Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

12th Bond : จุดเปลี่ยนของความคิด

ชื่อตอน : 12th Bond : จุดเปลี่ยนของความคิด

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 162

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มี.ค. 2562 00:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
12th Bond : จุดเปลี่ยนของความคิด
แบบอักษร

**12th Bond :** จุดเปลี่ยนของความคิด

เสียงน้ำไหลลงอ่างล้างหน้าในห้องน้ำยามเช้าตรู่ดังขึ้นเช่นทุกวัน ร่างสูงยืนเหนืออ่างหินขัดสีเทาขณะก้มหน้าวักน้ำขึ้นล้างโฟมบนใบหน้า ไม่นานนักเขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับยกมือขวาขึ้นควานหาผ้าขนหนูผืนเล็กข้างอ่าง ผิวสัมผัสนุ่มของผ้าขน และน้ำเย็น ๆ ช่วยไล่ความง่วงงุนไปได้บ้าง

ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมองกระจกตรงหน้า ดวงดวงตาสีฟ้าที่ดูอิดโรย และอ่อนล้าจ้องตอบกลับมา ขอบใต้ตาดำคล้ำจนเจ้าตัวยังอดตกใจไม่ได้

โอย...นอนไม่หลับ

พอยกผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่า สายตาก็เหลือบไปเห็นพันแผลสีขาวที่ต้นแขน ตัวต้นเหตุที่ทำให้เขานอนไม่หลับ... แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็หวนกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่เริ่มจนจบ ทำเอาเขารู้สึกร้อนวูบขึ้นที่ใบหน้าเล็กน้อยจนต้องสะบัดหัวไล่ภาพพวกนั้นออกไป

เซดริกเดินออกจากห้องน้ำอย่างอ่อนล้าก่อนจะเดินไปนั่งบนขอบเตียง “ให้ตาย จะเก็บมาคิดอะไรนักหนา” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง 

แล้วทำไมตอนนั้นถึง**ใจเต้นแรงขนาดนั้น อีกฝ่ายก็ผู้ชาย*!*ชายหนุ่มขยี้เส้นผมสีบลอนด์ของตัวเองจนยุ่งด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

พอคิดว่าจะต้องเจอหน้าตัวต้นเหตุเช้านี้ ก็ได้แต่ทอดถอนใจ

เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็ออกจากห้องนอนตรงไปสู่ห้องอาหารชั้นล่าง   แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่หลุดรอดม่านเมฆบนท้องฟ้าสีครึ้มยามเช้าลอดผ่านกระจกบานใหญ่ตลอดทางเดิน ชายหนุ่มเริ่มชินเสียแล้วกับแสงสว่างน้อยนิดเช่นนี้ และพอคาดเดาเวลาคร่าว ๆ ได้บ้าง อย่างตอนเช้านี้แสงก็จะน้อย ท้องฟ้าครึ้มเล็กน้อย และอากาศไม่ร้อนมาก ส่วนตอนกลางวันก็รู้สึกได้ถึงความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆ และตอนเย็นก็ไม่มีแสงเลย และอากาศก็เย็นลงจนสัมผัสได้

แต่น่าแปลกที่อากาศเช้านี้เย็นกว่าทุกวัน อาจเป็นเพราะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็เป็นได้

เซดริกห่อตัวเล็กน้อยพลางลูบแขนที่ขนลุกซู่ “รู้งี้ใส่เสื้อทับอีกสักตัวก็ดีหรอก” เขาพึมพำเบา ๆ ขณะเดินลงบันไดลงสู่ชั้นล่าง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็หวังว่าที่ห้องทานอาหารจะมีเตาผิงอุ่น ๆ และบนโต๊ะมีซุปร้อน ๆ วางอยู่

มือขวาผลักประตูบานใหญ่เบื้องหน้าให้เปิดออก แล้วความอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเมื่อก้าวเข้าไปในห้องอาหาร เสียงเปรี๊ยะ ๆ จากเตาผิงเตาใหญ่ที่อีกฝั่งหนึ่งของกำแพงทำให้เซดริกอยากจะถลาเข้าไปเอามืออังไฟให้สมใจ

เซดริกเดินไปที่โต๊ะทานอาหาร และเลื่อนเก้าอี้ออกมาก่อนจะนั่งลง และมองไปที่หัวโต๊ะ คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นร่างของคนที่ควรจะนั่งอยู่ตรงนั้นเมื่อเช่นทุกเช้า

