ยถามถึงสาวคนสวยที่วิ่งหายไปเมื่อครู่นี้ สายตาวาววับยังเหลียวหลังมองตามสาวสวยเหมือนเสียดายอยู่ในที

“ไม่ใช่ว่ะ ยัยประสาทที่ไหนก็ไม่รู้...ซวยชะมัด” เสียงทุ้มเข้มดุ หน้าตาหล่อบูดบึ้งขึ้งโกรธคนที่กล้ามายืนชี้หน้าด่าเขาเมื่อครู่ไม่หาย เสียงสบถในท้ายประโยคแม้จะบ่นเบาจนเพื่อนไม่ได้ยินหากแต่เน้นหนัก นึกเสียดายที่คนสวยๆ ไม่น่าปากจัดเช่นนั้นเลย

ปกรณ์กำลังจะออกก้าวเดิน หากแต่เท้าแกร่งสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่นอนนิ่งอยู่บนหลังเท้าของเขา ชายหนุ่มก้มลงไปหยิบถุงผ้าสีเงินขึ้นมาดู ก่อนจะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเหมือนนึกอะไรได้

“ของยัยประสาทนั่นแน่ๆ หึหึ” เจ้าของมือแกร่งที่กำถุงผ้ากำมะหยี่สีเงินไว้แน่นหัวเราะออกมาจนเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหลังกำลังปัดทรายที่เปื้อนเนื้อตัวและเสื้อผ้าออกให้นั้นนึกสงสัย

“อะไรวะไอ้เป้” เพื่อนชายหนุ่มเอ่ยถามทั้งๆ ที่ยังคงช่วยปัดเม็ดทรายออกจากหนุ่มหล่อตรงหน้า

“เปล่า...ว่าแต่แกเถอะ เรียกฉันทำไม มีอะไรหรือเปล่า”

ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม คนที่ได้ของสำคัญบางอย่างเก็บถุงกำมะหยี่เอาไว้ในกระเป๋ากางเกงเสียเองเรียบร้อยก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยคำถามที่เขากำลังนึกสงสัย

“อ้าวเฮ้ย...ลืมไปเลยว่ะ หม่อมแม่แกโทรมาน่ะสิ ฉันเลยรีบมาตาม” คนนำสารรีบเอ่ยบอกเมื่อนึกได้ ท่าทางตกใจบอกได้ดี ว่าคนที่โทรมาคงกำลังถือสายรออยู่เป็นแน่

“ไอ้นี่...แล้วทำไมเพิ่งบอกวะ” เสียงทุ้มต่อว่า หากแต่ไม่ได้จริงจังนัก ร่างสูงรีบวิ่งเข้าโรงแรมที่เขาพักอย่างรวดเร็วก่อนจะตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์เพื่อรับโทรศัพท์

“สวัสดีครับคุณแม่” คนรักแม่ออดอ้อนมารดาเสียงหวาน จนคนที่ฟังอยู่ไม่ไกลถึงกับยิ้มออกมาเพราะความน่ารักของคนหล่อตรงหน้า

“เสร็จแล้วครับ การประชุมเรียบร้อยดีครับคุณแม่ ไม่ต้องห่วงครับ”

หนุ่มหล่อถอดแว่นตาดำแล้ว ประกายตาวาววับที่เปี่ยมล้นด้วยความสุขยิ่งมีเสน่ห์เชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมาต้องเหลียวมองระลอกแล้วระลอกเล่า รอยยิ้มบาดใจเปิดเผยเต็มวงหน้าเมื่อปลายสายเอ่ยบอกว่าคิดถึงและอยากให้กลับบ้านเร็วๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณแม่ ยังไงๆ ผมก็ต้องกลับพรุ่งนี้อยู่แล้วครับ” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่นเมื่อปลายสายเหมือนจะเร่งเร้าให้เขากลับบ้านให้ตรงเวลา ไม่ให้เถลไถลที่ไหนอีก

“ได้ครับ แล้วผมจะซื้อของไปฝากนะครับ สวัสดีครับ”

ปกรณ์ บูรมานนท์ กล่าวลาเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ยื่นโทรศัพท์ให้กับพนักงานสาวที่กำลังยืนรออยู่ก่อน ปากแดงหยักฉีกยิ้มทรงเสน่ห์ให้กับพนักงานตรงหน้า หญิงสาวถึงกับมือสั่นก่อนจะรับโทรศัพท์มาไว้ในมือตามสัญชาติญาณที่ได้ฝึกมา หากแต่แววตาที่มองไม่กะพริบกำลังเชิญชวนอย่างเปิดเผย

