เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 72 ภารกิจสำนักครั้งแรก

ชื่อตอน : บทที่ 72 ภารกิจสำนักครั้งแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 303

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2562 10:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 72 ภารกิจสำนักครั้งแรก
แบบอักษร

เสียงขลุ่ยที่รวดเร็วและขึ้นลงราวกับสายอัสนีบาดดังขึ้นไม่หยุด ถังเฟยหู่ได้เล่นเพลงต่างๆทั้งสามที่ศิษย์พี่หยางถิงนำมาให้ ทั้งหมดล้วนแต่ต้องใช้กลวิธีการเล่นที่เชี่ยวชาญและทักษะการเล่นดนตรีที่สูงยิ่งนัก เขาได้เรียนรู้ทักษะจำนวนมากจากบทเพลงทั้งสาม ฝีมือการเล่นดนตรีของเขานับว่าพัฒนาไปมาก

การเล่นบทเพลงทั้งสามแม้ว่ายังมีติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน อาจจะเพราะเขาไม่เคยฝึกฝนในศาสตร์แห่งดนตรีที่ลึกซึ้งเช่นนี้ก็ได้จึงได้ทำตัวราวกับเป็นฟองน้ำที่ดูดซับความรู้ต่างๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ถังเฟยหู่เคลิบเคลิ้มไปกับศาสตณืแห่งดนตรีจนไม่รู้วันคืน เผลอเพียงแป๊ปเดียวก็ได้ผ่านไปกว่าห้าวันแล้ว ในวันที่ห้านี้เองที่เขาสำเร็จการเล่นดนตรีทั้งสามบทเพลงได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นประโยชน์กับเขามากนัก

ในตอนนี้ถังเฟยหู่เชื่อว่าบทเพลงหลอนวิญญาณที่ใช้สะกดจิตผู้อื่นของเขาสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและพลิกแพลงมากยิ่งขึ้น เขาได้ลุกขึ้นพร้อมกับหยิบหนังสือทั้งสามเล่มบนโต๊ะตรงหน้าใส่ไว้ในอกเสื้อและเดินออกไปจากห้อง

ถังเฟยหู่กำลังจะนำตำราทั้งสามเล่มไปคืนเพื่อหยิบยืมเพลงอื่นมาเพื่อฝึกฝนดู และไม่แน่ว่าหากมีวรยุทธ์ที่น่าใจ เขาก็อาจจะนำมาเพื่อฝึกฝนร่วมด้วยก็ได้ ในระหว่างที่เขาเดินไปหอตำรานั้นก็ได้พบเจอศิษย์พี่มากมาย ผู้คนทั้งหลายต่างทักทายและพูดคุยกับเขาอย่างอบอุ่น เขารับรู้มาว่าคนที่อยู่ในตำหนักที่หกต่างก็อาศัยกันแบบครอบครัว มีอะไรก็มักจะแบ่งปันกันเสมอ เขาพบเห็นศิษย์พี่หลายคนที่ชี้แนะวิชาให้กับศิษย์พี่คนอื่น พวกเขาต่างก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย

ถังเฟยหู่เองก็เริ่มรู้สึกดีกับสำนักเสียงสวรรค์แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่เขาได้เข้าหอตำราไป ผู้อาวุโสผู้ดำแลหอตำราก็กล่าวทักทายเขาเช่นกัน ถังเฟยหู่เองก็ตอบกลับเป็นมารยาทก่อนที่จะส่งตำราทั้งสามเล่มให้แก่ผู้อาวุโสเพื่อให้เขาจัดเก็บให้เข้าที่ในภายหลัง นั่นเพราะหากให้ศิษย์ทั้งหลายเก็บกันเอง ห้องตำราแห่งนี้คงเรียงหนังสือกันไปมั่วจนหมด ไม่แน่บางทีอาจทำให้สับสนและหาตำราที่ต้องการไม่เจอก็ได้

ชายหนุ่มเดินสำรวจตำราต่างๆที่อยู่บนชั้น ส่วนมากของตำราเหล่านั้นคือบทเพลงต่างๆมากมาย ในช่วงเวลานี้ถังเฟยหู่ได้เปิดตำราเหล่านั้นดูเพื่อใช้ความสามารถในการจดจำอันร้ายกาจของตนลอบเก็บบทเพลงเหล่านั้นไปด้วย

