facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2562 23:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

ปากดีนัก ต้องโดนจัดซะให้เข็ด

บทที่ 9

10 ปีผ่านมาแล้ว

ณ หมู่บ้านวังอีฉุย


“ไอ้นิดหน่อย ไอ้นิดหน่อย ตื่นหรือยัง ไอ้เหี้ยนิดหน่อย”


เด็กชายวศิน มีวินัย หรือชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้ว่า “นิดหน่อย” สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็เพราะคำนำหน้าชื่อที่ได้ยินเพื่อนตะโกนเรียกจากช่องหน้าต่าง นึกดีใจที่พ่อตั้งว่านิดหน่อย พอเพื่อนเติมเหี้ยเข้าไป มันเลยดูไม่เหี้ยเท่าไหร่


“พวกมึงยกทัพมาทำไมกันแต่เช้า”


นิดหน่อยในวัยสิบขวบชะโงกหน้ามองลงไปทางหน้าต่างของบ้านไม้สองชั้น เขายกมือแคะขี้ตามองผองเพื่อนอีกสี่คนในกลุ่มเดียวกัน ไอ้ป๋อง ไอ้เขียว ไอ้นัด ไอ้ดำ ยืนเท้าเอวมองขึ้นมาทางเขา


“เช้าห่าอะไร เดอะซันส่องตูดขนาดนี้แล้ว” ไอ้นัดคนเรียนเก่งที่พึ่งของกลุ่มกระแดะใช้ภาษาอังกฤษ “มึงลงมาเร็วๆเลย แล้วไปบ้านป้าชื่นกัน”


นิดหน่อยขมวดคิ้ว จำได้ว่าป้าชื่นไปทำงานเป็นแม่บ้านให้คุณหญิงคุณนายในกรุงเทพ


“มีอะไรที่บ้านป้าชื่น มึงจะไปยืนส่องปลวกที่คานบ้านป้าหรือไง”


“ก็เพราะมัวแต่นอนอย่างกับควายจมปลักอย่างมึงเนี่ย ถึงไม่รู้เรื่องเหี้ยอะไรกับเขาเลย”


ไอ้ป๋องด่ามา ความจริงเรื่องเหี้ยเขาก็พอรู้จักนะ นิดหน่อยเห็นที่คูน้ำท้ายวัดหลายตัว


“ป้าชื่นพาเด็กผู้หญิงมาคนนึงโว้ย เห็นแม่กูที่ไปส่องแต่เช้ากลับมาเล่าให้พ่อฟัง บอกว่าเป็นลูกสาวเจ้านายป้าชื่นที่เป็นโรคภูมิแพ้ ป้าชื่นเลยพามาอยู่ที่หมู่บ้านเราเพื่อจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ช่วงปิดเทอมใหญ่ พวกกูก็เลยจะไปดูหน้าคุณหนูเขาเสียหน่อย”


แม่ไอ้เขียวขึ้นชื่อเรื่องการส่องชาวบ้านอยู่แล้ว ข่าวนี้ย่อมตกถึงหูไอ้เขียวเร็วกว่าคนอื่น นิดหน่อยกระโดดลงจากเตียงเข้าห้องน้ำ คว้าแปรงสีฟันมาถูฟันสามทีแล้วก็รีบบ้วนน้ำทิ้ง ก่อนจะวิ่งออกจากบ้านมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ


หมู่บ้านวังอีฉุย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านทำนาทำสวน บ้านทุกหลังในหมู่บ้านต่างก็รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หากมีข่าวอะไรที่แปลกใหม่กว่าชีวิตประจำวันแล้วเพียงไม่ถึงครึ่งวันข่าวก็จะแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน และช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กๆจึงหยุดเรียนวิ่งเล่นกันตามท้องนา บรรยากาศที่นี่จึงเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง


พรรคพวกวิ่งกันไม่ทันรู้สึกเหนื่อยก็มาถึงบ้านป้าชื่นที่ปกติปิดไว้ให้น้องสาวที่มีบ้านใกล้กันช่วยดูแล แต่วันนี้บ้านป้าชื่นเปิดกว้างรับแขกซึ่งก็คือชาวบ้านที่เป็นญาติๆกันมาเยี่ยม เมื่อวิ่งมาถึงนิดหน่อยกับเพื่อนจึงเกาะขอบหน้าต่างมองเข้าไปด้านใน ป้าชื่นนั่งคุยกับเพื่อนฝูงซึ่งก็รวมถึงแม่ของนิดหน่อยด้วย ถึงว่าไม่มีกับข้าวให้ลูกกินเพราะแม่มานั่งอยู่ที่นี่เอง


“นั่นไงๆ นั่งข้างๆป้าชื่น”


เดอะแก๊งเด็กชายหันไปมองเป้าหมายเป็นตาเดียวรวมทั้งนิดหน่อยด้วย เขาได้แต่ตะลึงงันมองเด็กหญิงที่นั่งข้างป้าชื่น เด็กผู้หญิงตัวเล็กผอมบาง ตัดผมบ๊อบหน้าม้า ผิวขาวราวกับสำลี ใส่เสื้อผ้าชุดติดกันสีชมพูมีลายคิตตี้ตรงหน้าอก


“น่ารักว่ะ”


นิดหน่อยรำพัน เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านมีแต่ตัวดำเป็นเหนี่ยง แก่นแก้วกะโหลกกะลา ไม่มีใครน่ารักเหมือนเด็กหญิงคนนี้เลย


“นั่นใครแวบๆ”


ป้าชื่นตะโกนเสียงดัง พวกเพื่อนของเขาแตกฮือพากันวิ่งหนี ทิ้งไว้แต่นิดหน่อยที่ยังยืนอ้าปากค้างสติไม่สมประกอบ


“ไอ้นิดหน่อย เข้ามาเดี๋ยวนี้ ปิดเทอมไม่เคยอยู่บ้านไอ้ลูกคนนี้”


แม่กวักมือเรียก นิดหน่อยจำต้องเดินเข้าไปในบ้าน เขายกมือสวัสดีป้าชื่นทั้งที่ยังละสายตาจากเด็กหญิงคนนั้นไม่ได้เลย ยิ่งแก้มอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสีชมพูเขาก็ยิ่งตะลึงมอง


“เอ้า แล้วก็เอาแต่จ้องมองพี่เขา หน้าแดงหมดแล้ว”


“อย่าไปดุมันเลย” ป้าชื่นพูดกับแม่ของนิดหน่อย “ไอ้นิดหน่อยมาก็ดีแล้ว พอจะพึ่งพาได้ไม่ทโมนเหมือนพวกที่เหลือ นิดหน่อย ป้าจะฝากดูแลคุณหมอกนะ คุณหมอกจะมาอยู่วังอีฉุยจนกว่าจะเปิดเทอมกลับไปเรียน ก็อีกราวๆเดือนนึงนั่นแหละ ฝากพาคุณหมอกไปเที่ยวเล่นแต่อย่าให้อันตรายก็แล้วกัน คุณหมอกคะ ไอ้เจ้านี่มันชื่อนิดหน่อย คุณหมอกอยากเล่นอะไรหรืออยากเที่ยวที่ไหนให้เจ้านิดหน่อยพาไปได้เลยนะคะ ถือเสียว่าวังอีฉุยเป็นบ้านคุณหมอกค่ะ”


เพราะเหตุนี้นี่เอง อีกไม่ถึงสิบนาทีต่อมา นิดหน่อยจึงได้มายืนอยู่หน้าบ้านป้าชื่นพร้อมกับเด็กหญิงหมอก


“เราชื่อหมอกนะ อายุสิบสองปี”


