Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

13th Bond : คืนเดือนมืด

ชื่อตอน : 13th Bond : คืนเดือนมืด

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 170

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มี.ค. 2562 00:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
13th Bond : คืนเดือนมืด
แบบอักษร

13th Bond : คืนเดือนมืด

ตึง...

เสียงปริศนาลอยกระทบโสตประสาทของคนบนเตียงที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราให้ตื่นจากการหลับใหล ใบหน้าคมคายพลันบึ้งตึงเมื่อโดนรบกวนจึงคว้าหมอนข้างข้างกายมาอุดหูก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

ตึง!

เสียงนั้นดังอีกครั้ง และครานี้ดังมากกว่าเดิมจนหมอนข้างเพียงใบเดียวไม่สามารถป้องกันได้ ชายหนุ่มจึงใช้หมอนที่หนุนอยู่ปิดหูอีกข้าง และมุดตัวลงใต้ผ้าห่ม เขาตั้งใจจะกลับสู่วังแห่งความฝันอีกครั้ง

ตึง**!!**

เสียงที่ดังขึ้นมากกว่าเดิมจนเขาไม่อาจทนนอนอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป แล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นนั่งทั้ง ๆ ที่ยังง่วงงุน เรือนผมสีบลอนด์ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง และเปลือกตาเปิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้ดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“ใครมาทำอะไรเสียงตึงตังดึกดื่นวะเนี่ย” ด้วยเพราะง่วงนอน จึงพาลหงุดหงิดงุ่นง่านไปหมด

โครม!!!

เสียงบางอย่างกระแทกพื้นดังลั่นจนรู้สึกได้ว่าเตียงสะเทือนทำเอาคนที่ง่วงงุนสะดุ้งโหยงและตื่นเต็มตา “เฮ้ ๆ แบบนี้มันไม่ธรรมดาแล้วนะ” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะก้าวลงจากเตียง และควานหาเสื้อโค้ทมาสวมทับ ทำให้เขาได้สังเกตอะไรบางอย่าง 

ทำไมวันนี้มืด ๆ*?*

ใบหน้าผินมองไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ายามราตรีมีสีเข้มกว่าทุกวัน และดวงดาวดวงน้อยก็เปล่งประกายแสงมากกว่าเดิม สิ่งที่ควรอยู่ข้าง ๆ ดวงดาวเหล่านั้นกลับไม่มี “คืนเดือนมืด...งั้นเหรอ?” ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ พื้นก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง     ทำให้เขาละสายตาจากท้องฟ้าและรีบรี่ไปที่ประตูห้อง แต่ไม่ทันได้จับลูกบิด ประตูก็เปิดออกอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของสาวใช้ประจำคฤหาสน์

“อ้าวลูน่า” เซดริกเรียกด้วยความประหลาดใจ ก่อนน้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ ของอีกฝ่าย ทำให้เขาเดาว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”

ใบหน้าน่ารักซีดเผือด และตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีชมพูเข้มก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “ท่านเซดริกอย่าออกจากห้องนาคะ” เธอว่า และพยายามดันร่างสูงเข้าไปในห้อง

แต่ชายหนุ่มก็ขืนตัวไม่ยอม “เดี๋ยวสิครับ นี่มันเรื่องอะไรกัน” เขาถามพร้อมกับจับไหล่ของอีกฝ่ายแน่น “ผมได้ยินเสียงโครม ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“คือ...คือว่า...” แต่หญิงสาวก็ได้แต่อ้ำอึ้งไปชั่วครู่ “...ยังไงก็เถอะค่ะ ห้ามออกจากห้องนาคะ”

ตึง**! โครม!! เพล้ง!!!**

คราวนี้มีเสียงบางอย่างแตกกระจายดังมาจากห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา ทำให้ทั้งสองรีบหันไปมองทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายขมวดคิ้วเล็กน้อย 

นั่นมัน...ห้องของคุณครอสนี่*?*ด้วยความสงสัย เขาจึงปล่อยมือจากไหล่ของลูน่า และรีบวิ่งไปยังห้องของชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์โดยไม่รอช้า ทำให้หญิงสาวที่ตั้งใจจะมาหยุดเขาไว้อุทานลั่นด้วยความตกใจ

“ท่านเซดริก!!”

แต่เจ้าของชื่อก็ไม่ได้สนใจกับเสียงเรียกนั้น ตอนนี้ทั้งความคิดมีแต่คำว่า ‘เกิดอะไรขึ้น?’ แล้วยิ่งแหล่งกำเนิดเสียงยังมาจากห้องของเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ก็ยิ่งทำให้เขาร้อนใจมากกว่าเดิม

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาที่ร้อนใจขนาดนี้ แต่ที่แน่ ๆ เขากลัวว่าคนในห้องจะเป็นอะไรขึ้นมา

เมื่อร่างสูงมาถึงห้องอันเป็นจุดหมาย เขาก็เห็นพ่อบ้านชราที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู แม้เห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าด้านข้าง เซดริกก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเครียด และกังวลเป็นอย่างมาก “เอเกิล” เสียงเรียกแผ่วเบา แต่เจ้าของชื่อก็ได้ยินชัดเจน และหันมามอง

 “ท่าน...ท่านเซดริก” เอเกิลพึมพำด้วยความตกใจ เพราะเขาจำได้ว่าได้สั่งลูน่าไว้ว่า อย่าให้ชายหนุ่มผู้นี้มาที่นี่เป็นอันขาด “ท่านมานี่ได้ไงขอรับ?”