บทเพลงมากมายถูกเก็บเข้าสู่ห้วงความทรงจำของเขา ถังเฟยหู่รุกคืบเข้าสู่ด้านในหอตำราเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็ได้มาถึงตำราที่เก็บวิชายุทธ์ไว้ บนชั้นตำราเหล่านั้นมีวิชาพื้นฐานของสำนักวางไว้อยู่ มีฝุ่นเล็กน้อยจับอยู่บนตำราเหล่านั้น ดูท่าว่าวิชาพื้นฐานเหล่านี้คงไม่มีใครฝึกมานานแล้ว

ชายหนุ่มใช้มือปัดเป่าฝุ่นเหล่านั้นออกไปก่อนที่จะลองอ่านชื่อตำราแต่ละเล่มดู ตำราเล่มหนึ่งเป็นวิชาปราณชื่อว่าลมปราณเจ็ดสำเนียง วิชาลมปราณนี้คือวิชาพื้นฐานของสำนัก ส่วนวิชายุทธ์ที่เหลือมีอีกไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นวิชาเสียงกระแทก วิชาตัวเบาเจ็ดสำเนียงท่องลม วิชาหัวใจพิณ และวิชาดัชนีเหล็ก

ถังเฟยหู่คิดว่าวิชาเหล่านี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก แม้ระดับของพวกมันจะไม่สูงกว่าวิชาที่เขาเคยฝึกมารวมถึงอาจจะเทียบเท่ากัน แต่วิชาตรงหน้าเหล่านี้คือวิชาพื้นฐานที่เสริมสร้างและส่งเสริมวิชาการเล่นดนตรีของสำนักให้แสดงผลมากขึ้น

ในเมื่อเขาสามารถลักลอบจดจำพวกมันทั้งหมดได้ เขาจึงได้ใช้ช่วงเวลาตลอดทั้งวันในการจดจำวิชาเหล่านั้นเข้าสู่ห้วงความจำรวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก ในตอนที่เขากลับไปนั้นเขาได้หยิบยืมตำราบทเพลงประมาณห้าเล่มเพื่อปิดบังว่าแอบลักลอบจดจำตำราจำนวนมากออกไป แม้จะไม่ผิดกฎเพราะทุกคนสามารถหยิบยืมตำราในหอตำราได้อย่างไม่จำกัด แต่การกระทำของเขาอาจทำให้คิดอื่นตกใจเป็นแน่ เขาเลือกที่จะเก็บความลับเรื่องความสามารถที่มีแต่เด็กนี้เอาไว้โดยไม่บอกใครจะดีกว่า

ถังเฟยหู่กลับไปยังห้องพักของตนเองอีกครั้ง เขาได้ฝึกบทเพลงจำนวนมากที่ได้ลักลอบจำมาจากหอตำรา ผ่านไปอีกกว่าสิบวัน ทักษะการเล่นดนตรีของเขาพัฒนาไปอย่างรวดเร็วดุจติดปีก

เมื่อเขาทำการฝึกฝนบทเพลงทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วเขาก็ได้ดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำของเขาเพื่อสำรวจวิชายุทธ์ต่างๆที่เขาจดจำกลับมาด้วย วิชาแรกนั้นคือวิชาลมปราณประจำสำนัก ปราณเจ็ดสำเนียง…เป็นวิชาลมปราณระดับสี่ เป็นวิชาปราณประเภทศาสตร์วายุ

เสียงดนตรีนั้นมีความเกี่ยวโยงอย่างลึกซึ้งต่อศาสตร์วายุและอากาศ เสียงเกิดขึ้นจากการสั่นสะเทือนที่ล่องลอยไปตามอากาศ วิชาปราณเจ็ดสำเนียงเป็นส่วนช่วยสำคัญที่เพิ่มพลังอย่างมากต่อศาสตร์ดนตรี โดยทั่วไปและวิชายุทธ์ดนตรีจะเป็นการใช้ในอาณาเขตที่กว้างขวาง พลังที่ถูกใช้ไปก็เผาผลาญเป็นจำนวนมาก

ปราณเจ็ดสำเนียงทำให้สามารถควบคุมเสียงเหล่านั้นผ่านศาสตร์แห่งสายลมได้อย่างแม่นยำ การควบคุมถือว่าดีกว่ามาก อีกทั้งเมื่อต้องการใช้ในอาณาเขตที่กว้างก็สามารถขยายพลังในศาสตร์ดนตรีได้กว้างขึ้นจากพลังวายุ