หมอกแนะนำตัว นิดหน่อยเอียงคอมองด้วยความแปลกใจ


“คุณหมอกอายุสิบสองจริงอ้ะ ทำไมตัวเล็กจัง ผมอายุสิบขวบยังตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ”


เมื่อหมอกพูดคุยด้วยโดยไม่มีท่าทีหยิ่งเหมือนลูกคุณหนูอย่างที่นิดหน่อยคาดไว้ เขาจึงพอจะหายตื่นเต้นลงบ้าง หมอกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าไร้เดียงสาของเพื่อนใหม่ที่อายุน้อยกว่าสองปี


“ก็เราไม่ค่อยแข็งแรง ตัวก็เลยเล็ก พ่อกับแม่ลองส่งมาให้อยู่ในสถานที่อากาศบริสุทธิ์เผื่อจะแข็งแรงขึ้นบ้าง อ้อ แล้วนิดหน่อยไม่ต้องเรียกเราว่าคุณก็ได้นะ เรียกพี่หมอกดีกว่าจะได้สนิทกัน”


หมอกยิ้มหวาน นิดหน่อยกลายเป็นฝ่ายหน้าแดงเสียเอง เขาไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักขนาดนี้มาก่อน และหลังจากนั้นเขากับหมอกก็กลายเป็นคู่หูคู่ใหม่ นิดหน่อยพาหมอกไปเที่ยวในหมู่บ้าน ไปตามคันนาท้องร่อง ไปเล่นกับเพื่อนของเขา แต่ถ้าหากเพื่อนของนิดหน่อยเล่นอะไรกันแรงๆ นิดหน่อยก็จะคอยปกป้องไม่ให้หมอกบาดเจ็บ


“แหม ไอ้นิดหน่อย เดี๋ยวนี้สนิทกับลูกคุณหนูเหมือนเป็นแฟนกันเลยน้า”


ไอ้ดำแซวเพื่อนในตอนเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ไปส่งหมอกที่บ้านป้าชื่นแล้ว นิดหน่อยยืดอกรับแม้จะเขินที่เพื่อนแซว


“พี่หมอกน่ารักใช่ไหมล่ะ พวกมึงอย่าอิจฉากูเลยที่มีแฟนน่ารัก”


“โหย ไอ้นิดหน่อย เขารับมึงเป็นแฟนยังเหอะ อีกไม่นานเขาก็ต้องกลับไปแล้ว ตอนนั้นมึงน่ะต้องแห้วแน่เลย”


ไอ้เขียวเป็นคนขัดคอ นิดหน่อยฟังแล้วหัวใจห่อเหี่ยว เขาลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย


“เออ คืนนี้มีงานที่วัด ปิดทองฝังลูกนิมิต มีลิเกด้วยนะมึง ชวนพี่หมอกไปด้วยสิ”


ทั้งสามหมู่บ้านที่มีอาณาเขตติดกัน มีวัดอยู่แห่งเดียว และวันนี้มีงานวัดซึ่งนานๆจะมีครั้ง ย่อมไม่มีใครอยากพลาดความสนุกเช่นนี้ พอพลบค่ำนิดหน่อยและแก๊งจึงพากันไปบ้านป้าชื่นเพื่อขออนุญาตให้หมอกไปด้วย


“แล้วอย่ากลับกันดึกล่ะ ดูแลคุณหมอกดีๆด้วยนะ”


หมอกตื่นเต้นมาก วันนี้หมอกใส่กางเกงขายาวสีฟ้าอ่อน เสื้อยืดสีขาวลายการ์ตูน นี่จะเป็นครั้งแรกที่หมอกได้เที่ยวงานวัด


“โอ้โห น่าสนุกจังเลย”


หมอกเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความตื่นเต้น นิดหน่อยเคยพาหมอกมาเที่ยววัดแล้ว แต่ไม่ใช่ในยามค่ำคืนที่มีแสงไฟตระการตาเช่นนี้ เสียงดังจากลำโพงแข่งกันดังจนไม่รู้จะเลือกฟังอะไรก่อนดี มีทั้งร้านขายของ ขายอาหาร และยังมีลิเกมาเล่นอีกด้วย”


