aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เพราะนายคือของฉัน : 17

ชื่อตอน : เพราะนายคือของฉัน : 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2562 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพราะนายคือของฉัน : 17
แบบอักษร

เพราะนายคือของฉัน [ll] : 17



“พี่ครับๆ เหลาดินสอให้หน่อย” เสียงเจื้อยแจ้วมาพร้อมแรงดึงชายเสื้อด้านหลัง ผมหันไปมองยิ้มๆ ก่อนเอาดินสอทู่ๆ ของเด็กในคลาสไปเหลาที่โต๊ะมุมห้อง เหลาเสร็จก็เอามาคืน “พี่ครับๆ” 


“อะไรอีกครับ?”


“เหลาแท่งอื่นให้ด้วย” คราวนี้มาเป็นกล่อง ผมมองหน้าเด็กอ้วนอย่างนิ่งๆ แต่ก็ยอมเอาไปเหลาให้ รู้ว่ากำลังถูกกวนอวัยวะเบื้องล่าง แต่ก็ต้องนิ่งเข้าไว้ “พี่ครับๆ”


“อะไรอีก?” ตอบรับเสียงห้วน 


“เรียกเฉยๆ”


นั่นไง เด็กมันกวนผมจริงๆ ปล่อยกลิ่นตดให้ผมดมตั้งแต่ครั้งแรก ผ่านไปเป็นอาทิตย์ ความกวนยิ่งเพิ่ม แต่ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอก นอกจากหมั่นเขี้ยวนิดๆ อยากเตะหน่อยๆ บ่อยครั้งที่ทนไม่ไหวก็จะดึงแก้มยุ้ยๆ นั่น จนเจ้าตัวหน้างอ ผ่านไปไม่นานก็กลับมากวนผมใหม่ 


เป็นเด็กที่งอนง่าย หายเร็วจริงๆ


คลาสที่ผมช่วยดูเป็นคลาสของเด็กเล็กสลับกับผู้ใหญ่ ส่วนมะยมได้ไปดูคลาสของเด็กมัธยมที่มาเรียนสำหรับการไปสอบความถนัด ไม่รู้คนแบ่งคลาสตัดสินจากอะไร ทั้งที่ผมเป็นผู้ชายควรได้ไปดูฝั่งนั้นมากกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามะยมเรียนคณะสถาปัตย์มาโดยตรงก็ไม่รู้ 


จากที่วันแรกๆ ผมเอาแต่มองนาฬิกาติดผนังอยู่ตลอด เพราะรู้สึกเวลาเดินช้า แต่พอผ่านไปเป็นอาทิตย์ก็เริ่มปรับตัวได้ ยิ่งเจอเด็กกวนประสาทก็ยิ่งทำให้รู้สึกเวลาเดินเร็วขึ้น อาจเพราะความเบื่อมันหายไปด้วย อีกอย่างเด็กคลาสที่ผมดูล้วนแล้วแต่แสบๆ ทั้งนั้น ทั้งผู้หญิงผู้ชายไม่มียอมกัน แต่ถึงแม้จะร้ายกันแค่ไหน ฝีมือวาดกับการจินตนาการก็เด็ดดวงชนิดที่ว่าผมยังต้องยกนิ้วโป้งให้เกือบทุกคน 


เอาซะไฟในการฝึกงานลุกโชนขึ้นมา   


“พี่ขา” จังหวะยืนเหม่อ เสียงเรียกก็ดังขึ้น ผมหันไปยิ้มให้น้องผู้หญิงที่เรียบร้อยที่สุดในคลาส “หนูขอไปดื่มน้ำด้านนอกได้ไหมคะ” 


“ได้ครับ” 


กฎของคลาสคือห้ามนำของกินทุกชนิดเข้าห้อง แม้แต่น้ำก็ไม่ได้ ผมเดินไปเปิดประตูให้น้อง ก่อนกลับเข้ามานั่งประจำโต๊ะด้านข้างของตัวเอง ไม่ใช่ผมจะเดินลอยไปลอยมาหรอกนะครับ แต่หน้าที่อีกอย่างคือตรวจดูงานของเด็ก ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำบ้างเท่าที่ทำได้ในบางทีที่ครูผู้สอนไม่อยู่ในห้อง อย่างวันนี้ที่ครูไม่มา ผมเลยรับหน้าที่ไปเต็มๆ   


