Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

10th Bond : คำทำนายที่ไม่คาดคิด

ชื่อตอน : 10th Bond : คำทำนายที่ไม่คาดคิด

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 175

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10th Bond : คำทำนายที่ไม่คาดคิด
แบบอักษร

10th Bond : คำทำนายที่ไม่คาดคิด

ร่างบางเพรียวระหงในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีดำเน้นทรวดทรงอรชรยืนนิ่งสงบอยู่เหนือโลงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรือนผมสีทองยาวสลวยถูกปล่อยเรี่ยแผ่นหลังขณะที่บางส่วนของเส้นผมปอยเล็ก ๆ ข้างหน้าทิ้งตัวระแก้มนวล เพราะใบหน้าของเธอนั้นกำลังก้มมองใบหน้าขาวซีดไร้ชีวิตของชายผู้ที่เป็น ‘ท่านพ่อ’ ของเธอ

มือเรียวค่อย ๆ ยกขึ้นไปสัมผัสกระจกใส และไล่ไปตามกรอบใบหน้าของผู้เป็นที่รักอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีแดงที่ทอดมองร่างของชราสั่นระริกอย่างร้าวราน

...กี่ครั้งแล้วที่เธอทำได้เพียงแค่จ้องมองผ่านกระจกมนตรา และสัมผัสพื้นผิวแข็งกระด้างอันเย็บเยียบ...

ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นอย่างกลั้นอารมณ์ แววตาสั่นไหวอีกครั้ง และเริ่มรื้นด้วยของเหลวใส “ท่านพ่อ เฟรคิดถึงท่าน” เสียงหวานพึมพำเศร้าสร้อยปานจะขาดใจ

“เฟรอยู่นี่เองเหรอ?” น้ำเสียงห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตูทางเข้าเรียกให้ใบหน้างามหันไปมอง ชายหนุ่มร่างสูงผู้กำลังยืนอยู่ด้วยใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยน

“ท่านพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ?” หญิงสาวถามขณะปาดน้ำตาที่ปริ่มดวงตาให้หายไปก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ

“พี่กำลังจะไปในเมืองน่ะ ไปด้วยกันไหม?”

เพียงเท่านั้น ใบหน้างามก็พลันโกรธขึ้งและตวัดขึ้นมองอีกฝ่าย “ท่านพี่ยังมีอารมณ์ไปเที่ยวอีกเหรอคะ?” น้ำสียงที่แข็งกร้าวทำให้ผู้เป็นพี่ชายเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะยกมือลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีทองราวกับกำลังปลอบโยน

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่ไม่ได้ไปเดินเล่นหรอก” อีกฝ่ายว่า ทำให้  หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “คิดจะทำการใหญ่ต้องห้ามพลาดทุกความเคลื่อนไหว”

ใบหน้างามบูดบึ้งเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าหาเรื่องไปเที่ยว แล้วทิ้งท่านพ่อไว้หรอกนะคะ” เธอกล่าวหาเสียงประชดประชัน

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ กับความคิดของน้องสาวที่รัก “คิดว่าพี่เป็นคนแบบนั้นเหรอ?” เขาย้อนถามอย่างไม่จริงจักนัก

“เฟรก็รู้ว่าสำหรับพี่ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้มีเพียงสองเรื่องเท่านั้น คือ น้อง และการส่งดีแฟนธ่อมไปลงนรกเท่านั้น!”

ประกายตาแข็งกร้าวจนผู้เป็นน้องเผลอสะดุ้ง เธอก้มหน้าต่ำอย่างกลัวเกรงทำให้อีกฝ่ายรั้งเธอมากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างปลอบประโลมแม้ดวงตายังคงวาวโรจน์

ตอนนี้เขาเหลือเพียงแค่น้องสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเขาจะไม่ยอมเสียใครไปอีกแล้ว และพวกที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขาจะไม่ได้อยู่อย่างสงบโดยเฉพาะดีแฟนธ่อมต้องรู้สึกเหมือนอย่างที่เขารู้สึก!!

###

บรรยากาศเงียบงัน และกดดันแปลก ๆ ลอยตัวนิ่งทั่วห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีเพียงเสียงส้อมและมีดกระทบกับจานที่ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ราวกับท่วงทำนองแสนน่าเบื่อ ส่วนชายหนุ่มทั้งสองคนที่นั่งประจันหน้ากันต่างก็สนใจแต่กับอาหารเบื้องหน้าตน และหนังสือพิมพ์ในมือ ไม่สบตาอีกฝ่ายแต่อย่างใด จนสาวใช้ร่างเล็กอดรู้สึกอึดอัดแทนไม่ได้

ลูน่าไม่ค่อยชินกับการ ‘เงียบ’ ของผู้เป็นนาย และของอีกคนที่ปกติจะถามนู่นนี่นั่นบ้าง แต่วันนี้กลับไม่พูดอะไรเลย ร่างเล็กแอบหลุกหลิกเล็กน้อย นึกคันปากยิก ๆ อยากถามว่าทะเลาะกันหรือเปล่า?

