พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คนมีอดีต (80%)...ไอ้คนขี้อ่อย >///<

ชื่อตอน : คนมีอดีต (80%)...ไอ้คนขี้อ่อย >///<

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 19:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนมีอดีต (80%)...ไอ้คนขี้อ่อย >///<
แบบอักษร


“เมศพกปืนมาป่ะ เอามาให้พี่”

วาจาที่หลุดออกมาจากปากของพี่สาวหากเป็นเวลาปกติเขาคงอ้าปากค้าง คิดถึงเรื่องปืนแม่คุณก็เอ่ยถามหาปืนเลยเชียว พี่สาวของเขาเคยกลัวอะไรบ้างเนี่ย นอกจากกลัวผีเข้าไส้แล้วเห็นจะไม่กลัวอะไรแบบผู้หญิงคนอื่นกระมัง แถมยังห้าวเป้งไม่เกรงใจบุคลิกป้าๆ บ้างเลย     

“ไม่ได้! มันอันตราย! ตัวใหญ่นั่งเกาะเมศให้แน่นๆ ก็พอ” ปรเมศลดกระจกหมวกกันน็อคที่สั่งทำพิเศษลง แล้วเอ่ยปฏิเสธพี่สาวด้วยท่าทางขึงขัง 

“แล้วเราจะตกเป็นเป้าให้มันยิงเนี่ยนะ พี่ไม่ยอมหรอก!” ท้ายประโยคคิริมาเอ่ยเสียงแข็งๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกไม่ต่างจากน้องชายเมื่อเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด       

ปัง!

กระสุนวิ่งฝ่าสายลมมาเฉียดข้อมือของปรเมศไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เรียกเสียงสบถลั่นด้วยความเดือดดาล ก่อนที่เขาจะร้องบอกพี่สาวว่าปืนอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกตฝั่งขวา   

จากนั้นคิริมาก็ยิงต่อสู้กับคนร้ายอย่างคล่องแคล่ว เพราะเธอได้รับการฝึกฝนเรื่องศิลปะการป้องกันตัวมาแทบทุกแขนง ครั้นอีกฝ่ายเร่งเครื่องขึ้นมา ตั้งใจจะพุ่งชนเธอกับน้องชายคิริมาก็เล็งปลายกระบอกปืนใส่ล้อรถของพวกมันอย่างแม่นยำประหนึ่งจับวาง ทำให้รถเสียหลักแฉลบลงข้างทาง   

“แค่นี้ก็เรียบร้อย” วาจาก๋ากั่นหลุดออกมาจากปากสีระเรื่อ ทว่ารอยยิ้มของผู้กำชัยกลับเลือนหายไปในพริบตาเมื่อเห็นว่ารถคันดังกล่าวบดยางเร่งเครื่องตามมา    

“เอาไงตัวใหญ่ เราจะไปทางไหนดี”

คนที่ไม่ชินเส้นทางเริ่มถามความเห็นพี่สาวอย่างลังเล เพราะตรอกข้างหน้าถูกซอยแบ่งเล็กๆ จนแทบตาลาย และถ้าเข้าผิดมีหวังเผลอๆ ไปเจอทางตันจะซวยเอา       

“งั้นลงมา เดี๋ยวพี่ขับเอง”

คราวนี้ปรเมศไม่ลังเลเหมือนตอนที่เธอเอ่ยขอปืน แต่หยุดรถลง แล้วเปลี่ยนมาให้คนใส่ส้นสูงขับ ส่วนเขาก็ย้ายมานั่งในตำแหน่งคนซ้อนแบบหันหลังชนพี่สาวหันหน้าไปทางผู้ร้าย         

จากนั้นปรเมศก็ยิงต่อสู้กับผู้ร้ายอย่างดุเดือด ดีที่บริเวณนั้นเป็นชุมชนที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน ประกอบกับเป็นเวลาดึกมากแล้ว ฉะนั้นการขับรถหนีผู้ร้ายจึงไม่ค่อยมีอะไรมากีดขวาง คิริมาพาขับเข้าซอยมาทะลุออกสู่อีกหนึ่งชุมชนซึ่งอยู่ติดกัน ก่อนที่ปรเมศจะปิดเกมด้วยการยิงเข้าที่ยางหน้าอีกข้างจนรถคันดังกล่าวเสียหลักถลาลงไปซุกหัวในคลอง ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนอย่างผู้กำชัย        

