ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 23 :: อึมครึม

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 :: อึมครึม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2562 10:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 :: อึมครึม
แบบอักษร

อึมครึม

เช้าวันถัดมาพวกผมเริ่มทำงานกันตามปกติ ข้อมูลที่ได้เก็บครบถ้วนจนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าในเย็นวันนั้นพวกเราทั้งหมดเริ่มเก็บของเตรียมกลับกรุงเทพกันแล้ว แต่ข่าวร้ายที่ผมไม่อยากได้ยินก็มาถึงในเช้าวันถัดมา

ฝนไม่รู้แม่งมาจากไหนเทลงมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนตอนนี้บ่ายกว่าแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พวกเรา 8 คนย้ายสัมภาระทั้งหมดมาไว้ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่ตั้งแต่เมื่อเช้า และกำลังรอดูท่าทีของฝนอยู่ว่าจะหยุดตกตอนไหน หมู่บ้านที่เรามามันอยู่บนเขาเพราะงั้นผู้ใหญ่เขาจะไม่แนะนำให้คนต่างถิ่นขับรถออกไปตอนที่ฝนตกแบบนี้ มันค่อนข้างน่ากลัว

“ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยว่ะเกรท” พี่เกมส์ที่มาด้วยกันหันไปบ่นกับหัวหน้าทีม

“ฝ่าไปไม่ได้ด้วย ผู้ใหญ่แกห้าม”

“ก็คงต้องรอแหละมึง พรุ่งนี้คงหยุดตกมั้ง”

“ภาวนาให้แม่งหยุดเหอะ กูล่ะกลัวถนนขาด” พี่เกมส์พูดไม่ทันขาดคำ ก็มีลูกบ้านวิ่งมาบอกผู้ใหญ่ว่าถนนขาดอย่างที่คาดการณ์ไว้จริงๆ พวกเขาแจ้งกับพวกเราว่าการซ่อมถนนที่ขาดน่าจะใช้เวลาอีก 3-5 วันถ้าไม่มีฝนตก แต่ถ้ามีฝนตกก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก

แน่นอนว่าการได้ยินข่าวร้ายเรื่องถนนขาดมันทำให้ผมหงุดหงิด แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดมากกว่าคือการเปิดโทรศัพท์เข้าไปเล่นเฟสแล้วเห็นเพจคิ้วอัพเดทรูปล่าสุด

รูปที่แสดงถึงความสนิทสนมของมิคกับไอ้นนอีกครั้ง ภาพที่ถ่ายเป็นภาพใหม่ในห้องสมุด ถึงแม้ว่าข้างๆจะมีพวกเพื่อนๆกลุ่มมิคอยู่ด้วย แต่แค่นั้นมันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นเลยสุดท้ายคนที่ทนไม่ไหวก็คือผม

ผมต่อสายหาไอ้ปลาบอกมันให้ช่วยจับตาดูน้องให้หน่อยกำชับกับมันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าให้ระวังไอ้นนเป็นพิเศษ

จริงๆแล้วผมไม่ได้ห่วงน้องว่าจะนอกใจผมหรอก แต่ผมห่วงไอ้นนว่าจะทำอะไรน้องมากกว่าคำพูดของทรายมันยังวนเวียนซ้ำๆอยู่ในหัวไม่หยุด

เกือบ 5 วันที่ผมต้องติดแง็กอยู่ที่นี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมามันเป็นช่วงเวลาที่ผมโคตรหงุดหงิด เพราะภาพการพบกันของมิคและนนมีเข้ามาให้เห็นในโซเชียลมากขึ้น ไอ้ปลารายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมิคว่าไปไหนทำอะไรกับใครบ้าง มันไม่ได้เป็นคนตามติดชีวิตน้องด้วยตัวของมันเองหรอกครับ แต่มันได้ข่าวมาจากสายข่าวที่ส่งไลน์มาบอกมันอีกที

ผมกับมิคยังโทรคุยกันตามปกติ แต่ในความปกติมันกลับมีความอึมครึมในลักษณะที่ผมเองก็บอกไม่ถูกอยู่ในนั้นทั้งความอึดอัดที่ซ่อนอยู่ และความไม่ไว้ใจที่อัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งผมรู้ว่าความรู้สึกตัวเองไม่ปกติ ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาเวลาคุยกับน้องทีไร ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องนนกับน้องให้มากที่สุด

