เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

63.2 ความโหดร้าย

ชื่อตอน : 63.2 ความโหดร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2562 22:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
63.2 ความโหดร้าย
แบบอักษร

“อรุณสวัสดิ์ท่านไดอาเรีย” 

ห้องเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ห้องพรสวรรค์ที่สมดังชื่อห้องว่าที่แห่งนี้รวบรวมเด็กๆมากด้วยพรสวรรค์ด้านพลังมาโฮระดับสูงกว่าเด็กปกติ นอกจากนักเรียนทุกคนมีพลังมาโฮระดับสูงกว่าต้นมะม่วงแล้ว พวกนางยังถือเป็นพวกพิเศษในหลายๆด้าน ปกติแล้วนอกจากลักษณะพิเศษที่มองเห็นด้วยตาเปล่า อาทิ สีผม สีตา และเสาอากาศบนหัว ลักษณะเด่นของผู้มีพลังมาโฮสูงยังสามารถสังเกตจากนิสัยสันดานของแต่ละคนอีกด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เหล่าผู้มีพลังมาโฮสุดยอดจะมีนิสัยแปลกประหลาดอันมีเอกลักษณ์ชวนพิศวงและน่าตกตะลึง อย่าง บางคนชอบสะสมกรรไกร บางคนชอบหักนิ้ว บางคนชอบเหม่อลอย และหากยิ่งมีพลังมาโฮสูงมากๆระดับเหนือมนุษย์ นิสัยแปลกๆพวกนี้จะแสดงชัดเจน 

พวกเด็กๆดูออกง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ผ่านเรื่องราวและมีประสบการณ์ในการเก็บงำความรู้สึก สามารถปิดซ่อนกลิ่นไอ 

แต่พวกหนูน้อยทั้งหลายเพิ่งเริ่มเรียนรู้และกำลังศึกษา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ฉะนั้นหากเห็นนักเรียนบางสวมผ้าคลุมเหมือนจอมเวทและวางท่าเหมือนจอมมารเกิดใหม่ ไม่ต้องตกใจนะ เรื่องปกติ 

พวกหนูๆยังหลงละเมอในอำนาจที่ตนมี กระนั้นด้วยแต่ละคนเป็นลูกหลานผู้มีเชื้อตระกูลเลยอาจแสดงพฤติกรรมอย่างว่าน้อยกว่าเด็กโรงเรียนอื่น กระนั้นก็มีบ้างที่ชอบแสดงบทคนตัดหญ้าและฮีโร่ บางรายต้องสวมชุดตัวนากเพื่อเพิ่มพลังมาโฮด้วย น่ารักมาก 

ไดอาเรียไม่มีนิสัยแปลกประหลาดหรือพิสดารแต่อย่างใด นางเป็นคุณหนูน้อยปกติที่ชอบทำหน้านิ่งขรึม และมองคนอื่นอย่างดูหมิ่น 

ลักษณะนิสัยสมชาติคุณหนู เจ้าหญิงสุดๆ กระนั้นไม่นับว่าเป็นตัวประหลาดอย่างเพื่อนๆอีกหลายคน 

ไดอาเรียเข้าห้องเรียนพร้อมอาจารย์ผู้สอนเข้าห้องพอดิบพอดี ห้องเรียนขนาดกลางมีโต๊ะและเก้าอี้วางจักเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เว้นระยะห่างโต๊ะของนักเรียนแต่ละคนพอสงควรให้มีช่องทางเดินสะดวก นักเรียนมิได้นั่งเก้าอี้ติดกันเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัย ไดอาเรียนั่งโต๊ะหลังห้องแถวสุดท้าย โต๊ะตัวสุดท้ายห้องด้วย นั่งติดบานกระจงใสกระจ่างแลเห็นท้องฟ้าสีครามที่เริ่มปรากฏเค้าโครงเมฆเทาปกคลุม 

“อรุณสวัสดิ์รองโนร่า” 

“อรุณสวัสดิ์” 