ครั้นกลับมาถึงบ้านสองพี่น้องสุดแสบก็พากันย่องเงียบเข้าไปในห้องของปรเมศ ก่อนจะพร้อมใจกันทิ้งตัวลงบนปลายเตียงนุ่มๆ แล้วหันหน้ามาหัวเราะให้แก่กัน

“ตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ” คิริมาขยิบตาทำท่าก๋ากั่น

“ตื่นเต้นบ้าอะไรล่ะตัวใหญ่ เค้ายิ่งกลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไรอยู่ น้องยังไม่หายตกใจเลยเนี่ย” หลังจากเอื้อมมือไปเปิดไฟตรงหัวเตียงให้พอมีแสงสลัว ปรเมศก็เอ่ยออกมาพร้อมทำหน้ามู่ทู่ เรียกเสียงหัวเราะคิก        

“โอ๋ๆ ขวัญเอ๋ยขวัญมานะไอ้ตัวเล็กของพี่” หลังจากกลั้นยิ้มเอาไว้ คิริมาก็ยื่นมือไปลูบแผ่นอกกว้างเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบประโลมเหมือนสมัยเป็นเด็ก      

“เออ…ว่าแต่ตัวใหญ่รู้เส้นทางในซอยพวกนั้นได้ยังไง” เมื่อฉุกคิดขึ้นได้ปรเมศก็เอ่ยถามพี่สาวด้วยความสงสัย เพราะแปลกใจที่คิริมารู้เส้นทางจนเรียกได้ว่าแทบจะละเอียด  

“รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะ ห้ามบอกพ่อกับแม่เป็นอันขาด” แววซุกซนในดวงตากลมโตทำให้ปรเมศถึงกับกลั้นยิ้มไม่อยู่ พี่สาวของเขาเป็นคนประหลาดแต่น่ารักน่าหยิกเหลือเกิน   

“อืม…สัญญาเลย”

“พี่เคยหนีตำรวจเข้าไปในนั้นประมาณเจ็ดแปดครั้ง”

“หนีตำรวจ!”

คนที่นอนชิลๆ รอฟังวีรกรรมแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าของสาวเชยผู้มีบุคลิกขัดแย้งในตัวเองขั้นรุนแรงถึงกับหลุดอุทานออกมา พร้อมทะลึ่งพรวดขึ้นมามองหน้าพี่สาวอย่างไม่อยากจะเชื่อ   

“อืม…หนีตอนไม่มีใบขับขี่น่ะ” คิริมาอ้อมแอ้มสารภาพออกมา

“เฮ้ย! ตอนไม่มีใบขับขี่พ่อก็ยังไม่ได้ซื้อรถให้ตัวใหญ่นี่นา แล้วพ่อกับแม่ก็ไม่อนุญาตให้ตัวใหญ่ขับรถของที่บ้านจนกว่าตัวใหญ่จะสอบใบขับขี่ผ่าน แล้วตัวใหญ่ไปขับรถใครหนีตำรวจ”

ปรเมศทำหน้าตกใจสุดฤทธิ์ ขณะเอ่ยทบทวนความทรงจำตั้งแต่ที่พี่สาวเรียนจบมหา’ลัยใหม่ๆ แล้วครอบครัวก็ตัดสินใจมาลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่   

“ก็รถเมศไง” คราวนี้ปรเมศจ้องหน้าพี่สาวเหมือนตัวประหลาด แล้วละล่ำละลักทวนคำ

“รถเมศ?”

“ก็บิ๊กไบค์คันเก่าที่พ่อซื้อให้เมศตอนเรียนมหา’ลัยไง”

“โอ๊ย! พี่สาวใครเนี่ย แสบเหลือเกิน” ปรเมศร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะเมื่อเห็นคิริมาทำท่ายักไหล่อย่างก๋ากั่น

“รู้แล้วก็เหยียบไว้ด้วยล่ะ ห้ามบอกพ่อกับแม่เด็ดขาด”

“ไม่ทันแล้วมั้ง”

ขาดคำไฟก็สว่างพรึ่บขึ้นทั้งห้อง ทำเอาสองพี่น้องต่างตัวแข็งทื่อ หันเข้าสบตากันล่อกแล่ก ก่อนจะลุกขึ้นมามองใบหน้าบึ้งตึงของพ่อกับแม่ แล้วหัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อนความผิด   

“แถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งปฏิบัติ!” ทันใดนั้นคุณหญิงปรางทิพย์ก็ออกคำสั่งเสียงเข้ม และสองพี่น้องก็ทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะแม่คือผู้ยิ่งใหญ่ของบ้าน     

“ยืนตรงๆ ไม่ต้องส่งสายตาไปอ้อนพ่อ ตาแก่นั่นช่วยอะไรเราสองคนไม่ได้หรอก”

คนที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้านกอดอกเอ่ยเสียงแข็งๆ นอกจากจะมีมุมสง่าและอ่อนหวานเมื่อเข้าสังคมแล้ว คุณหญิงปรางทิพย์ยังมีมุมเด็ดขาดเลี้ยงลูกเยี่ยงทหาร ท่าทางขึงขังของภรรยาทำให้คนที่ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่เพิ่งไปลากมาถึงกับกลั้นขำแทบไม่อยู่  

“คุณ ลูกโตแล้วน่า เพลาๆ บ้างเถอะ”   

“คุณไม่ต้องมาห้ามเลยนะ เพราะเพลาๆ นี่แหละถึงได้พากันเล่นอะไรแผลงๆ แทนที่จะโทรไปแจ้งตำรวจหรือไม่ก็โทรมาขอความช่วยเหลือจากพ่อ แต่ดันยิงต่อสู้กับผู้ร้ายเอง ทำให้แม่อย่างฉันเกือบหัวใจวายตาย ถ้าลูกเป็นอะไรไปแล้วฉันจะอยู่ยังไง” คนที่รู้เรื่องทุกอย่างจากปากสามีรำพันได้เป็นฉากๆ            

นั่นแม่ของพวกเขาถนัดนักล่ะบีบน้ำตาเรียกดราม่าให้สามียอมตามใจ แถมยังทำให้ลูกรู้สึกผิดจนนึกอยากลงไปกราบกรานขอโทษแทบเท้า       

“โอเคๆ คุณจะทำอะไรก็ทำเถอะ”

นายปราบยกมือขึ้นเสมอไหล่เป็นเชิงยอมแพ้ ทำให้คุณหญิงปรางทิพย์กระตุกยิ้มตรงมุมปาก ก่อนจะหันมาจ้องหน้าลูกเขม็ง แล้วเอ่ยสอบสวนทันควัน     

“มีอะไรจะสารภาพอีกไหม”

“เอ่อ…นอกจากที่พ่อกับแม่รู้และได้ยินที่เราสองคนคุยกันก็ไม่มีแล้วครับ แต่อย่าทำโทษตัวใหญ่เลยนะครับ เพราะทั้งหมดเป็นความผิดของเมศเอง ถ้าเมศไม่แอบขายคอนโดตัวใหญ่ก็คงจะไม่โทรให้ออกไปรับในเวลาดึกดื่นแบบนี้ และก็คงจะไม่เกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้น”

คนรักและเทิดทูนพี่สาวสุดหัวใจยืดอกยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว พอคิริมาส่ายหน้าเบาๆ แล้วทำท่าจะเปิดปากว่าตัวเองก็ผิดเช่นกันเขาก็รีบเอื้อมมาบีบมือเป็นเชิงห้ามเอาไส้                

“เมศยืนหนึ่งว่างั้น”

“ครับ”

“สรุปจะยอมรับโทษคนเดียวสินะ”

“ครับ ก็เมศผิดจริงๆ นี่นา”

“ชิ…ไอ้ตัวแสบ! เราน่ะมันผิดเต็มๆ แต่พี่สาวจอมเฮี้ยวของเราก็ผิดด้วย”

คุณหญิงปรางทิพย์เอ่ยเสียงเข้ม ขณะใช้ปลายไม้กอล์ฟของสามีที่ถือติดมือมาด้วยตีเบาๆ ตรงข้างต้นขาของลูกชายด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่คิริมาจะโพล่งขึ้น              

“หนูยอมรับผิดค่ะแม่”

“ดีมาก ผิดทั้งคู่ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ฉะนั้นสองคนจะต้องสลับกันไปดูงานที่สาขากรุงเทพแทนพ่อ เพราะแม่กับพ่อจะไปฮันนีมูนที่ยุโรปสองอาทิตย์”          