เพราะทุกครั้งที่เริ่มพูดเรื่องไอ้นน เราสองคนจะมีเรื่องให้หัวเสียและทะเลาะกันตลอดเวลา น้องมองว่าผมอคติและคิดมากเกินไป แต่สำหรับผมมองว่ามิคคิดน้อยเกินไปต่างหาก

ผมรู้นะครับว่ามิคมองว่าสิ่งที่ผมกำลังกังวลมันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ไม่รู้ทำไมความคิดผมตอนนี้มันถึงวนเวียนแต่เรื่องเดิมๆ ผมไม่อยากเชื่อคำพูดของผู้หญิงที่ชื่อทรายแต่ภาพที่ออกมามันก็ยิ่งตอกย้ำให้ผมเชื่อเกี่ยวกับคำพูดนั้นๆเสมอ

*“นี่มันอะไรอีกวะ”*ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะยัดมือถือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง พยายามทำใจลืมภาพล่าสุดที่ไอ้ปลาส่งมาให้ ภาพที่ไอ้นนอะไรนั่นกำลังจับแก้มน้อง ถึงแม้ไอ้ปลาจะบอกว่าจับแค่แป๊บเดียวแต่ภาพนิ่งที่ส่งมามันไม่ได้นิดเดียวอย่างที่ไอ้ปลาเคลมไว้เลย

รอยยิ้มที่มิคส่งตรงกลับไปหาไอ้นนมันยังไม่เท่าสายตาที่ไอ้นนส่งกลับไปหาน้อง สายตาที่ยิ่งตอกย้ำความคิดว่าสิ่งที่ผมเข้าใจมันถูกต้อง

พอเถอะว่าไนท์...เลิกสนใจแม่งก่อนเหอะ

ผมพูดปลอบใจตัวเองเสร็จก็เดินไปช่วยพวกพี่เกรทเก็บของขึ้นกระบะหลังรถ วันนี้พวกเราจะกลับกรุงเทพกันแล้วคิดว่าน่าจะถึงที่นั่นสักเกือบทุ่มนึง ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางส่วนเดินมาส่งพวกผม เขาเดินมาจับมือพี่เกรทหลายรอบมาก ปากบอกว่าขอบคุณและพูดกับพวกพี่เกรทย้ำไปย้ำมาว่ามาให้ได้

จริงๆสงสารชาวบ้านที่นี้เหมือนกันเพราะเหตุผลเรื่องถนนที่ขาดบ่อยๆมันเลยทำให้ค่ายอาสาที่รับปากว่าจะมาก็ล่มทุกครั้ง ผมเองก็เพิ่งรู้จากพี่ตชด.ว่ามีนักศึกษารับปากจะมาทำค่ายที่นี้อยู่บ้าง แต่ว่าพอมาเซอร์เวย์เห็นทางขึ้นมันลำบากแถมถนนขาดบ่อยแบบนี้ ทุกค่ายเลยล้มเลิกและไม่ได้เข้ามาพัฒนาอะไรตามที่เคยบอกไว้ เพราะงั้นการที่ผู้ใหญ่บ้านเดินมาบอกและย้ำกับพวกผม4-5รอบแบบนี้มันเลยทำให้พวกผมเข้าใจพวกเขามากขึ้น

เพราะเขาก็แค่อยากให้เราเข้าไปพัฒนา สร้างสิ่งที่รับปากไว้กับพวกเขาเท่านั้น

“ยังไงพวกผมลากันเลยนะครับ อีก 3 เดือนเจอกัน สัญญาว่าจะมาแน่นอนครับผู้ใหญ่” พี่เกรทพูดเสร็จก็ยกมือไหว้ชาวบ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล พวกผมเห็นแบบนั้นก็รีบยกมือไหว้ตามพี่เกรททันที

วันนี้อากาศค่อนข้างดี ฟ้าหลังฝนมันก็จะสดใสเป็นปกติ แตกต่างจากความรู้สึกผมตอนนี้ที่คล้ายกับเมฆดำมืดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้าๆจริงๆผมมีเรื่องจะคุยกับมิคหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือขอร้องให้น้องเลิกยุ่งวุ่นวายกับไอ้นนอาจจะติดต่อคุยกันได้บ้างแต่ไม่อยากให้มากเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้