“ซุปร้อน ๆ สาม-หรับวันอากาศเย็นค่ะ ท่านเซดริก” เสียงหวานดังขึ้นข้างกายพร้อมกับชามกระเบื้องที่วางลงตรงหน้า ทำเอาเขาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ

“ขอบคุณครับลูน่า” เขาเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบช้อนที่วางอยู่บนโต๊ะมาตักซุปสีขาวข้นโรยด้วยขนมปัง และเบคอนกรอบ ส่วนลูน่าก็ถอยห่างออกไปเพื่อจะรินน้ำให้

“กินเยอะ ๆ นาคะ วันนี้นายท่านไม่ได้มากินด้วยก้อเลยมีอีกเยอะเลย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง “ครอสไปไหนเหรอครับ?” แล้วก็หลุดปากถามออกไปโดยไม่ทันได้ห้ามตัวเอง

“เห็นนายท่านบอกว่ามีธุระด่วนนาค่ะ ก็เลยออกไปตั้งแต่ช้าวแล้ว” ลูน่าตอบเสียงหวานพร้อมกับรินน้ำเปล่าลงในแก้วทรงสูง “แต่นายท่านก้อบอกว่าอีกว่า ตอนเย็นจะรีบกลับมานาค่ะ”

ก็แล้ว...จะรีบกลับมาทำไมล่ะ*?*เซดริกรำพึงในใจขณะตักซุปข้นเข้าปาก รสชาติอันกลมกล่อมของมันทำให้เขาอดอมยิ้มเล็ก ๆ ด้วยความพอใจไม่ได้

“เดี๋ยวนี้นายท่านเปลี่ยนไปมากเลยล่ะค่ะ” หญิงสาวเริ่มขณะเดินไปเก็บเหยือกน้ำบนถาดริมผนังด้านหนึ่ง “แต่ก่อนนายท่านไม่เคยบอกเลยว่าจะรีบกลับมา ส่วนใหญ่ออกแต่เช้า แล้วกลับมาดึกตลอด” แล้วเธอก็เดินมาที่โต๊ะอาหาร และนั่งบนเก้าอี้ตัวข้างกัน

“อ่า...งั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มเอ่ยรับเสียงแห้ง ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรต่อไปดี ในมือก็คอยตักซุปเข้าปากไปเรื่อย ๆ จนของเหลวสีขาวข้นในชามพร่องไปกว่าครึ่ง

“แต่ก็ดีแล้วล่ะค่ะ แบบนี้ท่านเอเกิลจะได้หายกังวลไปบ้าง” ลูน่าเอ่ยต่อตามประสาคนช่างพูดด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปของเจ้านายทำให้เธอมีความสุขขึ้นมาก “เวลานายท่านกลับมาดึก ๆ ท่านเอเกิลจะเป็นห่วงมากเลยล่ะค่ะ ฉานเองก็เป็นห่วงมาก...แล้วนายท่านก็ไม่ค่อยพูดถึงงานของนายท่านเท่าไหร่”

เซดริกลอบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง    “ลูน่าคงรัก และเคารพครอสมากเลยสินะครับ?” เขาถาม เรียกให้อีกฝ่ายหันมามองพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ค่ะ เพราะนายท่านคือผู้ที่ให้ชีวิตใหม่กับฉาน” เธอตอบ และยกมือขึ้นประสานกันที่อก “ถ้าไม่มีนายท่าน ก็คงไม่มีลูน่าในคฤหาสน์หลังนี้ร็อกค่ะ ขอแค่ให้นายท่านมีคาม-สุข ฉานก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อนายท่านเลยล่ะค่ะ”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดู และชื่นชมหญิงสาวตรงหน้า เพราะเขาเองก็ไม่ค่อยได้พบคนที่เคารพรักคนอื่นได้มากขนาดนี้มานานแล้ว “ดีจัง”

“ที่จริงแล้ว ฉานควรจะขอบคุณท่านเซดริกด้วยนาคะ” ลูน่าเอ่ยขึ้นกะทันหัน ทำให้ชายหนุ่มเจ้าของชื่อที่กำลังดื่มน้ำชะงัก

“ขอบคุณผม? เรื่องอะไรเหรอครับ?”

หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ และมองใบหน้าของอีกฝ่าย “เพราะดูเหมือนว่าตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่นี่ นายท่านดูมีคาม-สุขขึ้นมากเลยนาค่ะ” เธอตอบ “แม้จะไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่ฉานก็ดูออกนะคะว่าเวลานายท่านอยู่กับคุณ สีหน้าดูพ่อน-คลายลงมากเลย”

เซดริกกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะหัวเราะ “มีเลือดมาเสิร์ฟถึงที่ ใคร ๆ ก็ผ่อนคลายทั้งนั้นแหละครับ” เขาเอ่ยทีเล่นทีจริง

ลูน่าส่ายหน้าดิก “ไม่หรอกค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน” เธอค้าน “ฉานอยู่กับนายท่านมานาน...อาจจะน้อยกว่าท่านเอเกิล แต่ว่าฉานก็ดูออกนาคะว่านายท่านมีคาม-สุขจริง ๆ”

มือที่กำลังจะตักซุปอีกคำเข้าปากหยุดชะงัก พลันใบหน้ารู้สึกร้อนขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงใบหน้าคมคายที่แต้มด้วยรอยยิ้มเมื่อครั้งคุยกันในสวน

มีความสุขจริง ๆ...งั้นเหรอ*?*

*...*ความดีใจเล็ก ๆ แทรกเข้ามาในจิตใจโดยที่ไม่รู้ตัว...

“ดังนั้นฉานก็เลยอยากให้คุณเซดริกอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ...” เสียงหวานเอ่ยต่อ หางเสียงเริ่มเบาลงเมื่อรู้ตัวว่ากำลังขออะไรที่มากเกินไป “...ฉานรู้ว่าเป็นความหวังที่เห็นแก่ตัวมาก แต่...ฉานหวังอย่างนั้นจริง ๆ นาคะ”

เซดริกวางช้อนลงก่อนจะมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่จ้องตอบกลับมาเช่นกัน แววตาสีชมพูเข้มนั้นแม้จะอ่อนต่อโลก แต่ก็เข้มแข็งและมั่นคงจนคนมองอดใจอ่อนไม่ได้ “ผมก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้วนี่ครับ ลูน่า” เขาเอ่ยเสียงค่อย และคลี่ยิ้มบาง ๆ “เพราะพันธะสัญญา...คุณก็รู้”

“ค่ะ” ลูน่าว่า “แต่ฉานก็อยากให้ท่านเซดริกอยู่ที่นี่อย่างมีคาม-สุข”

ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “ขอบคุณครับ” เขาพูดเสียงเบาก่อนจะหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มสองสามอึก และวางมันลงที่เดิม “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ค่ะ ถึงเวลาอาหารกลางวันเมื่อหร่าย ฉานจะไปเรียกนาคะ” หญิงสาวว่า และลุกขึ้นก่อนจะเก็บถ้วยซุปที่ว่างเปล่า ในขณะที่อีกฝ่ายก็เดินจากห้องอาหารไปยังสถานที่เดิมที่มักจะไปขลุกตัวอยู่เสมอ นั่นก็คือห้องสมุด

###

เสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่ปลายปากกาที่จรดอยู่บนแผ่นกระดาษกลับนิ่งสนิท ไม่ก็ถูกยกขึ้นเคาะโต๊ะสองสามครั้ง แล้วก็นิ่งไปอีก

เป็นอย่างนี้มาตลอดเกือบชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา... เพราะสมาธิทุกอย่างไม่อยู่ตรงหน้า แต่กลับล่องลอยไปยังภาพเมื่อวาน และบทสนทนาเมื่อครู่ 

“แม้จะไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่ฉานก็ดูออกนะคะว่าเวลานายท่านอยู่กับท่าน สีหน้าดูพ่อนคลายลงมากเลย”

มือที่พลิกหน้ากระดาษหยุดชะงักเมื่อคำพูดลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ใบหน้าคมคายสะบัดไปมาเล็กน้อยเพื่อไล่เสียงนั้นให้ออกไปจากหัวก่อนจะเริ่มขยับมือขวาที่ถือปากกาไว้

“ฉานอยู่กับนายท่านมานาน...อาจจะน้อยกว่าท่านเอเกิล แต่ว่าฉานก็ดูออกนาคะว่านายท่านมีคาม-สุขจริง ๆ”

อีกประโยคที่ลอยเข้ามาทำให้เซดริกต้องปล่อยปากกาที่ถืออยู่ มือขวายกขึ้นขยี้เส้นผมสีบลอนด์ของตัวเองด้วยใบหน้าบึ้งตึง และแสดงถึงความไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

“อะไรวะเนี่ย...” เขาพึมพำด้วยความหงุดหงิด “...ไม่มีสมาธิเลยให้ตาย”    เซดริกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ และค่อย ๆ หลับตาลง 

แบบนี้คงอ่านอะไรต่อไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ ระหว่างนั้นก็ยกมือข้างขวาขึ้นบีบขมับทั้งสองข้าง แล้วดวงดวงตาสีฟ้าก็ลืมขึ้นช้า ๆ

“แล้ว...จะทำอะไรดีล่ะ?”