“พี่ครับๆ” เสียงเดิมเรียกอีกแล้ว ผมเงยหน้าจากกระดาษวาดรูปตัวเอง “ผมวาดเสร็จแล้ว ตรวจให้หน่อย” 


“สวยนะเนี่ย”


“ยังไม่ได้ดูเลย”


“อ่าวเหรอ”


ผมหัวเราะเด็กอ้วนที่ตีหน้างอเป็นปลาทู แกล้งเด็กนี่มันสนุกจริงๆ พอเลิกขำก็ถึงเวลาตรวจงาน ขอบอกว่างานดีทีเดียว ตัวการ์ตูนที่มาจากจินตนาการของเด็กอ้วนคนนี้ 


“เป็นไง”


“สวยดีนะ” ได้ยินคำชมปุ๊บ แก้มยุ้ยก็แทบปริ ผมหยิบปากกามาเซ็นต์ด้านหลังกระดาษให้อย่างทุกครั้งที่ต้องตรวจงานแทน “ถ้าลงสีด้วย จะสวยมาก” 


“จริงเหรอ” 


“อืม ลายพวกนี้เอาไปสกรีนทำเป็นลายเสื้อขายได้เลยนะเนี่ย” 


“จริงเหรอ”


คราวนี้ผมพยักหน้าให้ เด็กตรงหน้าทำตาเป็นประกายแวววาวจนผมขำออกมา 


“เก่งมากไอ้หนู กลับบ้านได้” 


ไม่มีคำตอบนอกจากการพยักหน้า เด็กอ้วนยกมือไหว้ผมก่อนเดินถืองานตัวเองกลับไปที่โต๊ะแล้วหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง ผมมองตามแผ่นหลังใหญ่ๆ จนประตูปิดลง ก่อนความสนใจจะกลับเข้ามาในห้องเมื่อเด็กคนอื่นๆ เริ่มเอางานมาให้เซ็นต์ คงเพราะใกล้เลิกคลาสเต็มที วันนี้ทั้งวันผมวนอยู่กับคลาสเด็กสลับกับคลาสผู้ใหญ่ ใช้พลังงานชีวิตเยอะมาก แถมงานที่ต้องสอบทุกอาทิตย์ก็ยังไม่ถึงครึ่งอีก ตายแน่ๆ


ผมปิดไฟในห้องหลังจากเด็กๆ ออกไปกันหมดแล้ว เดินลงบันไดด้วยเรี่ยวแรงโรยรา เริ่มเห็นใจและเข้าใจครูอาจารย์ที่ต้องคอยดูแลนักเรียน นักศึกษาแล้ว ว่ามันเหนื่อย ลำบากแค่ไหน ต่อไปไอ้กลอยจะไม่ดื้อแล้วครับ 


“เพิ่งเลิกเหรอ” เดินเจอมะยมที่กำลังออกจากห้อง เพื่อนร่วมฝึกงานทำหน้าตาโรยแรงไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ นึกถึงวันแรกที่เธอมา กระดี้กระด๊าคึกคักสุด “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”


“ง่วงมากมึง” นั่นแหละครับ พอเริ่มสนิท ภาษาพ่อขุนรามก็มา “หิวด้วย”


“นั่นดิ่ หิวเหมือนกัน”


“ไปแดกหมูกระทะกันไหม”


“ก็ได้อยู่”


เราสองคนคุยกันขณะลงไปชั้นล่าง ส่วนใหญ่ก็เรื่องของกิน พอเท้าเหยียบชั้นล่างสุดก็เจอบรรดาเด็กที่เพิ่งเลิกยืนออกันอยู่ บ้างก็ซื้อขนมกิน บ้างก็รอผู้ปกครองมารับ มะยมเดินไปนั่งข้างพี่ที่เคาน์เตอร์ ส่วนผมเดินมาหาเด็กในคลาสที่ลงมาก่อนตั้งนานแต่ก็ยังนั่งอยู่


“พ่อยังไม่มารับอีกเหรอ” ถามขณะลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ เด็กอ้วนหันมามองหน้าผมพลางส่ายหน้า


“วันนี้พ่อติดธุระ” เด็กอ้วนตอบเสียงหงอยๆ


“อ่าว แล้วกลับยังไง ใครมารับ”


“พี่ชายฮะ แต่บอกจะมาช้าเพราะติดดูหมาอยู่” 


“ดูหมา?” 