ผมไม่รู้ว่ามันเป็นการขอที่เห็นแก่ตัวเกินไปไหม แต่ผมก็อยากจะลองพูดดู

Mmmicx --พี่ไนท์เหมือนไอ้เหมี้ยวจะไม่สบายเลย

Mmmicx--มื่อวานมันก็ไม่ยอมกินอาหารที่ผมเทไว้ให้ดูซึมๆ ยังไงก็ไม่รู้

Mmmicx--*แนบรูปเจ้าเหมี้ยวที่นอนอยู่บนเบาะ*

Nighteiei --กูกลับวันนี้แล้วถ้าอาการไม่ดีขึ้นเดี๋ยวเราพามันไปหาหมอ

Mmmicx--อืม

Nighteiei --อย่าคิดมาก

Mmmicx--พยายามอยู่พี่ถึงไหนแล้วอ่ะ

Nighteiei --กำลังจะออกจากหมู่บ้าน

Mmmicx--เดินทางปลอดภัยนะพี่ไนท์

Mmmicx--เดี๋ยวผมว่าจะออกไปเรียนแล้วถ้าถึงแล้วโทรบอกนะจะไปรับ

Nighteiei --ครับตั้งใจเรียนนะ

ผมไม่ได้ถามมิคเรื่องรูปที่ปลาส่งมาล่าสุด จริงๆอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ผมไม่ได้ถามเรื่องนี้กับน้องมาได้สักพักแล้ว หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งเพราะการคุยในไลน์หรือโทรคุยกันมันทำให้เราไม่เห็นสีหน้าอีกคน ดังนั้นตอนนี้ในจิตใจผมมันเลยจดจ่อกับการกลับหอเต็มที

การเดินทางจากหมู่บ้านลงมายังตัวเมืองใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง พวกเราแวะพักกินข้าวเสร็จก็ขับรถมุ่งหน้าตรงสู่กรุงเทพทันที มีหลายอย่างที่แต่ละคนจะต้องรีบกลับไปทำ สิ่งหนึ่งเลยคือการอ่านหนังสือ ชีวิตมหาลัยแตกต่างจากมัธยมตรงที่เราไม่สามารถอ่านหนังสือก่อนสอบเพียงแค่ 1 วันได้เพราะเนื้อหาที่ใช้ในการสอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะมาอ่านเพียงคืนเดียวจบ

และผมเรียนวิศวะอินเตอร์ไง แค่วิศวะธรรมดามันก็ยากอยู่แล้ว แต่นี่เรียนภาคภาษาอังกฤษไปอีกชีวิตมันเลยบัดซบเข้าไปใหญ่

“เฮ้ยพวกข้างหลังตื่นกันได้แล้ว จะถึงแล้วไอ้สัด นอนยาวเลยนะพวกมึง” พี่เกมส์ที่เปลี่ยนมาเป็นคนขับช่วงก่อนเข้ากรุงเทพตะโกนบอกให้พวกผมสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังตื่น

“เดี๋ยวเอาของไปเก็บที่ชมรมก่อนล่ะกัน จะได้แยกย้ายกันกลับ” ผมพยักหน้าบอกพี่เกมส์แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยายกาศกรุงเทพวันนี้มันดูขมุกขมัวไม่ต่างจากใจผมเท่าไหร่ เสียงฟ้าร้องดังสลับกับเสียงฟ้าผ่า ฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็คาดเดาไม่ได้ แต่ดูท่าทางแล้วน่าจะตกแบบนี้ไปเกือบทั้งคืน

ไม่รู้ว่ามิคจะมารับผมได้ไหม เพราะฝนตกแบบนี้ไม่แน่ใจว่าในซอยหอผมน้ำจะท่วมจนออกมาไม่ได้หรือเปล่า

“เหนื่อยหน่อยนะพวกมึง หลังจากนี้ก็สู้ๆกับมิดเทอม กูคงกลับไปนอนก่อนว่ะ ไม่ไหว นอนเต็นท์แล้วโคตรปวดหลัง” พอพวกเรายกของลงจากรถเสร็จพี่เกรทก็เรียกมาพูดคุยอีกไม่เกิน 5 นาที หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน พี่เกรทหันมาถามผมเหมือนกันว่าจะให้ไปส่งไหมแต่ผมปฏิเสธไปเพราะคิดว่ามิคน่าจะมารับได้