“เรียบร้อยนะครับ” เสียงทุ้มทักถามเพื่อความแน่ใจว่าเขาจะเดินจากตรงนั้นไปได้แน่แล้ว หากแต่คนตรงหน้ากลับยืนมองเขานิ่ง ด้วยประกายตาหวานเชื่อม ชายหนุ่มที่เจอเหตุการณ์เช่นนี้มาเสียจนชินถึงกับฉายยิ้มน่าหยิกจนหัวใจพนักงานสาวแทบจะระเบิดออกมานอกอกเสียให้ได้

“คนอะไร หล่อไม่บันยะบันยัง” พนักงานสาวกระซิบกระซาบอยู่อีกมุมหนึ่ง ทางนั้นแค่ยืนบิดไปบิดมายิ้มเอียงอายเมื่อเขามองกลับไปหา แต่สำหรับคนตรงหน้านี่สิ เธอยืนนิ่งเชียว

“คุณครับ เรียบร้อยนะครับ” เสียงทุ้มใจดียิ่งนัก ไม่ถือโทษแต่อย่างใด หน้าหล่อยังคงอวดยิ้มกระชากใจสาวไม่หยุด

“อุ้ย ...ค่ะ เรียบร้อยแล้วค่ะ” พนักงานสาวสะดุ้งได้สติเมื่อถูกเรียกอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่ยิ้มเขินอายกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ฉกเอาหัวใจของเธอไปเสียแล้ว

“ขอบคุณครับ” ปกรณ์ยังคงยิ้มอวดฟันขาวสะอาดตาให้เห็น ก่อนจะเดินผละไปหาเพื่อนรักที่นั่งรอเขาอยู่ไม่ไกล ตาหวานของพนักงานสาวๆ บริเวณนั้นได้แต่มองตามเป็นตาเดียวกัน บ้างก็ยิ้ม บ้างก็เขิน บางคนยืนบิดซ้ายบิดขวาโดยไม่รู้ตัว

“เป็นไงว่ะไอ้เป้ หว่านเสน่ห์ไม่เลือกเลยนะแก” เพื่อนรักเอ่ยแซว อดหมั่นไส้ไม่ได้ที่สาวๆ ยิ้มให้ชายหนุ่มไม่หยุด ทีกับเขาแจกยิ้มสาวๆ ปากแทบจะฉีกถึงรูหู แต่น้อยคนนักที่จะยิ้มตอบกลับมา

“เห็นฉันหว่านทั่วขนาดนั้นเลยเหรอ เขาเรียกว่าบริหารเสน่ห์เว้ย” คนหล่อก็พูดทีเล่นทีจริงไปเสียอย่างนั้น ไม่ได้นึกจริงจังอะไรนัก หากแต่คนฟังถึงกับสะอึก จิกกลับไปให้อีกที

“แหวะ! หมั่นไส้ว่ะ”

เพื่อนรักทำหน้าอ้วกสมจริง แต่ก็ไม่ได้จริงจังเช่นกัน สองหนุ่มรู้จักกันดีเพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งตอนนี้ที่เขาได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ของครอบครัวปกรณ์ด้วย เขาจึงได้เดินทางมาร่วมงานประชุมที่พัทยาในวันนี้เช่นกัน

“ไปหาอะไรดื่มกันหน่อยดีกว่า แกหิวหรือยัง” อรรถสิทธิ์ บำรุงฉัตร เพื่อนรักที่คอยติดตามเป็นคู่หูเอ่ยชวน เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักนั่งอ่านหนังสือพิมพ์มาได้สักพักแล้ว

“ไปสิยังไงก็ได้ ฉันยังไม่หิวเท่าไร” หนุ่มหล่อตอบรับเพื่อนรักพร้อมทั้งปิดหน้าหนังสือพิมพ์ที่เขากำลังอ่านอย่างไม่ตั้งใจเท่าไรนัก

อรรถสิทธิ์ลุกขึ้นเดินนำไปยังห้องอาหารของโรงแรม ที่เขาเล็งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึง แต่เมื่อภาระหน้าที่การงานยังไม่เรียบร้อย คนที่มีความรับผิดชอบอย่างเขาจึงยังไม่คิดย่างกรายเข้ามา เขารอเวลาที่เหมาะสมจริงๆ จึงชวนเพื่อนรักมาพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศด้วยกัน

 

บ้านไม้สองชั้นที่ถูกแบ่งให้เช่าดูเก่าซอมซ่อเกินกว่าจะมีใครมาอาศัยอยู่ แต่คนที่นี่ก็ทราบดีว่ามันเป็นยิ่งกว่ามหาปราสาทร้อยล้านพันล้านสำหรับหญิงสาวที่กำลังก้าวเดินมาบนถนนในหมู่บ้าน

“เฮ้อ...ทำไมวันนี้มันถึงได้ซวยอย่างนี้นะ” เสียงหวานเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากชมพูระเรื่อที่ไม่ต่างจากบิดามารดาของเธอแม้แต่น้อย

