Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 11th Bond : เผลอไผล

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2562 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
11th Bond : เผลอไผล
แบบอักษร

11th Bond : เผลอไผล

“กรี๊ดดด!!!” เสียงหวีดร้องด้วยความตระหนกดังขึ้นจนเรียกให้คนบนถนนรวมถึงชายหนุ่มผมบลอนด์ต้องหันขวับไปมอง ชายคนหนึ่งรูปร่างผอมแห้งใส่หมวกแก็ป และสวมแว่นตาดำกำลังวิ่งตรงมาทางเขาอย่างรวดเร็วโดยในมือมีกระเป๋า         สีน้ำตาลใบเล็ก ข้างหลังเขานั้นมีหญิงสาวร่างบางคนหนึ่งชี้นิ้วมาที่ชายร่างผอม ใบหน้างดงามซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด

แบบนี้ไม่ ต้องบอกก็รู้ว่าไอ้หมอนี่มันโจรวิ่งราวชัด ๆ !

ทำไมไปที่ไหน ๆ ถึงเจอแต่เรื่องอย่างนี้น้า...

เซดริกถอนหายใจเบา ๆ อย่างระอาใจก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว และรอเมื่อโจรวิ่งราวเข้ามาใกล้จนถึงระยะพอเหมาะ ขายาวในกางเกงยีนส์ก็ยื่นออกไปทำให้คนที่วิ่งมาโดยไม่ทันสะดุดเข้าเต็ม ๆ และลงไปกองกับพื้นอย่างน่าขัน

ชายร่างผอมลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และหันไปมองผู้ที่ขัดขวางเขาด้วยความโกรธจัด “แก!!” เขาสบถลั่นก่อนจะคว้ามีดพับที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา และชี้ไปที่ร่างสูงที่ยืนยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน “กล้านักเรอะ!!”

เซดริกเลิกคิ้วพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อย เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด แล้วดวงตาสีฟ้าก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะประกายของมีคมแวบเข้าดวงตาพร้อมกับมีดที่เสือกเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย!”

คมมีดพุ่งเข้าทำร้ายเขาเรื่อย ๆ พร้อมด้วยใบหน้าถมึงทึงของเจ้าของอาวุธ และยิ่งบูดบึ้งโกรธขึ้งเข้าไปใหญ่เมื่ออีกฝ่ายหลบได้ทุกครั้ง!! ไม่ว่ามีดจะไปทางใด      คู่ต่อสู้ก็หลบได้หมดจนคนร้ายเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก และแล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นหมัดลุ่น ๆ พุ่งเข้ามาที่ใบหน้าอย่างรวดเร็ว

พลั่ก!!

กำปั้นปะทะแก้มซ้ายเต็มแรงไม่มียั้งจนใบหน้าซูบตอบของคนถูกชก        หันไปตามแรงปะทะจนคอแทบหักก่อนที่ร่างผอม ๆ จะเซไปข้างหลัง และลงไปกองกับพื้นอย่างหมดท่า กระเป๋าใบน้อยในมือก็หลุดจากการครอบครอง และหล่นลงพื้นอย่างง่ายดาย

ดวงตาสีฟ้าหรี่มองร่างบนพื้นด้วยความเฉยชา ใจจริงเขาอยากจะตามไปซัดอีกสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงให้ไปนอนเป็นผักในโรงพยาบาลสักคืนสองคืนโทษฐานวิ่งราวแบบนี้ แต่คิดไปคิดมามันก็เสียเวลาเปล่า ๆ เซดริกถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะก้มลงเก็บกระเป๋าที่บังเอิญหล่นมาอยู่ที่ปลายเท้าเขาพอดี

“กรี๊ดดด!!!” แต่แล้วเสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเห็นว่าชายที่ควรจะนอนสลบไสลบนพื้นเมื่อครู่กลับลุกขึ้น และจับหญิงสาววัยทำงานคนหนึ่งเป็นตัวประกันพร้อมมีดที่จ่ออยู่ที่ลำคอระหงของผู้เคราะห์ร้าย ใบหน้าของเธอคนนั้นซีดเผือดด้วยความตกใจขณะดวงตาที่เริ่มปริ่มด้วยหยาดน้ำใสเมื่อเห็นของมีคมจ่ออยู่ที่ลำคอของเธอ

“อย่าเข้ามานะเว้ย!”

เสียงห้าวตะโกนก้องพร้อมกับชี้อาวุธในมือมาที่ชายผมบลอนด์ และผู้คนที่ยืนมุงรอบ ๆ การกระทำเยี่ยงสุนัขจนตรอกทำให้ใบหน้าของเขานั้นตึงเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน

ฝูงชนเริ่มขึ้นเริ่มถอยห่าง และยืนล้อมเป็นวงกลมโรมาเนียมุงโดยไร้ซึ่งเสียงใด ๆ เพราะต่างก็มองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น ลูกเล็กเด็กแดงก็ถูกพาตัวออกไปนอกวงล้อมอย่างรวดเร็ว

ทุกคนดูหวาดกลัว และวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่มีเพียงชายอีกคนที่อยู่กลางวงล้อมที่ไม่มีท่าทีตระหนกแต่อย่างใด อาจจะเครียดบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับคิดหาทางออกไม่ได้

เซดริกกระพริบตาปริบ ๆ อย่างงงงวยเล็กน้อย เพราะอยู่ดี ๆ ก็มาอยู่กลางวงโดยไม่รู้ตัว “ถอยไปห่าง ๆ เลยนะแกถ้าไม่อยากให้นังนี่ตาย!!” ภาษาที่ฟังไม่ออกถูกเปล่งออกมาอีกครั้ง

แต่มีหรือที่เขาจะใส่ใจ?