“เราเพิ่งเคยเห็นลิเก อยู่ดูแป๊บนึงนะ”


หมอกบอกนิดหน่อยแบบนั้น นิดหน่อยจึงตามใจ ส่วนเพื่อนของเขาที่เบื่อจากลิเกพากันไปยิงปืนลืมปาลูกโป่งใกล้ๆกับวิกลิเกพอมองเห็นกันได้ นิดหน่อยเห็นหมอกตื่นเต้นแจ่มใสเขาก็ดีใจ


 “เฮ้ย มึงมายิ่งเป้าของกูทำไม”


เสียงดังเกิดขึ้นที่หน้าร้านยิงปืนลม นิดหน่อยหันขวับไปมองทันที เพื่อนของเขากำลังเผชิญหน้ากับเด็กที่นิดหน่อยจำได้ว่าอยู่หมู่บ้านวังอีทก หมอกเองก็หันไปมอง เมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนของนิดหน่อยถูกเด็กชายอีกกลุ่มมองเขม่น สีหน้าของหมอกเต็มไปด้วยความตกใจ


“นิดหน่อย ไปห้ามพวกนั้นกันเร็ว อย่าให้มีเรื่องเลย”


นิดหน่อยพยักหน้า เขากับหมอกรีบวิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อนทันที


“กูก็ยิงเป้ากู แต่มันแฉลบไปหาเป้ามึงแค่นั้น มึงจะโวยวายกันทำไมเนี่ย”


ไอ้ป๋องเท้าเอวมอง เด็กบ้านนอกอย่างพวกเขาสิบขวบก็ตัวโตพอจะหาเรื่องกันได้แล้ว นิดหน่อยกับหมอกมาถึงก็รีบเอ่ยห้าม


“ใจเย็นโว้ย อย่าทะเลาะกัน”


เด็กจากวังอีทกหันมามอง เห็นนิดหน่อยกับหมอกก็ยังหาเรื่องต่อ


“ทำไม  ทำเป็นแมนอวดสาวเหรอมึงน่ะ ต่อยกับเพื่อนกูไหมล่ะ”


“โอ๊ย กวนส้นตีน ทนไม่ไหวแล้วโว้ย”


ไอ้เขียวที่ห้าวที่สุดเปิดโรงคนแรก การตะลุมบอนของเด็กสองกลุ่มก็เกิดขึ้น นิดหน่อยเองก็ถูกเด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาต่อย เขารีบเบี่ยงหลบแล้วต่อยสวนไปได้หมัดหนึ่ง


“เหี้ย มึงชกจมูกกู”


มันโวยวายแล้วทำท่าจะเข้ามาชก แต่เห็นนิดหน่อยตั้งการ์ดแล้วก็ชักแหยง พอเหลือบตามองเห็นหมอกที่ยืนตัวสั่นอยู่ มันก็เปลี่ยนเป้าหมาย


“มีแฟนน่ารักใช่ไหม ดีล่ะ”


มันตรงเข้ามาฉุดแขนหมอก หมอกร้องลั่นด้วยความตกใจพร้อมกับยกมือชกไปสะเปะสะปะจนไปซ้ำกับรอยเก่าที่นิดหน่อยต่อยไปครั้งแรก มันก็ยิ่งโมโหหนัก


“ผู้หญิงอะไรวะ หมัดหนักชิบหาย มึงงงง”


มันดึงมีดคัตเตอร์จากกระเป๋ากางเกง แล้วทำท่าจะกรีดใส่หน้าของหมอก นิดหน่อยตกใจแทบสิ้นสติ เขารีบเข้ามาขวางแล้วสู้กับมันโดยมีหมอกหลบอยู่ด้านหลัง


“มึงจะทำอะไรพี่หมอก”