แต่สุดท้ายแล้ว...เธอก็เลือกที่จะเงียบเช่นกัน

เซดริกใช้มีดหั่นไข่ดาวบนจานขณะเหลือบมองท่าทีของคนตรงข้ามที่ก้มหน้าก้มตาทานอย่างเงียบ ๆ ดวงตาสีฟ้าหลุบลงต่ำอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้ว่าจะเปิดบทสนทนาอย่างไร และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกอึดอัดขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะบทสนทนาเมื่อวานก็ได้ เขาค่อนข้างไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงพูดอะไรไปแบบนั้น

มานั่งคิด ๆ ดู...ก็รู้สึกว่ามันน่าอายชะมัด

ด้วยเหตุนี้ทำให้คำพูดมันจุกอยู่ในลำคอไปหมด และพาลทำให้กินอะไรไม่ลงไปเสียดื้อ ๆ

ชายหนุ่มจึงวางส้อมและมีด และยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มสองสามอึก เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาคมลอบมองแวบหนึ่งก่อนจะหายอย่างรวดเร็วพอกัน

“นายอยากไปในเมืองไหม?” น้ำเสียงราบเรียบถามขึ้นพร้อม ๆ กับที่เขาลุกจากที่นั่ง

“ครับ?” เซดริกเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย

ชายหนุ่มผมดำวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนที่ใบหน้าคมคายจะเงยขึ้น “ฉันอนุญาตให้นายออกไปในเมืองได้” เขาเอ่ยสั้น ๆ ย้อนคำถาม น้ำเสียงคลับคล้ายคลับคลาว่าห้ามปฏิเสธ

อีกฝ่ายเอียงใบหน้าเล็กน้อย “ในเมือง...เหรอครับ?” เขาถามเบา ๆ ด้วยความแปลกใจ คฤหาสน์หลังนี้อยู่ใกล้เมืองด้วยเหรอ?

 ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย “คิดว่าที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมากหรือไง?” เขาถามราวกับว่าอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้ ทำเอาเซดริกสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแหย ๆ กลาย ๆ ว่ายอมรับว่าคิดเช่นนั้นจริง

ครอสลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหยิบถุงผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มจากกระเป๋ากางเกง และโยนให้ชายผมบลอนด์ที่รับถุงนั้นไว้ได้พอดิบพอดี และขมวดคิ้วเล็กน้อยแทนคำถาม “ติดตัวไว้”

เซดริกเปิดปากถุงกำมะหยี่ออก แล้วก็พบว่าภายในนั้นมีธนบัตรหลายใบ และเหรียญอีกราว ๆ กำมือหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นี่มัน...” เขาครางเบา ๆ เพราะจำนวนเงินมันช่างมากมายเหลือเกิน

“สกุลเงินที่อังกฤษกับที่นี่ไม่เหมือนกัน เอาเงินในนั้นไปใช้ก็แล้วกัน” ครอสเอ่ยเรียบ ๆ แต่เฉียบขาดกลายเป็นการบังคับไปโดยปริยาย อีกฝ่ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับยอมทำตาม

ใจดีป๋าสปอร์ตสุด ๆ !!

“ไปรอที่โถง ฉันจะให้เอเกิลไปส่ง” แวมไพร์หนุ่มสั่งสั้น ๆ ก่อนจะหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ตอนแรกเซดริกนึกว่าเขาจะไปด้วย แต่พอคิดไปคิดมา ถ้าเข้าไปในเมืองก็เป็นช่วงกลางวัน แวมไพร์อย่างรายนั้นคงออกไปตะลอน ๆ ใต้แสงอาทิตย์ไม่ได้

แต่...เอเกิลก็เป็นแวมไพร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ*?*

เขาไหวไหล่น้อย ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะหลังจากที่อยู่ที่นี่มาได้ระยะหนึ่ง ทำให้เขารู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็ยากเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเก็บถุงเงินเข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินออกจากห้องอาหารไป

 สายตาคมกริบที่นิ่งเฉยลอบมองแผ่นหลังที่หายไปหลังบานประตู แล้วจึงค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงราวกับใช้ความคิด และปล่อยให้บรรยากาศโดยรอบเงียบไปสักพัก “เอเกิล” เสียงเรียบเอ่ยขึ้นสั้น ๆ ก่อนที่ร่างของชายชราจะปรากฏตัวจากความว่างเปล่าข้างกายของเขาอย่างเงียบงัน

“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านสูงวัยกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมกับโน้มตัวลงเล็กน้อย

“ได้ยินแล้วสินะ”

“ขอรับ”

“ถ้างั้นข้าฝากด้วย” ครอสว่า แม้ดูเหมือนไม่ใส่ใจมากนัก แต่ฟังจากคำพูดแล้วก็บอกได้เลยว่าใส่ใจมากพอควรทีเดียว “อันที่จริงเมืองซีบิวก็ไม่เลว”

“รับทราบขอรับนายท่าน” เอเกิลรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เก็บความสงสัยที่ผุดขึ้นไว้ใต้ท่าทางเคารพได้อย่างแนบเนียน “ข้าขอถามอะไรสักข้อได้ไหมขอรับ?”

เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายใส่ใจคนอื่นมากขนาดนี้มาก่อน...

"นายท่าน...กำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ?”

ดวงตาไหววูบต่างจากใบหน้าที่ยังคงไม่แสดงอารมณ์เช่นเดิม แต่พ่อบ้านชราที่ลอบมองเสี้ยวหนึ่งของใบหน้านั้นทราบดีว่าชายหนุ่มไม่ได้ไร้ความรู้สึกเหมือนเช่นอารมณ์ที่แสดงออกมา อาจจะเพียงแค่สับสนไปพักหนึ่งเท่านั้น...

เมื่อไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา เอเกิลจึงโน้มตัวพร้อมกับกล่าวลา “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวขอรับ” แล้วร่างของแวมไพร์สูงวัยก็เดินตามชายหนุ่มผมบลอนด์ไปยังห้องโถง ทิ้งไว้เพียงแค่หมอกควันแห่งคำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบกายของอีกคน

ครอสปิดเปลือกตาลงชั่วครู่พร้อมกับความรู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ อีกครั้ง มือแกร่งยกขึ้นบีบขมับตนเบา ๆ เพื่อบรรเทาอาการที่เดี๋ยวชักเริ่มเป็นบ่อยครั้งขึ้น

เขาให้เซดริกลงไปในเมืองได้ ก็เพราะว่าต้องการไถ่โทษที่เมื่อวานทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก เขาลองมาคิด ๆ ดู...ที่พูดไปนั้นก็ค่อนข้างจะแรงไป

ชายหนุ่มลืมไปว่าอีกฝ่ายนั้น...เป็นมนุษย์

เป็นมนุษย์ที่เขาเพิ่งบอกไปว่าเกลียดนักเกลียดหนา...

ตอนนี้ไป ๆ มา ๆ เขาชักสงสัยแล้วว่าที่ปล่อยให้อีกฝ่ายไปเที่ยวได้ เป็นเพราะต้องการขอโทษอย่างเดียวจริง ๆ หรือเปล่า อย่างน้อยก็หวังให้มันเป็นเหตุผลที่แท้จริง

...ไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างที่ทำให้เขาหลอกตัวเองว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีต่อเขา...

###

เซดริกยืนพิงราวบันไดขณะโยนถุงเงินในมือขึ้นลงด้วยท่าทีสบาย ๆ น้ำหนักเงินในถุงก็มากโขชนิดที่เขาไม่นึกว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสมัน เมื่อถุงกำมะหยี่ตกลงมาบนฝ่ามืออีกครั้งเขาก็ยกมันขึ้นมาพินิจในระดับสายตาก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางใช้ความคิด

“ฉันจะเอาแกไปทำอะไรดี?” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา

จะว่าไปแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่เคยเดินทางไปนอกประเทศ เขาเคยวาดฝันจะเดินทางทั่วยุโรป ท่องเที่ยว และถ่ายรูปไปเรื่อย และประเทศโรมาเนียก็เป็นหนึ่งในเส้นทางที่เขาหมายตาไว้ แต่แน่นอน...ความฝันนั้นก็พลันล้มเลิกไปในเวลาไม่นานนัก เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงเกินตัว

แต่พอมีโอกาสได้มาที่ที่อยากมา ก็ดันนึกไม่ออกเสียนี่ว่าจะไปทำอะไร เที่ยวที่ไหนบ้าง

เดินมั่ว ๆ ไปก็แล้วกัน เซดริกคิดในใจอย่างปลงตกก่อนจะเก็บถุงเงินเข้ากระเป๋ากางเกง พอดีกับที่พ่อบ้านชราเดินลงมาจากบันได และก้าวเข้ามาประชิดโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัว

“ท่านเซดริกขอรับ” เสียงแหบห้าวที่ดังขึ้นข้างกายกะทันหันทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แต่พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก

“อย่าเล่นแบบนี้สิครับเอเกิล” ชายหนุ่มว่าเสียงเบางึมงำในลำคอ

เอเกิลคลี่ยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดู “กระผมเห็นท่านทำหน้าเครียด ๆ น่ะขอรับ” เขาตอบ “ท่านเซดริกพร้อมหรือยังขอรับ?”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยก่อนจะนึกออก “อ๋อ ๆ พร้อมครับพร้อม” เขาตอบรับ แต่แล้วก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “แล้ว...เราจะไปยังไงกันเหรอครับ?”