แค่เห็นมือถือมีดที่สั่นระริก และใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าของหญิงสาวที่จับเป็นตัวประกันแล้ว...ก็ยิ่งมั่นใจว่า ไอ้โจรนี่มันโจรกระจอก ใจเสาะ และไม่กล้าทำอะไรบ้าระห่ำหรอก ชายหนุ่มค่อย ๆ ชูมือขึ้นสองข้างคล้ายยอมจำนน

โจรวิ่งราวที่กำลังตระหนกตื่นกลัวทุกครั้งเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่แปลกไป ดังนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีกะทันหันก็ทำให้เขาระแวงสงสัย “อย่าขยับ!”

เซดริกเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง ขอโทษที ไม่เข้าใจเฟ้ย*!*

“เขาพูดว่า ‘อย่าขยับ’ ” เสียงหวานดังขึ้นมาจากวงล้อมของฝูงชน ชายหนุ่มหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินภาษาที่คุ้นเคย แล้วเขาก็เห็นหญิงสาวร่างบางระหงที่รู้สึกคุ้นตาเล็กน้อยยืนอยู่แถวหน้าสุดของกลุ่มคน

“ผู้หญิงคนนั้นนี่?” ชายหนุ่มพึมพำแผ่วเบา เขาจำได้ เธอคนนั้นคือ หญิงสาวเจ้าของกระเป๋าที่อยู่ในมือของเขา เขาพยักหน้ารับเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะหันกลับไปทางโจรวิ่งราวอีกครั้ง

เซดริกไม่เอ่ยตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าคมคายที่ทำให้คนร้ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

ร่างสูงค่อย ๆ เดินเข้าใกล้อีกฝ่ายทีละก้าว ทีละก้าว...จนเข้าไปใกล้ในระยะเกือบสองร้อยเมตรในขณะที่ฝ่ายคนร้ายเริ่มถอยหลังเป็นจังหวะเดียวกันพร้อมกับแกว่งมีดในมือไปมาบ้าง หรือเอาจ่อลำคอของตัวประกันบ้าง

“ย...อย่าเข้ามาสิฟะ!” แต่ด้วยความตื่นกลัว ทำให้คมมีดบาดผิวขาวที่ลำคอของหญิงสาวผู้เคราะห์เป็นบาดแผลจาง ๆ ที่พอจะเรียกเลือดได้เล็กน้อย

“กรี๊ดดด!!!” เธอกรีดร้องอีกครั้งด้วยความตกใจก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อเห็นประกายของคมมีดลอยขึ้นสูงราวกับว่าต้องการจะฟันคอเธอให้ขาดสะบั้น

ชั่ววินาทีนั้นคือ เวลาที่ชายหนุ่มเฝ้ารอ เขาเขวี้ยงกระเป๋าสีน้ำตาลออกไปอย่างรวดเร็ว อาวุธจำเป็นลอยแหวกผ่านอากาศไปโดนมือที่ถือมีดไว้ได้อย่างพอดิบพอดี และทำให้มีดในมือร่วงลงพื้นดังเคร้ง ไม่รู้กระเป๋าใบนั้นใส่อะไรมาบ้างแต่ที่แน่ ๆ เขาว่าเขาได้ยินเสียงบางอย่างดังกร๊อบ...

“โอ๊ย!!!”

“คุณครับวิ่งเร็ว!!” เซดริกตะโกนลั่นพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาหญิงสาวที่น่าจะหมดสติไปแล้ว เขาจึงต้องเขย่าตัวเธอเบา ๆ เป็นการเรียกสติ “ตั้งสติก่อนสิครับ!” แต่ก็ไม่ได้ผล เธอยังคงไม่รู้สึกตัว

“ระวัง!!”

คำเตือนจากหญิงสาวอีกคนเรียกให้ชายหนุ่มมองอ้อมหลังของตัวประกันสาวอย่างรวดเร็ว แล้วดวงตาสีฟ้าก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างที่ควรจะสิ้นฤทธิ์ไปแล้วกลับคว้ามีดที่หล่นจากพื้นก่อนจะเงื้ออาวุธในมือขึ้นสูง พร้อมจ้วงฟันทุกอย่างที่ขวางหน้า

“แก!”

แล้วคมมีดก็แหวกผ่านอากาศลงมาอย่างรวดเร็ว...

ไม่ทันแล้ว*!!*

ไวเท่าความคิด มือแกร่งก็ฉุดแขนเรียวเข้ามาใกล้ก่อนที่เขาจะพลิกตัวเองไปยืนแทนที่หญิงสาวอย่างรวดเร็ว

มีดคมกรีดผ่านต้นแขนเป็นทางยาวพร้อมกับความเจ็บปวดที่จู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่กลิ่นคาวเลือดเล็กน้อยที่แตะจมูกช่วยทำให้เขาไม่หยุดชะงัก

พลั่ก!!