เท่านั้นแหละคือจบข่าว สองพี่น้องต่างระเบิดเสียงหัวเราะลั่น รับปากอย่างแข็งขัน ก่อนจะโผเข้ากอดประจบเอาใจแม่ เพราะเกรงว่าท่านจะของขึ้นอีกครา ส่วนผู้เป็นพ่อก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างยิ้มๆ ก่อนจะส่งข้อความไปสั่งให้ลูกน้องมือดีคอยดูแลปกป้องลูกทั้งสองอยู่ห่างๆ ตบท้ายด้วยการบอกให้เค้นคอผู้ร้าย ทำยังไงก็ได้ให้พวกมันเปิดปากว่าใครอยู่เบื้องหลังขบวนการหมาลอบกัดในครั้งนี้ จากนั้นถึงส่งตัวไปให้ตำรวจ 


หลังจากพ่อกับแม่บอกให้แยกย้ายกันไปนอน คิริมาก็รีบกลับห้องมาอาบน้ำชำระร่างกาย เวลาเลยเที่ยงคืนแต่เธอจำต้องสระผม เพราะตากฝนรินปรอยๆ แล้วรู้สึกไม่สบายหัวชอบกล ถึงแม้ว่าพงษ์สวัสดิ์จะบังคับไดร์ผมให้จนแห้งแล้วก็ตาม สระผมเสร็จก็มาทรุดกายลงนั่งตรงโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วไดร์ผม อยู่ๆ ก็ต้องหน้าแดงเมื่อกระหวัดคิดไปถึงตอนที่พงษ์สวัสดิ์ไดร์ผมให้ ก่อนจะหลุดจากภวังค์เมื่อมีเสียงข้อความเฟสบุ๊คดังขึ้น ถึงแม้เสียงไดร์เป่าผมจะดังกลบจนเกือบไม่ได้ยิน แต่ด้วยความที่มันวางอยู่ใกล้ๆ เธอจึงทันได้เห็นไฟหน้าจอวาบขึ้น         

ว่าจะไม่เช็กหรือตอบข้อความใครในเวลาดึกดื่น เพราะเพลียและเหนื่อยจนไม่มีอารมณ์จะคุยกับใคร ทว่าเสียงข้อความกลับดังขึ้นเป็นหนที่สอง

“ใครกันส่งข้อความมาดึกดื่นขนาดนี้”

หลังจากปิดเครื่องไดร์เป่าผมเธอก็พึมพำพร้อมขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหยิบมือถือที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาดูอย่างอดใจไม่ไหว แล้วก็ต้องตาโตอ้าปากค้าง พอนึกถึงพงษ์สวัสดิ์เขาก็ส่งข้อความมา   

‘ป้า’

‘ถึงบ้านยัง’

คิริมากะพริบตาปริบๆ เมื่ออ่านสองข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา เอาจริงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอไปกดรับเขาเป็นเพื่อนในเฟสตั้งแต่ตอนไหนเสียด้วยซ้ำ รู้สึกเจ็บใจให้กับความเบลอๆ ชอบกดรับคำขอเป็นเพื่อนในเฟสได้ไม่นานตัวร้ายก็ส่งสติ๊กเกอร์กวนๆ มา ทำให้เธอเผลอย่นจมูกใส่โทรศัพท์ด้วยความหมั่นไส้ แต่ไม่คิดจะตอบอะไรกลับไป ทว่าครั้นจะวางมือถือลงที่เดิมอีกฝ่ายกลับไม่เลิกก่อกวนด้วยการส่งข้อความมาอีกหนึ่งประโยค           

‘อ่านแล้วไม่ตอบหมายความว่าไง’

ข้อความตีรวนชวนหาเรื่องทำให้ปากอิ่มเม้มเข้าหากัน กลอกตาขึ้นฟ้าด้วยความระอา ไหนเห็นอุตส่าห์ลงไปรับสาวแล้วส่งข้อความมาตอแยเธอทำไม  

‘ถ้าไม่ตอบจะบุกถึงบ้าน’

เอากับเขาสิ! ไอ้คนกวนประสาทเอ๊ย!