ดูทีวี*?*

“ที่นี่มีทีวีรึเปล่านะ?” เขาถามตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ความทรงจำเมื่อครั้งแรกที่ได้เดินรอบคฤหาสน์แห่งนี้หวนกลับมา ชายหนุ่มจำได้ว่าพ่อบ้านชราพาเดินรอบคฤหาสน์ และที่ชั้นหนึ่งทางปีกซ้ายก็มีห้องนั่งเล่นอยู่ และถ้าจำไม่ผิด...ห้องนั้นมีทีวีจอแอลซีดีติดผนังอยู่หนึ่งเครื่อง

ลืมไปได้ไงนะ ว่าแล้วเซดริกก็จัดการเก็บของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบก่อนจะคว้าเสื้อไหมพรมที่ลูน่าหยิบมาให้มาสวมไว้ เพราะอากาศข้างนอกเย็นกว่าในห้องสมุดพอสมควร

ขายาว ๆ ก้าวลงบันไดอย่างรวดเร็ว เพราะหวังจะหนีอากาศหนาวไปผิงไฟอุ่น ๆ หน้าเตาผิงในห้องนั่งเล่น เมื่อไปถึงที่หมาย เขาก็พบว่าเตาผิงนั้นมีคนจุดไฟไว้เรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายทันที พอก้าวเข้าไปใกล้ก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นของไฟที่ถวิลหา

เซดริกเดินไปที่โซฟาตัวยาวก่อนจะทิ้งตัวลงสัมผัสความนุ่มของที่นั่งแสนสบาย ส่วนมือก็เอื้อมไปหยิบรีโมทสีดำจากโต๊ะตัวเล็กข้างหน้ามาถือไว้ ดวงตาสีฟ้าปราดมองปุ่มบนอุปกรณ์ในมือก่อนจะกดปุ่มเปิด ภาพคมชัดบนจอก็ปรากฏขึ้น

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง...นิ้วก็ยังคงกดเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยเซดริกบ่นในใจพร้อมกับอ้าปากหาวหวอด ส่วนหลังก็เริ่มเอนลงต่ำเรื่อย ๆ จนเกือบจะราบกับที่นั่ง

ตอนนี้หน้าจอโทรทัศน์เป็นรายการนำเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงลอนดอน ดวงตาที่เริ่มปรือลงด้วยความง่วงงุนจึงเปิดเต็มที่อีกครั้ง

เมืองที่แสนคิดถึง...บ้านเกิดที่เหมือนห่างหายไปนานแสนนาน

ชายหนุ่มมองภาพที่ปรากฏบนจอด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย และอดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาจากที่นั่นมาเป็นเดือนแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านมานานเป็นปี เมื่อได้เห็นภาพของเมืองที่คุ้นตา ความรู้สึกถวิลหาก็เข้าจู่โจม

จะว่าไปแล้ว...พวกเควินจะเป็นยังไงบ้างนะ*?*

ภาพของชายหนุ่มผมทองผู้เป็นเพื่อนรักปรากฏขึ้นในความคิด และเพื่อน ๆ อีกหลายคน รวมถึงอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของเขา พวกนั้นจะรู้ไหมนะว่าเขาหายไปไหน?

แล้วดวงตาสีฟ้าก็บังเอิญไปเห็นป้ายประกาศเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ที่เสาซึ่งพิธีกรสาวประจำรายการยืนอยู่ข้าง ๆ แม้จะเห็นไม่ชัดเจน แต่มองแวบเดียวก็รู้

นั่นเป็นรูปของเขาเอง!!