เซดริกหันกลับไปสวนหมัดขวาที่ปลายคางของโจรวิ่งราวอย่างไม่ปราณีจนใบหน้าของอีกฝ่ายแหงนไปข้างหลังก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลงไปกองกับพื้นโดยที่สติสัมปชัญญะหลุดออกจากร่างเสียก่อนที่แผ่นหลังจะแนบพื้นถนนเสียอีก!

ทันทีที่ร่างของโจรวิ่งราวแน่นิ่ง บรรยากาศรอบกายเขาก็พลันเงียบตามไปด้วยไม่เว้นแม้แต่โรมาเนียมุงราวกับว่าทุกคนกำลังตกตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ จนกระทั่งเสียงเป่านกหวีดของตำรวจท้องที่ใกล้เข้ามาทำให้หลาย ๆ คนเริ่มรู้สึกตัว เสียงกระซิบกระซาบจากเบาจนแทบไม่ได้ยินกลายเป็นเสียงเหมือนฝูงผึ้งกำลังสร้างรังอย่างไรอย่างนั้น

แต่ก็มีหนึ่งในนั้นกลุ่มชนนั้นที่ยืนนิ่งราวกับต้องมนต์ นัยน์ตาคู่สวยไหววูบจนคล้ายกับล่องลอย...

เซดริกหรี่ตามองร่างบนพื้นอย่างเฉยชาก่อนจะเดินไปเก็บกระเป๋าต้นเหตุ แล้วก็ต้องเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ต้นแขน ดวงตาตวัดไปมองบาดแผลแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์นัก เพราะแผลก็ลึกเอาการอยู่

ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยไปทำแผล เขารำพึงในใจขณะเดินไปหาหญิงสาวผมทองเจ้าของกระเป๋าเจ้ากรรม แต่ไม่ทันได้คืนให้เจ้าของ ชายวัยฉกรรจ์ในเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สามคนก็พุ่งตรงเข้ามาหาทันทีพร้อมกับพ่นภาษาโรมาเนียใส่เป็นชุด

“เอ่อ...อ่า....” พอจะเปิดปากพูดสักหน่อย... อีกฝ่ายก็ไม่ให้โอกาสนั้นเลย แต่อย่างน้อยก็พออ่านสีหน้าได้ว่า ไม่ได้กำลังต่อว่าเขาอยู่

แต่อย่างน้อยก็ให้พูดกันหน่อยสิฟะ*!!*

จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว “ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจ” เซดริกพูดออกมาอย่างเหลืออดก่อนจะหยิบบัตรประจำตัวประชาชนออกมาให้ดู แต่พอนึกขึ้นมาอีกทีว่าเวลาแบบนี้ต้องให้พาสปอร์ตดูรึเปล่านะ?

ก็ภาวนาอย่าให้ตำรวจสามนายนี้นึกขึ้นได้ก็แล้วกัน...

นายตำรวจร่างใหญ่สุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นบัตรประจำตัวของชายตรงหน้า เขาพยักหน้ารับสองสามครั้งก่อนจะกระแอมเล็กน้อยแก้เก้อที่เมื่อครู่ปล่อยไก่ไปเสียตัวเบ้อเร่อ

“ก่อนอื่นเลย ขอบคุณมากครับที่ช่วยจับโจรวิ่งราวคนนี้ น่าอายจริง ๆ ที่พลเมืองของที่นี่ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างคุณเดือดร้อน” คราวนี้พูดด้วยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังในขณะที่นายตำรวจอีกสองคนใส่กุญแจมือ และพยุงร่างที่ไร้สติของโจรวิ่งราวขึ้นมา

หนุ่มนักท่องเที่ยวโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็มีเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น” เขาเอ่ย และขยับยิ้มบาง ๆ พอเป็นพิธี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสามก็กึ่งลากกึ่งพยุงร่างของคนทำผิดไปยังรถตำรวจที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก

เซดริกลอบถอนหายใจเบา ๆ หมดเรื่องสักที ว่าแล้ว เขาก็เดินไปหาหญิงสาวที่ตั้งใจจะไปหาเมื่อครู่ก่อนจะยื่นกระเป๋าคืนให้เธอ “กระเป๋าของคุณสินะครับ?” เขาถามพร้อมกับขยับยิ้มตามนิสัยทำเอาสาวเจ้าที่เหม่อลอยสะดุ้งโหยง

“อ๊ะ...เอ่อค่ะ ขอบ...คุณมากค่ะ” มือเรียวบางก็รับกระเป๋ามาก่อนที่เธอจะยืนนิ่งไปอีกครั้ง

เซดริกจึงอดมองด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาพอมีเวลาได้สำรวจหญิงสาวร่างบางตรงหน้า...

เรือนผมยาวเป็นลอนสวยสีทองเรี่ยแผ่นหลัง ร่างบางระหงสวมชุดเดรสสีดำสั้นรัดรูปแต่พองาม แต่ก็พอทำให้เห็นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นราวกับนางแบบชื่อดัง แม้เธอจะไม่ได้เงยหน้ามองเขา แต่เขาก็จำได้ว่าหญิงสาวคนนี้งดงามเพียงใด ทั้งดวงตาสีอำพัน และริมฝีปากอิ่มเอิบ...