เพื่อน!!คนเดียวในโรงเรียนที่ไดอาเรียเอ่ยทักทายก่อนมิใช่ใครที่ไหน แต่คือคุณหนูผู้ดีตัวสูงแห่งตระกูลฮาคิริ หญิงสาวตัวสูงโปร่งวัดเทียบความสูงแล้วสูงกว่าไดอาเรียเท่าหนึ่ง นางนับเป็นสาวน้อยตัวสูงใหญ่ในบรรดาเพื่อนชั้นปีเดียวกัน นางมีชื่อว่า “รองโนร่า” อายุสิบสี่ ตาสีฟ้ามณีและผมสีม่วงยาวสลวยเปล่งประกายเงางาม นางคือมนุษย์ไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ไดอาเรียนับเป็นเพื่อนตัวจริงเสียจริง เพื่อนที่สามารถนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะ เพื่อนที่เคยชวนไปเที่ยวที่บ้าน เพื่อนที่ต้องกลิ้งเล่นด้วยกัน นอกจากนี้ทั้งสองยังมีนิสัยคลับคล้ายกันตรงที่พวกนางเย็นชา และสงวนวาจาปานคำพูดพวกนางมีค่ากว่าทองคำ 

ทั้งสองพบกันครั้งแรกในวันเปิดภาคเรียน ไดอาเรียที่ภาพลักษณ์ภายนอกดูเย็นชาสมตระกูลอีธาน นางไม่อยากอยู่คนเดียวและเรียนจบการศึกษาโดยไม่มีเพื่อนสักคนหรอกนะ อย่างน้อยก็หนึ่งคน คุณหนูน้อยคิดหนักมากจะสานไมตรีกับใครดี ในช่วงเวลานั้นที่หัวใจกำลังโลเลและมิรู้จะทักทายขอเป็นเพื่อนกับนักเรียนคนอื่นอย่างไร นางก็เห็นหัวรองโนร่าโผล่ขึ้นท่ามกลางนักเรียนนับร้อย 

เห็นรองโนร่านั่งเงียบคนเดียวปานคู่ฝาแฝดไดอาเรีย คุณหนูน้อยเลยตัดสินทันที เดินไปวางมาดคุณหนูและทักทายรองโนร่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทิ้มและฟังตะกุตะกะ ตอนนั้นแม้แอบขำท่าทางกระด้างของไดอาเรีย แต่รองโนร่าก็ยินดีเป็นเพื่อนคนเดียวของไดอาเรีย เพื่อนจริงๆที่ไม่ใช่เพื่อนกินกับลูกสมุนที่มีมาเสริมทัพให้ไดอาเรียในเวลาที่นางต้องการ 

ไดอาเรียและรองโนร่ากลายเป็นเพื่อนรักกันที่ไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่นัก แต่ดันมีวิชาส่งสายตาระดับพระเจ้าที่แค่มองตาก็รู้ใจอีกฝ่าย 

“ท่านไดอาเรียเมินพวกเราอีก” 

“อือ” 

ไดอาเรียยังมีเพื่อนร่วมกลุ่มอีกสองนางคือฝาแผดสาวน้อยหัวชมพูที่ทั้งคู่มาตีสนิทไดอาเรียเพราะหวังสานไมตรีกับตระกูลอีธาน ก็นับว่าพวกนางใจกล้าบ้าบิ่นในระดับที่กล้าคิดเป็นมิตรกับตระกูลเก่าแก่ ไดอาเรียใจจริงไม่อยากคบเพื่อนที่มาขอคบด้วยจุดประสงค์แอบแฝง กระนั้นเพราะเห็นความตั้งใจและความน่ารักมึนๆของคู่ฝาแฝดแล้ว คุณหนูน้อยอดขำมิได้ 

อย่างน้อยพวกนางก็ทำให้ไดอาเรียสนุกเวลาเรียนหนังสือ 

“แคร์ และ “แรร์” คือชื่อของคู่ฝาแฝดสาวน้อยหัวชมพูที่ทั้งสองมีลักษณะเหมือนกันราวกับแกะ นิสัยคุณหนูชอบรังแกชาวบ้าน ปากร้ายปานแม่มดน้อย ชอบยุยงและสนับสนุนไดอาเรียในทุกๆเรื่องที่คุณหนูน้อยคิดอยากทำ พวกนางนับว่านิสัยแย่ปานลูกเมียน้อย ชอบดูถูกและพูดว่าร้ายคนอื่นทั้งหลบหลังและต่อหน้า ทักษะความหน้าด้านระดับกำแพงเมืองแห่งความลับยังละอาย พวกนางเผือกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน พวกนางไม่ชอบอยู่แนวหน้า และเอาจริงๆพวกนางใจเสาะชอบหลบหลังไดอาเรียและรองโนร่าเป็นประจำ 