แต่พอโทรไปกลับปิดเครื่อง

ไลน์ไปก่อนหน้านี้เขาก็ยังไม่ได้อ่าน ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่โดยปกติมิคจะไม่ใช่ประเภทที่ปิดเครื่องแบบนี้ สุดท้ายคนที่ผมโทรหาก็คือไอ้กู๊ด มันกับไอ้ปลาขับรถมารับผมที่ชมรมเกือบทุ่มครึ่ง ฝนยังโปรยปรายอยู่แต่ไม่ได้หนักเหมือนอย่างตอนแรก

“มึงโอเคไหมวะ” กู๊ดเงยหน้าสบตาผมผ่านกระจกหลัง ส่วนไอ้ปลาก็หันมายิ้มแล้วพยักหน้าเหมือนให้กำลังใจแปลกๆ

“พวกมึงมีอะไรหรือเปล่า”ที่ถามเพราะแต่ล่ะคนแม่งโคตรมีพิรุธ

“บอกมันไปเถอะปลา ยังไงมันก็ต้องรู้อยู่ดี” ผมขมวดคิ้วสงสัยไม่เข้าใจที่มันสองคนจะสื่อ สุดท้ายก็เป็นไอ้ปลาที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งต่อมาให้ผม “ห้ามหัวร้อน ใจเย็นๆ ค่อยๆคิดกูว่ามันไม่มีอะไร”

“เออ” รับคำเสร็จผมก็เปิดดูรูปที่ไอ้ปลาส่งมาให้ ภาพที่เห็นมันทำให้อารมณ์ขมุกขมัวที่เกิดขึ้นในตอนแรกกลายเป็นพายุดำมืดแทบจะทันที

“ใจเย็นๆนะไนท์ ค่อยๆคุยกัน มันอาจจะไม่ได้มีอะไรอย่างที่ภาพมันออกมาก็ได้” ไอ้ปลาหันมาจับไหล่ผมแล้วตบเบาๆ ส่วนไอ้กู๊ดก็ส่งสายตาเห็นใจมาให้

“เออ กูรู้แล้ว ขอบคุณพวกมึงมากที่มาส่ง เดี๋ยวไงเจอกัน” มันสองคนรู้จักผมดีพอๆกับที่ผมรู้จักตัวเอง

จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนที่เก็บงำอารมณ์และความรู้สึกตัวเองเก่ง ผมมีเหตุผล ผมรับฟัง แต่บางอย่างคำพูดมันก็ไม่เท่ากับสิ่งที่ตาเห็น

ภาพที่ไอ้ปลาให้ดูคือมิคกับนนกำลังอุ้มเจ้าเหมี้ยวเดินขึ้นไปบนหอผมพร้อมกัน

ผมไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร แต่ประเด็นคือ นี่มันหอผมไง ผมไม่เคยพาใครมาที่นี้ กับเพื่อนก็น้อยมาก กับคนที่เคยคบด้วยก็มีแค่มิค แต่น้องกลับพาคนที่ผมไม่รู้จักตามขึ้นมาด้วย พวกมึงว่ามันเกินไปไหมล่ะ

ช่วงเวลาที่ผ่านมามันเหมือนเรื่องราวต่างๆถูกประกอบกันจนกลายเป็นระเบิด ตั้งแต่คำพูดทราย จนมารูปถ่ายในโซเชียล มันสะสมมาเรื่อยๆจนวันนี้มันอัดแน่นพร้อมที่ระเบิดเต็มที

แต่ผมก็ยังพยายมที่จะใจเย็น สูดลมหายใจเข้าปอดแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบพักนึงถึงเดินขึ้นมาบนห้อง

บอกกับตัวเองครั้งที่ร้อยว่าให้รับฟังน้องและเชื่อใจเขา

แต่แน่นอนแหละถึงแม้ว่าผมจะพยายามพูดกับตัวเองเท่าไหร่ ความเจ็บใจที่น้องพาไอ้นนขึ้นมาบนห้องก็ยังคงกรีดแทงเข้าไปในความรู้สึกอยู่ดี