มีดคัตเตอร์แกว่างฉวัดเฉวียน เสี้ยววินาทีหนึ่งมันก็บาดเข้าที่ต้นแขนของหมอกจนเจ้าตัวร้องโอ๊ย นิดหน่อยหน้ามึด เขาตรงเข้าไปชกมันจนหน้าหงาน


“เฮ้ย ไอ้เด็กพวกนี้ ต่อยกันทำไมวะ”


เสียงกรรมการวัดคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับวิ่งมาโดยมีไม้ตะพดในมือ วงตะลุมบอนแตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง นิดหน่อยดึงข้อมือของหมอกให้วิ่งหนีมาทางด้านหลังที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วและไม่มีใครตามมาเขาก็ถอนหายใจ


“นั่งตรงนี้ก่อนนะพี่หมอก”


เขาให้หมอกนั่งพักที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นหูกวาง ตรงนั้นมีเสาไฟอยู่ดวงหนึ่ง พอทำให้มองเห็นได้ในความมืด นิดหน่อยดึงแขนของหมอกมาจ้องมอง หมอกฝืนยิ้มพลางใช้ผ้าเช็ดหน้ากดปากแผลไว้ ดีที่แผลไม่ลึกเลือดจึงหยุดไหลเร็ว แต่กระนั้นก็ยังมองเห็นบาดแผลยาวสักสองนิ้วได้ นิดหน่อยกัดฟันด้วยความโมโหที่เขาดูแลหมอกไม่ดีทำให้หมอกได้รับบาดเจ็บ


“ไม่เป็นไรนะนิดหน่อย อย่าโทษตัวเองเลย”


“ไม่โทษได้ยังไง พี่หมอกเป็นแผลแบบนี้ ถ้าเป็นแผลเป็นล่ะ พี่หมอกเป็นผู้หญิงนะ”


หมอกนิ่งงันพลางหรุบตาลง


“ก็แค่แผลเป็นนิดเดียวเอง ไม่เป็นไรน่า”


นิดหน่อยมองใบหน้ากังวลของหมอก เขาเข้าใจ หมอกเป็นผู้หญิงก็ย่อมกังวลเรื่องพวกนี้ ซึ่งมันเกิดขึ้นเพราะเขา นิดหน่อยตัดสินใจแล้วว่าเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น มือเล็กของหมอกถูกเขากุมไว้แน่น


“ผมจะรับผิดชอบเอง ถ้าพี่หมอกโตขึ้นผมจะแต่งงานกับพี่หมอก เราเป็นแฟนกันนะ”


หมอกเงยหน้า ดูเหมือนจะตกตะลึงไปชั่วขณะ


“นิดหน่อย พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม”


“รู้สิ ผมรู้ตัวดี ผมบอกว่าผมจะแต่งงานกับพี่หมอกไงล่ะ”


นิดหน่อยกลอกตาไปมา เขาคิดถึงละครที่แม่ชอบดู ตอนจบของละครเวลาพระเอกของนางเอกแต่งงานต้องทำยังไงนะ อ๋อ นึกออกแล้ว


เขาโน้มตัวไปหาปากกระจับสีแดงนั่นแล้วจูบที่ปากอิ่ม หมอกตกใจจนตัวแข็ง นิดหน่อยเองก็ตื่นเต้นจนขาสั่น ทั้งคู่เงียบงันเมื่อนิดหน่อยถอนจูบออกมา ดวงตาสองคู่ต่างจ้องมองกันโดยไร้บทสนทนา แก้มของหมอกเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนมะเขือเทศสุก ยิ่งทำให้น่ารักมากขึ้นไปอีก นิดหน่อยดึงแขนให้หมอกลุกขึ้น


“กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวป้าชื่นดุผมอีก”


นิดหน่อยเดินกุมมือนุ่มไปตลอดทาง เขาสัญญากับตัวเองว่าโตขึ้นเขาจะแต่งงานกับหมอกอย่างที่ลั่นปากไว้