แม้นดูเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกและไว้ใจมิได้ แต่ไดอาเรียยอมให้คู่ฝาแฝดติดตามนางประหนึ่งลูกสมุน อีกความหมายที่ไดอาเรียอยากให้คู่แฝดมาเกาะติด เพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ไดอาเรียดูสมเป็นคุณหนูผู้มีอำนาจ มีลูกน้อง 

“เช็ดชื่อ” 

อาจารย์ประจำชั้นขานชื่อนักเรียนทั้งหมดสามสิบคน ไดอาเรียนั่งเหม่อมองฟ้าพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ในหัวคิดทำไมนางต้องมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนด้วย นางอยากให้พี่ชายสอนหนังสือตัวต่อตัวเหมือนสมัยนางยังเด็ก งือ นางอยากกลับบ้าน อยากกลับไปซบอกพี่ชาย ตอนนี้พี่ชายคงกำลังนั่งโต๊ะทำงาน กระนั้นไดอาเรียอยากเห็นพี่ชายตอนตั้งใจทำงานเช่นกัน ใบหน้ายามพี่ชายเอาจริงเอาจังช่างหล่อเหลายิ่งนัก 

อาจารย์เริ่มสอนหนังสือ นักเรียนครึ่งห้องตั้งใจเรียน อีกครึ่งใช้เวลาเรียนทำงานอดิเรก บางคนวาดรูปเล่น บางคนฝึกโยคะ บางคนทำพิธีอัญเชิญภูตผี อีกคนยืนสวดไล่ผี และหากมองดีๆจะเห็นนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังฉีกกระดาษสมุดโน้ตและปั้นๆเป็นก้อนกลม ปาใส่ศีรษะนักเรียนคนหนึ่ง 

แปะ 

กลุ่มนักเรียนชายร่วมพวกคู่แฝดหัวชมพู พวกนางวางแผนและช่วยกันปั้นๆก้อนกระดาษปาแกล้งนักเรียนสาวตัวน้อยอีกคนที่นั่งเรียนในห้อง นักเรียนที่เป็นเป้าหมายการกลั่นแกล้งในห้องคือนักเรียนสตรี ชื่อ “นิกุ” นางเป็นเด็กมีพรสวรรค์ที่กำเนิดพร้อมพรสวรรค์ระดับที่มนุษย์จะมีได้ โอกาสเกิดหนึ่งในล้าน คือเกิดพร้อมพลังมาโฮระดับต้นโพธิ์ สาเหตุที่นางโดนแกล้งเพราะนางมิใช่ลูกหลานผู้มีชาติตระกูล นางเป็นลูกสาวชาวบ้านธรรมดา ฐานะปานกลาง ที่บ้านมิได้ร่ำรวยมากมายเหมือนบ้านนักเรียนคนอื่น นางจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่างของเมืองแห่งความลับ แม้เมืองนี้ทุกคนรวยมาก แต่ก็มีแบ่งระดับความรวยเช่นกัน 

นิกุเป็นสาวน้อยตัวจิ๋วสูงเท่าไดอาเรีย แถมยังแอบๆจ้ำม่ำมีเนื้ออวบอิ่ม นางมิเป็นที่พอใจของเพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งยังไม่เป็นที่ถูกใจของนักเรียนส่วนมากในโรงเรียนอาริน สาเหตุเพราะนางมีพลังอำนาจ แต่เกิดในชาติตระกูลกระจอกปานลูกเป็ดขี้เหร่ ไม่คู่ควรกับพลังที่นางครอบครอง ทุกวันนางต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในโรงเรียนที่ทุกคนพร้อมลงไม้ลงมือกับนางประหนึ่งเหยื่ออันโอชะ ไม่มีใครกลัวนาง กระนั้นนางขี้กลัวเหมือนหมูป่าน้อย 