คล้ายๆ ดูหมอหรือเปล่าวะ 


“ก็ดูหมาที่ป่วยไง” 


“สัตวแพทย์?”


“อื่อๆ” 


“ว้าว”


“พี่ของผมเก่งมาก หล่อด้วย”


“จะหล่อกว่าพี่เหรอ” ว่าแล้วก็เก็กให้ดู เด็กอ้วนหัวเราะออกมาแทบจะทันที เอาความมั่นใจลดนิดๆ มามากจนประโยคที่ตอบกลับมานี่แหละ 


“หล่อกว่าเยอะเลย” 


“ขี้โม้หรือเปล่า” 


“ไม่ได้โม้ เดี๋ยวรอดูเลย” 


เห็นความทะเล้นแล้วก็อดยกมือขยี้หัวเด็กอ้วนไม่ได้ ที่จริงเด็กนี่ชื่อแทน แต่ผมชอบเรียกเด็กอ้วนมากกว่า พุงยื่นๆ นั่นนุ่มดี ผมชอบตีบ่อยๆ ระหว่างนั้นคนก็เริ่มทยอยกลับกันจนหมด เหลือแค่พี่พนักงาน มะยม ผมแล้วก็เด็กอ้วนที่นั่งชะเง้อคอยื่นหน้ามองหาคนมารับ


“หิวไหม” ว่าแล้วก็ยื่นช็อกโกแลตที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อให้ 


“เมื่อไหร่พี่ผมจะมา” พูดไป เคี้ยวไป “หรือจะลืม”


“โทรไปหาสิ”


“เผื่อดูหมาอยู่จะทำยังไง”


“เออว่ะ” 


คุยๆ อยู่ ประตูบานกระจกก็เปิดออก พร้อมๆ กับมีคนเดินเข้ามาและเด็กก็รีบลุก จะว่าไปคนที่เพิ่งมาหน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน 


“พี่มาแล้ว” เด็กอ้วนปรี่เข้าไปหาจนลืมหยิบกระเป๋า ผมเลยต้องเอาไปให้


“อ่าว” เผลอสบถออกมาหลังจากเห็นหน้าพี่ชายของเด็กอ้วนอย่างถนัดตา ซึ่งคงจะไม่ต่างจากอีกฝั่งที่ดูชะงักตอนเห็นหน้าผม “พี่เป็นพี่ของน้องอ้วนเหรอ”


“อืม” สั้นๆ แต่ได้ใจความ ว่าแล้วเด็กอ้วนก็รีบลอยหน้าลอยตา “มาฝึกงานหรือมาเรียน?”


“ถามผมเหรอ”


“ถามหมามั้ง ก็มีมึงยืนอยู่”


“ฝึกงาน” พี่เทสพยักหน้าบางๆ ก่อนคว้ากระเป๋าเป้น้องตัวเองไปถือ “กลับดีๆ นะครับ” โบกมือลาส่งท้าย ไม่วายเด็กอ้วนยังยกนิ้วโป้งไปยังพี่ชายตัวเอง คล้ายกับจะอวดความหล่อ


เออ! พี่มึงหล่อจริงไอ้อ้วน 


“มึงรู้จักเหรอกลอย” ประตูยังปิดไม่สนิทดี ไหล่ผมก็ถูกมือพุ่งมาจับ ทำเอาสะดุ้งโหยง “หล่ออะ กูชอบ”

“ก็รู้จักนิดหนึ่ง เป็นพี่ร่วมมหาลัยอะไรทำนองนี้แหละ” ตอบเสียงสั่นๆ เพราะสายตาวิบวับของมะยมทำให้ผมขนลุก “แต่เขามีแฟนแล้วนะ” 


“ไหงงั้นล่ะ”


“ไม่รู้”


“ไอ้กลอย!”