ป้ายประกาศตามหาคนขนาดประมาณเอสี่เขียนด้วยตัวอักษรสีแดง และดำเหนือรูปถ่ายของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อที่รายการที่ฉายอยู่ขณะนี้เป็นรายงานข่าวประจำชั่วโมง และข้าง ๆ พิธีกรสาวคนนั้นก็ปรากฏรูปภาพคน ๆ หนึ่งที่คุ้นตา

“จนขณะนี้ ‘เซดริก เอเลนอฟ’  นักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย J ได้หายตัวจากที่พักไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว” น้ำเสียงหวานแต่จริงจังของผู้ประกาศข่าวดังขึ้น “ทางเจ้าหน้าที่ และมหาวิทยาลัยยังคงพยายามตามหาร่องรอยของนักศึกษาหนุ่มผู้นี้ แต่ยังคงไม่คืบหน้า จนเป็นที่สงสัยแล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

เพียงแค่นั้นทั่วทั้งร่างก็ชาวาบ และนิ่งงัน สมองและความคิดเหมือนกับว่างเปล่าไปชั่วขณะ คฤหาสน์แห่งนี้สะดวกสบาย และให้ความรู้สึกอบอุ่นไม่ต่างจากบ้านเท่าใดนัก ทำให้เซดริกเกือบลืมไปว่าเขาหายไปจากลอนดอนกะทันหัน ไม่มีแม้แต่ข้อความบอก เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างยังคงอยู่ที่บ้านเช่าครบถ้วน      ทุกอย่าง จึงไม่แปลกถ้าทุกคนจะตกใจกับการหายตัวไปของเขา

เซดริกเม้มปากเน้นจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้หลั่งไหลไปทั่วร่าง *เราต้องกลับไป!!* 

**“ท่านเซดริกเป็นอะไรก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”**เสียงหวานบ่นเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาในครัวพร้อมถาดอาหารสีเงินที่มีอาหารซึ่งไม่ถูกแตะต้องเลยวางอยู่ พ่อบ้านชราที่กำลังเก็บจานอยู่จึงหันมามอง

“ทำไมเหรอ?” เขาถามขณะวางจานใบสุดท้ายบนชั้นวาง

ลูน่าถอนหายใจยาว และวางถาดอาหารลงบนโต๊ะกลางห้อง “ไม่ยอมกินอาหารเลย เอาแต่อยู่ในห้องสมุดทั้งวัน” เธอตอบขณะยกอาหารออกจากถาดอย่างเชื่องช้า

“ปกติแล้วท่านเซดริกก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่” เอเกิลเอ่ยยิ้ม ๆ พร้อมกับปิดประตูตู้เก็บชามเบา ๆ

“แต่ไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้นี่เจ้าคะ” หญิงสาวตอบก่อนจะหันหลังพิงเคาน์เตอร์ติดผนัง มือทั้งสองเท้าหินอ่อนข้างหลัง และถอนหายใจอีกครั้ง “ดูเหมือนว่ากำลังหาอะไรอยู่ด้วยล่ะเจ้าค่ะ”

แล้วจู่ ๆ ร่างของคนที่เพิ่งถูกกล่าวถึงก็โผล่มากะทันหัน พร้อมกับมือแกร่งที่คว้าขนมปังบนจานมาอย่างรวดเร็ว “ผมไม่ทานอาหารเย็นนะครับ” พูดจบปุ๊บ ร่างสูงก็ผลุนผลันหายไปปั๊บ จนคนในห้องได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ และมองตามหลังไปด้วยความงุนงง

หากแต่ชายชรากลับมองตามด้วยสายตาครุ่นคิด...

###

เขากำลังถูกดึงเข้าไปในความมืด กลิ่นเหม็นคาวของเหล็กโชยมาต้องจมูกจนปวดหัว “เหม็น..” เสียงอู้อี้พึมพำอย่างไม่ชอบใจ ดวงตาพยายามกวาดสายตามองหาว่ากลิ่นนั้นมาจากตรงไหน

แต่แล้วเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าของเขาก็กองเลือดขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ สีแดงเข้ม และข้นคลั่กทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมา

 เซดริกหันหลังกลับทันที แต่ไม่ทันได้ออกวิ่ง ขาของเขาก็ถูกดูดลงไปในกองเลือดนั้น!!!

“ไม่!!!”