ตอนสายของวันรุ่งขึ้น เดอะแก๊งของนิดหน่อยมาชวนให้ไปเล่นน้ำกันที่คลอง โดยมีหมอกมาด้วยเช่นเดิม อากาศร้อนทำให้น้ำในคลองแห้งลงจนเหลือแค่เอวเท่านั้น


“แม่ง ยังเจ็บใจไม่หาย แต่กูก็ต่อยพวกมันหลายยกนะ พี่หมอกเป็นไงบ้าง แผลหายหรือยัง”


ไอ้นัดเอ่ยถาม เขามองเห็นตอนหมอกถูกมีดคัตเตอร์บาดแขนพอดี หมอกยิ้มหวานพลางตอบเสียงใส


“ไม่เป็นไรแล้ว ป้าชื่นล้างแผลปิดพลาสเตอร์ยาให้ แต่เราบอกป้าชื่นว่าถูกสังกะสีบาด ต้องตอบให้ตรงกันนะ”


“อย่างนี้พี่หมอกก็ต้องมีแผลเป็นสิ น่าสงสารจัง เป็นเด็กผู้หญิงด้วย”


หมอกก้มหน้ายิ้มเอียงอาย นิดหน่อยยืดอกรับ


“กูจะรับผิดชอบพี่หมอกเอง โตไปกูจะแต่งงานกับพี่หมอก ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว”


เสียงโห่แซวดังขึ้นทันที โดยเฉพาะไอ้ป๋องช่างแซว


“ปากเก่งนักนะมึง อย่าลืมคำพูดตัวเองล่ะ มึงต้องแต่งงานกับพี่หมอกจริงๆนะ”


“เออสิ กูจะเป็นเจ้าบ่าวให้พี่หมอกเป็นเจ้าสาว”


เดินมาถึงคลองน้ำใส เด็กชายทั้งหลายก็กระโดดลงน้ำกันน่าสนุก หมอกนั่งมองพลางอยากลงไปเล่นด้วย


“พี่หมอก มาเล่นน้ำด้วยกัน น้ำตื้นแค่เอวเอง”


นิดหน่อยกวักมือเรียก หมอกจึงลุกขึ้นเดินไปเล่นน้ำด้วย เล่นกันพักใหญ่จึงชักชวนกันขึ้นจากน้ำ เนื้อตัวเปียกปอน เสื้อผ้าเปียกลู่แนบไปกับตัว ขณะที่หมอกก้าวเดินกลับเผลอเหยียบชายกางเกงตนเองจนขอบเอวเลื่อนหลุด


“ว้าย”


“เฮ้ย”


ทุกคนต่างตกใจ เพราะเห็นในสิ่งที่ไม่คาดคิดโดยเฉพาะนิดหน่อย


“ทำไมพี่หมอกมีหนอนน้อยเหมือนพวกเราวะ ก็พี่หมอกเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ”


หมอกรีบดึงกางเกงขึ้น ตาแดงก่ำทั้งสองข้าง


“ใช่ เราเป็นผู้ชาย แล้วไงล่ะ ฮือ”


หมอกยกมือเช็ดน้ำตาก่อนหันหลังวิ่งกลับบ้าน ทิ้งให้เด็กชายทั้งหลายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก


“อ้าว พี่หมอกเป็นผู้ชาย แล้วไอ้นิดหน่อยมันสัญญาว่าจะแต่งงานกับพี่หมอกล่ะ”


ไอ้นัดถามขึ้น ไอ้มืดตอกย้ำ


“ถ้าอย่างนั้นไอ้นิดหน่อยก็จะมีเมียเป็นผู้ชายไงล่ะ ฮ่าๆๆ”


“ไอ้นิดหน่อยมีเมียเป็นผู้ชาย ไอ้นิดหน่อยมีเมียเป็นผู้ชาย”