เป็นนางแบบ หรือดารารึเปล่านะ?

“คุณคะ...” เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับที่ใบหน้างามเงยขึ้น และแต้มด้วยรอยยิ้มต่างจากใบหน้าเหม่อลอยเมื่อครู่ “ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ”

“ยินดีครับ” เซดริกตอบรับ พลางนึกโล่งอกที่สาวเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมาก “คุณไม่เป็นอะไรนะครับ?”

หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ค่ะ แต่ว่า....” แล้วดวงตาสีอำพันก็จับจ้องไปที่ต้นแขนขวาของอีกฝ่าย “...คุณบาดเจ็บนี่คะ”

ร่างสูงกว่าเลิกคิ้วก่อนจะก้มมองบาดแผลของตน “อ๋อ ไม่เป็นไรครับนิดหน่อยเอง” เขาตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ แม้จะรู้ตัวว่าแผลนั่นน่ะไม่นิดหน่อยเลย

“ให้ฉันพาไปโรงพยาบาลไหมคะ?” อีกฝ่ายว่า “อย่างน้อยฉันก็เป็นต้นเหตุทำให้คุณบาดเจ็บ”

เซดริกจึงได้แต่ถอนหายใจ และก้มลงมองแผลอีกครั้ง ทำให้ไม่ทันได้สังเกตเห็นแววตาสีอำพันที่เปลี่ยนไปเป็นแข็งกร้าว และหิวกระหาย “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็...”

หมับ!

ทั้งสองคนถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อเห็นมือหนาของใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจับข้อมือขาวของหญิงสาวที่กำลังยื่นไปแตะบาดแผลที่ต้นแขนขวาของคนบาดเจ็บ ดวงตาทั้งสองคู่ตวัดมองไปอย่างรวดเร็ว

ร่างสูงของชายหนุ่มเรือนผมยาวสีดำรวบไว้ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายถมึงทึงยิ่งกว่าครั้งใด แต่ตรงข้ามกับดวงตาสีดำที่ประกายความโกรธเกรี้ยว แม้จะยืนนิ่งไม่ขยับ แต่เหมือนว่าสรรพสิ่งรอบข้างค่อย ๆ สั่นสะเทือนตามแรงโทสะที่ใกล้จะปะทุ

เซดริกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก เขาไม่เคยเห็น  ครอสโกรธ และน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน แต่...เพราะอะไรกันล่ะ?

ตรงข้ามกับหญิงสาวอีกคนที่แม้ว่าข้อมือของเธอจะโดนบีบด้วยแรงของบุรุษผมดำผู้มาเยือน แต่ใบหน้างดงามก็กลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา ไม่ใช่ความดีใจ แต่หากเป็นความจงเกลียดจงชังถึงที่สุด!

.           ดวงตาสีดำ และสีอำพันจ้องกันไม่กะพริบปานจะกินเลือดกินเนื้อ จนเริ่มแผ่รังสีอำมหิตออกไปรอบข้าง ทำให้หลายคนต้องรีบถอยห่างด้วยความหวาดกลัว     บางคนถึงกับเข่าอ่อนลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว ชายหนุ่มผมบลอนด์กวาดสายตามองรอบตัวด้วยความกังวลใจ

จะจ้องตาหรือจะฆ่าจะแกงกัน ก็ไม่ต้องกลางเมืองก็ได้นะ*!*

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ชักไปกันใหญ่ เขาก็ต้องเป็นจบสงครามประสาทด้วยตัวเอง แม้มันจะทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของคนหมู่มากก็ตามที “เฮ้! จะจ้องตากันไปถึงไหน!”

ครอสปล่อยข้อมือของหญิงสาวเมื่อได้ยินเสียงเรียกของชายหนุ่มอีกคน แต่ก็ยังไม่วายจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่วนร่างบางก็นวดข้อมือขาวเบา ๆ และจ้องตอบกลับเช่นกัน กระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นแล่นเปรี๊ยะ ๆ ระหว่างคนทั้งสอง

คนหนึ่งนิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว อีกคนก็ระบายยิ้มจาง ๆ แต่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“ไม่นึกเลยนะคะว่าจะได้พบกันที่นี่...แบบนี้”

แล้วคนที่ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงหวาน แต่หากเคลือบด้วยยาพิษแห่งความเคียดแค้น แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่รับรู้

แวมไพร์หนุ่มไม่ตอบอะไรนอกจากหรี่ดวงตาลงอย่างพิจารณา แววตา        สีเลือดที่ซ่อนอยู่หลังม่านสีดำยังคงคุกรุ่นไม่หาย แต่เขารู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไร    หากต้องมาปะทะคารมกันแบบนี้ และที่สำคัญคือ เซดริกก็อยู่ที่นี่

ไม่ดีแน่ถ้ายังปล่อยให้เขาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ต่อไป...