แม้นความจริงนางมิใช่คนขี้กลัว แรกๆตอนเข้าเรียนนางยิ้มสู้เหมือนนางเอกในนิยาย นางยิ้มน่ารักมาก สดใส ดูมีออร่ามากกว่านักเรียนคนอื่นด้วยซ้ำ กระนั้นเพราะนางยิ้มน่ารักและมีออร่าน่าหลงใหล นักเรียนหญิงเก้าส่วนเลยรังเกียจนาง หลังจากนั้นนักเรียนชายก็เริ่มรังเกียจนางด้วย สรุปผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วตั้งแต่นางเรียนที่โรงเรียนชนชั้นสูง นางไม่มีเพื่อนสักคน 

พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไดอาเรียนั่งด้านหลังนิกุ ส่วนมิกุนั่งโต๊ะด้านหน้าไดอาเรีย 

คุณหนูน้อยยอมรับอย่างใจกล้าว่านางเป็นหนึ่งในคนที่แกล้งนิกุเช่นกัน แม้ไม่แกล้งหนักก็เถอะ แต่ก็แอบๆรังเกียจ มีครั้งหนึ่งที่ไดอาเรียลงมือแกล้งนิกุหนักมาก จะว่าแกล้งก็ไม่เชิง เพราะนางแค่พูดจาเสียดสีใส่ สาเหตุเพราะนิกุดันสะดุดล้มและล้มใส่อ้อมแขนอีธาน!!! ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนั้น อีธานไม่เก็บมาใส่ใจเพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เขาดีใจด้วยซ้ำที่เข้ารับนิกุทันก่อนสาวน้อยจะล้มกระแทงพื้น 

ฉากนิกุในอ้อมแขนพี่ชายสุดที่รักเปรียบประหนึ่งใบมีดที่บาดหัวใจไดอาเรียเลือดอาบ 

เรื่องอื่นๆช่างมันเถอะ แต่เรื่องนี้ปล่อยมิได้ ไดอาเรียยิ้มทะมึน สตรีใดกล้าเข้าใกล้พี่ชายสุดที่รักของนาง ไม่ว่าด้วยเหตุใด 

นางต้องกำจัดทิ้ง 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไดอาเรียก็มองนิกุในด้านร้ายด้านลบ มองว่าเป็น ชะนีตัวหนึ่งที่ใช้เสน่ห์อันแสนบอบบางปานตุ๊กตานั้นล่อลวงผู้อื่นให้ติดกับ นางเหมือนกระต่ายที่น่าทะนุถนอม ที่แอบๆมีชายหนุ่มในโรงเรียนให้ความช่วยเหลือนางหลบหลัง นางอาจกลายเป็นศัตรูและสตรีที่หมายตาพี่ชายไดอาเรียก็ได้ เพราะตอนที่นิกุและอีธานพบกันครั้งแรก นิกุแอบๆมองอีธานอย่างลุ่มหลงในความหล่อเหลา 

บังอาจนัก!! กล้าใช้สายตาไร้เดียงสามองพี่ชายข้ารึ!! 

ไดอาเรียจดจำความแค้นในวันนั้นจนถึงวันนี้ เพราะสาเหตุนั้นไม่ว่านิกุจะโดนแกล้งด้วยวิธีรุนแรงเช่นไร ไดอาเรียไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือ มองข้ามหัวนิกุไปเลยไม่ต่างจากมองนักเรียนคนอื่น บางทีอาจมองต่ำกว่าด้วยซ้ำ 

หมดเวลาเรียนและเริ่มเวลาพักกลางวัน 

นิกุเก็บของและพยายามปั้นสีหน้าเรียบเฉยอย่างเด็กเข้มแข็ง นางรู้อยู่แล้วว่าเรียนที่โรงเรียนอารินต้องเจออะไรบ้าง กระนั้นเพราะนางมีครอบครัวต้องดูแล นางจึงมิอาจยอมแพ้และลาออก ต่อให้โดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนก็ไม่เป็นไร นางยังทนรับไหว สาวน้อยมัดผมเปียไว้ด้านหลังพยายามปลอบใจตนเอง ขณะลุกขึ้นและก้มหน้าเดินมิดูทางกระทั่งพุ่งไปกระแทงไหล่ไดอาเรีย 