พ่อบ้านชรายิ้มเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย “หายตัวไปครับ” เขาตอบ

“อ๋อ หายตั...” เซดริกรับคำรับรู้ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ “อะไรนะ!!!?”

เอเกิลไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้ใบหน้าเหลอหลาของอีกฝ่ายด้วยความขบขัน “แต่เราต้องออกจากเขตรั้วของคฤหาสน์ไปก่อน เพราะภายในรั้วคฤหาสน์แห่งนี้เป็นอาณาเขตต่อต้านการหายตัวน่ะครับ” พ่อบ้านชราว่าต่อก่อนจะเดินนำออกจากประตูคฤหาสน์ไป

ชายหนุ่มที่ยังคงตกตะลึงไม่หายก็ได้แต่เดินตามไปโดยพยายามกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เมื่อก้าวออกจากประตูรั้วอันหรูหราของคฤหาสดีแฟนธ่อมแล้ว     เอเกิลก็ยื่นท่อนแขนข้างขวาของตนให้อีกฝ่ายที่ยังคงทำหน้าตื่น “จับแขนของกระผมไว้ให้ดีนะขอรับ” เขาเอ่ย ด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นเล็กน้อยทำให้คนที่ตกใจไม่หายยังพอมีสติทำตามที่คนอื่นบอกได้ทัน

“เอาจริงเหรอครับ?” เสียงทุ้มพึมพำเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นเล็กน้อยแม้จะจับแขนของชายชราไว้จนเป็นรอยยับก็ตาม

“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำพร้อมกับอมยิ้มน้อย ๆ “หลับตาด้วยก็ดีนะขอรับจะได้ไม่เผลอกัดลิ้นตัวเอง”

ใบหน้าคมคายพยักหน้ารับตื่น ๆ และหลับตาแต่โดยดี ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงจนคนมองอดมองด้วยความเอ็นดูไม่ได้ จากนั้นเอเกิลพึมพำบริกรรมคาถาอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว ดวงตาสีแดงซีดพลันสว่างวูบหนึ่งก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะหายไปอย่างรวดเร็ว

ความรู้สึกดิ่งวูบในช่องท้องทำเอาเซดริกรู้สึกเหมือนเครื่องในจะขย้อนออกมาทางลำคอ แม้จะหลับตาอยู่แต่ก็พอเดาได้ว่ารอบกายเขานั้นมืดมิด และกำลังหมุนอย่างรวดเร็ว มือที่จับแขนของพ่อบ้านไว้ยิ่งจับแน่นขึ้นเมื่อมีสายลมวูบหนึ่งตีใบหน้าอย่างแรงจนชาวาบ

พลัน ทุกอย่างก็สงบลง และฝ่าเท้าก็สัมผัสได้ถึงพื้นแข็ง ๆ ที่มั่นคง

“ลืมตาได้แล้วล่ะขอรับ” เสียงแหบห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างกายก่อนที่ดวงตา  สีฟ้าจะค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ และกระพริบปริบ ๆ เมื่อต้องแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่ลอดผ่านช่องว่างขนาดเล็กเหนือศีรษะ เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง และเห็นท้องฟ้าสีฟ้าผ่านทางช่องว่างระหว่างตึกสองตึก

เซดริกขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะก้มใบหน้าลง และมองรอบกาย ทั้งมืดและแคบ แวมไพร์ชราพอเดาท่าทางของอีกฝ่ายได้จึงเริ่มอธิบาย “พวกเราอยู่ในซอกตึกขอรับ” เขาว่าก่อนจะถอยหลังเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงไอร้อนของดวงอาทิตย์ “หากเป็นบริเวณอื่น กระผมเกรงว่าจะไม่สามารถส่งท่านเซดริกได้ขอรับ”

ชายหนุ่มเอียงคอหน่อย ๆ ด้วยความฉงน เมื่อเห็นว่าร่างของชายชราหลบเข้ามุมมืดจนแทบไม่เห็นใบหน้าก็เข้าใจ นั่นสินะ แวมไพร์ไม่ถูกกับแสงแดด

“ผม...ทำให้คุณลำบากหรือเปล่า? แบบว่าให้ผมเดินมาเองก็ได้นะ” เขาถามเสียงเบาอย่างรู้สึกผิด ตอนนี้ก็เป็นเวลาประมาณเก้าโมงกว่า ๆ ถือว่าเริ่มมีแดดแล้ว และแน่นอน...มันไม่เป็นมิตรต่อปิศาจยามราตรีเช่นร่างเบื้องหน้าเขาเป็นต้น

“ไม่หรอกขอรับท่านเซดริก ถึงจะอยู่ในระยะที่เดินได้ แต่นายท่านสั่งให้กระผมพาท่านมาอยู่ดีขอรับ” น้ำเสียงอ่อนโยนจากใบหน้าในความมืดทำให้อีกฝ่ายพอเบาใจลงบ้าง แต่ก็อดเกรงใจไม่ได้อยู่ดี

“ว่าแต่ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”

“เมืองซีบิวขอรับ”

“จริงเหรอครับ?” เซดริกเบิกตาโต พราะเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของเมืองแห่งนี้มาบ้าง จึงอยากมาเที่ยวสักครั้ง และในที่สุดความฝันก็เป็นจริง!