ครอสผละจากดวงตาสีอำพัน และหันหลังกลับ “ฉันมารับนาย” เสียงเรียบ แต่เด็ดขาดเอ่ยขึ้นจากริมฝีปากบางที่ปิดเงียบมานานก่อนที่ร่างสูงจะเดินนำไปโดยไม่หันหลังมามองว่าคนที่เขาพูดด้วยนั้นตามมาหรือไม่

ส่วนคนที่ว่านั้น...ก็กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงงงวย และเริ่มรู้สึกตัวเมื่อร่างสูงในอาภรณ์สีดำเริ่มห่างออกไปเรื่อย ๆ "ต้องขอโทษแทนเขาด้วยจริง ๆ ครับ” เซดริกพูดพร้อมกับยกมือลูบผมตัวเองเล็กน้อยเพราะชักเริ่มทำตัวไม่ถูก

หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ คุณ...”

เซดริก!! ” เสียงเฉียบขาดดังขึ้นจนทำเอาเจ้าของสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนเรียกพร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อหากเขาไม่ตามไปสักที

ไหงวันนี้อารมณ์แปรปรวน....

“เอ้อ...ไปก่อนนะครับ” ว่าแล้วเขาก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามคนข้างหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่ทันได้เห็นใบหน้างดงามที่บัดนี้ไม่หลงเหลือรอยยิ้มใด ๆ นอกจากริ้วแห่งความเกลียดชัง และเคียดแค้น

ไม่ต่างจากร่างอีกร่างในมุมมืดของเงาตึกใกล้ ๆ นั้น ใบหน้าคมคายที่     เค้าโครงละม้ายคล้ายคลึงกับหญิงสาวค่อย ๆ มีรอยยิ้มผุดขึ้นช้า ๆ

“มีของดีนี่ ครอส ดี ดีแฟนธ่อม...”

###

ประตูห้องนั่งเล่นเปิดออกอย่างรวดเร็วก่อนที่ชายหนุ่มสองคนจะเดินเข้ามา คนหนึ่งเดินอย่างมั่นคง ส่วนอีกคนทำท่าพะอืดพะอมเพราะต้องเดินทางด้วยการหายตัวที่ยังไม่ชิน ร่างสูงผมบลอนด์ถอยหลังไปหาโซฟาก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงก่อนจะได้ลงไปกองกับพื้นด้วยสภาพที่ไม่น่าดูนัก มือยกขึ้นกุมศีรษะที่หมุนติ้ว

ทำไมมันแย่กว่าตอนไปกับเอเกิลล่ะเนี่ย*?*

เซดริกสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อไล่ความมึนตึงก่อนที่เสียงห้าวห้วนสั้นจากอีกฝ่ายจะดังขึ้น

“เกิดอะไรขึ้น?”

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย “ผู้หญิงคนนั้นโดนวิ่งราวน่ะครับ ผมก็เลยไปช่วย” เขาตอบ “แล้วก็เลยเลยเถิดไป เอ่อ นิดนึง...” แล้วก็ต่อท้ายด้วยเสียงแผ่วเบาเมื่อเหลือบไปเห็นแผลของตนที่ตอนนี้มีเลือดไหลออกมาเรื่อย ๆ จนชุ่มแขนเสื้อ

ครอสกระตุกยิ้มอย่างนึกขัน “หึ ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ?”

น่าขัน

“ทำไมเหรอครับ?”

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรก่อนจะเดินไปที่โต๊ะกระจกข้างห้องน้ำ และก้มตัวลงเปิดตู้ไม้ข้างล่าง ไม่นานนักก็มีกล่องเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น และผ้าสะอาดผืนหนึ่งอยู่ในมือของเขา แล้วร่างสูงก็เดินเข้ามาใกล้ และนั่งลงข้าง ๆ คนบาดเจ็บที่ทำหน้างงงวย “นายไม่ควรทำให้ตัวเองเลือดออกบ่อย” เขาว่าขณะวางกล่องสีขาว และผ้าลงบนผ้าปูที่นอน

เซดริกเลิกคิ้วเล็กน้อย “ทำไมล่ะครับ?”

ชายหนุ่มผมดำไม่ตอบอะไรเช่นเดิมนอกจากจะเอื้อมมือไปแตะที่แขนเสื้อของอีกฝ่ายเพื่อจะฉีกผ้าที่เหลือออก เพราะเวลาทำแผลจะสะดวกขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ยกแขนหลบ “เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ ผมทำเอง” เขาพูดรัวเร็วด้วยความตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมาทำแผลให้แบบนี้

ดวงตาคมตวัดขึ้นมอง “อย่าดื้อ คิดว่าจะทำเองได้หรือไง” เสียงเรียบแต่กลับเด็ดขาดเหมือนเป็นคำสั่ง แต่ไม่รู้ทำไม คนบาดเจ็บกลับรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงที่เจือมาในน้ำเสียง และนั่นก็ทำให้เขาไม่กล้าขัด และวางแขนไว้ที่ตำแหน่งเดิมอย่างว่าง่าย

ครอสจัดการฉีกแขนเสื้อส่วนที่เหลือออก ทำให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขน และเลือดสีสดที่ไหลไม่หยุด ดวงตาสีแดงไหววูบเล็กน้อยเมื่อเห็น แต่ก็พยายามไม่ใส่ใจเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต

แผลลึกขนาดนี้แล้วยังทำท่าเป็นปกติอยู่ได้ เขาหยิบผ้าขึ้นมา และกดลงบนปากแผลทำเอาอีกฝ่ายอดเบ้หน้าด้วยความเจ็บไม่ได้ ครอสใช้มือหนึ่งกดผ้าไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็หยิบผ้าอีกผืนเช็ดคราบเลือดบนแขนที่ไหลเปรอะไปทั่วแขน เซดริกกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความแปลกใจ

สัมผัสนั้นแผ่วเบา และอ่อนโยน...