ลมที่พัดมาวูบหนึ่งทำเอาผมยาวๆ ของมุนินทร์ รัตนตระกูล ลอยละลิ่วปลิวมาปิดหน้าตาจนยุ่ง สาวสวยประจำชุมชนจึงต้องยกมือบางขึ้นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าตาจนมองแทบไม่เห็นถนนเบื้องหน้าให้ดีเช่นเดิม ใบหน้าหวานจึงเปิดเผยสู่สายตาคนที่กำลังมองมาทางเธออีกครั้ง หากแต่ใบหน้าสวยกลับบึ้งตึงเหมือนเพิ่งไปทะเลาะกับใครมา

“นั่นไงนังกี้มันมาแล้ว เรียกมันมาถามดูสิ” หญิงสูงวัยคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับคนข้างๆ ที่นั่งประจำตำแหน่งแม่ค้าข้าวแกง

“โอ้ย...ไม่เอาหรอก ดูหน้ามันสิ ยังกับไปกินรังแตนมาจากไหน” คนโดนยุไม่เอาด้วย เมื่อมองเห็นใบหน้าหวานๆ ที่กำลังบูดบึ้งจ้องมองมาทางตนเอง

“แหม! ทีอย่างนี้ล่ะไม่กล้า แล้วไอ้เรื่องนั้นล่ะ เอ็งเป็นคนบอกพวกมันไปไม่ใช่เหรอ” หญิงคนเดิมกล่าวสำทับอีก ปากหนาแบะเบ้หมั่นไส้กับคนใกล้ๆ ยิ่งนัก หญิงสูงวัยทั้งสองนั่งเขม่นกันเองไปมา จนไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อใครบางคนเดินตรงดิ่งเข้ามาหาอย่างเร่งร้อน

“ใครเป็นคนบอกเรื่องของฉันกับพวกมัน” เสียงหวานตวาดไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย มือบางเท้าสะเอวไว้ข้างหนึ่ง ตาสวยที่ตอนนี้ขวางได้ที่มองตรงไปยังสองสาวสูงวัยที่ตอนนี้นั่งเงียบไม่กล้าเปิดปากแม้แต่น้อย

“ว่าไง กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรือหนอนมันจะไหลออกจากปากหรือไงถึงไม่ตอบ” คนสวยยังเอาเรื่องไม่เลิก เมื่อไม่มีใครตอบคำถามคนที่กำลังเดือดพล่านเหมือนภูเขาไฟกำลังจะระเบิดจึงมองเพ่งไปยังหญิงสูงวัยที่กำลังจะลุกหนี

“จะไปไหน...ป้าใช่ไหมที่บอกมัน” คนสวยเขม้นมอง หน้าสวยดุหน้ากลัวจนคนถูกมองถึงกับสะดุ้งเมื่อเสียงหวานเอ่ยเรียก

“เปล่านะ ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ได้บอกอะไรพวกมัน” คนกลัวโทษหนักรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ท้ายประโยคที่พลั้งออกมาทำให้มืออวบๆ ต้องรีบยกขึ้นมาปิดปากตัวเองก่อนจะรีบเดินหนี

“พูดแบบนี้แสดงว่ารู้อะไรล่ะสิ มานี่เลยไม่ต้องหนีนะ ถ้าไม่ใช่ป้าแล้วจะเป็นใคร” มุนินทร์สาวเท้าก้าวตาม เสียงดุตะโกนไล่หลังจนหญิงสูงวัยถึงกับต้องหยุดยืนนิ่งๆ ก่อนจะห่อไหล่ เหลือบมองสาวสวยที่กำลังเดินตามมา

“ข้าไม่ได้บอก อีน้อมต่างหากที่มันบอก ข้าไม่เกี่ยว” เสียงตอบสั่นสะท้าน หัวใจคนตอบแทบจะหยุดเต้น แต่แล้วก็ปล่อยลมหายใจพ่นออกมายาวๆ เหมือนคนโล่งอก

สิ้นเสียงของป้าทอง หญิงสูงวัยที่มักจะมาจับคู่นินทาชาวบ้านกับป้าน้อมคู่หู มุนินทร์ก็เหลียวกลับไปมองป้าน้อม หรืออีน้อมที่เพื่อนรักของนางเพิ่งจะพาดพิงถึงเมื่อครู่ ตาสวยเขม้นมองอีกครั้ง หากแต่คนที่ถูกกล่าวถึงนั่งนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร

 

“ว่าไงละป้า เพื่อนรักบอกมาแล้ว ป้าจะว่าไง...ทำไมต้องไปบอกพวกมันด้วย” คนสวยไม่ยอมคน เสียงหวานขุ่นจัดจนคนฟังอยากร้องไห้ แต่นางก็ยังพยายามเก็บอารมณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

อัพพี่เป้และน้องกี้แล้วค่ะ

ฝากติดตามเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ

ขอบคุณจ้า

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 

ความคิดเห็น