ผมไม่ได้เคาะประตู เพราะปกติก็ไม่เคยเคาะ การทำใจแล้วเปิดเข้ามาในห้องเลยเป็นเรื่องที่ยากอยู่หน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องทำ

“เอ่อ...หวัดดีครับ” ภาพที่เห็นคือไอ้นนกำลังนั่งยองๆลูบหัวแมวอยู่ ส่วนมิคไม่รู้ไปไหน อาจจะอยู่ในห้อง ผมไม่ได้รับไหว้ไอ้นนเดินตรงเข้ามาในห้องนอนแล้วปิดประตูห้องทันที

ปัง!!!

สิ่งที่พยายามมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องควบคุมตัวเอง เรื่องที่จะรับฟังน้อง หรือเรื่องอะไรก็ตามแต่ มันขาดเป็นเสี่ยงๆตั้งแต่ที่ผมเห็นหน้าไอ้นนเมื่อกี้

“พี่ไนท์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์”

“แบตหมด ผมเพิ่งจะชาร์ตเมื่อกี้ นี่ก็รีบกลับมาที่ห้องเลยนะ กลัวพี่โทรมาแล้วไม่ติด ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปรับ”

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ยังไงกูก็มีเพื่อนคอยรับส่งเวลาที่กูไม่มีใครอยู่แล้ว”

“พี่ไนท์...ผมขอโทษนะ...วันนี้ผมยุ่งจริงๆ” เสียงมิคอ่อนลงจนน่าใจหาย แต่แค่นั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของผมลดลงเลย สิ่งที่ผมโกรธคือเขาพาคนอื่นเข้ามาในห้องของเรา ห้องของผม ที่ที่มันเป็นของผม ทำไมน้องถึงยอมให้ใครคนอื่นเข้ามาแบบนี้ด้วยวะ ผมอยากรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้

“มึงรู้ตัวไหมว่าทำอะไรผิด”

“รู้...ผมขอโทษนะที่ไม่ได้ไปรับพี่”

“ไม่ใช่มิค..ไม่ใช่เรื่องที่มึงไม่ได้ไปรับกู แต่เป็นเรื่องที่มึงพาไอ้นนขึ้นมาบนห้องกูแบบนี้”

“ก็เหมี้ยวไม่สบาย”

“แล้วจำเป็นต้องพาขึ้นมากันสองคนแบบนี้ด้วยเหรอวะ มึงไม่ระวังตัวเลยมิค ไม่รู้หรือไงว่ามันชอบมึงอยู่ถามจริงๆเหอะเพื่อนคนอื่นๆของมึงไม่มีแล้วหรือไง ปุ่น นัด หรือคนในกลุ่ม พวกนั้นไปไหนหมด จำเป็นจะต้องให้มันเป็นคนพาไปหาหมอขนาดนั้นเลยเหรอวะ” น้องขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มแสดงออกว่าไม่พอใจกับคำพูดที่ผมพูดออกมาล่าสุด

“ผมบอกพี่ไปเมื่อเช้าแล้วว่าเหมี้ยวเหมือนจะไม่สบายพอกลับมาที่ห้องเหมี้ยวอาการแย่มาก น้ำลายฟูมปากผมทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะโทรหาใคร และมันเป็นจังหวะที่นนโทรมาพอดี มันเลยนัดผมไปที่คณะสัตวแพทย์ แล้ว...”

“พอ!!!!” เป็นครั้งแรกที่ตัวเองห้ามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้จนเผลอขึ้นเสียงใส่คนตรงหน้า

“พี่ไนท์...ฟังผมก่อนสิ”

“มิค...มึงบอกไม่ให้กูคิดมาก ไม่ให้ไปโฟกัสกับสิ่งที่มึงกับมันทำ แต่สิ่งที่มึงทำตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการเอามันมาเหยียบหน้ากูถึงที่เลยมิค”ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมเผลอจับเข้าไปที่แขนมิคเต็มแรง

“พี่ไนท์...ผมเจ็บ”

“เจ็บเท่าใจกูหรือเปล่า...”