...ช่างต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกที่แข็งกระด้าง...

จะว่าไป...ไม่มีใครทำแผลให้เขาแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ?

พลัน ใบหน้าก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นมาอย่างประหลาดโดยไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาเจ้าตัวต้องเบือนหน้าหลบไปอีกทางพร้อมกับก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะกลองระรัว ไม่เข้าใจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่เพราะว่าหันหน้าไปอีกทาง ทำให้เขาไม่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมองเขาเช่นกัน

ดวงตาสีแดงสังเกตเห็นรอยสีแดงจาง ๆ ที่ลามมาถึงใบหูจนทำให้เขาอดกระตุกยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ ครอสชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะกลับมาเรียบเฉยเช่นเดิม หลัง ๆ มานี้เขาเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัวบ่อยเกินไปแล้ว

...ความมืดเมื่ออยู่ใกล้แสงสว่าง แทนที่จะกลืนกิน กลับไปฝ่ายโดนส่องแสงจนสีดำเริ่มซีดจาง...

เมื่อจัดการทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ แล้วร่างสูงก็โยนผ้าลงบนพื้นอย่างไม่ใยดีก่อนที่มันจะหายวับไปทันที ทำเอาอีกคนที่เหลือบมาเห็นพอดีชะงักไปเล็กน้อย

“โห สะดวกดีเนอะ” เซดริกพูดพลางหัวเราะแห้ง ๆ เขาสูดลมหายใจเข้าสองสามทีเบา ๆ เพื่อสงบจิตสงบใจ และพยายามบังคับให้ในอกที่เต้นระรัวกลับมาเป็นเช่นเดิม แล้วจึงค่อย ๆ หันกลับไปมองบาดแผลของตน

แต่แล้วก็ต้องเบ้หน้าเมื่อเห็นว่า ยังคงมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดจนผ้าอีกผืนเริ่มเปียกชุ่ม และเลอะมือของอีกฝ่าย กลิ่นเหล็กคาวโชยขึ้นมาทำให้อดย่นจมูกไม่ได้ เลือดไหลไม่หยุดเลยแฮะ... ราวกับมีบางอย่างฉุดให้คิด เซดริกชะงักกึกเมื่อสำเหนียกได้ถึงความจริงบางอย่างที่ลืมไปแล้ว

ดวงตาสีฟ้าลอบมองคนตรงข้ามที่ง่วนอยู่กับการหาอะไรบางอย่างในกล่องพยาบาล แต่ดูก็รู้ว่าแสร้งทำชัด ๆ!

เยี่ยม...ลืมไปซะสนิทเลยว่าหมอนี่มันแวมไพร์!!

“ผมว่า...ผมเห็นผ้าขนหนูผืนเล็กในห้องน้ำนะ เดี๋ยวผมไปหยิบมาใช้ห้ามเลือดเองครับ” ชายหนุ่มพูดรัว และลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่เขาก็เซลงไปนั่งที่เดิม เพราะแรงฉุดจากคนที่นั่งอยู่ และไม่ทันได้อุทานด้วยความตกใจ ทั้งร่างเขาก็สะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสบางอย่างที่ต้นแขนขวาบริเวณปากแผล

สัมผัสเหมือนครั้งก่อนที่เคยรู้สึกที่ต้นคอ เพียงแค่ไม่เจ็บก็เท่านั้น

เซดริกหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วดวงตาสีฟ้าก็เบิกกว้างด้วยความ      ตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายก้มอยู่เหนือบาดแผลของตน เสี้ยวหนึ่งของใบหน้ายกเว้นจมูกโด่งเป็นสันแทบแนบชิดกับผิวกาย

แต่ริมฝีปากบางนั่น...กำลังดูดเลือดของเขาอยู่!!

เซดริกตะลึงนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบทั่วทั้งร่าง ทั้ง ๆ ที่จะผลักออกก็ได้ ทั้ง ๆ ที่จะยกแขนหลบก็ได้ แต่ทำไม...

แต่ทำไมถึงยังปล่อยให้อีกฝ่ายดูดเลือดไปเรื่อย ๆ เช่นนี้?

แวมไพร์หนุ่มปรือเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาสีแดงที่ไหววูบอย่างพอใจในรสชาติที่นุ่มนวลอยู่ในปาก กลิ่นหอมยิ่งกว่าน้ำปรุงของอิสตรีใด ๆ ลอยเตะจมูกให้มัวเมา และเผลอไผล

รสสัมผัสชั้นเลิศกล่อมสติให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์จนยากจะถอนตัว แต่ก็ยังมีสติพอจะรู้สึกว่าแขนข้างนั้นนั้นขยับเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าเขาดูดเลือดมานานพอแล้ว

ครอสถอนริมฝีปากออกก่อนจะค่อย ๆ เลียรอบ ๆ บาดแผลที่เปื้อนเลือดเล็กน้อยอย่างเชื่องช้า...