วิชาปราณนี้ถังเฟยหู่ยังคงเก็บพักไว้ก่อน เพราะเขาไม่ช่ำชองในศาสตร์วายุและไม่มีทรัพยากรในด้านธาตุลมแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเองที่เขานึกถึงหอภารกิจที่ศิษย์พี่หยางถิงเคยพาไปชม ที่แห่งนั้นมีภารกิจมากมายให้ลูกศิษย์ในสำนักได้ทำเพื่อแลกแต้มคุณูปการ แต้มเหล่านั้นเปรียบเสมือนเงินในสำนัก

การจัดการภารกิจของสำนักต่างๆส่วนมากนั้นจะเกิดความต้องการของสำนักและผู้ว่าจ้างทั้งหลายโดยผ่านสำนักต่างๆ รายได้ของสำนักต่างๆก็มาจากผู้คนที่จ้างงานเช่นนี้ โดยสำนักจะทำการมอบแต้มคุณูปการให้แก่ศิษย์แทน ส่วนผลประโยชน์ที่ได้ทั้งหมดจะทำการสะสมไว้ในสำนักและหากำไรให้พอกพูนยิ่งขึ้น เช่นสกุลเสินแห่งแพทย์เทวะที่ทำการรวบรวมทรัพยากรเช่นนี้และนำพวกมันเหล่านั้นไปปรุงออกเป็นยาวิเศษและวางขาย รายได้ของสำนักต่างๆก็จะแตกต่างออกไปตามแต่ความถนัดของแต่ละสำนัก

ต่อมาถังเฟยหู่ได้สำรวจวิชาที่เหลือต่อไป วิชาต่อมาที่เขาให้ความสนใจก็คือวิชายุทธ์เสียงกระแทก เป็นวิชายุทธ์เฉพาะของศาสตร์ดนตรีและศาสตร์วายุ แม้จะเป็นวิชายุทธ์ระดับสองเท่านั้นแต่นับว่ามีประโยชน์หลากหลาย และพลิกแพลงได้มากมายนัก

วรยุทธ์นี้ใช้ร่วมกับเครื่องดนตรีได้หลากหลายประเภท ใช้การเร่งเร้าและกระแทกเสียงออกไปเพื่อสร้างการโจมตีที่รุนแรงในวงกว้าง แม้ผลการโจมตีจะไม่รุนแรงมากแต่สามารถใช้เพื่อสร้างความสับสนและงุนงงให้แก่ศัตรูได้

ต่อมาคือวิชาท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม เป็นวิชาตัวเบาเกี่ยวโยงกับปราณเจ็ดสำเนียงซึ่งใช้ความสามารถของศาสตร์วายุในการสร้างความรวดเร็ว เหมือนกับตอนที่ท่านอาจารย์และศิษย์พี่หยางถิงขึ้นเขา ตัวเขาไม่อาจตามได้ทันแม้แต่น้อย

เนื่องจากวิชาตัวเบานี้เกี่ยวโยงกับปราณเจ็ดสำเนียง เขาจึงต้องพักวิชานี้ไว้ก่อนเช่นกัน จากนั้นเขาก็ได้ศึกษาวิชาอื่นเพิ่มเติม ต่อมาก็คือวิชาดัชนีเหล็ก แม้ดูไปอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเท่าไหร แต่วิชานี้สมกับเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญเป็นอย่างมากต่อศาสตร์ดนตรีของสำนักเสียงสวรรค์

พื้นฐานที่สำคัญของการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆก็คือการควบคุมจากนิ้วมือที่ละเอียดและแม่นยำเป็นอย่างมาก ซึ่งเครื่องดนตรีของสำนักส่วนมากเป็นอาวุธจิตวิญญาณที่มีความสามารถต่างๆกันไป ยกตัวอย่างเช่นพิณวิเศษตัวหนึ่ง หากให้คนที่ไม่เคยฝึกฝนดัชนีเหล็กไปเล่น บางทีสายพิณวิเศษนั้นอาจตัดนิ้วของผู้ที่เล่นพิณวิเศษนั้นจนขาดออกไปได้เลยทีเดียว

ดัชนีเหล็กคือพื้นฐานที่สำคัญเพื่อป้องกันตัวเองและสามารถทำให้เล่นเครื่องดนตรีต่างๆได้เก่งกาจมากขึ้น แม้แต่ขลุ่ยวิเศษในศาสตร์ธาตุลมที่เปลี่ยนสายลมจากปากให้ส่งเสียงออกมาดังราวกับฟ้าคำรามย่อมส่งพลังสายลมออกจากรูขลุ่ยจำนวนมากมาย หากนิ้วของผู้เล่นขลุ่นวิเศษไม่แข็งแกร่งมากพอก็ไม่อาจปิดรูขลุ่ยเหล่านั้นเพื่อบังคับให้เกิดเสียงที่ต้องการได้เลย