“ขอรับ” เอเกิลตอบรับด้วยความขบขันไม่ได้ “เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็น ขอให้ท่านเซดริกมารอกระผมที่นี่นะขอรับ กระผมจะได้พาท่านกลับคฤหาสน์”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับน้อย ๆ “ได้ครับเอเกิล ขอบคุณมากครับที่มาส่ง” เขาเอ่ยก่อนที่ร่างในความมืดนั้นจะหายไปเพียงแค่กระพริบตาทำเอาเขาอดขนลุกไม่ได้ ยังไง ๆ ก็ยังไม่ชิน...

ร่างสูงก้าวออกจากช่องว่างเล็กน้อยระหว่างตึกสูงก่อนจะต้องหรี่ตาลงเพราะต้องแสงแดดจ้า จะว่าไป เราก็ไม่ได้เจอแดดนานแล้วแฮะ ใบหน้าคมคายเงยหน้าขึ้นราวกับว่าต้องการรับไอแดดที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจก่อนจะก้มหน้าลงเช่นเดิม และตัดสินใจออกเดินเมืองเก่าแห่งทรานซิลเวเนีย...ซีบิว

เมืองซีบิวเป็นเมืองที่อยู่ในเขตภูมิภาคทรานซิลเวเนีย และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศโรมาเนีย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยว และสัมผัสถึงวัฒนธรรมอันยาวนานของเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมยุโรป

แสดงว่าคฤหาสน์ของครอสต้องอยู่ในทรานซิลเวเนียแน่ ๆ

“ตามตำนานแดรกคิวล่าเป๊ะ...” เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบาขณะเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยตัวหนอนสีเทาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่วางต่อกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ดวงตาสีฟ้าจับจ้องที่ตัวอาคารแต่ละหลังซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นแบบชนบทที่เป็นบ้านสองชั้น และมีหลังคาสูง

“อืม...ย่านเขตเมืองเก่าสินะ” เซดริกรำพันกับตัวเอง เพราะเขาเห็นแม่น้ำสายหนึ่งไม่ไกลจากที่เขาอยู่นัก ซึ่งน่าจะเป็นแม่น้ำซีบินเพราะย่านเขตเมืองเก่านี้ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแห่งนี้

กลิ่นอายของวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของยุโรปทำให้ชายหนุ่มพลันต้องมนต์สะกด ดังนั้น เขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าเมืองซีบิวจะได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมยุโรปคู่กับเมืองลักเซมเบิร์ก และยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารชื่อดังให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่งดงามที่สุดของยุโรปอีกด้วย

วันนี้อาจจะเป็นโชคดีของเขาที่อากาศไม่ร้อนนัก มีลมพัดมาอ่อน ๆ แม้ว่าแดดจะแรงก็ตามที เซดริกเดินผ่านผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนที่คาดว่าจะเป็นชาวพื้นเมือง และนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด อาจเพราะนานแล้วที่เขาไม่ได้เจอมนุษย์เลยสักคน

อันที่จริง ที่เขามีชีวิตอยู่ท่ามกลางเหล่าแวมไพร์ได้...ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ

“ก็ยังดีที่ยังอยู่ครบสามสิบสอง...”

แม้ปากจะบ่นไปอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่คิดว่าแวมไพร์ที่เขาอาศัยอยู่ด้วยนั้นน่ากลัวเลย กลับกันชายหนุ่มยังเผลอคิดไปว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัวด้วยซ้ำ

ร่างสูงเดินตามถนนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน แต่ก็เพราะใบหน้าที่เด่นสะดุดตามาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การเดินไปไหนมาไหนนั้นช่างน่าอึดอัด เพราะมีสายตาคอยจ้องมองด้วยความสนใจ และอยากรู้อยากเห็นจากทั้งชายและหญิง

มันก็อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เขาได้ซื้อน้ำ และอาหารในราคาพิเศษ แต่ว่าพอโดนจ้องบ่อย ๆ นาน ๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

เซดริกถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจขณะกระดกน้ำจากกระป๋องลงคอ “มองอย่างกับไม่เคยเห็นคน” แม้ปากจะพึมพำบ่นสักเพียงใด แต่เมื่อมีหญิงสาวที่เดินผ่านมาส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย เขาก็เผลอยิ้มตอบไปโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มถือคติไว้ว่า ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็ร้ายกลับ เพราะฉะนั้นอีกฝ่ายก็แค่ส่งยิ้มให้ เขาก็ควรจะยิ้มตอบกลับไปเช่นกันนี่นา?