ใครจะรู้เล่าว่าเขาต้องทรมานมากแค่ไหนกับการต้องอดทนสัญชาตญาณภายในตัวไม่ให้ออกอาละวาด? ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ดูดเลือดทันทีที่เห็นบาดแผลนั่นเต็มตา

แต่อีกฝ่ายไม่อาจล่วงรู้ความพยายามนั่นได้ เซดริกสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่ชื้นแฉะกำลังเวียนวนรอบบาดแผล ความร้อนผ่าวร้อนวาบขึ้นที่ใบหน้าอีกครั้ง ครานี้ร้อนยิ่งกว่าครั้งไหนจะแทบจะรู้สึกไอร้อนที่ลอยออกจากศีรษะ แต่เขาก็ทำได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น เพราะพูดอะไรไม่ออก

หัวสมองว่างเปล่า และตื้อไปหมด แต่ที่แน่ ๆ คือ...

...รู้สึกแปลก ๆ ...

“เลือดหยุดแล้ว” เสียงห้าวเอ่ยขึ้นทำเอาเซดริกสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขยับอะไร พลางก้มมองอีกฝ่ายที่ใช้สำลีชุบแอลกอฮอลล์และเช็ดรอบ ๆ แผล จากนั้นก็พึมพำอะไรบางอย่างเบา ๆ ในลำคอ ความรู้สึกเย็นวาบแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแขนจนแทบไร้ความรู้สึก เมื่อก้มลงมองแผลอีกครั้ง ก็พบว่าปากแผลปิดเกือบสนิทแล้ว ดวงตา    สีฟ้ากะพริบปริบ ๆ ด้วยความสนเท่ห์

“ทำไมไม่ใช้วิธีตั้งแต่แรกล่ะ” เซดริกพึมพำเบา ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบผ้าพันแผลขึ้นมา

“แผลยังไม่ปิดสนิทดี ขยับมาก ๆ เลือดก็จะออกอีก” แวมไพร์หนุ่มตอบโดยที่ยังไม่ได้ถูกถามขณะค่อย ๆ พันแถบผ้าสีขาวรอบแขนขวาของคนบาดเจ็บ

เซดริกพยักหน้ารับเบา ๆ เป็นเชิงเข้าใจก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ “แล้วทำไมถึงมีกล่องปฐมพยาบาลด้วยล่ะครับ?” เขาถาม “ในเมื่อคุณก็มีเวทมนต์รักษาบาดแผลอยู่แล้ว”

“เพิ่งมีตอนที่ท่านเซดริกมาอยู่ที่นี่แหละขอรับ” เสียงแหบห้าวที่คุ้นหูดังขึ้นที่ประตูห้อง เรียกให้อีกคนผมบลอนด์หันขวับไปมองทันที แล้วก็เห็นว่าพ่อบ้านชราเดินเข้ามาหาพร้อมกับถาดสีเงินที่มีเหยือกน้ำเย็น ๆ และขนมอีกหนึ่งจาน "นายท่านอาจจะอยากเป็นคนทำแผลให้ท่านเซดริกเองก็ได้นะขอรับ"

"เอเกิล" ผู้เป็นนายเรียกเสียงห้วนแม้จะไม่หันไปมองคนพูด แต่จากหางตาเขาก็เห็นได้ชัดว่าคนแซวนั้นกำลังขยับยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากราวกับกำลังล้อเลียน

“หา?” ชายหนุ่มผมบลอนด์อุทานเบา ๆ พร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเจ้าของคฤหาสน์ที่ตอนนี้พันแผลให้เขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้หันมามองเขาแต่อย่างใด “เสร็จแล้วก็ออกไปก่อน” ครอสเอ่ยเรียบ ๆ แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการออกคำสั่งแต่อย่างใด ส่วนเอเกิลก็วางถาดเงินลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย

“ขอรับ เดี๋ยวกระผมจะให้ลูน่าเตรียมอาหารเย็นเลยนะขอรับ” เขาพูดอย่างนอบน้อม แต่ริมฝีปากก็ยังขยับยิ้มล้อเลียนอยู่เช่นเดิม 

ผู้เป็นเจ้านายแม้จะไม่สบอารมณ์นัก แต่ก็พยักหน้ารับก่อนที่พ่อบ้านชราจะออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงชายหนุ่มสองคนในห้องเช่นเดิม น่าแปลกที่บรรยากาศในห้องไมอึดอัดเหมือนเช่นเคย อาจเป็นเพราะว่าระเบิดลูกหนึ่งที่ชายชราได้ทิ้งเอาไว้ก็เป็นได้...

“ถ้านายเข้าไปในเมืองแล้วเจอผู้หญิงคนนั้นอีก อย่าไปยุ่งกับเธอ” แล้วอยู่ ๆ แวมไพร์หนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เห? ทำไมล่ะครับ?”

ครอสเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้น และเดินไปที่หน้าต่าง ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นท้องฟ้าภายนอกมืดครึ้ม และเป็นสีเข้มกว่าปกติราวกับว่ากำลังบอกเหตุบางอย่าง “ผู้หญิงคนนั้นคือ เดอแคลร์”

เดอแคลร์....