“อึก...พี่ไนท์”

“มิค” เสียงเรียกจากไอ้นนดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูผมไม่ได้ปล่อยน้อง แต่หันไปเปิดประตูห้องนอนแทน

“อะไรของมึงอีก ไม่เห็นหรือไงว่ากูกับมิคกำลังคุยกันอยู่” ถามพร้อมกับส่งสายตาไม่พอใจกลับไปหาคนที่ยืนอยู่หน้าประตู

“เดี๋ยวเราว่าจะกลับแล้วนะมิค เรากับพี่เก้ากลัวน้ำท่วมซอยว่ะ” ไอ้นนไม่ได้ตอบผม แต่หันกลับไปตอบมิคที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พี่เก้าที่ไอ้นนพูดถึงคือรุ่นพี่ปี 4 คณะสัตวแพทย์ ผมรู้จักเพราะมันเป็นเด็กกิจกรรม เคยทำงานกับแก๊งพี่เกรท ความรู้สึกผิดบางอย่างโถมเข้ามาที่ใจจนผมไปไม่เป็น

น้องเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วบิดแขนตัวเองออก

“เหมี้ยวเป็นไงบ้างครับพี่เก้า”

“เพิ่งกินข้าวเสร็จแต่ยังไม่ได้ป้อนยาหรอก รอมิค ไอ้นนก็เร่งฉิบหาย บอกว่าน้ำจะท่วมนี่ขนาดเดินไปตามพี่ทั้งๆที่ยังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จ”

“ก็ซอยนี้น้ำมันท่วมบ่อยอ่ะ รถเรายิ่งโหลดต่ำๆอยู่กลัวเครื่องมันจะเสีย” ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ภาพที่ปลาส่งให้ผมดูคือมิคกับนนอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีพี่เก้า บางทีการที่กล้องไม่ได้โฟกัสพี่เก้ามันเลยทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่าน้องพาไอ้นนมาคนเดียว

แต่ถึงจะมีไอ้พี่เก้ามาด้วย ผมก็ไม่ชอบให้ใครขึ้นมาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของผมอยู่ดี

“พอเถอะพี่เก้า นน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ยังไงพี่เก้าช่วยสอนวิธีป้อนยาแมวให้ก่อนได้ไหมครับ”

“ได้ๆ” พี่เก้าพูดพร้อมกับเดินไปเอาถุงยาที่วางอยู่มาใส่สลิ้งฉีดยาเตรียมพร้อมจะป้อนยาให้ไอ้เหมี้ยว ส่วนมิคเดินไปอุ้มแมวมานั่งลงข้างพี่เก้า

นนกับผมยืนดูห่างๆไม่ได้พูดอะไร

“ใช่แบบนั้นแหละ มิคจับเหมี้ยวอ้าปากเลยเหลืออีกหลอดนึง”

“โอเค” ผมมองดูเขาสองคนนิ่งๆไม่ได้ออกความเห็นหรือพูดอะไรออกไป

“มิคแขนไปโดนอะไรมา” ไอ้นนเป็นคนถามแล้วชี้ไปตรงแขนน้อง ภาพที่เห็นคือตรงแขนน้องมีรอยเลือดเหมือนโดนเล็บจิกลงไปที่ผิวเนื้อ

ผมก้มมองเล็บตัวเองที่ไม่ได้ตัดมาเกือบ 2 อาทิตย์ก่อนจะเงยหน้ามองคนตรงหน้าอีกรอบ มิคเม้มปากแน่นก่อนจะดึงแขนเสื้อนักศึกษามาปิดรอยแผลนั้นไว้

“อ่อ ไม่มีอะไรหรอก พอดีไอ้เหมี้ยวมันข่วนน่ะ”

“มันไม่เหมือนรอยช่วนเลยนะมิคเหมือนรอยเล็บมากกว่า”

“ช่างเถอะนน”น้องตัดบทแล้วหันไปสนใจพี่เก้ากับไอ้เหมี้ยวแทน ความรู้สึกผิดกระแทกเข้ามาที่ผมอย่างจัง นี่ผมเพิ่งทำอะไรลงไปวะ