“เพราะงี้ไง นายถึงได้มีแต่สาวติดตรึมน่ะ!”

เสียงที่ไม่ได้ยินมานานของเพื่อนรักผู้ไม่ได้พบเจอมาร่วมเดือนดังขึ้นในความคิด เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย แต่ก็พลันเลือนหายไปทันที

จะว่าไป หมอนั่นจะเป็นยังไงบ้างนะ*?*

...จะโกรธหรือเปล่าที่เขาหายตัวมาแบบนี้...

แล้วจะมีใครเป็นห่วงเขาบ้างรึเปล่านะ?

กึก...

พลัน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็พัดวูบเข้าใส่ทำเอาขนคอลุกชัน ร่างสูงหยุดนิ่งงันพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัว ความรู้สึกแบบนี้...เขาไม่รู้จัก แต่มันกลับทำให้ทั้งร่างกายเป็นอัมพาตไปได้ ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ กวาดมองรอบตัวอย่างระแวดระวังพร้อมกับใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอยเคร่งเครียด

อะไร*?*

แล้วเขาก็เห็นที่มาของรังสีแปลกประหลาด เพิงเล็ก ๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมถนน เพิงนั้นประดับด้วยผ้าต่วนสีดำและสีขาว ประดับด้วยลูกปัดสีทองและเงินเป็นแถบยาว มีม่านที่ทำจากเชือกร้อยลูกปัดหลายเส้นร้อยเรียงยาวแทนประตู ข้างหน้าเพิงนั้นมีตุ๊กตาหินรูปนกฮูกตัวเล็กวางอยู่คล้ายกับยามเฝ้าประตู ถ้าเขาไม่สังเกตดี ๆ ก็จะไม่ทันมองเห็นป้ายชื่อที่อยู่วางอยู่เหนือหัวนกฮูกตัวนั้น

“ทำนายโชคชะตา...?”

หมอดู...งั้นเหรอ*?*

“สนใจเหรอคะ?” อยู่ ๆ ก็มีเสียงหวานดังขึ้นข้างกายทำเอาเขาสะดุ้งโหยง พอหันไปทางต้นเสียงก็ผงะด้วยความตกใจ เพราะใบหน้าเรียวสวยคมเข้มของ     หญิงสาวคนหนึ่งอยู่ห่างไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือกั้น ท่าทางของเขาทำให้สาวเจ้ากระตุกยิ้มบาง ๆ ด้วยความขบขัน

“ป...เปล่าครับ” เซดริกตอบตะกุกตะกัก ใบหน้าคมคายขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางสวมชุดคล้ายหญิงชาวยิบซีที่มีเพียงเกาะอกสีม่วง และผ้าผืนยาว       สีเดียวกันที่คลุมบริเวณสะโพก และท่อนขา ยังโชคดีที่เธอมีผ้าผืนบางแถบยาวคลุมบริเวณหัวไหล่ และท่อนแขน

“แต่ท่าทางของคุณมันตรงข้ามกันเลยนะคะ” เสียงหวานสดใสเอ่ยต่อไป ดวงตาสีเทากลมโตแต่งแต้มด้วยอายไลน์เนอร์สีดำคมกริบทำให้เธอดูมีเสน่ห์ ยิ่งจมูกโด่งสวย และริมฝีปากอิ่มเอิบ ยิ่งทำให้ไม่อาจละสายตาไปได้

“คือผม...เดี๋ยว คุณใช้ภาษาอังกฤษเหรอ?” ว่าจะหาข้อแก้ตัว แต่เขาก็สะกิดใจขึ้นมา เพราะเธอคนนี้พูดด้วยภาษาบ้านเกิดเขาซึ่งไม่ค่อยมีใครใช้นักในประเทศนี้ เนื่องจากมีภาษาโรมาเนียเป็นภาษาราชการอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ที่เขามาถึงเมืองซีบิว ทุกคนที่เข้าหาเขาก็พ่นภาษาโรมาเนียใส่แทบทุกคน จนเขาแทบอยากจะเอาป้าย ‘English please!!’ แปะไว้ที่หน้าให้มันรู้แล้วรู้รอด

หญิงสาวระบายยิ้มจาง ๆ “ฉันไม่ใช่คนโรมาเนียค่ะ” เธอตอบเสียงฉะฉานก่อนจะคว้าแขนของชายหนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวให้ตามตนไป “เข้ามาข้างในก่อนสิคะ”

เซดริกถึงกับหน้าเหวอเมื่ออยู่ดี ๆ ก็โดนลากไปทางร้านหมอดูที่เขาเห็นเมื่อครู่ “เดี๋ยว...เดี๋ยวสิครับคุณ ผมไม่ได้อยาก...” ไม่ทันได้พูดจบอีกฝ่ายก็พาเขาผ่านม่านลูกปัดเข้ามาภายในตัวร้านเสียแล้ว