ส่วนวิชาต่อมาก็คือวรยุทธ์หัวใจพิณ เป็นเคล็ดฝึกจิตที่ทำให้จิตใจสงบราวกับเสียงพิณอันแผ่วเบา จิตใจเองก็เป็นส่วนสำคัญของการฝึกยุทธ์ หากคนฝึกยุทธ์มีใจร้อนรุ่มดั่งไฟก็อาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกและเป็นอันตรายได้ โดยหัวใจพิณเป็นวรยุทธ์ประเภทเคล็ดฝึกจิตที่อยู่ในระดับสอง ไม่นับว่าฝึกยากอะไร

ในตอนนั้นเองที่เขาได้ตัดสินใจแล้ว เขาจะเริ่มจากการฝึกวิชาพื้นฐานอย่างหัวใจพิณเสียก่อน จากนั้นค่อยฝึกดัชนีเหล็กและเสียงกระแทกตามลำดับ และเมื่อฝึกวิชาทั้งสามได้สำเร็จไม่แน่บางทีเขาอาจสามารถรับภารกิจเล็กน้อยที่มีอยู่ในหอภารกิจเพื่อสะสมแต้มคุณูปการไปแลกทรัพยากรในศาสตร์วายุเพื่อฝึกปราณเจ็ดเสียง หรือแม้แต่จะแลกทรัพยากรประเภทวารีเหมันต์เพื่อฝึกปราณเก้าเยือกแข็งต่อให้สำเร็จก็ย่อมได้

แต่การทำภารกิจเหล่านั้นถังเฟยหู่เชื่อว่าต้องเกี่ยวโยงกับศาสตร์ดนตรีของสำนักไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นเขาจึงได้ต้องการฝึกพื้นฐานต่างๆให้มั่นคงเสียก่อน ถังเฟยหู่เดินไปที่เตียงนอนและนั่งสมาธิอยู่บนนั้น เขาเริ่มจากการทำสมาธิเพื่อฝึกจิตใจด้วยวิชาหัวใจพิณเสียก่อน ลมหายใจที่เขาออกนิ่งสงบและเป็นจังหวะอย่างมาก

ลมปราณในร่างไหลเวียนอย่างสงบนิ่งพร้อมๆกับจิตใจของเขาที่เริ่มสงบลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามเขาก็เริ่มเข้าถึงขั้นพื้นฐานของวิชาหัวใจพิณ วิชานี้นับว่ามีระดับที่ต่ำเป็นอย่างมาก เขาที่เคยผ่านการฝึกวิชาที่สูงกว่ามาหลากหลายจึงทำให้การฝึกหัวใจพิณเป็นไปอย่างง่ายดาย และเย็นวันนั้นเองที่เขาฝึกสำเร็จหัวใจพิณ

เมื่อทำการเล่นดนตรี จิตใจของเขาจะสงบลงมากขึ้นหลายเท่า ทำให้จิตจดจ่อกับการเล่นดนตรีและเข้าถึงบทเพลงมากขึ้น เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีส่วนช่วยที่สำคัญต่อการเล่นดนตรี

ถังเฟยหู่ยังไม่หยุดพักเพียงแค่นั้น เขาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องราวกับคนบ้า เขายื่นนิ้วชี้ออกมาพร้อมกับเดินปราณตามเคล็ดวิชาดัชนีเหล็ก ลมปราณหมุนเวียนอยู่รอบนิ้วชี้ข้างนั้นของเขาและเพิ่มความคงทนให้กับนิ้วของเขาเชื่องช้าเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าวิชาดัชนีเหล็กแม้จะฝึกไม่ยากแต่ก็ต้องใช้เวลาที่มากมาย

จริงๆแล้ววิชาดัชนีเหล็กต้องฝึกไปทีละนิ้วเพื่อเพิ่มความคงทนให้แต่ละนิ้วไป แต่พื้นฐานร่างกายของเขานับว่าดีมากอยู่แล้ว ทันใดนั้นเองที่เขาได้เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา นั่นก็คือการฝึกนิ้วทั้งสิบพร้อมๆกันไปเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา เขาโคจรลมปราณตามเส้นชีพจนและลมปราณน้อยใหญ่ในร่างไปยังฝ่ามือ