คิริมาทำหน้าบึ้ง ก่อนจะจำใจพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้นๆ  

‘ถึงแล้ว’

‘อย่าลืมกินยาด้วยล่ะ กันไว้จะได้ไม่เป็นหวัด’

คำสั่งสั้นๆ ทำให้เธอหน้าแดงใจสั่นอย่างน่าประหลาด แต่มือกลับพิมพ์ข้อความต่อต้านไปซะงั้น

‘ไม่กิน ไม่ชอบกินยา’

‘อย่ามาดื้อ!’

‘ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันดูแลตัวเองได้’   

‘ป้า! หลงตัวเองไปป่ะ ไม่ได้ห่วง แค่กลัวว่าจะไม่ได้เสื้อกีฬาคืน’  

ถ้อยคำเจ็บแสบที่จอมมารร้ายพิมพ์ย้อนกลับทำให้คิริมาอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ แล้วทำท่าฮึดฮัด  จากนั้นไม่ว่าเขาจะส่งอะไรมาอีกเธอก็ทำเป็นไม่สนใจ 

สักพักเสียงวีดีโอคอลก็ดังขึ้น ด้วยความที่สาละวนกับการทาครีมบำรุงหน้าทำให้เธอเผลอกดรับ เนื่องจากคิดว่าเป็นเพื่อนซี้ที่อยู่อเมริกาเพราะอีกฝ่ายชอบคอลมาเวลานี้ หากแต่เสียงที่ดังขึ้นทำให้คิริมาตาเหลือก มือที่กำลังวนๆ อยู่ตรงข้างแก้มเพื่อให้เนื้อครีมซึมลงผิวถึงกับชะงัก ตาโตอ้าปากค้าง ดีที่เธอใส่เสื้อผ้ามิดชิด       

“จะนอนยัง”  

หลังจากกะพริบตาเล็กน้อยอย่างเรียกสติ คิริมาก็เบนสายตามายังหน้าจอโทรศัพท์ ทั้งที่อยากจะกดวงสายไปเสียดื้อๆ แต่รู้ดีว่าจอมก่อกวนจะไม่เลิกตอแยถ้ายังไม่ได้อย่างใจ   

“กำลังจะนอน” ที่สุดเธอก็จำต้องตอบออกไป

ทันใดนั้นคิริมาก็หน้าเห่อร้อน ใจเต้นแรง เมื่อคนที่จงใจแพนกล้องให้เห็นใบหน้าหล่อเหลากร้าวใจขยับตัวมานั่งพิงหัวเตียงอย่างเชื่องช้าคล้ายขี้เกียจเสียเต็มประดา เท่านั้นแหละเธอก็เห็นสภาพของเขาเต็มๆ นั่งเอกเขนกพิงหัวเตียงโดยที่เสื้อไม่ใส่ โชว์กล้ามอกแน่นๆ และซิกแพค ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่กางเกงกีฬาสีแดงของสโมสรดังที่เข้าคู่เป็นชุดกับเสื้อกีฬาที่เขาถอดคลุมหัวให้เธอแล้วยัดเยียดให้เอามาซักไปคืน      

“ไปนอนด้วยได้ป่ะ” พ่อคุณเอ่ยถามเสียงเนิบนาบ ทว่านัยน์ตากรุ้มกริ่มกลับวนอยู่ที่ปากอิ่มไม่ลดละ ซึ่งแค่นั้นก็ทำเอาเธอหายใจไม่ทั่วท้องและใจเต้นไม่เป็นส่ำ          

“ประสาท! มีสาวขึ้นห้องไปด้วยแล้วจะมาก่อกวนฉันทำไม” คิริมากระแทกเสียงสวนกลับ แต่ยังไม่วายหน้าแดงแจ๋เพราะคำขอนอนด้วยแบบทื่อๆ ของคนหน้ามึน      

“ทำไงได้ล่ะ ก็เขาเข้าใจผิดว่าผมมองคุณ เลยงอนหนีกลับไปแล้ว ไม่เชื่อดูก็ได้ว่าผมนอนคนเดียว”

เจ้าของน้ำเสียงห้าวทุ้มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ พลางยกอีกมือขึ้นลูบต้นคอแกร่ง ยังไม่ทันจะขาดคำคนที่โชว์ซิกแพคแน่นๆ ให้เธอมองก็แพนกล้องไปทั้งห้อง แล้ววกกลับมาที่หน้าตัวเอง     

“เออ…ลืมบอกไปเลย คุณต้องรับผิดชอบผมด้วยนะ” วาจาที่อีกฝ่ายโพล่งขึ้นทำให้คนฟังมึนตึ๊บเหมือนเพิ่งออกมาจากห้องประชุมที่วาระโคตรน่าเบื่ออย่างไรอย่างนั้น      

เธอไปเผลอกระทำชำเราเขาตอนไหน?

