เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 71 สำนักเสียงสวรรค์

ชื่อตอน : บทที่ 71 สำนักเสียงสวรรค์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 321

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 08:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 71 สำนักเสียงสวรรค์
แบบอักษร

​สายลมอันหนาวเย็นได้พัดผ่านเข้ามาหาร่างของคนทั้งสามบนหลังของนกอินทรียักษ์ เจ้าวิหคตนนั้นได้โบยบินอย่างรวดเร็วอยู่เหนือท้องฟ้า ในระหว่างการเดินทางนั้นถังเฟยหู่ได้อยู่อย่างนิ่งสงบและไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เขาหาได้เสียมารยาทไม่พูดคุยกับคนอื่น เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใดดีต่างหาก

ถังเฟยหู่มองสำรวจชายชราผู้มอบบทเพลงหลอมวิญญาณให้แก่เขา รวมถึงหญิงสาวด้านข้างที่ดูมีแววตาที่ซุกซน บนหลังของสตรีนางนี้มีห่อผ้าหนึ่งสะพายอยู่ ในห่อผ้านั้นไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด แต่พอมองรูปร่างของมันออกว่าเป็นวัตถุบางอย่างที่มีรูปร่างแบนและเรียวยาวอยู่หลายฉื่อ

คนทั้งสามอยู่บนหลังของนกอินทรียักษ์ถึงสามวัน พวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกตนจึงทำให้ไม่ต้องกินต้องดื่มใดๆ ในคำกล่าวโบราณได้กล่าวไว้มนุษย์ธรรมดามีร่างกายที่ไม่บริสุทธิ์ พวกเขาจำเป็นต้องกินดื่มเนื้อสัตว์และของสกปรกในโลกมากมายจึงทำให้ร่างกายไม่บริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่เข้าหาวิถีแห่งผู้ฝึกตนและตามหาหนทางแห่งเทพเซียน พวกเขาจะดี่มกินเมฆหมอกและพลังในธรรมชาติเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้กายของพวกเขาบริสุทธิ์กว่ามนุษย์ธรรมดามากนัก

หยางถิงผู้งดงามนั้นไม่แม้แต่จะหันมามองถังเฟยหู่เสียด้วยซ้ำไป ดูๆไปแล้วเหมือนนางจะไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ท่านตาของนาง หยางถิงก็ไม่ยอมคุยด้วยสักคำเดียว หลายวันมานี้นางมักชอบกอดอกทำท่าไม่พอใจ บางทีก็บ่นงุบงิบทำแก้มป่อง บางคราก็ดูไปแล้วน่ารักน่าชังยิ่งนัก ในเวลาว่างนางมักจะนำห่อผ้าของตนออกมาลูบคลำ บางคราก็กดห่อผ้านั้นไว้ด้วยความรักและเอ็นดู

ในตอนนั้นเองที่อินทรียักษ์ได้ลดระดับความสูงลงมา ถังเฟยหู่กวาดตามองเบื้องล่างด้วยความสนใจ ที่ด้านล่างนั้นเขาได้เห็นภูเขาลูกใหญ่ที่เขียวขจี เมฆหมอกสีสันต่างๆลายล้อมภูเขาลูกนี้ไว้ ที่บริเวณไม่ไกลจากภูเขาลูกนั้นก็คือแม่น้ำขนาดใหญ่สายหนึ่ง เมื่อสังเกตดีๆจะพบว่าหมู่บ้านเล็กๆอยู่รอบริมฝั่งน้ำ

แม่น้ำแห่งนี้มีนามว่าหมินเจียง เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีความสำคัญมากในมณฑลฟูเฉียนแห่งนี้ เป็นแม่น้ำสายสำคัญซึ่งใช้ขนส่งสินค้ารวมถึงใช้ในการเดินทางต่างๆ สำหรับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนย่อมต้องใช้เส้นทางนี้ในการสัญจร

เมื่อมองผ่านออกไม่กี่ลี้ก็พบเห็นกำแพงเมืองหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ เมืองแห่งนี้ใหญ่กว่าเมืองฟูเจี้ยนไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ที่ประตูเมืองนั้นเขียนไว้ด้วยอักษรไม่กี่คำว่าฝูโจว เมืองฝูโจวก็คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดและสามารถนับว่าเป็นเมืองหลวงแห่งมณฑลฟูเฉียนได้เลยทีเดียว ประตูเมืองขนาดใหญ่มีผู้คนสัญจรอยู่ตลาดเวลา

ชายชราแซ่หยางได้สั่งให้เจ้านกอินทรียักษ์บินเข้าใกล้ภูเขาเขียวขจี เมื่อเข้าไปใกล้เรื่อยๆก็จะสามารถเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนเขาลูกนั้นได้อย่างชัดเจน ตำหนักไม้จำนวนมากได้สร้างอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับภูเขาลูกนั้น

อินทรีได้บินอยู่รอบภูเขาลูกนั้นก่อนที่จะร่อนลงตรงบริเวณหน้าผาแห่งหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาลูกนั้น ที่ตรงหน้าผาแห่งนั้นได้มีลานหินขนาดใหญ่ซึ่งสร้างเลยออกมาจากหน้าผาออกมา ลานหินแห่งนั้นถูกตั้งลอยอยู่กกลางอากาศโดยถูกสร้างยึดเกาะไว้กับหน้าผาเพียงด้านเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่แปลกประหลาดยิ่งนัก

อินทรีของผู้เฒ่าแซ่หยางได้ร่อนกายลงมามาตรงบริเวณลานหินนั้นอย่างแผ่วเบา เมื่อลงมาถึงพื้นแล้ว คนทั้งสามจึงได้ลงมาจากอินทรียักษ์นั่น ผู้เฒ่าแซ่หยางได้สลายทาสอสูรของตนให้กลายเป็นละอองปราณและเรียกกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเอง ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กวาดตามองสำรวจพื้นที่ของสำนักเสียงสวรรค์อย่างสนอกสนใจ เบื้องหน้าของเขาคือภูเขาเขียวขจีที่มีตำหนักไม้ต่างๆสร้างอยู่บนนั้น ตำหนักแต่ละหลังแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม

ส่วนบริเวณที่เขายืนอยู่ก็คือลานหินซึ่งสร้างจากหินสีขาวบริสุทธิ์ เลยออกไปทางด้านหน้าผา ด้านล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นเบื้องล่าง บริเวณรอบหุบเหวนั้นคือทะเลหมอกสีขาวที่เคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อยจนทำให้มองไม่เห็นสิ่งใดภายใต้หน้าผาแห่งนั้น เมื่อยืนอยู่บนลานหินก็ราวกับยืนอยู่บนตำหนักสวรรค์ก็ไม่ปาน ราวกับเป็นสถานที่ซึ่งลอยอยู่เหนือท้องฟ้า แต่นั้นก็เป็นเพียงความรู้สึกเมื่อแรกมองเท่านั้น

ผู้เฒ่าแซ่หยางได้หันกลับมามองถังเฟยหู่พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน “ยินดีต้อนรับเจ้าเข้าสู่สำนักเสียงสวรรค์ของเรา จริงสิ…ข้ายังไม่แนะนำตัวให้เจ้ารู้จักเลยสินะ ข้านั้นคือหยางเฟยเทียน เจ้าตำหนักที่หกแห่งสำนักสวรรค์” หยางเฟยเทียนแนะนำตนเอง

ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะคนตรงหน้าอย่างเคารพ เมื่อเห็นดังนั้นผู้เฒ่าแซ่หยางก็ได้กล่าวต่อไป “นี่คือหลานสาวของข้าเอง นางมีนามว่าหยางถิง พวกเจ้าทำความรู้จักกันไว้ก็ดี เพราะจากนี้ไปพวกเจ้ากก็คือศิษย์สำนักเดียวกัน”

ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะหยางถิงแต่ก็หยุดไปพักหนึ่งเพราะนึกคำพูดที่จะพูดออกมาก่อนที่จะกล่าวออกไป “คาราวะ…ศิษย์พี่หยางถิง” แม้นางจะมีอายุน้อยกว่าเขาแต่เขาก็กล่าวออกไปเช่นนั้นเพื่อเอาใจนาง เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางไม่พอใจอะไรเขาอยู่ แต่เขาสามารถสัมผัสได้เล็กๆว่าคงเกี่ยวกับที่ผู้เฒ่าแซ่หยางรับเขาเข้าสำนักแน่ๆ

หยางถิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะยิ้มออกมาหน่อยๆ นางยื่นมือออกไปและตบลงบนบ่าของถังเฟยหู่ “ฮ่าๆๆๆ! ดีมากเจ้าศิษย์น้อง เจ้าช่างมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสกว่าจริงๆเลยนะ!” หยางถิงกล่าวออกมาทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองอายุน้อยกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่าเหนือกว่าผู้อื่นก็ช่างรู้สึกดีเสียจริง

หยางถิงยังคงพูดต่อไป “ศิษย์น้องถังต้องฟังให้ดีนะ ต่อจากนี้ไปเจ้าต้องฟังคำพูดของศิษย์พี่ผู้นี้ให้ดี ห้ามขัดคำสั่งเด็ดขาด! ถ้าข้าบอกให้ไปซ้ายเจ้าต้องไปซ้าย ถ้าข้าบอกให้เจ้าไปขวาเจ้าก็ต้องไปขวา ไม่อาจขัดขืนคำของข้าได้!” หยางถิงกอดอกพร้อมกับพูดเรื่องราวต่างๆมากมายออกมาจนถังเฟยหู่ปวดหัวไปหมด ชายหนุ่มได้แต่หัวเราะแห้งๆออกมา ไม่ทราบว่าตัดนั้นทำถูกหรือทำผิดกันแน่

หยางเฟยเทียนได้แต่หัวเราะกับการกระทำของหลานสาวตน “เอาละๆ หลานเลิกแกล้งเขาเสียที พวกเรารีบไปพบเจ้าสำนักเถอะ” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วผู้เฒ่าแซ่หยางก็เร่งฝีเท้าออกเดินไปในทันที ชายชราราวกับกลายเป็นภาพมายาสายหนึ่งพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่คิดว่านี่คงเป็นวิชาตัวเบาของสำนักเสียงสวรรค์เป็นแน่

“เจ้าเห็นตำหนักที่ยอดเขาหรือไม่” หยางถิงชี้ไปยังตำหนักไม้ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่จุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ ถังเฟยหู่พยักหน้าตอบรับ “ดี! เจ้ารีบตามข้ามาให้ทันละ นั่นคือตำหนักของเจ้าสำนัก เจ้าจะฝากตัวเป็นศิษย์ก็ต้องไปเคารพเจ้าสำนักก่อน” เมื่อกล่าวเสร็จร่างของนางก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วในทันที

“ศิษย์พี่เดี๋ยวก่อน!” ถังเฟยหู่ตะโกนเรียกแต่ก็ไม่เป็นผล หยางถิงได้ทะยานออกไปอย่างรวดเร็วจนเขาเรียกตามไม่ทันเสียแล้ว ในตอนนั้นเองที่เขากำลังจะตัดสินใจเรียกเฮยกุ่ยออกมาเพื่อตามไปให้ทัน แต่เขาก็ไม่ทำ เขากำลังคิดบางอย่างอยู่ เส้นทางที่นี่ลาดชัดเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่มีทางสัญจรขนาดใหญ่ ถึงจะขี่เฮยกุ่ยได้แต่ก็ไม่อาจทำความเร็วที่มากมายได้อยู่ดี เห็นดังนั้นเขาจึงได้ใช้วิชาตัวเบาของตนวิ่งตามไป

ลมปราณทั้งหมดภายในร่างถูกใช้ไปกับวิชาตัวเบาอย่างไม่เก็บออมเลยแม้แต่น้อย สองตาหลานแซ่หยางไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีพลังฝึกตสูงกว่าเขามาก หากเขาไม่ทุ่มเทจนสุดตัวก็คงไม่อาจตามทัน ไม่สิ เขาไม่มีทางตามทันต่างหาก นี่ก็เป็นเพียงการลาดเวลาที่ใช้เพื่อวิ่งไปให้ถึงตำหนักใหญ่ก็เท่านั้น

ถังเฟยหู่ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงที่เบื้องหน้าตำหนักใหญ่ เมื่อมาถึงเขาก็เห็นสองตาหลานแซ่หยางรออยู่นานแล้ว หยางถิงยิ้มเยาะเย้ยออกมา “ศิษย์น้องช่างช้าเสียจริงเลย พวกข้ามาถึงนานแล้วนะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ถังเฟยหู่ก็ไม่รู้จะตอบเช่นไร แต่ผู้เฒ่าแซ่หยางก็ไม่ได้พูดอะไรและนำพวกเขาเข้าสู่ตำหนัก ที่จริงแล้วชายชราดูเหมือนจะพอใจอยู่บ้าง ในตอนแรกเขาคิดว่าถังเฟยหู่อาจใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะมาถึง แค่ไม่นึกเลยว่าจะใช้เวลาน้อยขนาดนี้ ดูเหมือนว่าลมปราณในร่างกายของเด็กหนุ่มคนนี้จะสมบูรณ์พร้อมเป็นอย่างมาก

เมื่อเข้ามาด้านในตำหนักนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถังเฟยหู่เห็นต่างก็สร้างจากไม้ ระเบียงทางเดินด้านในตำหนักก็เรียบง่ายเป็นอย่างมาก และเมื่อมาถึงห้องโถงรับรองของตำหนักเขาก็ได้กวาดตาสำรวจอย่างสนใจ

บริเวณโดยรอบของกำแพงถูกแขวนและประดับไว้ด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายเป็นเภท ดูเหมือนว่าเจ้าสำนักจะเป็นคนบ้าเครื่องดนตรีเป็นอย่างมาก เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นดูมีค่าสูงส่ง ที่ตรงกลางห้องโถงมีเก้าอี้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ คาดว่าเป็นที่นั่งประจำตำแหน่งของเจ้าสำนัก ที่ด้านหลังเก้าอี้คือภาพเขียนของผู้เฒ่าหนวดเคราสีขาว สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งขัดสมาธิ มือซ้ายและขวาอยู่บนสายทั้งเจ็ดของพิณโบราณตัวหนึ่งที่บางอยู่บนตัก มองไปแล้วราวกับเซียนแห่งดนตรีผู้หนึ่งก็ไม่ปาน

ถังเฟยหู่คิดว่ารูปเขียนคงเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเสียงสวรรค์เป็นแน่ นั่นเพราะเบื้องหน้าของรูปเขียนคือกระถางธูปซึ่งมีธูปขนาดใหญ่ปักไว้อยู่ในนั้น เป็นการเคารพบูชาคนในภาพเขียนด้วยความเคารพ หากไม่ใช่เทพเซียนที่สำนักนับถือก็ย่อมต้องเป็นผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้เป็นแน่ ในตอนนั้นเองที่มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาและนั่งบนเก้าอี้ของเจ้าสำนัก

ผู้มาใหม่นั้นเป็นชายชราผู้หนึ่งที่มีอายุราวๆเดียวกับผู้เฒ่าแซ่หยาง ผมสีขาวตลอดทั่วทั้งศีรษะ ผมยาวนั้นถูกรวมไว้ด้วยปิ่นยาวสีเขียวมรกต การแต่งกายก็เป็นเพียงเสื้อผ้าที่เรียบง่าย ไม่ได้มีการตัดเย็บที่หรูหราใดๆ ใบหน้าของชายชราผู้นี้ยังไม่ค่อยมีรอยเหี่ยวย่นมากเท่าไหรนัก หน้าตาของเขาเกลี้ยงเกลาและไม่มีหนวดแม้สักเส้นเดียว

“เฟยหู่ รีบคาราวะเจ้าสำนักเร็วเข้า” หยางเฟยเทียนบอกกล่าวต่อชายหนุ่ม

ถังเฟยหู่เร่งรีบคุกเข่าลงที่พื้นและประสานมือคาราวะไปทางเจ้าสำนัก “ผู้น้อยถังเฟยหู่ขอคาราวะเจ้าสำนักขอรับ” เจ้าสำนักยิ้มให้แก่เขาก่อนที่จะโบกมือให้เขาเป็นการบอกให้เขาสามารถลุกขึ้นได้ และเมื่อเขายืนขึ้นมาก็ได้มีศิษย์ที่เป็นเด็กน้อยสิบกว่าขวบของสำนักผู้หนึ่งยกถ้วยน้ำชาหลายถ้วยเข้ามาสองถ้วย เมื่อวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างที่นั่งของเจ้าสำนักเสร็จแล้ว เด็กน้อยผู้นั้นก็เร่งรีบวิ่งจากไปในทันที

ผู้เฒ่าแซ่หยางแอบกระซิบกับถังเฟยหู่เพื่อแนะนำเขา “ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก เขาก็คือเจ้าสำนักของพวกเรา และยังเป็นศิษย์พี่ของข้าด้วย เขามีนามว่าเฉินหลิน เป็นเจ้าตำหนักที่หนึ่งแห่งสำนักเสียงสวรรค์ซึ่งเป็นผู้นำของเจ็ดตำหนักเสียงสวรรค์” ถังเฟยหู่ตั้งใจฟังเพื่อจดจำทุกถ้อยคำของชายชรา

เฉินหลินโบกมือออกไปเพื่อส่งถ้วยน้ำชาให้ลอยออกไปและตกลงบนมือของถังเฟยหู่ “ข้ารู้เรื่องราวต่างๆจากศิษย์น้องหกแล้วในระหว่างที่เจ้ากำลังวิ่งขึ้นมา ขาไปหลับเอนหลังตั้งรอบนึงกว่าเจ้าจะถึง แต่เอาเถอะ ในเมื่อศิษย์น้องหกได้พาเจ้าเข้ามาในสำนัก ข้าจะให้เจ้าไปสังกัดตำหนักที่หกและฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา เจ้าว่าอย่างไร?”

“ข้าน้อยยินดีขอรับ” ถังเฟยหู่ตอบอย่างดีใจ เขาประคองถ้วยน้ำชาและเดินไปทางหยางเฟยเทียน เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าของชายชราก่อนจะทำการยกน้ำชาให้แก่คนตรงหน้าเป็นการฝากตัวเป็นศิษย์ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ชายชรารับน้ำจากมือของเด็กหนุ่มจากนั้นจึงค่อยยกน้ำชานั้นขึ้นดื่มก่อน

จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้ทำอย่างเดียวกันกับเจ้าสำนักเฉินหลิน เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้วเจ้าสำนักก็ได้ขอตัวออกมาก่อน หยางเฟยเทียนหน้าอย่างเข้าใจจากนั้นจึงได้พาหลานสาวและศิษย์ผู้มาใหม่กลับไปยังตำหนักที่หกของตน

ในครั้งนี้ชายชราได้นำเด็กน้อยทั้งสองค่อยๆเดินไปยังตำหนักที่หกแทน เขาไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาอีก เขาต้องการให้ถังเฟยหู่ได้ชมสำนักเสียงสวรรค์แห่งนี้ได้อย่างถนัดตา เพราะต่อไปที่แห่งนี้ก็คือบ้านหลังใหม่ของเด็กน้อยนี้

คนทั้งสามค่อยๆเดินชมธรรมชาติหลายชั่วยามก่อนที่จะถึงบริเวณของตำหนักที่หก ในตอนนี้เบื้องหน้าของพวกเขาคือสระบัวขนาดใหญ่ ในสระนั้นเต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวและชมพูนับไม่ถ้วนที่ต่างแข่งขันกันเบ่งบานและปลดปล่อยกินหอมของตนเองมา ที่ตรงใจกลางของสระบัวนั้นเองที่ได้มีสิ่งปลูกสร้างหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น ตำหนักไม้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ ที่ตรงนั้นได้มีสะพานไม้ขนาดเล็กทอดยาวจากตำหนักไม้ตรงกลางจนมาถึงริมขอบสระ

ที่แห่งนี้ก็คือตำหนักที่หกนั่นเอง หยางเฟยเทียนได้นำพาถังเฟยหู่และหยางถิงเดินผ่านสระน้ำอันสวยงามนั้นเข้าสู่ตัวตำหนัก ภายในตำหนักนั้นได้มีห้องหับมากมาย การตกแต่งนั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกสิ่งได้สร้างจากไม้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งธรรมชาติและศาสตร์ธาตุไม้ เมื่ออยู่ที่แห่งนี้คล้ายว่าจะทำให้จิตใจสงบมากยิ่งขึ้นนัก

เมื่อคนทั้งสามได้เดินผ่านประตูตำหนักเข้ามา พวกเขาก็พบเห็นคนจำนวนนับสิบคนต่างแยกย้ายกันอยู่ในมุมของตนเองตรงลานกว้างที่ใจกลางตำหนัก พวกเขาแต่ละคนบ้างก็นั่งสมาธิเดินกำลังภายใน บ้างก็กำลังดูแลเครื่องดนตรีของตนอย่างทะนุถนอม และเมื่อหยางเฟยเทียนได้เดินข้ามานั้นเอง ทุกผู้คนได้หยุดกิจกรรมของตนเองและรวมตัวกันเบื้องหน้าของชายชราผู้นั้น

คาราวะท่านอาจารย์!

เป็นคำกล่าวที่ทุกคนในที่แห่งนั้นกล่าวพร้อมกัน และในตอนนั้นเองที่มีหลายคนได้สังเกตเห็นคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ได้ติดตามอาจารย์ของพวกเขามาด้วย ในตอนนั้นเองที่ศิษย์ผู้ชายคนหนึ่งได้ถามขึ้น “ท่านอาจารย์กับศิษย์น้องเล็กพาใครมาด้วยอย่างงั้นเหรอ?”

ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้กอดอกหัวเราะขึ้นมาราวกับคนบ้า “หึๆๆ พวกท่านกล่าวผิดไปแล้ว! นับจากวันนี้ไปข้าไม่ใช่ศิษย์น้องเล็กอีกต่อไป ฮ่าๆๆๆ”

“หืมมม หมายความว่าอย่างไรกัน” ศิษย์ชายอีกคนกล่าวถามออกมา

ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้ดึงตัวถังเฟยหู่ออกมาแสดงให้ทุกคนให้ “ข้าจะบอกให้ก็ได้ นั่นเพราะพวกเจ้าได้ศิษย์น้องเล็กคนใหม่แล้วยังไงละ! ฮ่าๆๆๆ ในที่สุดข้าก็ได้กลายเป็นศิษย์พี่กับเขาสักที”

“…” แต่ดูเหมือนศิษย์คนอื่นจะไม่ค่อยสนใจคำพูดของนางสักเท่าไหร ออกจะตกใจเสียด้วยซ้ำที่นางดีใจจนเกินเหตุกับเรื่องแค่นี้ ถังเฟยหู่ได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับไปพร้อมกับแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของตน คนอื่นเมื่อรู้จักเขาแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปฝึกฝนในแบบของตนต่อไป หยางเฟยเทียนก็นึกขำในใจเกี่ยวกับการกระทำของหลานสาวตนเอง เขาค่อยๆเดินจากไปเพื่อกลับไปยังห้องพักของตน

แต่หยางเฟยเทียนก็หยุดก้าวเดินสักครู่ก่อนจะหันกลับมากล่าว “ฝากหลานหาที่พักให้กับศิษย์น้องของหลานด้วยแล้วกัน ค่อยๆแนะนำสิ่งต่างๆให้แก่เขาไปละ” เมื่อกล่าวเสร็จหยางเฟยเทียนก็ได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

หยางถิงรู้สึกโกรธแค้นคนของตำหนักตนเองในใจ ได้แต่กระทืบเท้าอย่างอารมณ์เสียจากนั้นจึงได้หันไปมองคนด้านข้างอย่างไม่สบอารมณ์ “ตามมา!” จากนั้นนางจึงได้รีบเดินออกไปด้านในตำหนักในทันที ถังเฟยหู่เห็นดังนั้นจึงได้เร่งรีบตามไปอย่างรวดเร็ว

หยางถิงได้พาถังเฟยหู่ไปตามที่ต่างๆภายในตำหนัก ในที่แห่งนั้นมีสถานที่มากมายอย่างหอตำราซึ่งทุกคนสามารถหยิบยืมตำราวิชาต่างๆมาอ่านได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตำราบทเพลงต่างๆเสียมากกว่า ส่วนถัดมาเป็นห้องปรุงยาซึ่งถังเฟยหู่ดูจะสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงห้องดนตรีต่างๆซึ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกยุทธ์ศาสตร์ดนตรี

ซึ่งในตอนที่ผ่านห้องตำรานั้นเองที่หยางถิงได้หยิบยืมตำราหลายเล่มมาให้แก่เขา ซึ่งส่วนมากเป็นตำราบทเพลงต่างๆเสียมากกว่าโดยนางให้เหตุผลว่าเขายังเป็นมือใหม่อยู่ควรหัดฝึกพื้นฐานศาสตร์ดนตรีให้คล่องเสียก่อน

หลังจากนั้นนางจึงได้พาเยี่ยมชมหอภารกิจ ภายในนั้นได้มีป้ายไม้จำนวนมากแขวนไว้ตามกำแพงด้านในหอหลังนั้น ผู้ดูแลคือหอภารกิจคือผู้อาวุโสท่านหนึ่ง หยางถิงได้บอกกล่าวต่อเขาว่าการทำภารกิจต่างๆในสำนักจะทำให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นแต้มคุณูปการเพื่อใช้แลกทรัพยากรต่างๆจากห้องปรุงยา รวมถึงแม้แต่สามารถใช้เพื่อแลกอาวุธจิตวิญญาณรูปแบบเครื่องดนตรีอันล้ำค่าต่างๆ

หลังจากหยางถิงได้พาถังเฟยหู่ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆรอบตำหนักที่หกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นางก็ได้พาเขาไปยังเรือนพักรับรองซึ่งมีห้องหับมากมายภายในนั้น ในตำหนักที่หกนั้น ลูกศิษย์ทุกคนต่างก็มีห้องพักเป็นของตัวเอง ไม่สิ นั่นเพราะเรือนพักของศิษย์นั้นมีขนาดที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก หากให้เทียบกันตำหนักที่หกแห่งสำนักเสียงสวรรค์มีศิษย์น้อยที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งหมดในสำนัก เมื่อหยางถิงมาส่งถังเฟยหู่เสร็จแล้วนางก็ได้จากไปพร้อมกับอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหรนัก

ถังเฟยหู่ได้แต่ส่ายหน้าไม่รู้จะทำเช่นไรดี เขาหันไปสำรวจห้องพักของตนตรงหน้า เขาได้ยืนอยู่ในเรือนพักที่มีห้องมากมาย ห้องของเขานั้นเป็นห้องพักหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในด้านตะวันออกของเรือน ประตูไม้ด้านหน้าดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก เขาได้เอื้อมมือไปและออกแรงผลักเพื่อเปิดประตูนั้น

เมื่อประตูไม้นั้นเปิดขึ้น ภายในห้องนั้นคือห้องพักที่ปรากฏตรงหน้าของเขาคือห้องที่มีโต๊ะเล็กๆตรงกลางและเก้าอี้ เตียงหนึ่งตัว ที่ด้านหนึ่งของกำแพงคือชั้นวางหนังสือที่ไม่มีหนังสือใดวางอยู่ ที่กำแพงอีกด้านคือหน้าต่างไม้ซึ่งไร้ลวดลายใด

ถังเฟยหู่เดินเข้าไปและลูบเครื่องเรือนต่างๆภายในห้อง จากนั้นเขาจึงได้เดินไปนั่งอยู่ตรงบริเวณโต๊ะตรงกลาง เขาได้นำหนังสือที่หยางถิงหยิบยืมให้ออกมาและวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าของเขา บนโต๊ะนั้นถูกวางไว้ด้วยตำราโบราณทั้งสามเล่ม

เพลงที่หยางถิงต้องการให้เขาเรียนรู้คืออัสนีฟ้าคำราม ภูติหิมะร่ำไห้ และเล่มสุดท้ายคือบทเพลงยอดกระเรียนแดงซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพิษที่เขาเคยใช้มาก่อน เมื่อเขาลองสังเกตบทเพลงทั้งสามก็พบว่าพวกมันช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน ไม่สิ ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นความตั้งใจของหยางถิงเสียมากกว่า

“ศิษย์พี่หยางถิงคงไม่ธรรมดาเป็นแน่…ดูเหมือนว่าบทเพลงทั้งสามจะมีชื่อที่สอดคล้องกับรูปแบบวิชาและการฝึกฝนส่วนใหญ่ของข้า” ถังเฟยหู่หยิบตำราทั้งสามขึ้นมาพลิกอ่านอย่างเพลิดเพลิน เขาพบว่าตำราบทเพลงทั้งสามช่างมีความซับซ้อนและลึกซึ้งเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่อาจเทียบเท่าบทเพลงหลอนวิญญาณที่เป็นวิชายุทธ์

แต่เมื่อเทียบกับบทเพลงธรรมดาที่เขาเคยเล่นมาตลอดนับว่าไม่อาจเทียบกันได้ ราวกับเขาพลันพบเห็นถึงความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ของศาสตร์ดนตรี เขาได้เรียกขลุ่ยหยกของตนเองออกมาและลองเล่นบทเพลงอัสนีฟ้าคำรามก่อนเป็นอันดับแรก จากคำบอกเล่าของหยางถิงจึงทำให้เขาทราบว่าห้องพักทั้งหมดในสำนักได้ลงอาคมไว้ เมื่อทำการปิดประตูลงเมื่อไหรก็จะทำให้เกิดภาวะพิเศษที่ทำให้เสียงใดๆไม่อาจเล็ดลอดออกไป รวมถึงเสียงอื่นมิอาจเล็ดลอดเข้ามาเช่นกัน เป็นภาวะพิเศษซึ่งทำให้ลูกศิษย์ทุกคนสามารถฝึกดนตรีได้อย่างสงบและมีสมาธิสูงสุด

วี้ วี้

ลมจากปากของเขาเปาผ่านรูของขลุ่ยหยกในมือ เสียงอันไพเราะได้ส่งเสียงออกมา แต่เสียงขลุ่ยดังได้ไม่นานก็หยุดลงเพราะการเล่นเพลงของเขาเกิดติดขัด เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ได้เปิดตำราบทเพลงอัสนีฟ้าคำรามขึ้นพลิกดูอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เล่นเพลงเหล่านั้นต่อไป และเมื่อติดขัดเขาก็จะทำเช่นเดิมอีกวนซ้ำไปมาเรื่อยๆ

ทักษะด้านดนตรีของถังเฟยหู่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆไม่หยุด เป็นจริงดั่งหยางถิงว่า เขาสมควรที่จะเรียนู้จากพื้นฐานเสียก่อน นั่นเพราะสำหรับพื้นฐานดนตรีของสำนักเสียงสวรรค์ช่างสูงล้ำกว่าความเข้าใจของเขายิ่งนัก ถังเฟยหู่ราวกับหลงมัวเมาไปกับดนตรี คล้ายกับเกิดความก้าวหน้าเหมือนตอนสร้างญาณโลหิต เหมือนกับอีกไม่นานเขาอาจแตะชายของของญาณแห่งดนตรีได้ในอีกไม่นาน

ความคิดเห็น