“เกิดอะไรขึ้นครับเอเกิล?” แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบคำถาม แต่กลับยิงอีกคำถามใส่อย่างร้อนรน “ผมได้ยินเสียงมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“คือ...”

 “เกิดอะไรขึ้นกับครอสหรือเปล่าครับ?” คำถามต่อไปตามมาทันที ใบหน้าของคนถามเต็มไปริ้วแห่งความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีฟ้าหันไปมองบานประตูก่อนจะผินกลับมามองพ่อบ้านชราอีกครั้ง “ได้โปรดบอกผมเถอะ”

เอเกิลสบตากับดวงตาสีฟ้าที่มองมาอย่างมุ่งมั่น และเต็มไปด้วยความเป็นห่วง กังวลใจ และร้อนรนอย่างบริสุทธิ์ใจ พอเห็นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ 

“บ้าคลั่งขอรับ” เขาตอบสั้น ๆ

ชายหนุ่มผมบลอนด์เลิกคิ้วสูง “บ้าคลั่ง...เหรอครับ?”

“ขอรับ” อีกฝ่ายตอบรับ และหันไปมองที่ประตู “ในทุก ๆ คืนเดือนมืด      นายท่านจะมีอาการบ้าคลั่งขอรับ เพราะในคืนนั้นเป็นคืนที่พลังอำนาจของปิศาจในสายเลือดจะทรงพลังมากที่สุด อำนาจนั้นจะครอบงำจิตใจ และสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ ทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใคร หรืออะไรก็ตาม...นายท่านพร้อมจะจู่โจมทุกเมื่อหากมาขวางทาง หรือก็คือ...

“...กลายเป็นปิศาจโดยสมบูรณ์”

เซดริกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ “แวมไพร์...ทุกตนเลยเหรอครับ?” เขาถามอย่างหวาด ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าก็เป็นแวมไพร์เช่นเดียวกัน

เอเกิลส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ขอรับ อาการเช่นนี้จะเกิดกับแวมไพร์ตนที่มีความเครียดสะสมมาก ทำให้จิตใจอ่อนแอ และเป็นช่องทางให้พลังอำนาจในตัวครอบงำได้ง่าย” เขาอธิบาย “ในกรณีของนายท่าน นายท่านมีเรื่องที่ต้องจัดการ และรับผิดชอบมากมาย ก็เลย...”

“แล้วทางแก้ล่ะครับ?”

“มีสองทางขอรับ คือให้นายท่านสงบลงเอง ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ขอรับ และอีกวิธีหนึ่งก็คือให้ดื่มเลือดในปริมาณหนึ่ง ทุกครั้งนายท่านมักจะเลือกวิธีแรกขอรับ แต่วันนี้...” แวมไพร์ชราตอบ และหยุดไปชั่วครู่ ดวงตาสีแดงซีดจ้องมองบานประตูที่เชื่อมต่อกับห้องของผู้เป็นเจ้านายด้วยความเป็นห่วง 

“...กระผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันขอรับ ว่าทำไมครั้งนี้ถึงรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน ๆ” เหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างทำให้แวมไพร์หนุ่มผู้เคยเยือกเย็นถึงกับบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนี้...

...และบางสิ่งที่ว่านั้นต้องมีความสำคัญมาก ๆ...

คงไม่ใช่ว่านายท่านรู้เรื่องของท่านเซดริกหรอกนะ...

เอเกิลคิดอย่างวิตกกังวล หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าการมีอยู่ของชายหนุ่มผมบลอนด์ข้าง ๆ เขามีความสำคัญ และมีความหมายมาก...มากโดยที่ตัวของเจ้านายของเขาเองอาจจะไม่รู้ตัว

“ก็หมายความว่าที่เราทำได้มีแต่รอเท่านั้นเหรอ?” เซดริกกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ เพราะสิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด                 การที่ทำอะไรไม่ได้ไม่ได้นอกจากการรอคอยเท่านั้น

เพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกไร้ประโยชน์ และไร้ความสามารถ

เอเกิลได้แต่นิ่งเงียบแทนคำตอบ...

แล้วก็มีบางอย่างที่ทำให้เซดริกนิ่งค้างด้วยความตกใจ  นั่นก็คือ กลิ่นคาวที่เริ่มคุ้นชินเมื่อมาอยู่ที่นี่ และเป็นกลิ่นเดียวกับในฝันเมื่อไม่กี่คืนก่อน

 “นี่มัน...”

...กลิ่นเลือด!