“รับผิดชอบ?” หญิงสาวทวนคำอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ก็รับผิดชอบที่คุณทำร้ายร่างกายผมไง ดูสิ…หน้าอกผมมีแต่รอยเล็บคุณเต็มไปหมด”

คนมึนเอ่ยหน้าตายขณะแพนกล้องมายังบริเวณหน้าอกกว้าง แล้วชี้ไปตามรอยข่วนแดงๆ ทำเอาคิริมาหน้าร้อนวาบ เมื่อเผลอนึกไปถึงช่วงเวลาที่เขาจับเหวี่ยงลงบนเตียง แล้วตามไปคลุกวงในตอนที่เธอเข้าห้องเขาเพราะคิดว่าเป็นห้องของตัวเอง เธอคงเผลอไปข่วนเขาตอนนั้นมั้ง   

“จ้องขนาดนั้นมานอนซบเลยไหม”

ไม่รู้เขาแพนกล้องกลับมาที่หน้าหล่อๆ ตั้งแต่ตอนไหน แต่บอกเลยว่าคำพูดของเขาทำเอาเธอสะดุ้งเฮือก ทำหน้าไม่ถูก ไม่ได้เอาแต่จ้องหน้าอกเขาเสียหน่อย ก็แค่ดูรอยเล็บของตัวเอง   

“แต่ผมว่าคุณมากัดกับดูดท่าจะดีกว่า ให้เมียกัดกับดูดคงซี้ดน่าดู”

ว่าแล้วคนโรคจิตก็ยกมือถือหาองศาในระดับที่เห็นตั้งแต่ใบหน้าหล่อลากไส้ไปจนถึงกล้ามอกแน่นๆ โดยเฉพาะหัวนมชมพู แล้วเธอก็แทบไปไม่เป็นกับภาพที่เห็น       

อะไรคือการบีบหัวนมตัวเองโชว์ แล้วกัดปากนิดๆ  

เซ็กซี่ไปอีก

โอ๊ย! อีตาบ้านั่นอ่อยเธอชัดๆ อ่อยเบอร์แรง!  


โอ๊ยยยยย พ่อคุณ! ไอ้คนขี้อ่อย! ที่ส่งข้อความมายั่ว วีดีโอคอลมากวนคือเป็นห่วงเมียจ้า แต่ยังทำฟอร์มได้อีก แถมยังอ่อยเบอร์แรง คนอะไรซึนสุดๆ 555555 ส่วนครอบครัวหนูครีมกับอิเมศก็น่ารักได้อีก อิอิ บอกนิดนึงว่าตอนหน้าเนื้อเรื่องจะเข้มข้นแล้ว หนูครีมจะรู้อดีตของตัวเองมากขึ้น ไปตามลุ้นช่วยกันว่านางจะปวดหัวจนสลบไปหรือไม่ และที่สำคัญตัวร้ายกำลังจะมาจ้า ส่วนอิป๋าน้านนนนนน…ยังอึน ซึน และหน้ามึนอย่างต่อเนื่องจ้า อิอิ เอ้า…ใครรออยู่ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า ^^

#ปล.หายหน้าไปหลายวันเพราะแพ้อากาศหนักมาก จนนอนไม่หลับ เมื่อคืนคันไปทั้งตัวเกาตั้งแต่ห้าทุ่มจนเกือบตีสาม และต้องฝืนทำงานในตอนกลางวัน ตอนนี้ร่างกายทรุดโทรมากจ้า แต่ยังพยายามเร่งรีไรท์นิยายให้อยู่นะคะ คาดว่าน่าจะได้เอาต้นฉบับเข้าโรงพิมพ์ในต้นเดือนหน้าจ้า (เพราะมีการเพิ่มเนื้อหาเข้ามาเกือบ30%+เพิ่มตอนพิเศษให้อีก 2 ตอน) อ่านแล้วเป็นยังไงเม้นท์มาบอกกันบ้างนะคะ ^^



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น