บรรยากาศข้างในตลบอบอวลด้วยกลิ่นของเทียนหอมที่มากเกินไปจนแสบจมูก มีโต๊ะกลมหนึ่งตัว และเก้าอี้อีกสองวางอยู่กลางห้อง รอบ ๆ ห้องนั้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากผืนผ้าสีขาวสะอาดตา...อย่างน้อยเขาก็เดาว่าเป็นสีขาวเพราะแสงไฟมัว ๆ จากโคมไฟห้อยเพดานเป็นสีเหลืองอมส้ม ทำให้ผ้าที่เห็นเป็นสีส้มอ่อน ๆ ได้วย

“ขอโทษด้วยครับ คือผมไม่ได้อยากดูดวง” เมื่อตั้งสติได้ เซดริกก็รีบปฏิเสธทันที และตั้งท่าจะเดินออกไป

สาวยิปซีปล่อยแขนอีกฝ่ายแต่โดยดีก่อนจะหันมา “คุณแน่ใจเหรอคะ” เธอถามพร้อมกับกระตุกยิ้ม “ฉันรู้นะคะว่าคุณมีเรื่องอยากรู้มากมายเลยทีเดียว”

ชายหนุ่มหันขวับมาทันที “นี่คุณ...”

หญิงสาวไม่ตอบอะไรนอกจากเลื่อนเก้าอี้ และผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลง     ชายหนุ่มมองร่างบางอย่างไม่วางใจนัก แต่สุดท้ายแล้ว บางอย่างในตัวของเธอ อาจจะเป็นดวงตาสีเทาคู่นั้นที่ทำให้เขายอมนั่งลงแต่โดยดี

บางที....เธออาจจะช่วยตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจก็เป็นได้

“รอสักครู่นะคะ” ว่าแล้ว เธอก็หายเข้าไปหลังม่านผ้า ทิ้งให้ชายหนุ่มผู้โดนล่อลวงมานั่งงง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงสังเกตสภาพแวดล้อม

 อย่างกับอยู่ในหนังเลยแฮะ...

 “ว่าไงพ่อหนุ่ม” เสียงแหบแห้งดังขึ้นในความเงียบทำให้เขารีบหันไปมอง ดวงตาสีฟ้านิ่งค้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นหญิงชราอายุราว ๆ แปดสิบปีในชุดรุ่มร่าม สีน้ำตาลอ่อนเดินออกมาจากม่านผ้า ใบหน้าสีซีด และเหี่ยวย่นจนเกือบปิดทับดวงตาที่ปิดสนิท ยามเธอก้าวอย่างเชื่องช้าก็เกิดเสียงกริ๊งของกระดิ่งแผ่วเบา ข้าง ๆ            หญิงชรานั้นมีร่างบางที่หายไปเมื่อครู่ช่วยพยุงมา

“...” เซดริกไม่อาจพูดสิ่งใดออกไปได้ เพราะเหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับเส้นเสียง ความรู้สึกที่สัมผัสได้ตอนนี้คือสิ่งที่เขารู้สึกตอนอยู่นอกเพิง

หญิงชราผู้นี้....ดูลึกลับ

“อ้าว ๆ เงียบไปเลย” เสียงเดิมเอื้อนเอ่ยอย่างขบขันขณะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ส่วนหญิงสาวอีกคนก็ยืนอยู่ข้าง ๆ คล้ายกับผู้พิทักษ์ แบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่าคนตรงหน้าเขาคือ หมอดู เจ้าของเพิงแห่งนี้

“เอ่อ...คือ...” เขายอมรับล่ะว่า อับจนด้วยคำพูดจริง ๆ

“อยากรู้อะไรงั้นหรือพ่อหนุ่ม” แม่หมอถามน้ำเสียงนิ่งผิดกับเมื่อครู่ทำเอาอีกฝ่ายนั่งตัวเกร็งขึ้นมาทันที

น่าแปลกที่เมื่อครู่เขามีเรื่องอยากถามมากมาย แต่ตอนนี้กลับนึกอะไรไม่ออก เซดริกกลืนก้อนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอก่อนจะจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น

ดวงตาของอีกฝ่ายนั้นปิดสนิท แต่เขากลับรู้สึกว่าถูกมองจนทะลุปรุโปร่งราวกับว่าผิวกายเป็นเพียงแค่ผืนผ้าบาง ๆ ที่มองทะลุผ่านได้โดยง่าย...