ไวกว่าความคิด เซดริกเปิดประตูห้องอย่างรวดเร็วจนพ่อบ้านชราห้ามไม่ทัน “ท่านเซดริกอย่าขอรับ!!” แต่ชายหนุ่มก็ถลันเข้าไปในห้องโดยไม่ฟังเสียงห้ามของอีกฝ่าย ทันทีที่ขาก้าวแรกเหยียบเข้าไปในห้องหลังบานประตู เขาก็เบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อกลิ่นเลือดฉุนกึกกว่าเดิม

แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาลืมกลิ่นเหม็นไปชั่วขณะ

สภาพห้องเละเทะ ข้าวของระเนระนาด และกระจายบนพื้นทั่วทั้วทั้งห้อง ผนังห้องมีร่องรอยการโดนกระแทกซึ่งอาจจะเป็นเก้าอี้ที่ล้มอยู่บนพื้น ส่วนโคมไฟห้อยเพดานก็แตกร้าว และไม่สมประกอบราวกับถูกทำลาย บานกระจกถูกทุบแตก ผ้าม่านผืนสวยถูกฉีกกระชากจนขาดเป็นริ้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจกว่านั้นคือ เจ้าของห้องที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง

ร่างสูงทะมึนกำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง มือขว้างปาข้าวของชิ้นแล้วชิ้นเล่า อาจเป็นเพราะคืนนี้ไร้แสงจันทร์ทำให้ร่างนั้นยิ่งดูสูงใหญ่ และน่ากลัวกว่าเดิม

เซดริกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ และพยายามไล่ความสั่นกลัวที่จู่โจมให้หายไป อาจจะเป็นโชคดีของเขาที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตว่าใครเข้ามา เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้

แต่แล้วการกระทำของคนตรงหน้าทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อแวมไพร์ผู้บ้าคลั่งคว้าเศษแก้วที่แตกขึ้นมาจากพื้น กำมันแน่นจนคมแก้วบาดลึกเข้าในเนื้อ ก่อนจะยกมันขึ้นเหนือหัว เหมือนกับว่าตั้งใจจะแทงตัวเอง!

“ครอส!!!”

ชั่ววินาทีนั้นทุกสิ่งทุกอย่างหายไปจากความคิดจนหัวสมองว่างเปล่า       ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และใช้มือดันมือข้างที่ถือเศษแก้วของร่างที่สูงกว่า “อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้สิ!”

ดวงตาสีแดงคมกริบตวัดมามองอย่างรวดเร็วจนทำให้คนที่เข้ามาขวางตัวแข็งทื่อด้วยความด้วยความตกใจ เพราะดวงตาสีแดงก่ำที่กระหายเลือด และรูม่านตาที่ลีบเล็กลงจนเรียวแหลมจ้องเขาเขม็ง

ดวงตาแบบนี้ของครอสทำให้เขาหวาดกลัว

แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไร มืออีกข้างที่ว่างของครอสก็ปัดร่างของมนุษย์ที่เข้ามาขวางอย่างแรง! เซดริกโดนเหวี่ยงข้ามห้องมากระแทกประตูห้องที่เปิดอยู่ให้ปิดลงดังโครม!

ร่างสูงค่อย ๆ ร่วงลงบนพื้นพร้อมกับความเจ็บปวดที่วิ่งผ่านทั่วร่างกายโดยเฉพาะบริเวณศีรษะที่โดนกระแทกอย่างแรงจนเจ้าตัวรู้สึกปวดจี๊ดและมึนงง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดขณะยกมือข้างหนึ่งจับท้ายทอยของตน 

“อุก...เจ็บ” เขาครางแผ่วเบาเมื่อสัมผัสโดนส่วนที่โดนกระแทกเข้าอย่างจัง ถือเป็นโชคดีที่เลือดยังไม่ออก

ตึก...

เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นเบื้องหน้า เรียกให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขาเห็นรองเท้าบูทสีดำหยุดตรงหน้า เพียงแค่นั้นก้อนน้ำลายเหนียวหนืดก็มากระจุกอยู่ที่คอ เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมากกว่าเดิม

ร่างสูงดำทะมึนกำลังยืนค้ำหัวเขาอยู่ ดวงตาสีแดงก่ำวาวโรจน์จ้องเขม็งจนแทบจะแช่แข็งคนถูกมอง

“ค...ครอ...อุก!” ไม่ทันได้เอ่ยจบ ลำคอของเขาก็ถูกกระชากขึ้นอย่างแรงจนทั้งร่างลอยขึ้นสูงจนอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถหายใจได้สะดวกเหมือนอย่างเคย แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจมากกว่าคือ ดวงตาสีแดงม่านตาเรียวเล็กที่วูบไหวเหมือนคนกำลังจะร้องไห้

“ทำไม...” เสียงห้าวที่เอ่ยเป็นคำแรกทำให้เซดริกขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หา?”

“ทำไมทุกคนต้องจากข้าไปหมด” คำถามที่ดูเหมือนว่าจะถามตัวเองมากกว่าต้องการคำตอบเปล่งออกมา น้ำเสียงที่แข็งกร้าวค่อย ๆ อ่อนลง “ทั้งพ่อข้า ทั้งแม่ข้า ทั้ง...” พูดได้แค่นั้น มือที่กำรอบคอของอีกฝ่ายก็สั่นระริกจนคุมไม่อยู่ และเผลอออกแรงมากขึ้นจนคนตัวเล็กกว่าเริ่มหายใจไม่ออก 

**“...ทำไมต้องจากข้ากันไปหมด ข้าทำอะไรผิดถึงต้องอยู่คนเดียว!!”**เขาตวาดลั่นด้วยความเจ็บปวด หยดน้ำใสหนึ่งหยดไหลออกจากดวงตาที่ปวดร้าว ทำเอาคนที่พราด ๆ หยุดดิ้นทันที

เพราะเขาได้ยิน...คำพูดอันแผ่วเบาที่แทบจะเลือนหายไปกับความโกรธเกรี้ยว แวมไพร์หนุ่มเพิ่งเอ่ยชื่อ ‘เซดริก’ ออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว...