ปราณที่เล็กละเอียดได้ไหลเวียนอยู่รอบนิ้วทั้งสิบของเขา ในระหว่างที่โคจรปราณตามแบบของดัชนีเหล็กก็ทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบที่นิ้ว โดยทั่วไปแล้ววิชาดัชนีเหล็กได้ระบุเอาไว้ว่าจำเป็นต้องใช้ปราณธาตุเพื่อขัดเกลาผิวหนังและนิ้วเพื่อสร้างความคงทนและแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า

โดนทั่วไปแล้วศิษย์สำนักเสียงสวรรค์จะใช้ปราณธาตุลมจากปราณเจ็ดสำเนียงในการฝึกดัชนีเหล็ก แต่ถังเฟยหู่นั้นเคยฝึกปราณธาตุเหมันต์มาเช่นกัน จึงสามารถใช้ปราณธาตุเย็นเพื่อฝึกทนแทนกันได้ ปราณเหมันต์แทรกซึมไปตามนิ้วและสร้างความรู้สึกน่ารำคาญมากมายให้แก่เขา แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาเสียเท่าไหร

ขั้นตอนต่างๆยังคงเป็นไปเรื่อยๆ เมื่อพลังปราณในร่างของเขาเผาผลาญจนหมด ถังเฟยหู่ก็จะหยุดพักเพื่อฟื้นลมปราณกลับมา และเมื่อพักเต็มที่แล้วจากนั้นเขาจึงค่อยโคจรปราณเหมันต์ออกมาเพื่อฝึกดัชนีเหล็กอีกครั้งหนึ่ง ขั้นตอนต่างๆเป็นไปอย่างเชื่องช้าอีกกว่าครึ่งเดือนก่อนที่เขาจะสำเร็จดัชนีเหล็กโดนสมบูรณ์

ถังเฟยหู่เผยยิ้มออกมา ในที่สุดเขาก็ฝึกสำเร็จวิชานี้ แม้จะไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากในการฝึกแต่ก็เสียเวลาไปมากนักกว่าที่จะทำให้สำเร็จได้ ไม่แน่ว่าบางทีหากเขาฝึกไปทีละนิ้วตามแบบตำราก็อาจจะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน แต่โชคที่ที่กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นของเขาถูกขลัดเกามาอย่างดี เขาได้ลุกขึ้นมายืนและยืดแข้งยืดขาออกเพื่อระบายความเมื่อยล้าจากการนั่งฝึกฝนวิชาอยู่บนเตียงเป็นเวลานานหลายวัน เขาหันไปมองยังโต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลตรงหน้า ทันใดนั้นเองที่เขาชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาจากนั้นก็พุ่งมันออกไปอย่างรวดเร็ว ดัชนีเหล็กของเขาแทงทะลุไม้ลงไปราวกับจิ้มเนื้อเต้าหู

ไม้บนโต๊ะนั้นไม่มีการแตกร้าว ที่ปรากฏมีเพียงรูที่เกิดจากนิ้วของเขาเท่านั้น เขาพอใจกับผลที่ออกมาเป็นอย่างมาก จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาก็พอทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นกว่าหลายส่วนในการรับภารกิจเพื่อหาแต้มคุณูปการ

ถังเฟยหู่เปิดประตูห้องของตนเองออกและเดินตรงไปยังหอภารกิจในทันที เขาไม่ค่อยพบเห็นผู้คนมากเท่าไหรนัก ไม่แน่ว่าช่วงเวลานี้อาจจะยังเช้าอยู่จึงทำให้ไม่ค่อยเห็นผู้ใดเดินกันอยู่ในตำหนักมากนัก เขาค่อยๆเดินเข้าไปในหอภารกิจ ที่นั่นก็ยังมีพบเห็นศิษย์ของสำนักได้อย่างประปราย

เขาเดินเข้าไปยังกำแพงที่แขวนป้ายภารกิจเอาไว้ เขาได้สำรวจและอ่านพวกมันทั้งหมด โดยเขาได้คำชี้แนะจากศิษย์พี่ที่อยู่แถวนั้นว่าป้ายไม้เหล่านั้นถูกแบ่งระดับความยากง่ายออกเป็นสามระดับซึ่งก็คือมนุษย์ พิภพ และนภา