“ระวังหน่อย อีอ้วน” 

“ข ขอโทษเจ้าค่ะ” 

ไดอาเรียยืนพิงโต๊ะคุยกับรองโนร่าโดยมีพวกคู่แฝดยืนฟังด้วย ครั้นนิกุมิทันระวังเดินกระแทงไดอาเรียทำให้คุณหนูน้อยก้มหน้าปรายตาใส่อย่างเย็นชา พร้อมกล่าวว่าใส่อย่างมิคิดถนอมน้ำใจ คำพูดเหยียดรูปร่างประสานน้ำเสียงเย็นยะเยือกไร้แววอบอุ่นเกือบทำนิกุร้องไห้ นางสะอึกและรีบร้อนขอโทษพลันรีบเดินหนีไป ท่าทางกลัวไดอาเรียประหนึ่งเจอแม่เลี้ยง 

“คิกๆท่านไดอาเรีนคิดว่าอีนั้นอ้วนเหมือนกันหรือ” 

“อือ กลิ่นเหงื่อนางทำข้าเกือบอ้วก” 

ไดอาเรียว่าอากาศในห้องเรียนเย็นแล้ว แต่ทำไมอีอ้วนนี้ยังเหงื่อแตกอีก เฮ้อ นั่งใกล้ๆแล้วทำอารมณ์เสียชะมัด ไดอาเรียมึนหัว อยากสั่งนางอ้วนไปอาบน้ำใหม่ แหวะ มิรู้ด้วยนางอาบน้ำมารึเปล่า 

ถามว่าทำไมไดอาเรียคิดว่านิกุมิอาบน้ำต้องโทษเมรัยที่นางเป็นสาวอ้วนเช่นกัน แต่ไม่ค่อยลงอ่างล้างตัวเท่าไหร่ ยิ่งตอนเช้าๆ 

-- 

“..” 

นารีแอบซุ่มมองไดอาเรียปานประหนึ่งนินจา ดวงดาวน้อยหลุบตาต่ำพลางประเมินพฤติกรรมไดอาเรีย “น่าโมโห” ฝ่ามือนุ่มเกือบบีบกล้องส่องทางไกลแหลก หึหึ ดีมากไดอาเรีย 

-- 

อึก 

“เป็นอะไรรึ” 

“ป เปล่าไม่มีอะไร” 

ไดอาเรียสะดุ้งรู้สึกเหมือนมีเงามรณะเล็งธนูใส่ รองโนร่าถามอย่างห่วงใย ไดอาเรียลอบถอนหายใจเบาๆพลางโยนคำถามคืนให้รองโนร่า “ข้าสิต้องถามเจ้าสบายดีหรือเปล่า” “?” “เจ้าป่วยมิใช่หรือ ขาดเรียนตั้งหลายวัน” 

เพื่อนรักกะพริบปริบๆพลางยิ้มตอบไดอาเรียอย่างเป็นธรรมชาติ “ข้าสบายดี เจ้ามิต้องห่วง” 

“..” 

คุณหนูน้อยหรี่ตา กอดอก ตั้งแต่สองเดือนก่อน.. เพื่อนสาวหยุดเรียนเนื่องด้วยมีอาการป่วยมิทราบสาเหตุ ไดอาเรียมิรู้ความจริงเป็นเช่นไร กระนั้นนางกังวลและสงสัย ยิ่งเพื่อนรักมีท่าทีดู..พิกล 

“หน้าข้ามีอะไรหรือ” 

รองโรน่าเอียงคอ ไดอาเรียปิดตา “ระวังอีกสามวันพายุจะเข้า” 

ไดอาเรียเตือนด้วยความห่วงใย รองโรน่ารับฟัง และตอบกลับ “ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องห่วง” 