หรือว่า...จะรู้เรื่อง*?*แล้วบทสนทนากับพ่อบ้านชราเมื่อครั้งก่อนก็ดังก้องขึ้นในความคิดอีกครั้ง

“ท่านเซดริกอย่ากลับไปเลยขอรับ...นายท่านจะไม่เหลือใครแล้ว”

งั้นเหรอ แบบนี้นี่เอง พลันความหวาดกลัวก็ค่อย ๆ หายไป แทนที่ด้วย ความอ่อนโยนที่ตั้งใจจะช่วยปลอบประโลมคนตรงหน้า มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะใบหน้าในระยะประชิด

“ไม่...หรอก คุณไม่ได้อยู่คนเดียว...หรอกนะ” น้ำเสียงนุ่มเอ่ยอย่างขาดเป็นช่วง ๆ แม้จะเริ่มรู้สึกว่าสติค่อย ๆ หายไปทุกที แต่ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ และดวงตาก็จ้องตอบอีกฝ่ายโดยไม่หลบสายตาแต่อย่างใด “ในคฤหาสน์หลังนี้น่ะ   คุณยังมีเอเกิล ลูน่า และ...”

ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานตั้งใจจะกลับไป...

ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตนไม่ได้มีความสำคัญอะไรนอกจากเป็นเพียงอาหาร...

แต่พอเห็นคนตรงหน้าเป็นแบบนี้แล้ว มันทำให้ความตั้งใจเริ่มสั่นคลอน

“...ผม” แม้คำพูดสุดท้ายจะแผ่วเบา แต่ก็ทำให้มืออันสั่นระริกที่กำรอบคอเขาอยู่นั้นเริ่มคลายแรง ประกายแข็งกร้าว และโกรธเกรี้ยวในดวงตาสีแดงเริ่มอ่อนลง ม่านตาที่เรียวเล็กเริ่มกลับสู่สภาพเดิม “อย่าเป็นแบบนี้เลยครับ ทุก ๆ คน...เขาเป็นห่วงนะ”

โอเค ยอมรับก็ได้...

...ว่าเขาก็เป็นห่วง...

คำพูดที่จี้ใจดำพาให้ดวงตาสีแดงเบิกกว้างเล็กน้อย สติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมา และจำได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร โครงหน้าที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม ดวงตา จมูก และริมฝีปาก... คน ๆ เดียวที่ล่วงรู้ถึงตัวตนของเขา ทุกความคิด และคำพูดที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้ก็แทบจะไม่กลายเป็นความลับอีกต่อไป

“เซดริก...”

ไม่อยากให้...จากไป

มือที่กำรอบคอของอีกฝ่ายคลายออก และไวเท่าความคิด ทั้งสองมือก็โอบรอบร่างที่สูงเกือบเท่าเขาก่อนจะฝังใบหน้าลงบนไหล่ของคนในอ้อมแขน เซดริกที่ตอนแรกยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนลงก็ได้แต่นิ่งค้างด้วยความตกตะลึง แล้วยิ่งมีน้ำหนักกดลงที่ไหล่ข้างขวายิ่งทำให้ตกใจเข้าไปใหญ่ ความรู้สึกร้อนวาบพุ่งขึ้นที่ใบหน้าอย่างรวดเร็วจนขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย

ใครมันจะไปนึกล่ะว่าอยู่ดี ๆ จะมากอดแบบนี้น่ะ*!!*

“เฮ้...” ชายหนุ่มนึกแปลกใจตัวเองที่ทำไมเสียงของตนถึงตะกุกตะกักแบบนี้

“ขออยู่แบบนี้สักพักนะ” ครอสเอ่ยเสียงแผ่วเบา และอู้อี้พร้อมกับกระชับ อ้อมแขนให้แน่นขึ้น ทำเอาคนถูกกอดทำอะไรไม่ถูก แต่เพราะน้ำเสียงที่อ่อนแรงทำให้เขาไม่คิดขัด และทิ้งแขนลงข้างตัว ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดอยู่อย่างนั้น

ก็คงเหมือนเพื่อนกันกอดกันธรรมดา ๆ แต่ทำไม...

หัวใจถึงเต้นแรงขนาดนี้...?

พอรู้ตัว ก้อนเนื้อในอกก็เต้นแรงมากกว่าเดิมราวกับตอบรับความประหม่าจนเขาชักกลัวว่าจะเต้นแรงจนทำให้คนที่กอดอยู่รู้สึก

และก็เป็นอย่างที่เขากลัว เพราะคนที่ว่านั้นก็เหมือนจะสัมผัสได้

แวมไพร์หนุ่มอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัวไม่ต่างจากกลองที่ถูกตีอย่างบ้าระห่ำ แต่ถึงกระนั้นเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร เพราะไม่แน่ว่าอาจทำให้อีกฝ่ายผลักเขาออกไป

อุ่น...

ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสจากแวมไพร์ด้วยกันเอง กลับได้รับจากสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยประณามว่าอ่อนแอ และไร้ค่า

ครอสแค่นหัวเราะในใจ เพราะมันทำให้เขาตระหนักได้ว่า แวมไพร์กับมนุษย์...ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนักหรอก เพราะแวมไพร์มีในสิ่งที่มนุษย์ไม่มี และในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีสิ่งที่แวมไพร์ไม่มีเช่นเดียวกัน

“เซดริก...”

“หือ?” เสียงตอบรับแผ่วเบาตอบกลับมา

“ขอเลือดหน่อยได้ไหม?”

“ห...หา?” คำถามที่ส่งมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาอีกฝ่ายตัวเกร็งขึ้นมาทันที เพราะไม่ไปจากคำถามที่ว่า ‘ขอดูดเลือด’ เลย

“จะทำให้ฉันได้สติกลับมาเต็มร้อยเร็วที่สุดก็คือวิธีนี้” แวมไพร์หนุ่มขยายความ “ฉันนึกว่าเอเกิลบอกนายแล้ว?” 

เซดริกนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จะว่าไปแล้วพ่อบ้านชราก็บอกไปแล้วจริง ๆ

แต่จะให้ดูดเลือดในตอนนี้ที่อีกฝ่ายยังไม่หยุดบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์น่ะเหรอ? แล้วเขาจะมีชีวิตรอดกลับไปไหมเนี่ย?

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ดูดเลือดนายจนหมดตัวหรอก” น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไวด้วยความขบขันลึก ๆ ราวกับล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้ ชายหนุ่มผมบลอนด์จึงลอบถอนหายใจเบา ๆ

ก็มาถึงขนาดนี้แล้วนี่นะ

“ก็ได้...” เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างแผ่วเบา เรียกให้ใบหน้าที่ซบอยู่บนไหล่เงยขึ้น และลอบมองเสี้ยวหนึ่งของใบหน้าที่ใบหูมีสีระเรื่อเล็กน้อย

“ขอบใจ” สิ้นคำ ริมฝีปากก็แสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวที่มุมปากก่อนที่มันจะค่อย ๆ ฝังลงไปที่ซอกคออย่างนุ่มนวล เซดริกเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อผิวหนังโดน       คมเขี้ยวแทรกผ่าน แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าต่างจากครั้งแรก...เพราะครั้งนี้แทบไม่รู้สึกถึง    ความเจ็บปวดเลย

แต่ก็ยังอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้ แล้วยิ่งลมหายใจร้อนที่เป่ารดยิ่งทำให้มึนงง และหัวสมองว่างเปล่าจนต้องยกมือขึ้นเกาะอีกฝ่ายไว้

ครอสปรือตาลงเล็กน้อย และน้อมรับรสชาติอันกลมกล่อมและหอมหวานที่ไหลเข้าโพรงปาก สติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมามากกว่าเดิม และประสาทสัมผัสที่เคยตื้อตันก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ถอนเขี้ยวออก

รสชาติ และกลิ่นไม่ต่างไปจากครั้งแรก แต่ที่ต่างออกไป คือบรรยากาศรอบกายที่เขาคุ้นเคย เงียบสงบ และสงบนิ่ง ยิ่งทำให้เขาได้กลิ่นที่นอกเหนือไปจากกลิ่นของของเหลวที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก

มันคือกลิ่นหอมจาง ๆ ของคนตรงหน้าที่กล่อมให้เขาเผลอไผล และไม่อยากปล่อยไป

อยาก...อยากมากกว่านี้...

ข้าต้องการมากกว่านี้...

แต่ร่างของเจ้าของเลือดที่ขยับเล็กน้อย ทำให้ความคิดนั้นหายไป            อย่างรวดเร็ว “พอ...ได้แล้วมั้ง” เสียงอู้อี้เอ่ยเตือน “ผมเริ่มเวียนหัวแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้ครอสชะงักกึกและรู้ตัวในที่สุดn เขาจึงค่อย ๆ ถอนคมเขี้ยวออก แต่ก็ไม่วายเลียรอบปากแผลที่มีเลือดเปรอะเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“จะว่าไปผมก็สงสัยมานานแล้ว” ชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยแม้เสียงจะสั่น และไม่เงยหน้ามองก็ตาม ราวกับว่าต้องการกลบเกลื่อนความกระดากอาย 

“ทำไม...ต้องดูดเลือดที่คอด้วยล่ะ? มันแบบว่า...จั๊กจี้”

“เส้นเลือดใหญ่และจุดชีพจรอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนเครื่องปรุงรสที่ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น” แวมไพร์หนุ่มตอบเสียงเบา

“อ๋อ” เสียงทุ้มงึมงำตอบรับ

ครอสถอยใบหน้าออกห่างเล็กน้อยเพื่อมองคนที่ก้มหน้าหนี สีแดงจาง ๆ บนเสี้ยวล่างของใบหน้าที่ไม่ถูกเส้นผมปิดทำให้เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย แรงกระตุ้นบางอย่างทำให้เขาไม่คิดจะหยุดเพียงแค่นี้

“เซดริก” เสียงเรียกแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เรียกให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น

“ว่าไ...!!!”