ศิษย์พี่ผู้นั้นยังชี้แนะอีกว่าเริ่มแรงให้เขาหาภารกิจจากระดับพิภพดูก่อนเพื่อหาประสบการณ์และฝึกฝน ส่วนภารกิจประเภทพิภพและนภาอาจจำเป็นต้องใช้คนหลายคนเพื่อช่วยทำภารกิจให้สำเร็จและแบ่งแต้มตุณูปการกัน แต่ถึงจะแบ่งกันแต่ก็นับว่าได้มากมายกว่าทำภารกิจระดับมนุษย์คนเดียวมากนัก

“ศิษย์น้องเจ้าดูนี่” ศิษย์พี่ด้านข้างที่แนะนำเรื่องต่างๆได้กล่าวขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังแผ่นป้ายภารกิจระดับมนุษย์ให้เขาได้ดู ภารกิจที่เขียนอยู่บนนั้นได้บอกกล่าวว่าคือการดูแลสวนสมุนไพรของสำนักหนึ่งวัน แต้มคุณูปการที่ได้คือสิบแต้ม ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะเพื่อขอบคุณศิษย์พี่คนนั้นจากนั้นจึงค่อยหยิบแผ่นป้ายนั้นมา

เขาเดินไปหาผู้อาวุโสที่ดูแลหอภารกิจ ชายแก่ผู้ดูแลหอนั้นกำลังเคร่งเครียดกับการบันทึกอะไรสักอย่างลงในตำรา เขานั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านในสุดของหอภารกิจ เมื่อเขาเดินไปถึงผู้อาวุโสผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองดู

“เด็กน้อยเจ้าต้องการทำอะไร” ผู้อาวุโสถาม

“….เอ่อ ศิษย์เป็นศิษย์ที่มาใหม่ พึ่งเคยมาทำภารกิจของสำนักเป็นครั้งแรก ขอให้ผู้อาวุโสโปรดชี้แนะด้วย ข้าตัดสินใจจะทำภารกิจนี้” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับยื่นแผนป้ายภารกิจไปให้แก่ผู้อาวุโสซึ่งชายแก่รับไปและอ่านรายละเอียดจากนั้นจึงค่อยพยักหน้าอย่างพอใจ ชายชราลุกขึ้นและควานหาบางอย่าง

และในที่สุดชายชราก็หาเจอ เขาเจอแผ่นไม้หนึ่งหล่นอยู่ใต้โต๊ะของเขา “สิ่งนี้คือป้ายยืนตัวตนของสำนัก เจ้าหยดเลือกของเจ้าสักหยดลงมาสิ” ถังเฟยหู่พยายามกรีดนิ้วของตัวเองให้เลือดออกด้วยเล็บแต่ก็นับว่าอย่างมากหากไม่ใช้ปราณช่วย หลังจากฝึกดัชนีเหล็กเสร็จสิ้น นิ้งทั้งสิบก็ช่างคงทนเหลือเกิน

ปลายนิ้วของเขามีปราณที่แหลมคมจากวิชากรงเล็บมารกระดูกขาวจากนั้นเขาจึงค่อยกรีดลงไปที่นิ้วมือ เขาได้หยดเลือดของตนลงไปบนแผ่นไม้นั้นตามที่ผู้อาวุโสตรงหน้าได้บอกกล่าวแก่เขา จากนั้นชายชราจึงได้ชักนำพลังวิญญาณในอากาศและวาดอาคมลงบนแผ่นไม้นั้น ไม่นานนักเลือดหลายหยดบนนั้นก็ซึมลงไปในแผ่นไม้ ผู้อาวุโสยื่นแผ่นไม้นั้นให้แก่เขา

“ป้ายนี้มีไว้สำหรับเก็บแต้มคุณูปการ เจ้าลองส่งจิตสัมผัสของตนเองลงไปในนั้นดูสิ เจ้าจะพบเห็นถึงข้อมูลแต้มคุณูปการที่เจ้ามี” ถังเฟยหู่รับแผ่นป้ายยืนยันตัวตนมาและลองทำตามที่ผู้อาวุโสบอก ทันใดนั้นเองที่ภายในจิตใจของเขาบังเกิดตัวเลขศูนย์ขึ้นมาภายในนั้น นี่ก็คือแต้มคุณูปการสินะ เขาพยักหน้าให้แก่ผู้อาวุโสเพื่อยืนยันว่าแผ่นป้ายยืนยันตัวตนอันนี้ใช้ได้

“เอาละเจ้าลองใช้แผ่นป้ายภารกิจประทับลงไปบนป้ายยืนยันตัวของเจ้า” ชายชรากล่าวแนะนำต่อไป ซึ่งถังเฟยหู่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย ป้ายยืนยันตัวเรืองแสงขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะดับลงไป ในตอนนั้นเองที่เขาได้ลองส่งจิตสัมผัสเข้าไปในแผ่นป้ายอีกครั้งหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากจำนวนแต้มคุณูปการแล้วยังมีรายละเอียดของภารกิจอีกด้วย

“เอาละ เจ้าได้ภารกิจสำนักแล้วสินะ ข้าจะบอกรายละเอียดให้เจ้าฟังก่อนแล้วกัน เห็นว่าเจ้าเป็นศิษย์ใหม่หรอกนะ! ขั้นแรกเมื่อเจ้าได้ภารกิจที่สนใจก็ประทับเข้ากับป้ายยืนยันตัว จากนั้นก็ไปทำภารกิจตามที่เจ้ารับมาให้เสร็จสิ้น หากเป็นภารกิจที่ทำภายในสำนักจะมีผู้อาวุโสตรวจดูแล เมื่อเจ้าทำภารกิจเสร็จสิ้นก็ส่งป้ายให้เขาเพื่อยืนยันว่าภารกิจเสร็จจริงๆ จากนั้นเจ้าค่อยกลับมาหาข้าเพื่อรับแต้มคุณูปการ” ชายชราอธิบานให้เขาฟังเกี่ยวกับการรับภารกิจในสำนัก

ชายชรายังคงกล่าวต่อไป “เอาละ หากเจ้ารับภารกิจนอกสำนักก็อาจจะต้องนำหลักฐานมาแสดงให้ข้าดูว่าเจ้าผ่านภารกิจแล้วจริงๆ แล้วเจ้ารู้เกี่ยวกับระดับของภารกิจต่างๆที่มีประกาศไว้แล้วหรือยัง?”

ถังเฟยหู่พยักหน้ารับ “ข้ารู้แล้วครับ ภารกิจมีทั้งหมดสามระดับ มนุษย์ พิภพ และระดับนภา ศิษย์พี่ท่านหนึ่งได้แนะนำให้ข้าฟังแล้วขอรับ”

“ดี!” ผู้อาวุโสยิ้มออกมา “เห็นเจ้าเป็นเด็กมีมารยาทดี อย่างนั้นข้าขอแนะนำเพิ่มเติมแล้วกัน ส่วนใหญ่แล้วภารกิจระดับพิภพและนภาจะต้องใช้คนจำนวนมากในการทำภารกิจเหล่านั้นให้สำเร็จ แต่ส่วนมากคนที่รับภารกิจพวกนั้นจะรวมตัวกันที่หอภารกิจใหญ่ที่ตำหนักที่หนึ่งของสำนัก เจ้าพวกศิษย์พี่ของเจ้ามักจะไปรวมตัวกันที่นั่นเพื่อหาสมาชิกไปทำภารกิจต่างๆ หากเจ้าสนใจก็ลองไปดูแล้วกัน” ผู้อาวุโสกล่าว

ถังเฟยหู่ประสานมือเคารพ “ขอบคุณผู้อาวุโสมากขอรับ”

ชายหนุ่มเดินออกมาและทำการนำป้ายภารกิจไปแขวนบนกำแพงตรงที่เดิมของมัน จากนั้นเขาก็ได้เดินออกไปจากหอภารกิจไป ถังเฟยหู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของหอได้กำแผ่นป้ายยืนยันตัวที่อยู่ในมือจากนั้นจึงได้ส่งจิตสัมผัสของตนเองลงไป รายละเอียดต่างๆได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขา รายละเอียดเหล่านั้นได้บอกถึงสถานที่ๆเขาจำเป็นต้องไป

ถังเฟยหู่ออกวิ่งไปยังสวนสมุนไพรของสำนัก สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากตำหนักที่หกไปหลายลี้ สวนสมุนไพรแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดสำคัญของสำนัก นั่นเพราะสมุนไพรล้ำค่าต่างๆเป็นทรัพยากรสำคัญเพื่อปรุงยาของสำนัก ขั้วอำนาจต่างๆในแผ่นดินไม่ว่าอย่างไรที่สำคัญไม่ต่างจากวรยุทธ์ก็คือทรัพยากรที่เพียงพอต่อการฝึกฝน ชายหนุ่มออกวิ่งไปถึงครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงสวนสมุนไพร เขายืนอยู่ที่เหนือหุบเขาที่เขตชั้นในของสำนัก เขามองลงไปด้านล่างก็พบเห็นสวนสมุนไพรหลากสีที่มีพืชพันธุ์นับหมื่น

ตาเหยี่ยวพันลี้!!