-- 

หลังเลิกเรียน 

วันนี้มิมีรถมารับไดอาเรียเนื่องจากนารีสั่งไว้ให้ไดอาเรียเดินเท้ากลับคฤหาสน์ คำสั่งบ้าบออะไรเนี่ย คุณหนูน้อยอยากตะโกนใส่ดวงดาวน้อยที่คิดแผนทรมานสังขารมากมาย ตามจริงวันนี้นารีต้องการให้ไดอาเรียเดินกลับบ้านกับเพื่อน แต่พอดีเพื่อนในห้องนางมิมีใครกล้าเดินกับคุณหนูน้อยสักคน รองโนร่าติดงานห้องสมุด พวกคู่แฝดดันติดภารกิจ สรุปไม่เหลือเพื่อนคนใดเดินกับไดอาเรีย 

“ชิ จำไว้เลยนะพวกเจ้า” 

ดันมีงานในวันที่ไดอาเรียต้องการมากที่สุด คุณหนูน้อยมิรักษาภาพลักษณ์คุณหนูเรียบร้อยในโรงเรียนอีก หลังออกรั้วโรงเรียนปุปก็ปลดปล่อยสันดานคุณหนูน้อยบ้าเลือด อยากอาละวาดทันทีปานหมาดุออกจากกรงขัง นางโวยวายบ่นอุบอิบให้เพื่อนๆที่ทอดทิ้งในเวลาสำคัญ หน๊อย จำไว้เลยนะ ไดอาเรียโกรธเพราะนางเหงาไม่มีเพื่อนเดินกลับบ้านด้วย ปกติก็นั่งรถกลับเลยไม่รู้สึกว่าเวลากลับบ้านมันใช่เวลานาน แต่พอต้องเดินเท้าแล้ว ทำไมรู้สึกมันนานจัง เฮ้อ 

แถมอาจารย์ตัวแสบก็หายลับไปไหนมิรู้ รู้ว่านารีต้องแอบซุ่มอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ แต่ไม่รู้ที่ไหน 

ขณะไดอาเรียเดินกลับบ้านโดยใช้ถนนตัดผ่านสวนสาธารณะ ยามพลบค่ำมีแสงตะวันทอไสวแพรวพราว บริเวณสวนยามนี้เงียบงันราวป่าช้าแววเสียงนกการ้องแผ่วๆ เสาไฟ ม้านั่ง พุ่มไม้ดอกเข็มและดอกมะลิ ต้นคูนร้อยต้นริมถนนออกดอกบานสะพรั่ง กลีบดอกสีเหลืองทองปลิดปลิวว่อนทั่วสวน ไดอาเรียถือกระเป๋าและเดินอย่างสง่างาม นางมิเคยหวาดกลัวความเงียบ เช่นเดียวกับที่นางมิเคยกลัวต้องใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้อื่น 

ไดอาเรียแตกต่างจากลูกหลานและเด็กคนอื่นๆตรงที่นางถูกฝึกให้ใช้อาวุธปืนตั้งแต่เด็ก ด้วยนิสัยเย็นชาดุจราชินีน้ำแข็ง ไดอาเรียต้องเรียนรู้ศาสตร์การปกป้องตัวเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูทั้งหลายทั้งปวง นางรู้พี่ชายแบกรับภาระตระกูลอยู่ตอนนี้ สักวันนางอยากช่วยแบ่งเบาภาระบนบ่าพี่ชายเช่นกัน ดังนั้นนางต้องเข้มแข็งและยืนหยัดในฐานะลูกสาวตระกูอีธาน นางต้องอยู่เหนือผู้อื่นในทุกๆด้าน 

นางเคยคิดว่าการกดผู้อื่นให้อยู่ต่ำกว่าตนเองคือวิธีที่ทำให้ตัวนางอยู่สูงกว่า แต่ว่าความคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อพบนารี 

“..” 

ไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่ตนเองรู้ว่านั้นคือสิ่งที่ผิด แต่ส่วนหนึ่งก็ยอมรับแล้วว่ามันผิดทั้งหมด ไดอาเรียเสียใจที่ตลอดมาตัวนางทำตัวเช่นลูกหลานชนชั้นสูง นิสัยชอบดูถูกคนชนชั้นล่าง และคิดว่าตนเองดีเลิศกว่า 

ไดอาเรียควรเปลี่ยนความคิดเสียที หากไม่เช่นนั้นวันหน้านางอาจพ่ายแพ้และเสียใจอย่างสุดซึ้ง 

ขณะคุณหนูน้อยครุ่นคิด นางแว่วยินเสียงสวบสาบส่อแววมีบางสิ่งเคลื่อนไหว ตรงจุดที่ห่างไปมิไกล ไดอาเรียมีประสาทหูดีกว่ามนุษย์ธรรมดาเพราะนางได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก ต้องรู้จักคำนวณและวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆเพื่อใช้ตัดสินใจในชั่วพริบตา คุณหนูน้อยมั่นใจว่าได้ยินเสียงแปลกๆหลังพุ่มไม้ นางมิควรเข้าใกล้มันเพราะอาจเกิดเรื่องอันตรายขึ้น กระนั้นไดอาเรียคิดว่าตัวนางสามารถป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง ต่อให้เจอผีร้าย นางก็สู้ไหว อีกทั้งอย่าลืมว่ามีนารีคอยจับตาดูไดอาเรีย หากเกิดเรื่องเลวร้ายจริงๆ ดวงดาวน้อยสามารถช่วยไดอาเรียได้ทัน 

สายลมฝนพัดพากลิ่นไอฝนแลขนลุก ไดอาเรียเบาฝีเท้าและเดินไปใกล้ต้นเสียงปริศนา นางไม่รู้จะเจอใคร กระนั้นมือขวาแตะปืนที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าหนังสือแล้ว หากมีเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย นางพร้อมรับมือทันที 

ค่อยๆเข้าใกล้โดยอาศัยหลบหลังต้นไม้ แสงแดดทักทอลำแสงสาดส่องผ่านกิ่งก้าน ไดอาเรียหรี่ตาต่ำพลางชะโงกหัวและมองไปยังต้นกำเนิดเสียง ภาพที่ปรากฏชวนตกตะลึงจนเกือบทำไดอาเรียสะดุดลมหายใจ ตอนนี้กลุ่มชายฉกรรจ์ปริศนากำลังรุมล้อมสาวน้อยคนหนึ่ง คนที่ไดอาเรียเห็นหน้าแล้วรู้ทันทีว่าคือใคร “นิกุ” เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งโต๊ะข้างหน้าไดอาเรีย ทำไมนางอยู่ที่นี้ แถมกำลังโดนชายหนุ่มหน้าเหมือนอันธพาลรุมด้วย พวกเขามีสามคน สองคนช่วยกันกดแขนนิกุ อีกคนเผยสีหน้าหื่นกาย ใช้มือหยาบๆกระชากชุดนักเรียนเป็นชิ้นๆ 

“อย่ากลัวเลยสาวน้อย พี่ชายจะดูแลเจ้าอย่างดี” 

หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ยิ้มหฤโหดพลางจับขานิกุอ้ากว้าง เขาดึงกระโปรงและถอดกางเกงใน นิกุพยายามขัดขืนดิ้นรน กระนั้นสองแขนโดนจับกดยากสลัด ไม่มีทางทำอะไรพวกชายฉกรรจ์ นางน้ำตาไหลหลั่งอาบแก้ม สีหน้าตื่นตระหนก แววตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและขมขื่น อนาคตของนางพังทลายทันทีเมื่อพวกผู้ชายเห็นเรือนร่างนางหมดทุกส่วน “โอ้ อย่างแจ่ม” 

ทรวงอก ระหว่างขา 

นิกุอยากกรีดร้อง แต่โดนอุดปาก ท่าทางนางเหมือนสัตว์เล็กที่ไร้แรงต่อต้าน ตอนนี้แม้แต่จะกัดฟันฆ่าตัวตายนางยังไม่สามารถกระทำ 

ใครก็ได้ ช่วยนางด้วย.. 