“คือ ผม...ไม่รู้” เสียงทุ้มตอบแผ่วเบาก่อนจะหลุบใบหน้าลงต่ำ

“งั้นยื่นมือมา” หมอดูชราเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทรงพลังทำให้ชายหนุ่มไม่อาจขัดได้ เขาค่อย ๆ ยื่นมือขวาให้อีกฝ่ายโดยไม่มองหน้าทำให้ไม่เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันทีที่เห็นลายขีดเขียนของธรรมชาติบนฝ่ามือของเขาเพียงแค่แวบเดียวก็ตาม

ใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้หญิงสาว      ข้างกายท้วงขึ้นมาด้วยความห่วงใย “ยายคะ...”

 แต่ที่อีกฝ่ายทำ มีแค่ยกมือขึ้นห้ามก่อนที่เธอจะเอ่ย “ดวงชะตาของพ่อหนุ่มช่างน่าสับสนนัก...” เมื่อเธอหยุดไปชั่วครู่ ใบหน้าคมคายที่ก้มอยู่ก็เงยขึ้นมาพร้อมกับด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “...อนาคตของเจ้าเห็นไม่ชัด ไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางใด”

  แล้วเสียงของนางก็เริ่มสั่นเครือราวกับหวาดกลัวบางอย่าง “เจ้า...เกี่ยวข้อง และผูกพันกับบางอย่างที่ลึกลับโดยไม่อาจตัดขาดได้ ใช่...เพราะเจ้ามีอย่างที่แปลกออกไป ใช่...พิเศษกว่าใครจนทำให้ตัวเจ้านั้นถูกดึงไปพัวพันกับความขัดแย้งโดยที่ไม่รู้ตัว ใช่...ใช่...”

เสียงที่สั่นเครือเริ่มกลายเป็นพร่ำเพ้ออย่างไร้จุดหมาย ถ้อยคำที่เอ่ยซ้ำไป   ซ้ำมาค่อย ๆ แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ แม้ว่าใบหน้าของหญิงชราจะดูแข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัว

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เขาตกใจไม่ใช่สีหน้าของหมอดูชรา แต่หากเป็นคำพูดที่นางเอ่ยออกมา...

...ราวกับว่านางมองเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด...

เป็นไปไม่ได้หรอกนา!

“ผม...ผมขอตัวก่อนนะครับ” เซดริกเอ่ยเสียงเบาก่อนจะลุกขึ้น และตรงไปที่ม่านลูกปัดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาขอเพียงแค่ออกไปจากเพิงนี้ให้เร็วที่สุด

“เดี๋ยวค่ะคุณ” เสียงเรียกของหญิงสาวทำให้เขาหยุดกะทันหัน แต่ไม่แม้จะหันกลับไปมอง ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร

 “ไม่ใช่แค่ชะตาของคุณที่ยังไม่แน่นอน...แต่รวมถึงความรักของคุณด้วยค่ะ” ยิปซีสาวพูดอย่างรวดเร็วแต่ชัดถ้อยชัดคำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายหันมามองแต่อย่างใด

“ขอโทษด้วยครับ พอดีผมยังไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่” เซดริกตอบอย่างตัดเยื่อใย และเอื้อมมือไปปัดม่านลูกปัดให้เปิดออก

“มีทางสองทางให้คุณเลือก” แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจ เธอก้าวเข้ามาใกล้แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า

เสียงกระพรวนที่ข้อเท้าที่ไม่ได้สังเกตตั้งแต่แรกดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ชายหนุ่มต้องผินใบหน้ากลับมามอง “อยู่...หรือไป แต่ไม่ว่าทางไหน ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน” เธอเอ่ยต่อ ใบหน้างดงามของหญิงผู้ทำนายจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าที่ไหววูบ

ไม่รู้เพราะเหตุใด ภาพชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเรือนผมยาวสีดำกลับปรากฏเด่นชัดในความคิด...

เซดริกส่ายหน้าเบา ๆ อะไรกันเล่า เขาสบถในใจ แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสแผ่วเบาจากฝ่ามือเรียวแตะที่ใบหน้า เขาสบตากับดวงตาสีเทากลมโตที่ปรากฏริ้วแห่งความเจ็บปวดปานจะกรีดร่างให้ขาด

ทำไม*?*

“เลือกให้ดี...นะคะ” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบาก่อนจะลดมือลง และถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงกระพรวนดังขึ้นอีกคราปลุกให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบด้วยถ้อยคำเช่นไร จึงตัดสินใจหันหลัง และก้าวออกไปจากเพิงแห่งการทำนาย คำทำนายเมื่อครู่ทำให้เขาสงสัย เขามีอะไรพิเศษ?

“แล้วผมล่ะ? ทำไมคุณถึงไม่ฆ่าผมเสียตั้งแต่ตอนนั้น?”

บทสนทนาที่จบไปนานแล้ว แต่เขายังคงจำได้แม่นยำ ครอสต้องการบอกอะไรกับเรานะ*?*

“กรี๊ดดด!!!”

​TO BE CONTINUED...

ความคิดเห็น