ถังเฟยหู่กวาดตามองออกไปสำรวจ เขาพบเห็นศิษย์พี่ของสำนักมากหน้าหลายตาอยู่ในสวนสมุนไพร พวกเขาต่างก็มีพื้นที่ของตัวเอง แต่ละคนต่างก็มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือและต่างพากันขับขานบทเพลงอันไพเราะออกมา เสียงเพลงที่ลอยมาตามสายลมกลับทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างแปลกประหลาด สดใสราวกับมีแสงจันทราสาดส่องจากฟากฟ้า นุ่มนวลและรู้สึกดี

“บทเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์…” ถังเฟยหู่สามารถจดจำบทเพลงนี้ได้ เขาเคยเรียนบทเพลงนี้จากหอตำราของตำหนักที่หก เพลงนี้ทำให้เกิดอารมณ์สนุกสนาน สดชื่อและสดใส เมื่อฟังคนจำนวนมากเล่นเพลงนี้พร้อมกันก็ทำให้ไพเราะเป็นอย่างมาก ราวกับบทเพลงจากสรวงสวรรค์

ในตอนนั้นเองที่เขาได้พบเห็นชายชราผู้หนึ่งที่นอนหลับอยู่พิงหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนสมุนไพร เขาสามารถรู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสของสำนักที่ดูแลภารกิจสวนสมุนไพรอยู่ เขากระโดดและออกไปวิ่งหาผู้อาวุโสคนนั้นในทันที และเมื่อไปถึงแล้วผู้อาวุโสก็เงยหน้าขึ้นมองเขาและแบมือออก

โดยที่ไม่ต้องพูดอะไร เขาได้ยื่นป้ายยืนยันตัวให้แก่ผู้อาวุโสในทันที ชายชราได้ประทับนิ้วของตัวเองลงไปบนแผ่นป้ายและอาคมบนนั้นก็ทำงานในทันที จากนั้นชายชราคนนั้นก็หลับต่อไปโดยที่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร

ถังเฟยหู่เดินไปยังพื้นที่หนึ่งที่ไม่มีคนจับจองในสวนและนั่งลงท่ามกลางมวลหมู่สมุนไพรทั้งหมื่นพัน เขาได้เรียกขลุ่ยของตนออกมาถือไว้และเริ่มสังเกตศิษย์พี่คนอื่นที่ทำการดูแลสมุนไพรเหล่านั้น แม้จะดูเหมือนว่าศิษย์พี่เหล่านั้นจะทำแค่เล่นดนตรีอย่างเดียว แต่เขาไม่เชื่อว่าภารกิจของสำนักจะง่ายขนาดนั้น เขากวาดตาสำรวจโดยรอบอย่างละเอียดก่อนที่จะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาราวกับเห็นว่ามวลหมู่สมุนไพรโดยรอบตัวศิษย์พี่เหล่านั้นจะดูมีชีวิตชีวา​​มากกว่าสมุนไพรที่อยู่รอบตัวของเขา แต่เขาก็ไม่ทราบว่าทำไม ไม่แน่บางทีการเกี่ยวกับทักษะการเล่นดนตรี

หูของเขาสดับรับฟังและเริ่มเล่นบทเพลงดอกบัวอาบแสงจันทร์ตามศิษย์พี่เหล่านั้นในทันที แต่สมุนไพรโดยรอบตัวของเขาก็ยังไม่มีชีวิตชีวาอยู่ดี ในตอนนั้นเองที่เขาได้สังเกตถึงบางอย่าง กระแสของพลังวิญญาณที่อยู่โดยรอบสวนสมุนไพรนั้นกลับเคลื่อนไหวไปตามกระแสของเสียงเพลงเหล่านั้น…

=============================================================

มาแล้วครับ แล้วก็ขอฝากสติ๊กเกอร์ไลน์ เฟยหู่ Story ไว้ด้วยนะครับเผื่อใครสนใจมาอุดหนุนกันนะครับบ

https://store.line.me/stickershop/product/7135578

error loadedตัวอย่างสติ๊กเกอร์ไลน์

error loadedถ้าสนใจก็ลองแคปรูป QR Code แล้วสแกนในไลน์เพื่อเปิดก็ได้นะครับ ไม่ก็สแกนตรงหน้าจอคอม


ความคิดเห็น