ตระกูลที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลดีแฟนธ่อม...

“แล้ว...ทำไมเหรอครับ?” เซดริกยังคงถามต่อด้วยความใสซื่อ ถึงจะเคยเป็นปฏิปักษ์กัน แต่คนตรงหน้าก็เป็นฝ่ายบอกเขาเองว่า เรื่องราวมันก็ผ่านมานานมากแล้วจนข้อบาดหมางเลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นหากได้มาพบกันอีกก็คงไม่เป็นอะไร

“เพราะตอนนี้เราต้องระวังตัวมากกว่าเดิม พวกนั้นรู้แล้วว่านายอยู่กับฉัน” ครอสตอบโดยที่ยังหันหลังให้อยู่

มือข้างซ้ายล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนมือขวาก็ยกขึ้นเล็กน้อยขณะดวงตาสีแดงจ้องมองพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมือง แบบนี้ไม่ดีแน่ เจ้าพวกนั้น...

“แล้ว? ผมนึกว่าพวกคุณไม่มีข้อบาดหมางอะไรกันแล้วเสียอีก”

แวมไพร์หนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหันหน้ามาเผชิญหน้าอีกฝ่าย “หึ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” วูบหนึ่งที่แสงอันน้อยจากหน้าต่างเบื้องหลังร่างสูงสว่างขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับสายลมที่โบกพัดกะทันหัน ทำให้ใบหน้าคมคายที่ย้อนแสงซ่อนอยู่ในความมืด ดวงตาสีแดงประกายวาบกว่าคราใด รอยยิ้มเหี้ยมก็ผุดขึ้นบนใบหน้า    พร้อมกับเขี้ยวเล็กสีขาวที่มุมปาก

ราวกับปิศาจร้ายในตัวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

“แม้แต่มนุษย์ยังมีความแค้นไม่จบไม่สิ้น แล้วจะมีหรือที่ปิศาจอย่างพวกเราจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนได้?” เสียงห้าวเอ่ยเรียบแต่กลับก้องกังวานไปทั่วห้องจนบรรยากาศสั่นไหว

เซดริกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอด้วยความรู้สึกตื่นกลัวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “แต่...แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเกี่ยวอะไรกับผม”

ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยอย่างชั่งใจ เขาควรจะบอกความจริงไปเลยดีไหม? เรื่องที่ค้างคาทั้งหลายจะได้จบไปเสียที และเจ้าตัวจะได้ไม่ต้องมาคอยถามอยู่เรื่อย ๆ

แต่เพราะอะไร...เขาถึงไม่กล้าบอก?

.           กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ จะทำให้เขาไม่อาจมีบทสนทนาระหว่างกันได้อีก...

“เพราะนายกับฉันมีพันธะสัญญาต่อกัน” ครอสเริ่ม น้ำเสียงที่ใช้เริ่มเย็นเยียบขึ้นเรื่อย ๆ “แล้วนายคิดเหรอว่าศัตรูจะปล่อยให้คนที่เกี่ยวข้องกับฉันมีชีวิตอยู่อย่างสงบ?”

เซดริกเริ่มรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็น ๆ ที่ไหลอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายเพิ่งเอ่ยมา แต่หากเป็นเพราะน้ำเสียงที่ใช้ต่างหาก มันทำให้เขารู้ว่าไม่ควรเอ่ยชื่อตระกูลนั้นออกมาเป็นครั้งที่สอง ไม่เช่นนั้นคนตรงหน้าคงได้กลายเป็นน้ำแข็งขั้วโลกเป็นแน่

ชายหนุ่มชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดของหมอดูสาวชราที่พบในเมือง

... “เจ้ามีอย่างที่แปลกออกไป ใช่...พิเศษกว่าใครจนทำให้ตัวเจ้านั้นถูกดึงไปพัวพันกับความขัดแย้งโดยที่ไม่รู้ตัว” ...

ถ้าคำพูดของหมอดูเป็นความจริงแล้วล่ะก็ แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมีบางอย่างที่ไม่ได้บอกเขาอยู่เป็นแน่ บางอย่างที่เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกับที่ตั้งใจจะบอกกับเขาตั้งแต่วันแรกที่เขามาอยู่ที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าแวมไพร์หนุ่มตัดสินใจจะไม่บอก...

เซดริกก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอวันที่เขาจะได้รู้ความจริง แต่หากวันใดที่เขาทนกับการปิดบังต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะก็ วันนั้นแหละที่เขาต้องเค้นความลับออกมาให้ได้!

ก๊อก ก๊อก...

“อาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับนายท่าน ท่านเซดริก” เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงแหบห้าวของพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ดังขึ้นขัดห้วงบรรยากาศที่เงียบงัน เรียกให้แต่ละคนหลุดจากห้วงแห่งความคิด คนหนึ่งที่ยืนอยู่ก็เดินนำลิ่วไป ส่วนอีกคนก็ถอนหายใจยาว

แต่อย่างน้อย...การอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ไม่มีความสุขอะไรนะ


TO BE CONTINUED

ความคิดเห็น