“เหอะ...” เสียงพ่นลมหายใจดังขึ้นเบาๆ ผมหันไปมองไอ้คนที่ยืนอยู่ใกล้มันเลิกคิ้วแล้วมองผมตาขวาง คิดว่ามันคงรู้แหละว่าใครเป็นคนทำมิคแต่มันเลือกที่จะไม่พูดคงเพราะเกรงใจมิคและไม่อยากให้น้องลำบากใจไปมากกว่านี้

“เก่งมากเลยเหมี้ยว กินยาแล้ว รีบๆหายนะครับ” มิคลูบหัวเจ้าเหมี้ยวของมันเบาๆก่อนจะเอาแมวไปวางไว้บนเบาะเหมือนเดิม

“ขอบคุณมากนะครับพี่เก้า อุตส่าห์ขับรถตามมาสอนวิธีให้ยาไอ้เหมี้ยว นนด้วยนะขอบใจมาก”

พี่เก้ายิ้มรับคำขอบคุณแตกต่างจากคนที่ยืนข้างผมมันเดินไปวางมือลงบนศีรษะมิคแล้วขยี้หัวเบาๆราวกับสิ่งที่ทำเป็นเรื่องปกติ

“ไม่เป็นไร เราเต็มใจน่ะ มีอะไรก็บอกได้ตลอดนะมิค แล้วก็...อย่าคิดมากนะเดี๋ยวไอ้เหมี้ยวก็ดีขึ้น” สีหน้าไอ้นนแสดงออกมาชัดเจนและปิดไม่มิดสักนิดว่าเต็มใจและยินดีแค่ไหน

หึ เนี่ยนะคือสีหน้าของคนที่ไม่ได้ชอบ ตาเป็นประกายพร้อมจะตะครุบเหยื่อขนาดนี้ มีแต่มึงนั่นแหละมิคที่ดูไม่ออกเดินไปถามเด็กอนุบาล เด็กมันยังรู้เลยว่าไอ้นนมันคิดยังไง

“ถ้างั้นเรากลับกันเถอะนน จะได้ไม่รบกวนเขา” พี่เก้าลุกขึ้นยืนเดินไปตบไหล่ไอ้นนเสร็จก็เดินมาหาผม

“สบายดีนะไนท์ ไม่เจอนานเลย”

“สบายดีพี่ ขอบคุณมากนะครับ”

“เออไม่เป็นไร เดี๋ยวไงเจอกัน” พี่เก้าตบเข้าที่บ่าผมสองสามทีก่อนจะหันไปดึงเสื้อไอ้นนให้เดินตามเขาออกไปพร้อมกัน

“มิค” ผมเรียกน้องหลังจากที่คนนอกออกไป แต่ผลตอบรับที่ได้คือความเงียบและน่าอึดอัด ผมมองตรงไปที่แขนเสื้อนักศึกษาตอนนี้ตรงที่โดนเล็บจิกมันมีรอยเลือดซึมออกมาจนเห็นได้ชัด

ผม...แม่งโคตรแย่ ทำไมถึงทำกับน้องได้ขนาดนี้วะ ทั้งๆที่ผมเคยด่าคนอื่นเรื่องใช้กำลังแต่ตัวเองกลับเป็นคนที่ทำเรื่องแบบนั้นแทนมึงนี่มันโคตรเลวเลยว่ะไนท์

“เจ็บหรือเปล่า” พูดพร้อมกับจับไปที่แขนน้องเบาๆ

“ไม่อ่ะ” น้องดึงมือตัวเองออกแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน

“เดี๋ยวกูทายาให้”

“ไม่ต้องหรอกพี่ไนท์ เดี๋ยวผมไปหายาทาเองได้” น้องเดินไปหยิบเป้ตัวเองมาแล้วเริ่มเก็บของเข้ากระเป๋า

“มึง..จะทำอะไรวะ”

“เก็บของ...จะกลับบ้านน่ะ” ของที่มิคเอาทิ้งไว้ที่นี้มันมีไม่เยอะ ก็แค่เสื้อผ้าบางชุด หนังสือ และแปรงสีฟัน

“หมายความว่าไง มึงทำเหมือนกับว่าจะเก็บมันไปทั้งหมด”

“ก็หมายความตามที่บอก ผมจะกลับแล้ว...ขอโทษนะพี่ไนท์ที่พาคนอื่นเข้ามาห้องพี่แบบนี้ ผม...ไม่ได้อยากให้ใครเข้ามาเหยียบย่ำพื้นที่ส่วนตัวของพี่หรอก...ผมขอโทษจริงๆ”