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสนุ่มหยุ่นแนบลงบนริมฝีปาก แม้นี่ไม่ใช่จูบแรกของเขา...แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่เขาจูบกับผู้ชาย! ความคิดตีกันจนวุ่นวายในขณะที่เห็นใบหน้าคมคายที่ห่างเพียงหนึ่งนิ้วกั้น และเปลือกตาที่ปิดลง

*ทำไม...**!?*คนถูกขโมยจูบตะโกนก้องในความคิดอย่างไม่เข้าใจ และด้วยอารามตกใจทำให้ลืมหายใจไปชั่วขณะ และตอนนี้..เขาก็หายใจไม่ออก!

เซดริกรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อผลักอีกฝ่ายออกเพื่อหาอากาศหายใจ “ค...ครอส” แม้จะหอบหายใจหนักก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะสมองว่างเปล่าอีกครั้งเมื่อริมฝีปากเย็นประทับลงมาอีกครั้งอย่างไม่รอช้า พร้อมกับมือที่เอื้อมมาจับท้ายทอยใต้เรือนผมสีบลอนด์ และรั้งเข้ามาใกล้ และแนบแน่นกว่าเดิม

ร่างที่สูงน้อยกว่าพยายามขืนตัวออก แต่ยามนี้พละกำลังดูน้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด และดวงตาสีฟ้าก็เบิกกว้างอีกครั้งเมื่อบางอย่างที่ชื้นแฉะรุกรานเค้ามาในโพรงปากจนสัมผัสได้ถึงรสเหล็กที่ติดปลายลิ้นคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก

จุมพิตอันแสนหวาน และเร่าร้อนที่อยากจะปฏิเสธ แต่ในยามนี้กลับเริ่มโอนอ่อนตาม นัยน์ตาเริ่มปรือลง พร้อมกับเรี่ยวแรงที่ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นและไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ทำได้แต่ต้องยกมือเกาะเอวคนตรงหน้าไว้

ราวกับว่าการกระทำยิ่งไปกระตุ้นแวมไพร์หนุ่มให้มอบสัมผัสอันร้อนแรงมากกว่าเดิม เรียวลิ้นหยอกล้อ และสำรวจทั่วโพรงปากอย่างถือสิทธิ์ ยิ่งทำให้สติของอีกฝ่ายกระเจิดกระเจิง

เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วยิ่งกว่าจังหวะกลองดังก้องจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ไม่รู้เพราะเหตุใดที่ยอมรับ และโอนอ่อนตามสัมผัสนั้น แม้สมองจะร้องบอกว่าคนตรงหน้านั้นเป็นปิศาจ และแน่นอน เป็นผู้ชาย แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม และในส่วนลึกของจิตใจก็บอกว่า

...ไม่เป็นไร...

เนิ่นนานจนสายลมพัดผ่านเข้ามาในห้อง และหอบเอาเสียงกระดิ่งจากแห่งใดไม่ทราบให้ต้องโสตประสาท ครอสถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับอีกฝ่าย ทันทีที่สบตากัน เจ้าของดวงตาสีฟ้าก็พลันปรากฏสีแดงจัดขึ้นบนใบหน้า และผลักร่างตรงหน้าออก

ทีคราวนี้ล่ะผลักออกง่ายนักเชียว...

เซดริกก้มหน้างุดด้วยความเขินจัด ยิ่งนึกว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นก็ยิ่งอยากมุดดินหนี “ผม...ผม...กลับห้อง...ก่อนนะ” เสียงเอ่ยตะกุกตะกักแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” แวมไพร์หนุ่มเอ่ยพร้อมกับตรงเข้าไปหมายจะช่วย            แต่ชายหนุ่มอีกคนก็ส่ายหน้าดิก

“ไม่...ไม่เป็นไรครับ” แต่พอก้าวขาถอยหลังไป กลับทรุดลงบนพื้นจนก้นกระแทกพื้นดังพลั่ก!

ครอสมองร่างที่ลงไปกองกับพื้นด้วยความขบขันเล็กน้อย “ดื้อ” เขาเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะย่อตัวลง และยื่นมือไปหาเพื่อจะช่วยดึงให้ลุกขึ้น

“ไม่เป็นไร...จริง ๆ ครับ” เซดริกยังคงยืนยันคำเดิม และนึกก่นด่าตัวเองที่มาแข้งขาอ่อนอะไรตอนนี้ จะว่าเป็นเพราะเสียเลือดมาก หรือเพราะเขินจัดก็ไม่รู้

ร่างสูงหรี่ตาลงเล็กน้อย “จะให้ฉันพยุงไปส่ง หรือจะให้อุ้มไป...เลือกมา” เสียงเรียบแต่เฉียบขาดทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก

ไม่ใช่เพราะน้ำเสียงที่เฉียบขาด แต่เป็นเพราะเงื่อนไขนั่นต่างหากล่ะ!

“เอ่อ...พยุงดีกว่าครับ” สุดท้ายก็ต้องจำยอมเงื่อนไขแรกอย่างจำใจ และยอมรับน้ำใจจากมือที่ยื่นมา ครอสดึงร่างบนพื้นให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบไหล่อีกข้างของคนหมดแรง

“แค่นี้ก็จบ” ครอสว่า และค่อย ๆ พยุงอีกฝ่ายที่ก้มหน้างุด และไม่แม้จะมองทางข้างหน้าให้เดินไปที่ประตู เขาลอบมองคนที่ก้มหน้าจนผมลงมาปรกครึ่งหนึ่งของใบหน้า และเห็นริมฝีปากแดงที่บวมเจ่อด้วยฝีมือของเขาเอง

ตอนนั้นตั้งใจว่าจะหยุด แต่ก็ทำไม่ได้...

ราวกับกลิ่นหอมที่ตราตรึง และติดอยู่ที่ปลายจมูกกล่อมสติให้เขาเมามาย พอรู้ตัวอีกที สิ่งที่บอกครั้งแล้วครั้งเล่าในความคิดก็มีเพียง ‘อยากสัมผัสริมฝีปากนั่น’

แม้จะรู้ว่ามีเส้นที่ขีดกั้นระหว่างสองเผ่าพันธุ์ แต่สิ่งที่ทำไปนั้นกลับตรงข้ามกัน... หลายครั้งหลายคราแล้วที่ทำอะไรลงไปตามอารมณ์ก่อนเหตุผล และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น จนเขาชักกลัวว่า หากอยู่ใกล้กันต่อไปเรื่อย ๆ เขาอาจกลายเป็นคนไร้เหตุผลขึ้นมาสักวัน

แล้วความคิดทุกอย่างก็หยุดลงเมื่อเขาเปิดประตูออก และเห็นใบหน้า        วัยชราของพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ และสีหน้าซีดเผือดของสาวใช้ที่รออยู่หน้าห้อง “นายท่าน!!” ทั้งสองอุทานลั่นด้วยความตกใจ และเมื่อเห็นว่าอีกคนนั้นอยู่ในสภาพไร้เรี่ยวแรงก็อุทานขึ้นมาอีกรอบ “ท่านเซดริก!!”

“เดี๋ยวข้าพาเขาไปส่งที่ห้อง” ครอสสั่งเรียบ ๆ ขัดอารมณ์ตกใจของ           ทั้งสอง “เอาผ้าประคบตามไปด้วย”

เอเกิลที่ได้สติเป็นคนแรกพยักหน้ารับอย่างตื่น ๆ “ข...ขอรับ” สิ้นคำตอบรับของบ่าว ร่างสูงก็เดินนำลิ่ว ๆ ไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ถามอะไรต่อ

หญิงสาวที่เพิ่งได้สติเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนหายตัวไปสะดุ้งเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะท่านเอเกิล?” เธอถามเสียงสั่น ๆ

พ่อบ้านชราส่ายหน้าเล็กน้อย “นั่นสินะ แต่ดูเหมือนว่าท่านเซดริกจะทำให้นายท่านสงบลงได้จริง ๆ” เขาเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และโล่งใจในขณะเดียวกัน เพราะดูเหมือนว่าข้อสันนิษฐานของเขาเป็นจริง

ตัวตนของเซดริก เอเลนอฟมีความสำคัญกับนายท่านของเขามากทีเดียว

###

ร่างสองร่างเดินเข้ามาในห้องนอนชั้นบนสุดฝั่งตะวันออกของคฤหาสน์ ชายหนุ่มร่างสูงผมยาวสีดำสนิทค่อย ๆ พยุงอีกคนที่มีอาการไม่สู้ดีนัก และยังไม่ชินกับการหายตัวไม่ให้ทรุดลงไปเสียก่อน เสี้ยวหน้าที่ซีดเซียวของคนไม่สบายทำให้อีกฝ่ายอดรู้สึกผิดไม่ได้

“ไหวไหม?” เสียงทุ้มเอ่ยถามขณะพาเดินมาที่เตียงกลางห้อง

เซดริกพยักหน้ารับเบา ๆ แทนคำตอบก่อนจะทรุดตัวนั่งบนเตียง อันที่จริงถ้าช้ากว่านี้อีกเล็กน้อย เขาก็คงลงไปกองกับพื้นแล้ว อาการเวียนหัว และมึนงงยังคงทำให้เขาไม่มีเรี่ยวแรงนัก

“นายท่านเจ้าคะ” เสียงหวานดังขึ้นที่หน้าประตู “ผ้าประคบเจ้าค่ะ”

“เข้ามา” ครอสเอ่ยสั้น ๆ ก่อนที่ประตูจะเปิดออก และหญิงสาวในชุดสาวใช้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับกะละมังใบเล็กสองใบ ใบหนึ่งใส่น้ำเย็น ส่วนอีกใบเป็นน้ำอุ่น และในแต่ละใบนั้นก็มีผ้าสีขาวแช่อยู่

เธอวางกะละมังทั้งสองใบที่โต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียงก่อนจะหันมามองชายหนุ่มผมบลอนด์ที่นั่งเอามือจับ ๆ ที่ท้ายทอยของตัวเอง “ท่านเซดริกเป็นอะไรไหมคะ?” ลูน่าถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับ คิดว่าคงบวมนิดหน่อยเท่านั้น” อีกฝ่ายตอบยิ้ม ๆ แม้ว่าใบหน้าจะดูซีดเซียวก็ตามที

“รับอะไรหน่อยไหมคะ? ฉานจะได้เอาขึ้นมาให้”

ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก” เขาตอบ เธอจึงพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป และไม่ลืมปิดประตูให้เรียบร้อย

ทันทีที่ประตูปิดลง บรรยากาศในห้องก็พลันเงียบขึ้นมาจนแทบได้ยินเสียงสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง เมื่อนั้นเองเซดริกจึงตระหนักได้ว่า ยังมีอีกคนอยู่ในห้อง และหมายความว่าตอนนี้ในห้องมีแค่พวกเขาแค่สองคน!