ร่างสูงเด้งตัวขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีฟ้าบนใบหน้าคมคายเบิกโพลงด้วยความตกใจขณะที่เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า และทั้งร่างให้เปียกชุ่มทั้ง ๆ ที่คืนนี้อากาศไม่ร้อนเลยแม้แต่น้อย หน้าอกกระเพื่อมรัวเร็วพร้อมกับเสียงหอบหายใจราวกับผ่านการวิ่งมาหลายชั่วโมง  

ไม่นานนักเขาก็ตระหนักได้ว่า มันเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้น

เซดริกยกมือขึ้นเสยเส้นผมสีตกลงมาปรกใบหน้าก่อนจะยกเข่าขึ้นข้างหนึ่ง และวางข้อศอกบนนั้น 

*ก็แค่ฝันร้ายเท่านั้นแหละน่า...* เขาปลอบตัวเองในใจ ก่อนจะที่หันไปมองกองหนังสือข้างหัวเตียงกองโต

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มบนสุดมาถือไว้ ปกแข็งสีทองสนิมมีตัวอักษรสีเงินนูนขึ้นมาจากหน้าปกอ่านได้ว่า ‘Vampires and Human’ 

“หรือว่าจะเป็นเพราะเราอ่านเยอะไปนะ...?” เขาพึมพำเบา ๆ พลางนึกทบทวนว่าวันนี้เขาขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดนานเท่าไหร่ ตั้งแต่หลังจากที่เขาเห็นรายงานข่าวในโทรทัศน์ เขาก็ตรงไปที่ห้องสมุดอย่างรวดเร็ว และควานหาหนังสือทุกเล่มที่น่าจะช่วยให้เขากลับบ้านได้

มันต้องมีสักทางสิน่าที่ไม่ต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย แล้วพันธะสัญญาถึงจะหายไปน่ะ*!*

แต่จนแล้วจนรอด...ก็หาไม่เจอสักเล่ม

เซดริกถอนหายใจยาวก่อนจะวางหนังสือลงข้างตัว และลุกขึ้นจากเตียง แสงจันทร์ภายนอกที่ลอดผ่านเข้ามาในห้องทาหน้าต่าง และลมเย็นไร้กลิ่นคาวเช่นในความฝันก็พัดต้องใบหน้าที่อิดโรย ทำให้เขานึกอยากลงไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายที่สวนข้างล่างสักพัก

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็คว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างตู้เสื้อผ้ามาสวมไว้ และเดินออกจากห้องไป

สวนหน้าคฤหาสน์ในยามค่ำคืนดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบจากตอนกลางวัน ดอกไม้ที่บานยามดึกเบ่งบานเต็มที่ และส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ น้ำค้างบนกลีบดอกไม้สีสันต่าง ๆ กระทบแสงเพ็ญจนเป็นประกายระยิบระยับอันน่าหลงใหล ใบไม้บนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ขยับเล็กน้อย และบางใบก็หลุดออกจากกิ่งตามแรงลมที่พัดมา

เซดริกเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินพร้อมกับสูดกลิ่นสดชื่นยามค่ำคืนให้ชุ่มปอด “อากาศดีจริง ๆ” เขารำพึงเบา ๆ 

แต่แล้วเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเดินเข้ามาใกล้ เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นร่างของพ่อบ้านชราในเครื่องแบบที่คุ้นเคย เซดริกจึงค่อยโล่งอก “เอเกิลนี่เอง” เขาว่าพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ และเดินเข้าไปหา “มาเดินเล่นหรอครับ?”

เอเกิลยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน “เปล่าขอรับ” เขาตอบ “กระผมมาหาท่านขอรับ ท่านเซดริก”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “มาหาผมเหรอ?”

“ท่านเซดริก...จะกลับอังกฤษจริง ๆ เหรอขอรับ?” คำถามที่เอ่ยออกมานั้น ทำเอาอีกฝ่ายชะงักกึก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พ่อบ้านผู้นี้คงจะเห็นว่าคนตรงหน้าในห้องนั่งเล่นเมื่อเช้า

เซดริกหลับตาลงก่อนจะตอบ “ครับ”

“ท่านเซดริกอย่ากลับไปเลยขอรับ” เอเกิลเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลง “นายท่านจะไม่เหลือใครแล้ว”

“ผมเป็นแค่มนุษย์นะครับเอเกิล แล้วยังเป็นคนนอกด้วย” อีกฝ่ายตอบหลังจากลืมตาขึ้น และมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “และครอสก็ยังมีคุณกับลูน่าไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ได้ไม่เหลือใครเสียหน่อย”

พ่อบ้านชราส่ายหน้าเบา ๆ “ที่กระผมหมายถึง คือคนที่สามารถเข้าใจ    นายท่าน และทำให้นายท่านมีความสุขเวลาอยู่ข้าง ๆ ขอรับ” เขาอธิบาย “ซึ่งกระผมกับลูน่า...ไม่ใช่ขอรับ”

ลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อใคร่ครวญความหมายในประโยคนั้นของคนเก่าคนแก่ “คนแบบนั้นก็ไม่น่าจะหายากนะครับ คงมีแวมไพร์อีกหลายตระกูลที่อยากยืนอยู่ข้าง ๆ เขา” เซดริกตอบเสียงเบาหวิว คำพูดนั้นเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่คนพูดกลับรู้สึกเสียเองว่ามันกำลังกรีดหัวใจของเขาเบา ๆ

“ซึ่งผมก็คงไม่ใช่”

เอเกิลมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มที่ยังคงเงยหน้ามองขึ้นฟ้า “ก็จริงขอรับ แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่น่าจะเข้าใจนายท่านได้มากไปกว่าท่านเซดริก” เขาว่าต่อก่อนจะขยับเข้ามาใกล้อีกก้าว “แม้แต่ลูน่าก็ดูออกว่านายท่านผ่อนคลายลงมากเมื่อเวลาอยู่กับท่านเซดริก”

ลมหายใจกระตุกอีกครั้ง เขาจำได้ว่าแวมไพร์สาวตนนั้นก็เคยบอกกับเขาแบบนี้ แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่อาจสลัดภาพของผู้คนที่กำลังตามหาเขาอยู่ที่อังกฤษได้เลย “แต่มีคนรอให้ผมกลับไป ผมไม่อยากทำให้พวกเขาเป็นห่วงไปมากกว่านี้”

“ท่านเซดริกอยู่ที่นี่ไม่มีความสุขหรือขอรับ?” พ่อบ้านชราถาม เรียกให้ชายหนุ่มก้มหน้าลงมามองคู่สนทนา ดวงตาสีฟ้าไหววูบไปเมื่อได้ยินคำถามนั้น

“มีความสุขสิครับ” 

*แต่ถึงจะมีความสุข...* 

“แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม”

“ท่านเซดริก”

เซดริกมองดวงตาสีแดงซีดที่เว้าวอนนั้น แต่เขาก็ใจอ่อนไม่ได้ เขา...ต้องรู้จุดยืนของตัวเอง รู้ว่าที่ของตัวเองอยู่ไหน และคน ๆ นั้นก็ต้องรู้เช่นกันว่า โลกของพวกเขานั้นมันแตกต่างกันมากแค่ไหน

“ไม่มีอะไรที่จะทำให้ท่านเปลี่ยนใจได้เลยหรือขอรับ?” เอเกิลยังคงไม่ละความพยายาม แต่ดวงตาสีฟ้าก็ไร้แววลังเล

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มบางอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษครับ”

พ่อบ้านชรารู้แน่ชัดแล้วว่าไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนใจคนตรงหน้าได้ สุดท้าย เขาก็ได้แต่ยอมรับการตัดสินใจของอีกฝ่ายแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยมากแค่ไหนก็ตาม “ท่านขึ้นไปพักผ่อนเถอะขอรับ เดี๋ยวกระผมจะนำนมอุ่น ๆ ไปให้” เอเกิลว่าพร้อมกับคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน

แต่ทั้งสองก็ไม่รู้เลยว่า ในมุมมืดบนชั้นสองของคฤหาสน์ มีสายตาของใครคนหนึ่งจ้องมองมา ใครคนนั้นเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง และได้ยินทุกคำพูดราวกับว่าตัวเองนั้นอยู่ที่สวนด้วย ดวงตาสีแดงหรี่เล็กลงจนแทบกลายเป็นเส้นเรียว ประกายไหววูบที่ปวดร้าวประหลาดปรากฏอยู่ในดวงตาคู่นั้น

ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงราวกับกำลังระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในจิตใจอย่างยากลำบาก

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม”

ชั่ววูบหนึ่งที่เขาเผลอคิดไปว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้ที่นี่เป็นที่ของพวกเขาทั้งสอง...

...จะทำอย่างไรให้ ‘ที่นี่เป็นที่ของเซดริก เอเลนอฟ’

ความคิดเห็น