“เอ้า ก็กูไม่รู้” 


“มะยมอารมณ์เสีย” ว่าแล้วก็สะบัดหน้าจนปลายผมหางม้าปลิว ก่อนเดินย้อนไปนั่งเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์แทน 


อารมณ์ผู้หญิงนี่เหมือนน้ำทะเลเลยนะครับ ขึ้นๆ ลงๆ เอาซะผมมึนงงตามไม่ทัน



หลังจากปิดประตูโรงเรียน ผมกับมะยมรวมทั้งพี่พนักงานต่างพากันยกโขยงไปนั่งกินหมูกระทะที่อยู่ไม่ไกล เพียงแค่เดินข้ามถนนมาสองซอยก็ถึง ร้านไม่ใหญ่แต่คนเยอะสุดๆ เห็นว่าน้ำจิ้มเด็ด ซึ่งผมไม่รู้ว่าเด็ด ไม่เด็ดคืออะไร เพราะเวลาหิวก็กินได้หมด


“น้องๆ ฝึกจบแล้วพี่คงเหงาแย่เลย” พี่หน้าเคาน์เตอร์ชื่อพี่หญิงครับ คุยเก่งมาก ขนาดผมที่ว่าคุยเก่งยังต้องยอม พี่เขาพูดจนผมหลับในตอนนั่งฟังคอร์สของโรงเรียน “โดยเฉพาะน้องกลอย พี่ต้องเหงามากแน่ๆ”


“พี่จะสบายหูมากกว่า มะยมว่า” นี่ถ้าไม่ติดว่าหมูเต็มปาก มีเถียงกลับแน่นอน “แต่พี่น้องคนเมื่อกี้หล่อมากจริงๆ นะคะ มะยมใจสั่นเลย”


“เรียนสัตว์แพทย์ด้วยนะ หล่อ รวย เก่งหายากนะแบบนี้” พี่หญิงรีบบอกรายละเอียด 


ที่จริงมีคนเพอเฟกที่ผมรู้จักแบบนั้นอยู่อีกเยอะ โดยเฉพาะปีศาจสุดที่รักของผม ที่เห็นแล้ว ทั้งใจ ทั้งตัวสั่นรัวๆ เลยล่ะ ที่พูดนี่ ไม่ได้อวดแฟนเลยนะครับเนี่ย ไม่งอก ไม่เส้น ความจริงล้วนๆ (ยังจะเล่นมุกแป้ก)


“แล้วมึงรู้จักได้ไง เขาเรียนหมอไม่ใช่เหรอ” อุตส่าห์ทำเงียบแล้ว ยังวกกลับมาหาอีกจนได้ “ว่าไงมึง”


“กูเคยเอาแมวไปรักษาที่คลินิกของมหาลัย เขามาฝึกงานมั้ง” บอกอย่างไม่ใส่ใจ แต่คนฟังกลับอยากใส่ใจ “รู้จักแค่นั้น”


“แล้วมึงไปรู้ว่าเขามีแฟนได้ยังไง” คำถามเจาะลึก แต่ผมเลือกที่จะยัดหมูใส่ปากแทน มันเป็นความไม่ค่อยมั่นใจ แต่ก็น่าจะใช่ที่พี่เทสกับพี่เนิร์ดแอบคบกัน...ก็แหม สายตาของคนมีความรัก ปิดยังไงก็ไม่มิด เซ้นส์เรื่องนี้ไว้ใจไอ้กลอยได้ “อีหอย แดกเงียบสัด”



หลังจากอิ่มกันจนเต็มที่ก็แยกย้าย ผมขับรถกลับคอนโดสภาพเหงื่อตก ไม่ใช่ร้อน แต่เพราะปวดขี้ น้ำจิ้มซีฟู้ดออกฤทธิ์เร็วเหลือเกิน พอถึงลานจอดใต้คอนโดปุ๊บ ผมก็รีบพุ่งเข้าลิฟต์ ยืนเขย่าขาบิดไปมากลัวข้าศึกทะลุด่าน พี่เอ้ย น้องเอ้ย ทรมานอย่างที่สุด เข้าห้องได้กระเป๋าถูกเหวี่ยงไปตรงไหนไม่ได้สน ห้องน้ำเท่านั้นที่ต้องการ


ตอนแรกคิดแค่ว่าจะปลดทุกข์ แต่ถอดกางเกงแล้วเลยเปลี่ยนใจอาบน้ำซะให้รู้แล้วรู้รอด ท้องโล่งสบายตัวเดินพันผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากที่ไหนสักที่ กว่าจะหาเจอสายก็ดับไปแล้ว พอจะตีหน้าเศร้าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีก หน้าพี่โชโชว์หลาอยู่ทำให้ผมยิ้มออกมาทันที


“ฮัลโหล” 


(รับช้า ทำอะไรอยู่) เสียงเขียวมาเชียว หน้าก็บึ้งด้วย


“ขี้อยู่” บอกปุ๊บ พี่โชก็ยกมือปิดจมูก “อย่ามาเว่อร์ ไม่ได้เหม็นทะลุจอขนาดนั้น”


(กินข้าวแล้วสินะ ถึงขี้แบบนี้) พี่โชขำออกมารัวๆ ซึ่งผมก็พยักหน้ารับ (แล้ว..) 


“แล้วอะไร” 


(ไปแต่งตัวดีๆ ไป) อยู่ๆ พี่โชก็เปลี่ยนเรื่องเฉย ผมเอียงคอมองอย่างสงสัย แถมตอนนี้พี่โชก็ตีคิ้วยุ่งอีก (กลอย ไปแต่งตัว)


“ทำไมอะ?” ถามอย่างสงสัย พลางก้มมองดูตัวเองถึงได้เข้าใจ ว่าบนตัวผมไม่มีผ้าขนหนูที่พันเอวนี่เอง “ตอนอยู่พี่โชเห็นออกจะบ่อย” ไม่มีคำว่าอาย ก็อย่างที่บอก เห็นๆ กันอยู่แทบทุกวัน


(ก็นั่นมันตอนอยู่ ไอ้กลอย ไปแต่งตัวดีๆ ไป) มีหงุดหงิดด้วยว่ะ ผมยังลอยหน้า ลอยตาเดินโทงๆ ร่อนไปทั่วห้อง จนได้ยินเสียงตะคอกผ่านโทรศัพท์ออกมานั่นแหละ (ไอ้กลอย เดี๋ยวนี้โว๊ย!)


“ก็ได้ๆ อะไรเนี่ย ทำไมต้องจริงจัง” ผมว่ายิ้มๆ “อย่าเก็บเอากลอยน้อยไปฝันเชียว เดี๋ยวฝันจะเปียกเอา” ว่าจบก็หัวเราะรัวๆ พี่โชถึงขั้นชูนิ้วกลางส่งมาให้ นี่ถ้าอยู่ด้วยกัน ผมอาจได้กินฝ่าเท้าคุณพี่เขาไปแล้ว 


ใช้เวลาแต่งตัวไม่นานก็กลับมานอนมองหน้าพี่โชอีกรอบ คนฝั่งนั้นกำลังสาระวนจัดของทำอะไรสักอย่าง แต่ที่เห็นๆ คือกองหนังสือด้านหลังมันสูงมาก ผมละกลัวจะหล่นลงมาทับพี่โชจริงๆ 


“พี่ทำอะไร ยุ่งเหรอ” มองพี่โชเงียบๆ หลายนาทีกว่าจะลองถาม พี่โชหันมายิ้มพลางชูหนังสือเล่มหนาที่เกี่ยวกับการบริหารอะไรสักอย่าง เห็นแบบนี้ผมก็พอรู้คำภาษาอังกฤษนะครับ ไม่ได้โง่มาก แต่ก็โง่   


 (จัดหนังสือที่ต้องใช้น่ะ) 


“ทั้งหมดเลย?”


(ครับ ต้องใช้ทั้งหมด)


“อ่านกี่วันจะจบ เล่มหนากว่าวิชากฎหมายของไอ้อัธซะอีก” 


(ถ้าตั้งใจแล้วก็มีสมาธิ ไม่อ่านไปเล่นไปแบบกลอย วันสองวันก็จบ) 


นั่นไง มันต้องมาลงที่ผมอีกจนได้ 


“แล้วพี่โชกินข้าวหรือยัง ที่นั่นเช้าอยู่ใช่ไหม”


(กินแล้วครับ ตอนนี้เกือบๆ เที่ยงแล้วล่ะ) 


“ที่นี่มืดมาก...แล้วก็คิดถึงพี่โชมาก” อดที่จะหยอดไม่ได้ คราวนี้คนจัดนั่น จัดนี่ถึงกับชะงักก่อนเดินมานั่งตรงหน้าโทรศัพท์ตัวเอง สายตาที่มองมานั่นผมโคตรคิดถึง “คิดถึง”


(พี่ก็คิดถึงมากเหมือนกัน) 


พอถึงตรงนี้ เราทั้งคู่ได้แต่มองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เพราะสายตาที่มองผ่านกล้องกับสัญญาณไร้สายมันสื่อสารแทนได้หมด 


“รัก” บอกก่อนที่พี่โชจะกดปิด เนื่องจากมีเสียงเคาะประตูเรียก พี่โชบอกให้ผมยกมือถือแนบแก้ม ก่อนตัวเองจะจูบผ่านกล้องมา 


(โคตรรักเลย)


ใจโหวงๆ อีกแล้วหลังจากวางสาย มันเป็นแบบนี้แทบทุกวันและทุกครั้งเวลาที่ต้องวางสายจากพี่โช เวลาที่เราจะได้คุยกันก็มีแค่เวลานี้ เพราะผมต้องฝึกงาน ช่วงเวลาที่ผมฝึกงาน ฝั่งพี่โชก็จะเรียนบ้าง ทำงานบ้าง หรือแม้แต่นอน ช่วงเวลาที่ต่างกัน มันทำให้ทุกอย่างยาก แต่แน่นอนว่าไม่มีผลกระทบต่อความรักของผม...อวดไปอีก


วางสายพี่โชไปแล้ว ผมก็กดเข้าเช็คข่าวคราวบนโลกโซเชียล เห็นไอ้สักเช็กอินที่ร้านเหล้าทุกวัน ไม่รู้ไปฝึกงานหรือไปกินเหล้ากันแน่ พวกเพื่อนคนอื่นๆ ก็บ่นบ้าบอตามประสา แต่ที่เห็นโอดครวญสุดก็ไอ้เม่นที่โพสดราม่าเศร้าซึม บางทีก็โพสเฮฮา หรือมันจะเป็นไบโพล่าวะ หลายอารมณ์เกิน นี่ถ้าไม่ติดว่ามันคบกับไอ้ม่านละก็ ผมไม่รับมันเป็นเพื่อนหรอก 


ว่าแล้วผมก็ลองอัพเดตบ้าง พิมพ์สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ‘เหงา’ เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มีคนมากดถูกใจพร้อมคอมเม้นสองคำที่แปลความหมายได้ตรงตัวว่า ‘ตอแหล’ นี่พี่จอมไม่คิดว่าผมจะมีความรู้สึกเหงาจริงๆ บ้างเหรอวะ แม่ง จะว่าไป พรุ่งนี้วันหยุดนี่หว่า สงสัยที่คิดว่าจะนอนเป็นผักอยู่ในห้องคงโดนรบกวนแน่ พอไม่มีพี่โชแบบนี้ ชีวิตไอ้กลอยคนนี้ ช่างมีเดียมแรร์จริงๆ หมายถึงสุขไม่เต็มที่ (มุกแป้กข้ามไปอย่าใส่ใจ)


เอาเป็นว่า ขอนอนก่อน พรุ่งนี้จะเป็นไงค่อยว่ากัน เพราะไอ้กลอยคนนี้...เอาอยู่ (รึเปล่าวะ) กู๊ดไนท์ครับผม



...TBC



ช่วงนี้ก็มาแบบเรื่อยๆ นะคะ ถ้าน่าเบื่อก็ขออภัยด้วย พยายามใส่มุกแล้ว แต่แป้กตลอด (เสียใจจจจ) 

ส่วนยังมีดราม่าไหม ก็ไม่น่าจะมีแล้ว...มั้งคะ เพราะแค่กลอยอยู่คนเดียวก็เศร้าพอแล้ว สงสารแทบขาดใจ (สะอื้น)

ขอบคุณสำหรับที่ชื่นชอบ และรักกลอยประเกรียนกับพี่โชค่าาา ขอบคุณทุกคนเลย แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว ทำให้รู้สึกหายเหนื่อยจริงๆ 

แล้วพบกันตอนหน้าค่า (วันรวมแก็งสายย่อ) 

รักกกกกก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น