เสียงตะโกนดังในสนั่นในใจนั้นส่งไปไม่ถึงใคร โลกทั้งใบราวแตกสลาย ท่ามกลางความสิ้นหวังปรากฏมีเสียงหนึ่งดังกังวาน 

“ปล่อยนาง” 

“หา” 

จู่ๆมีนักเรียนหญิงอีกคนปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีบอกในแผน กลุ่มชายฉกรรจ์ตกใจเพราะมีคนอื่นโผล่มาอยู่ในเหตุการณ์ โทษทารุณกรรมผู้เยาว์อายุต่ำกว่าสิบแปดปีมีโทษหนักขั้นประหาร หากหน่วยรักษาความสงบสืบหาตัวผู้ร้ายไม่ได้ก็ถือว่ารอด แต่ถ้าสืบพบผู้ร้าย ผู้ร้ายก็เตรียมกินอาหารมื้อสุดท้ายได้เลย ประหารเท่านั้น 

“ชิ พวกเจ้า” 

หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ลนลานกลัวไดอาเรียนำเรื่องพวกเขาไปบอกทางการสภาเมือง ไม่มีทางเลือกแล้ว พวกเขาต้องกำจัดไดอาเรียซะตอนนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครรู้เห็นอีก ทว่าต่อให้พวกเขาทั้งสามร่วมแรงกันก็ใช้จะกำจัดคุณหนูน้อย “ประเมินข้าต่ำจังนะ” 

ไดอาเรียคว้าปืนพลันยิงใส่กลุ่มชายฉกรรจ์ 

สามนัด.. แค่สามนัดก็เก็บกวาดขยะสังคมเรียบไม่มีเหลือ 

“กล้าทำตัวสารเลวในพื้นที่พี่ชายข้าหรือ..” 

ลงนรกซะเถอะ.. 

“..” 

คุณหนูน้อยเก็บปืนเข้ากระเป๋า แววตาสีม่วงฉายแววทะมึนปานดวงตามยมทูต สำหรับบุรุษที่กล้าข่มขื่นสตรีแถมยังเป็นผู้เยาว์ ไดอาเรียมิเคยใจอ่อนเมตตา และปล่อยให้พวกมันมีชีวิตมองวันพรุ่งนี้ ดวงดีแล้วกระมังที่พวกมันตายด้วยกระสุนนัดเดียว เพราะหากไดอาเรียปล่อยพวกมันไป ไม่นานหลังจากนั้นคงโดนคนของกลุ่มอีธาน เก็บกวาด ฆ่าไม่เหลือซาก 

“ฝากเก็บกวาดด้วย” 

ไดอาเรียสั่งหน่วยลับที่ดักซุ่มไกลๆคอยเฝ้าอารักข์ขาบุตรสาวตระกูลอีธาน ถัดจาดนั้นคุณหนูน้อยพลันก้มมองเพื่อนร่วมชั้นนสภาพเสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย ยับเยินปานเพิ่งโดนรุมโทรม ทว่าความจริงพวกบ้ายังไม่เริ่มทำอะไรนาง กระนั้นก็สร้างบาดแผลในใจนิกุเสียแล้ว ไดอาเรียยืนปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเฉยชาไปสุดถึงไร้ความอ่อนโยน มือเท้าเอว ท่าทาหยิ่งผยอง 

ถ้าหากไดอาเรียเอาเรื่องที่เกิดขึ้นกับนิกุวันนี้ไปประกาศมีหวังชีวิตนิกุพังมิเหลือชิ้นดีแน่ 

สำหรับคนอย่างไดอาเรียนี้นับเป็นโอกาสดีเลยที่จะกำจัดนิกุให้สิ้นซาก 

บดขยี้เหยื่อจนตาย.. สังคมชนชั้นสูงก็เป็นเช่นนั้น ใครที่ขวางหูขวางตาก็กำจัดทิ้งโดยไม่สนวิธีการและความรู้สึกเหยื่อ 

“..”ไดอาเรียยื่นมือ 

“กรี๊ด!!” 

นุกิกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ นางหวาดกลัวแม้แต่อุ้งมือไดอาเรียที่ยื่นเข้าใกล้ คุณหนูน้อยตกใจสะดุ้ง เป็นครั้งแรกเลยที่นางเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่รู้..นิกุกลัวถึงเพียงนี้ 

“..” 

ไดอาเรียสับสน สีหน้าซับซ้อน ขณะมืดแปดด้านมิรู้จะรับมืออย่างไร นางพลันเบือนหน้าหนีอย่างหงุดหงิดและเห็นป้ายขาวชูเหนือพุ่ม บนนั้นเขียนว่า “กดเลย” 

นารีชูป้าย สีหน้าปานผู้กำกับหนัง 

“หา” 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น