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดอะไร แต่นี่...

แม้ไม่อยากคิดถึง แต่ใบหน้าก็ร้อนฉ่าขึ้นมาอีกรอบจนต้องปีนขึ้นเตียงและมุดตัวลงใต้ผ้าห่มอย่างรวดเร็ว “ผมขอนอนพักสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ” เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากใต้ผ้าห่มที่คลุมจนมิดหัว ไม่รู้หรอกว่าทำแบบนี้ดีหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ก็ยังดีกว่าให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาหน้าแดงแค่ไหน!

ครอสมองการกระทำของคนไม่สบายก่อนจะลอบถอนหายใจเบา ๆ เขาขยับไปที่โต๊ะเล็กข้างเตียง และหยิบผ้าสีขาวในกะละมังน้ำเย็นขึ้นมาบิดพอหมาด เสียงน้ำที่ไหลจากผ้าลงในกะละมังทำให้ผ้าห่มนั้นขยับเล็กน้อย แวมไพร์หนุ่มเดินมาที่เตียง และทรุดกายลงนั่ง

“นอนคว่ำซะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“หา?”

“ฉันจะประคบแผลที่หัวให้ นอนคว่ำซะ” เขาพูดอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ขยับ คิ้วก็เริ่มกระตุก “หรือจะให้ฉันดึงผ้าห่มออกแล้วกดหัวนายกับหมอน?”

แม้ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำสีหน้ายังไง แต่ครอสก็พอเดาได้ว่าคงตลกพิลึก และเชื่อว่าอีกไม่นานคงยอมโผล่หัวออกมาจากผ้าห่มเป็นแน่ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเมื่อร่างใต้ผ้าห่มขยับขยุกขยิก และเรือนผมสีบลอนด์ก็โผล่ขึ้นมา

เซดริกทำหน้ามุ่ยอย่างไม่ชอบใจ ไม่ใช่เพราะน้ำเสียงที่เหมือนจะออกคำสั่งแบบนั้น แต่เป็นเพราะไม่ชอบใจตัวเองที่ยอมทำตามอยู่เรื่อย และที่เขามั่นใจก็คือ จากเงื่อนไขที่สอง...คนพูดทำจริงแน่!

ทำไมแต่ละอย่างที่ให้เลือกมันมัดมือชกชัด ๆ*!*

แล้วเขาก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อผ้าเย็น ๆ สัมผัสบริเวณที่กระแทกกับประตู    “เย็น...” เขาพึมพำเบา ๆ

“ขอโทษ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นเรียกให้เรือนผมสีบลอนด์ขยับเล็กน้อยราวกับว่าเจ้าของพยายามจะหันมามองถ้าไม่ติดว่ามีมือของใครบางคนกดหัวไว้

“ครับ?”

“เพราะฉันนายถึงเป็นแบบนี้” ครอสว่าต่อ และเงียบไปในขณะที่มือก็ค่อย ๆ ประคบส่วนที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นผ้าในกะละมังน้ำอุ่น และประคบต่ออย่างเบามือ

สัมผัสที่อ่อนโยน และแผ่วเบานั้นทำให้ความคิดในหัวคนเจ็บตีกันยุ่งเหยิง

ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ต่างไปจากแหล่งอาหารของเขา ทำไมถึงได้...

...ทำไมถึงได้อ่อนโยนถึงขนาดนี้...

ความอ่อนล้า และความสับสนค่อย ๆ พาเขาเข้าสู่ห้วงนิทรา เปลือกตาเริ่มปรือลงจนในที่สุดก็ปิดสนิท

เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอทำให้มือที่ประคบร้อนอยู่นั้นชะงัก และเจ้าของมือก็ชะโงกหน้าไปมองเสี้ยวหน้าหนึ่งของอีกฝ่าย

หลับแล้ว*?*ครอสเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะโยนผ้าลงในกะละมังใบเดิม เขาก้มลงขยับผ้าห่มให้คลุมถึงคอของคนที่หลับสนิท เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ระบนพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย เพียงแค่มองก็พาให้เกิดรอยยิ้ม

รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู และความเศร้าสร้อย เพราะตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่า การที่ดึงชายหนุ่มผมบลอนด์เข้ามาในโลกนี้นั้นเป็นความคิดที่ดีหรือไม่? เพราะการที่พาอีกฝ่ายเข้ามาพัวพันด้วยแล้วทำให้บาดเจ็บแบบนี้ มันชักทำให้เขารู้สึกผิด และเสียใจ

แม้อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เจ็บปวดยามต้องเห็นเซดริกเป็นอันตรายเพราะเขาเป็นต้นเหตุ

พลัน ความหวั่นไหวในดวงตาก็หายไป มีเพียงประกายกล้าของคำสาบานที่ให้ไว้กับตัวเอง

...ก็แค่อยากให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ทำให้อีกฝ่ายต้องบาดเจ็บเช่นนี้...

ความคิดเห็น