“มิค” ผมเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว มองเข้าไปในตาน้องว่าสิ่งที่เขาทำอยู่คือเรื่องจริงหรือประชด พอผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวใจทันทีอาการใจกระตุกแบบนี้คืออาการของคนที่กำลังจะสูญเสียของสำคัญมันเคยเกิดขึ้นกับผมตอนที่มาตินป่วย ตอนนั้นหมอบอกกับผมว่าโอกาสที่มาตินจะรอดมีน้อยมาก ซึ่งผมจำมันได้เป็นอย่างดีว่าความรู้สึกนี้มันแย่แค่ไหน

“เรื่องยาไอ้เหมี้ยว พี่เห็นแล้วใช่ไหมว่าต้องให้ยังไง”

“อืม”

“ฝากด้วยล่ะกัน”

“มึงจะไม่มาหามันแล้วงั้นเหรอ ทำไมวะ ถ้ามึงโกรธเรื่องที่กูทำร้ายมึง กูขอโทษนะมิค...อย่าไปเลย”

“ผมไม่ได้โกรธพี่หรอกพี่ไนท์ ผมโกรธตัวเอง โกรธที่ทำให้พี่เชื่อใจไม่ได้ โกรธที่ต่อให้ผมพูดอะไรไป อธิบายอะไรไปพี่ก็ไม่เคยฟังคำอธิบายจากผมเลยสักครั้ง ผมเหนื่อยที่สุดท้ายมันก็จบตรงที่เราทะเลาะกัน จริงๆผมพยายามแล้วนะพี่ไนท์ ผมรู้ว่าพี่กังวลใจเรื่องนนผมก็พยายามออกห่างเขาแล้ว แต่อย่างที่บอกไปว่ากลุ่มผมเขาอยากให้นนช่วยติวหนังสือให้มันก็เลยต้องเป็นแบบนี้ไปสักพักจนกว่าจะสอบเสร็จ”

“.........”

“แล้ววันนี้...พี่อยากรู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ผมทำวันนี้คืออะไร ผมกลับมา..เห็นเหมี้ยวไม่สบาย ผมพามันไปหาหมอ นัดกับไอ้นนให้ช่วยติดต่อพี่ที่มันรู้จักเพื่อแทรกคิวให้ และเพราะผมรู้ว่าพี่จะกลับมาเวลานี้ แต่โทรศัพท์ผมก็ดันแบตหมด ผมวุ่นวายใจทั้งไอ้เหมี้ยวแล้วก็พี่ แต่สุดท้ายผมก็ยอมเอาไอ้เหมี้ยวกลับหอทั้งๆที่มันยังสลบจากฤทธิ์ยาอยู่ ผมขอร้องให้พี่เก้าเขาขับรถตามมาที่หอเพื่อที่จะสอนผมป้อนยาไอ้เหมี้ยวที่นี้ ผมกลับมาเพื่อรอพี่ คิดว่าพี่จะห่วงว่าผมไม่รับโทรศัพท์ซึ่ง...ผมขอโทษทีพาคนอื่นเข้ามาในที่ของพี่แบบนี้...แต่ผมไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ..ผม..”

“มิค”

“ผมว่า...ช่วงนี้ผมอย่าเพิ่งเจอกันดีกว่าไหมพี่ไนท์...ผมลองไปทบทวนความคิดของตัวเองดูก่อน...แล้วค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้งว่าจะเอายังไง...ดีไหม” น้องเงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาแดงกร่ำเหมือนคนที่กำลังอดทนอดกลั้นกับความรู้สึก

“ไม่...” ผมเอื้อมมือไปจับมือมิคข้างนึง กุมมันไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย 

“แต่ผมว่าวิธีนี้มันดีที่สุดว่ะ”น้องพูดพร้อมกลับดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุม เขาเดินไปลูบหัวเจ้าเหมี้ยวอีกรอบแล้วถึงเดินกลับมาที่หน้าประตู เริ่มใส่รองเท้าแล้วหันมามองหน้าผมอีกครั้ง

“ผมฝากเหมี้ยวด้วยนะพี่ไนท์”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว