เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 63 คราดารานางร้ายปักธงนางเอก

ชื่อตอน : ตอนที่ 63 คราดารานางร้ายปักธงนางเอก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 72

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 63 คราดารานางร้ายปักธงนางเอก
แบบอักษร

ตอนที่ 63 คราดารานางร้ายปักธงนางเอก

          ยุคปัจจุบันมีโรงเรียน และสถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียนมีไว้เพื่อให้เหล่าลูกหลานผู้มีชาติตระกูล ชนชั้นสูง ผู้มีฐานะเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ ลูกหลานชาวบ้านธรรมดามิใช่ไม่มีสิทธิ์รับการศึกษา แต่พวกหนูๆสามารถรับการศึกได้เหมือนลูกหลานชนชั้นสูงนะ แต่ต้องเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเด็กมีพรสวรรค์ด้านขุมพลังมาโฮก็มีสิทธิ์เรียนในโรงเรียนชนชั้นสูงเช่นกัน กระนั้นโลกใบนี้กว้างใหญ่นัก มันเลยมีเด็กจำนวนมิน้อยที่ยังขาดโอกาสและมิได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

          เด็กที่มีการศึกษามีที่เรียน ส่วนมากพวกเขาเติบโตเป็นผู้บริหารและผู้มากความสามารถด้านการปกครองและด้านต่างๆ หากมิสืบทอดอำนาจตระกูล ก็กลายเป็นพ่อค้าแม่ค้าเศรษฐีอย่างแน่นอน นักวิจัยและนักปราชญ์ส่วนมากได้รับการศึกษาตั้งแต่ยังเยาว์เช่นกัน  

          และเด็กที่ไร้ศึกษา พวกเขาจะเติบโตเป็นอะไรหลายๆอย่างที่ล้วนเป็นอาชีพที่มิต้องใช้ความรู้ในตำรามาก อาทิ นักผจญภัย นักล่าสมบัติ คนงานเหมือง แม่ค้าพ่อค้าแผงลอย หรืออาชีพด้านมืดทั้งหลายทั้งปวง บางนางก็เป็นแม่หมี

          กระนั้นมิว่าเด็กคนนั้นมีการศึกษาหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับอนาคตที่พวกเขาเลือกด้วยตนเอง

          วีรบุรุษ และจอมวายร้าย ถือกำเนิดจากเด็กทั้งสองประเภท มิว่าพวกนางมีความรู้มากมายหรือไม่มีเลย พวกนางก็สามารถพัฒนาและก้าวข้ามขีดจำกัดของตนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และมากด้วยชื่อเสียง

          ไม่เพียงต้องมีพรสวรรค์ที่ฟ้าประทาน แต่ยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาล

          เด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “มีเพียงผู้ตามหาคำตอบเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ค้นพบคำตอบ

          สำหรับอนาคตใหม่ที่กำลังลืมตา ใต้เทศกาลแห่งดวงดาวตก ครั้งนี้พวกเด็กๆจะได้มองเห็นโลกใบใดนะ..

          ณ โรงเรียนอาริน[กำแพงที่หนึ่ง]

          นักเรียนในเครื่องกายเรียบร้อย บุรุษสวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อนักเรียนสีขาวและคลุมด้วยเสื้อนอกสีดำเข้มขนอีกา สวมเนทไทประหนึ่งนักศึกษา สตรีสวมชุดนักเรียนมีกระโปรงยาวและกระโปรงสั้นแล้วแต่จะเลือกใส่ แขนยาวหรือสั้นก็ได้ตามสะดวกเช่นกัน สตรีจำเป็นต้องผูกริบบิ้นสีแดงเป็นสัญลักษณ์นักเรียนที่ห้ามขาด กฎของโรงเรียนไม่บังคับเรื่องเครื่องแต่งกายมากนัก ขอเพียงให้สวมชุดของโรงเรียนก็พอ ส่วนเรื่องทรงผม ต่างหู หรือเครื่องประดับ แหวนเงิน กำไลทองคำ มิคุมเข้ม

          โรงเรียนอารินให้อิสระกับนักเรียนอย่างมากดั่งเช่นที่เมืองแห่งความลับให้อิสระแก่ชาวเมือง

          “ถึงโรงเรียนแล้วครับคุณหนู”

          “ขอบคุณลีโอ”

          เวลาเรียนหนังสือคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์คือวันหยุด วันนี้เป็นวันจันทร์ซึ่งไดอาเรียต้องมาเรียนหนังสือร่วมกับเพื่อนๆชนชั้นสูง นางนับเป็นลูกคุณหนูตัวจริงเสียจริงที่ดูได้จากคุณหนูน้อยมีคนขับรถมาส่งถึงหน้าประตูโรงเรียน แม้นนักเรียนคนอื่นมีฐานะสูงเช่นกัน กระนั้นก็ใช่สามารถอวดโอ่เช่นไดอาเรีย เพราะมิใช่แค่มีเงินเท่านั้น ยังต้องมีอำนาจหนุนหลังด้วย อำนาจที่ว่ามิใข่อำนาจขุนนาง แต่เป็นอำนาจนักการเมืองและตระกูลสายการปกครอง

          คุณหนูน้อยผมสีเงินขาวเงางามไว้ทรงหางม้าชวนใจสั่นโครมคราม ดวงตาสีม่วงไอริสอันเป็นเอกลักษณ์ทอประกายแพรวพราวฉายความเย็นชาดุจดั่งลมฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก มองแล้วใจสั่นหวั่นไหวยิ่งนัก ไดอาเรียก้าวเท้าลงรถท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่แลมีความหวาดเกรงประปราย นางเป็นจุดดึงความสนใจอย่างมากมิว่าเวลาใด ก็นางสวย เป็นโฉมงามสะคราญที่หนุ่มๆสาวๆต่างหลงใหล จะให้พวกเขามิมองนางคงมิได้กระมัง

          ไดอาเรียสีหน้าเฉยเมย แววตาหลุบต่ำอย่างเจ้าหญิงน้ำแข็งที่มองนักเรียนคนอื่นมิต่างจากสามัญชนและก้อนหิน ใช่แล้ว  นางดูแคลนพวกเขาอย่างมากดั่งเช่นที่ขุนนางดูถูกชาวนา

          คุณหนูน้อยเห็นใครก็มองด้วยสายตาหมิ่นประมาทเช่นนี้ มิไว้หน้าใครสมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มิเห็นใครอยู่ในสายตา

          ขณะนางเดินผ่านฝูงชนก็ไม่มีใครกล้าขวางทางนาง มิมีใครกล้าเอ่ยทักทายนางเพราะพวกนางรู้ตัวดีว่าไดอาเรียจะเมินเฉยมิสนใจเหลียวแล ทำเหมือนพวกนางเป็นอากาศธาตุ ไร้ตัวตน สำหรับเพื่อนในห้องเดียวก็นับว่านางจำชื่อได้หมดทุกคน ส่วนรุ่นพี่รุ่นน้องนี้..นั้นใครอะ

          แว่วเสียงซุบซิบนินทา กระนั้นไดอาเรียเมินเฉย นางถือกระเป๋าและเดินอย่างสง่างามบนทางเดิน ขณะที่หลบสายตานักเรียนคนอื่นแล้ว จู่ๆไดอาเรียก็โดนพลังงานปริศนาโบกใส่หลังศีรษะ ผัวะ!!

          “โอ๊ย!!”

          “บอกแล้วให้ทักทายคนอื่นน่ะ!!”

          “ก็ข้าอายนิ!!”

          นารีปรากฏกายขึ้นอย่างลี้ลับเมื่อดวงดาวน้อยคลายเกราะดาราล่องหน เกราะดาราล่องหนคือหนึ่งอุปกรณ์ที่ชาวดาราคิดค้นขึ้นเพื่อใช้อำพรางกลิ่นอายและทำตัวผู้ใช้ล่องหน มองมิเห็น ถือเป็นชุดเกราะสำหรับหน่วยสอดแนมและหน่วยสืบข่าวลับ พวกนางสามารถสวมชุดเกราะดาราล่องหนแล้วเอาไปแอบดูสาวๆอาบน้ำได้ หรือใช้แอบส่องใต้กระโปรงสาวๆก็ได้ เรียกว่ามันเป็นชุดล่อนหนของจริงที่สร้างวิทยาการล้ำสมัย สำหรับชุดเกราะดาราล่องหนที่ให้ทหารใช้มันนับมีประสิทธิภาพในสนามรบอย่างมากจนศัตรูหวาดสะพรึงกลัว แต่สำหรับชุดเกราะดาราล่องหนที่เอาไว้ให้ฮ่องเต้จักรวาลมันมีคุณสมบัติพิเศษยิ่งกว่าหลายเท่า!!

          อย่างแรกคือมันพังง่ายมาก..

          ใช้พลังงานเยอะ กินไฟ หากใช้ไม่ระวังอาจระเบิด..

          เรียกว่ามันเป็นผลงานระดับสูงที่สามารลอบสังหารฮ่องเต้จักรวาลเลยก็ว่าได้ สรุปไอ้นักวิจัยที่สร้างอุปกรณ์ให้ดวงดาวน้อยมันมีความแค้นอะไรกับนางเนี่ย!! ขนาดกระเป๋าใส่ของนาง ใส่ของแล้วก็มีของหายหลุดไปในมิติไหนก็ไม่รู้

          “เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ไม่ทำงานผิดพลาด”

          นารีล่องลอยบนอากาศประหนึ่งภูตกวี เท้าเอว เชิดทรวงอก ฉีกยิ้มงดงาม นางเปิดใช้เกราะดาราล่องหนและแอบลอบติดตามเฝ้าสังเกตไดอาเรีย ลูกศิษย์สุดน่าตี เอ้ย น่ารักของดวงดาวน้อย นารีกลัวว่าหากนางปลอมเป็นสาวใช้ไปรับใช้ไดอาเรียอย่างเปิด เด็กนักเรียนคนอื่นๆอาจมองนารีแปลกๆร่วมถึงมองไดอาเรียแปลกๆ ฉะนั้นเพื่อมิให้ใครสงสัยหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องนารี ดวงดาวน้อยเลยหยิบแผนลอบสังเกตการณ์มาใช้ในครั้งนี้ เอาจริงๆแผนนี้ไม่เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมร้ายๆของไดอาเรียเท่านั้น นารียังสามารถลอบจู่โจมไดอาเรียได้อย่างเต็มที่ด้วย เหมือนเช่นเมื่อครู่

          เวลาไดอาเรียแสดงพฤติกรรมขัดใจนารี พูดคำหยาบ ทำตัวเหมือนนางร้ายกระจอก ดวงดาวน้อยก็พร้อมหยิบพัดกระดาโบกได้เลย ไม่มีใครเห็น

          แผนนี้ถือเป็นการรักษาหน้าไดอาเรีย เพราะหากนารีปรากฏตัวแล้วโบกพัดตีหน้าผากคุณหนูบ่อยๆ นักเรียนคนอื่นคงมองไดอาเรียผิดไปจากเดิม อย่างนั้นก็ไม่เลวนะ

          “ห้ามทำเด็ดขาด!!”

          แค่จู่ๆนางโดนตีหัวพลันสำลักน้ำชา นางก็อายหน้าไหม้แล้ว นี่นารีตีหัวนางวันละไม่ต่ำกว่าสิบรอบ หากโดนตีบ่อยๆอย่างเปิดเผย รับรองทุกคนมองนางเป็นตัวตลกแน่!!! บางคนอาจสงสัยว่าพวกนางกำลังซ่อมวิชาไปเปิดคณะตลกด้วยเลยกระมัง

          “ข้าสอนอะไรเจ้าก็ไม่จำ บอกให้ฉีกยิ้มมมมม ยิ้มนุ่มๆน่ะเข้าใจไหม”

          “ทำไมข้าต้องยิ้มให้คนอื่นนอกจากท่านพี่!!”

          ไดอาเรียเถียงเสียงแข็ง นางไม่อยากยิ้มให้คนอื่นสักหน่อย นักเรียนคนอื่นเกี่ยวอะไรกับนางด้วย นางจะทำสีหน้าเช่นไร นารีไม่มีสิทธิ์มาบังคับนะ

          “นั้นสินะ”

          นารีคิดว่าไดอาเรียพูดถูก คุณหนูน้อยไม่จำเป็นต้องแสดงเสียหน่อย ดวงดาวน้อยพยักหน้ากึกๆ คุณหนูน้อยเห็นดวงดาวน้อยเข้าใจก็โล่งอก ครั้นนารีสะบัดพัดกระดาษฟาดอัดหน้างามๆ เพี๊ยะ!! “ตีข้าทำไม”

          “ที่เจ้าพูดก็ถูก ข้าคงไม่ต้องบังคับ แต่ในเมื่อข้าได้รับมอบหมายจากพี่ชายเจ้า ข้าก็ต้องทำตามหน้าที่ให้ถึงที่สุด”

          “..”

          ไดอาเรียอ้าปากค้าง ก็จริงที่พี่ชายมอบงานสั่งสอนให้นารี แต่ แต่ แต่… งือ

          “ข้าไม่อยากนิ”

          คุณหนูน้อยกอดอก แก้มป่อง เบือนสายตาหนี ท่าทางหัวดื้อ

          นารียิ้มกรุ่มกริ่ม “ถ้าท่านอีธานเห็นน้องสาวยิ้มบ่อยๆยิ้มสมฐานะ ท่านต้องดีใจมากแน่ๆ”

          “..จ จริงรึ”

          ไดอาเรียเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง นารีปิดตาข้างหนึ่งพลางเริ่มกล่อมสาวน้อยวัยใส “เห็นเจ้าทำหน้าบึ้งทั้งวัน มองแล้วท่านอีธานรู้ปวดใจรู้ไหม ตอนข้าเอาภาพเจ้าไปให้ท่านอีธานดู แม้ท่านไม่พูดแต่ข้ามองตาก็รู้ท่านแอบเศร้าๆ คิดว่าเป็นความผิดตนเองที่ดูแลน้องสาวมิดีอย่างที่คุณพ่อคุณแม่คาดหวัง..” นารีบีบน้ำตา ท่าทางเศร้าระทม ไดอาเรียสะอึก นางทั้งตกใจเรื่องที่นารีแอบถ่ายนาง ทั้งเรื่องที่เอาไปรายงานพี่ชายด้วย

          ที่สำคัญถ้านารีเก็บภาพตอนนางอยู่ในโรงเรียนจริง มิใช่ท่านพี่เห็นภาพนางตอนทำตัวมิดีแล้วหรือ!! หา!!

          “ก็นั้นสิน้า เห็นน้องสาวมีเพื่อนรู้ใจน้อย เพื่อนๆที่ว่าเยอะก็ดูมิต่างกับเพื่อนปลอมๆ แถมวันๆเอาแต่ดูแคลนคนอื่น กลั่นแกล้งลูกชาวบ้าน..เฮ้อ น่าปวดใจ”

          “!!!!!!!!!”

          ฉิบหาย เวลาอยู่บ้านไดอาเรียทำตัวเป็นเด็กดีตลอด ในสายตาพี่ชายมองนางเป็นเด็กดื้อเอาแต่ใจ แต่ก็ดื้อแบบน่ารักน่าเอ็นดู เขาไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวตนเองมีอีกด้านที่เขาไม่รู้จักด้วย ด้านที่เห็นแล้วชวนใจสลาย อีธานถึงกับหลับตา..ยากทำใจ

          สาเหตุเพราะเขาสั่งสอนนางล้มเหลวแน่ๆ

          นารีพูดไปเรื่อยอย่างมีอารมณ์ร่วม แสดงบทเศร้าจนไดอาเรียเริ่มอึดอัดวิตก

          “เพราะฉะนั้นเพื่อให้ท่านอีธานสบายใจ เจ้าต้องฟังข้าและเรียนรู้ที่จะโตขึ้นเป็นสตรีที่สง่างาม!!ใช่เพื่อให้พี่ชายภูมิใจที่มีน้องสาวฉลาดและเป็นที่ชื่นชมของสังคม เข้าใจไหม”

          “อ อือ”

          คุณหนูน้อยผงะตกใจเสียงดวงดาวน้อยที่มีพลังอำนาจแฝงเร้น มันดังกึกก้องในใจไดอาเรียประหนึ่งเสียงแห่งพลังที่ปลุกความกล้าในตัวคุณหนูน้อยให้ทำหน้าที่ให้สมกับเป็นคุณหนูตระกูลอีธาน นางอยากเอาใจพี่ชาย และรู้ว่าพี่ชายเป็นห่วงนางมาก ไดอาเรียแอบคิดลึกๆในใจตั้งนานแล้วเรื่องที่นางทำตัวแบบนี้ หยิ่งใส่กับคนอื่น และเย็นชาใส่มิตรสหาย นางไม่เคยคิดสานไมตรีกับใครเลย แถมยังชอบรังแกนักเรียนคนอื่นด้วย นิสัยแบบนี้พี่ชายเห็นแล้วต้องปวดใจมากแน่ๆ ไดอาเรียอยากเปลี่ยนตัวเองเช่นกัน ความคิดนี้หลับใหลในกล่องแห่งความลับนานมาก กระทั่งวันนี้ได้ยินเสียงกระตุ้นของนารี ทำให้ความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตนเองเริ่มมีไฟลุก

          ประกอบกับประโยคสุดท้ายที่นารีบอกว่าอีธานต้องภูมิใจแน่ที่เห็นไดอาเรียมีออร่าและคู่ควรกับชื่อคุณหนูตระกูลอีธาน

          ไดอาเรียเคยแอบยินอีธานพูดกับรูปวาดครอบครัวเช่นกันว่า อยากให้น้องสาวอย่างนางสง่างามเหมือนคุณแม่

          ตั้งแต่วันนั้นไดอาเรียจึงตัดสินทำตัวให้สง่างามเหมือนคุณแม่ แต่นางจดจำเรื่องเกี่ยวกับคุณแม่มิได้มากนัก เพราะท่านเสียไปตอนนางยังเล็กๆ สิ่งเดียวที่ไดอาเรียนึกได้คือคุณแม่ชอบยิ้มให้นางและพี่ชาย นางจดจำรอยยิ้มของท่านได้นะ แต่มิรู้..จะแสดงรอยยิ้มเช่นนั้นอย่างไร

          “เรื่องง่ายๆ”

          นารีใช้พัดกระดาษแตะไหล่ไดอาเรีย “เพราะนางรักเจ้าจึงยิ้มได้เช่นนั้น”

          รักหรือ..

          ใช่ รอยยิ้มคุณแม่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น นุ่มนวล และมีความรักอบอวล ไดอาเรียเบิกตากว้าง รอยยิ้มแบบนั้นนางยิ้มให้พี่ชายบ่อยๆ

          “จะให้ข้ายิ้มเช่นนั้นกับคนอื่นมิได้หรอก”

          ไดอาเรียรักพี่ชายคนเดียวงะ

          “ยิ้มแบบเรียบๆแลนุ่มนวลให้คนอื่นก็พอ ข้ารู้สำหรับเจ้าตอนนี้มันยาก แต่ข้าเชื่อเจ้าทำได้”

          “..เชื่อจริงรึ”

          ไดอาเรียยังไม่เชื่อตนเองเลยนะ นารีเป็นใครจึงเชื่อมั่นในตัวนางมากมายเพียงนี้ ทว่านารีให้คำตอบ “เพราะเจ้าเป็นลูกศิษย์ข้าน่ะสิ ข้ารับรองจะสอนเจ้าให้ยิ้มจนศัตรูอกแตกตายเลย!!” รอยยิ้มสตรีคืออาวุธพิฆาตเข้าใจไหม ถ้ายิ้มไม่เป็น ก็นับเสียอาวุธไปหนึ่งอย่างเลยรู้ไหม นารีเริ่มเป่าหูไดอาเรีย ว่ารอยยิ้มสตรีมีพลังมากเพียงใด ถ้ารู้วิธีใช้นะ รับรองแม้แต่อีธานก็ยอมสยบแถบเท้าเลยนะ

          “ส สยบแถบเท้า ท่านพี่เนี่ยนะ!!”

          เป็นไปไม่ได้!! ไดอาเรียค้านแรง แต่นารีทำท่าลี้ลับประกอบเสียงชวนพิศวง “ถามจริงเจ้าเคยเห็นพี่ชายยิ้มไหม”

          “..เคย” กระนั้นนานมากแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดนะ..

          พูดถึงเรื่องรอยยิ้มอีธาน ไดอาเรียพลันแน่นอก นางลืมไปเลยว่าเห็นรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของพี่ชายเมื่อใด

          ท่านพี่ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง ไม่ว่าไดอาเรียจะเข้าหาอย่างไร แต่ความจริงคืออะไร ความจริงคืออีธานชอบยิ้มนะ แค่ยิ้มช่วงที่ไม่มีใครเห็นเท่านั้น

          “ถ้าเจ้าอยากเห็นท่านอีธาน ข้าช่วยได้นะ”

          “ช่วยเช่นไร”

          “ถ้าเจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้าจะสอน”

          “..ขี้โกง”

          “หึหึ ว่าแต่เจ้าจะคิด”

          นารีถือไพ่เหนือกว่า เอาสิ ไดอาเรียจะทำอย่างไร เอาผลประโยชน์เข้าล่อแล้ว ดูสิไดอาเรียจะยอมติดบ่วงหรือไม่

          “ข้า..ยอมฟังก็ได้”

          “เด็กดีว่าง่ายๆโตไวๆ”

          นารีลูบหัวดึงแก้มไดอาเรีย ในที่สุดดวงดาวน้อยก็ล่ามโซ่ไดอาเรียสำเร็จ ดวงดาวน้อยยกแขนเสื้อปิดรอยยิ้มทะมึน หึหึ

          “เริ่มแรกลองยิ้มให้แมวก็ได้”

          นารีคิดว่าให้ไดอาเรียยิ้มนุ่มๆแลนวลๆให้มนุษย์มันยากเกิน เลยต้องสอนให้คุณหนูเปิดใจกับสัตว์ก่อน สัตว์มันน่ารักกว่าคนนี่นา

          “..เข้าใจแล้ว”

          ไดอาเรียก็ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่นารีมีฐานะเป็นถึงดวงดาว เอาจริงๆคุณหนูน้อยเชื่อฟังนารีนะ แต่นางก็มีค้านมิยอมทำในบางเรื่อง ถ้าเรื่องถีบดากเมรัย ไดอาเรียทำตามที่นารีสั่งง่ายๆเลย แต่ถ้าเรื่องฝืนความตั้งใจระคนบังคับ ไดอาเรียต้องใช้เวลาคิดสักพัก แต่ไม่ให้คุณหนูน้อยคิดนาน ดวงดาวน้อยก็ใช้วาจาตีสมองไดอาเรียจนเละแล้ว ผลสุดท้ายไดอาเรียก็กลายเป็นลูกไก่ในกำมือนารี

          ได้หลอกเด็กนี้สนุกจังน้า--- นารียิ้มอ่อนโยนละมุนละม่อม เอาจริงไอ้ที่สอนไดอาเรียยิ้มให้คนอื่นมิใช้เพื่อให้นางกลายเป็นนางงามหรอก แต่เพื่อให้นารีสอนวิธีทำให้ไดอาเรียกลายเป็นสตรีอย่างแท้จริงต่างหาก อย่างไดอาเรียนี้มีคุณสมบัติตรงตามเป้าเลย สอนดีๆคุณหนูน้อยกลายเป็นราชินีได้เลยนะ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวใครแล้ว ใครกล้าทำร้ายนาง ไดอาเรียก็สามารถยิ้มเย็น สั่งลูกน้องเก็บคู่อริได้ทันที

          ต้องสอนวิธีปั่นหัวศัตรูด้วย มีเวลาสอนวิธีใช้แผนนารีพิฆาตหรือเปล่านะ หลักสูตรนี้ต้องฝึกร่างกายด้วยสิ แต่น่าจะทันแฮะ ตั้งหนึ่งเดือนนี่นา!!

          “..”

          ไดอาเรียขนลุกซู่ บางทีนางอาจไม่รู้เลย คนรอบตัวนารีใครๆก็รู้ว่าปกติเห็นดวงดาวน้อยยิ้มอ่อนน่าแลมองปานมารดาแผ่นดินเช่นนี้ แต่ภายใต้รอยยิ้มนุ่มนวลชวนฝันนั้น..เป็นฝันร้าย!!!! เอาเป็นแบบตัดคำว่า ดา ออก ก็กลายเป็นมารแผ่นดินทันที!!

          กริ่งบอกเริ่มเวลาเรียนดัง นารีคืนสติพลันดันแผ่นหลังไดอาเรียเข้าห้องเรียน เตือนด้วยว่า อย่า-ลืม-ยิ้ม-ทักทายเพื่อน และเรื่องมารยาทอื่นๆที่สอนไปเมื่อวาน  

          “สู้ๆเจ้าทำได้”

          นารีส่งพลังใจให้ไดอาเรีย เด็กๆในวันนี้จะเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ฝึกๆยิ้มไว้ เดี๋ยวพอเจอศัตรูแล้วจะได้หน้าด้านหน้าทนยิ้มสู้ศัตรูจนศัตรูกระอักเลือดตายเอง เดี๋ยวทำได้แล้ว นารีสอนวิธีตบคู่อริอย่างชั้นเชิงให้ด้วย ปกตินารีมิตบใครง่ายๆหรอกนะขอบอก นางชอบยืมมือคนอื่นไปตบ หึหึ  

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น