“ไม่”


นิดหน่อยตะโกนด้วยความเสียใจ เขาไม่นึกเลยว่าหมอกจะเป็นเด็กผู้หญิง เขาวิ่งกลับไปบ้านของตัวเองเพราะไม่กล้าสู้หน้าเพื่อน


“แม่ พี่หมอกเป็นผู้ชาย”


เขาโวยวายกับแม่ที่ทำงานบ้านอยู่ แม่เหมือนจะไม่แปลกใจ


“ใช่สิ คุณหมอกเป็นเด็กผู้ชาย แต่ป่วยบ่อย คุณยายก็เลยให้ถือเคล็ดแต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิง อ้าว มึงไม่รู้เลยหรือไงไอ้นิดหน่อย ก็เล่นกับเขา สนิทกับเขามาเป็นเดือน”


นิดหน่อยส่ายหน้า เขาวิ่งเข้าห้องแล้วทิ้งกายลงกับเตียงด้วยความสับสน เขาชอบหมอก แต่หมอกเป็นผู้ชาย แล้วเขาจะแต่งงานกับหมอกได้ยังไง เพื่อนล้อแย่เลย





เช้าวันรุ่งขึ้นนิดหน่อยได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกจากชั้นล่างของบ้าน


“นิดหน่อย ไอ้นิดหน่อย คุณหมอกมาหา”


“ผมไม่สบาย ปวดหัว”


เขาตะโกนบอกไปเช่นนั้นจนกระทั่งยามสายจึงได้ออกจากห้อง


“หายแล้วหรือยัง คุณหมอกเขาอุตส่าห์มาลากลับกรุงเทพ”


นิดหน่อยหูผึ่ง หัวใจของเขาแทบจะร่วงมากองกับพื้น


“แม่ว่าอะไรนะ”


“บอกว่าคุณหมอกเขากลับกรุงเทพแล้ว เขามาลามึงแต่มึงปวดหัวไง”


นิดหน่อยรีบวิ่งไปที่บ้านป้าชื้น เขาภาวนาขอให้ได้พบหน้าหมอกอีกสักครั้ง แต่กลับพบบ้านที่ปิดประตูล็อกแน่นหนา นิดหน่อยได้แต่ทรุดตัวนั่งหงอยเหงาเมื่อไม่มีโอกาสได้พบหน้าหมอกอีกแล้ว






“นิดหน่อย อย่าหลบตาสิ นายคือนิดหน่อย หรือวศิน มีวินัย ใช่ไหม ลืมกันแล้วสินะ ใช่สิ ผ่านไปเป็นสิบปีแล้วนี่ เราคงไม่มีความหมายสำหรับใครแล้ว”


เสียงเล็กตัดพ้ออยู่ตรงหน้าปลุกวศินให้ตื่นจากภวังค์ เขากลายเป็นจุดสนใจเมื่อทุกคนต่างมองเขาเป็นตาเดียว เขาหันไปสบตากับใบหน้าหวานที่ก่อกวนจิตใจของเขามาตลอดสิบปีที่ผ่านมา


เด็กหญิงหมอกในวันนั้น กลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างโปร่ง ผิวพรรณละเอียด ใบหน้าหวานจนใจสั่นเหมือนสิบปีก่อนไม่มีผิด


“พี่หมอก”


หัวสมองของเขามีแต่คำสัญญาที่เคยให้ไว้


“ผมจะรับผิดชอบเอง ถ้าพี่หมอกโตขึ้นผมจะแต่งงานกับพี่หมอก เราเป็นแฟนกันนะ”


แต่พี่หมอกเป็นผู้ชาย เขาก็เป็นผู้ชาย วศินจะทำตามคำสัญญาที่เคยลั่นปากไว้ตอนเด็กได้อย่างไรกันเล่า



TBC

จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า อิอิ

​อย่าลืมกดไลก์ กดดาวนะคะ

ความคิดเห็น