พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คนมีอดีต (40%)...ทำไปได้ อิอิ (ฟินนนนนนนน)

ชื่อตอน : คนมีอดีต (40%)...ทำไปได้ อิอิ (ฟินนนนนนนน)

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.2k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนมีอดีต (40%)...ทำไปได้ อิอิ (ฟินนนนนนนน)
แบบอักษร


ทันใดนั้นอยู่ๆ คนที่เหมือนจะว่าง่ายก็วาดมือมาคว้าหมับเข้าที่กระดุมเสื้อของเธอ ส่งผลให้ดวงตากลมโตเหลือกถลน พอจะถอยหนีแขนแกร่งข้างหนึ่งก็ล็อกเอวบางเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็จัดการปลดกระดุมของเธออย่างหน้าตาเฉย      

“ว้าย! อีตาบ้า! มาแกะกระดุมเสื้อฉันทำไม!”

คิริมาร้องโวยวายขณะปัดมือใหญ่ที่ยุ่มย่ามอยู่แถวหน้าอกตัวเองพัลวัน ครั้นเธอดีดดิ้นต่อต้านมากๆ เข้าเขาก็ประกบจูบดุดันระคนดูดดื่มจนไร้การควบคุม

สุดท้ายคนเจ้าเล่ห์ก็สามารถแกะกระดุมเสื้อเธอได้ แล้วกดยิ้มร้ายกาจพึงพอใจกับผลงานของตัวเองเพราะกระดุมหลุดไปสองเม็ด พอเธอจะยกมือขึ้นกลัดอีกฝ่ายก็รวบมือเอาไว้            

“ผมจะทำให้น้องคุณมันคลั่ง” จอมวายร้ายขยิบตาด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ปนคึกคะนอง นัยน์ตาพราวระยับ วาจาที่พ่นออกมาจากปากหยักทำให้เธอหลุดทำหน้าเหวอ      

“ประสาท!”

นอกจากเขาจะยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้านกับถ้อยคำด่าทอแล้ว พ่อเจ้าประคุณยังลอยหน้ายิ้มร่า สาบานว่านั่นไม่ใช่อารมณ์สุนทรีย์ในแบบคนดีๆ เขาทำกัน   

เขามันโรคจิตชัดๆ        

จากนั้นพงษ์สวัสดิ์ก็จูงมือเธอไปยังประตูขณะผิวปากอย่างอารมณ์ดี หมุนลูกบิดด้วยท่าทางใจเย็นดูขัดตาราวจะยั่วให้ผู้ที่รออยู่ด้านนอกคลั่ง ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูให้อ้าออก       

“เวร!”

ในวินาทีที่ประตูเปิดออก ปรเมศก็ถึงกับหลุดสบถ เมื่อเห็นว่าคู่อริของตนกำลังจับมือถือแขนพี่สาวอยู่ ก่อนจะจัดการดึงมือคิริมาออกจากมือใหญ่ของไอ้คนที่กำลังลอยหน้าทำท่ายียวนกวนประสาทใส่เขา       

จากนั้นปรเมศก็จับพี่สาวหมุนซ้ายขวาหน้าหลังเพื่อสำรวจว่ามีส่วนใดบุบสลายหรือไม่ พอเห็นกระดุมเสื้อของเธอหลุดไปสองเม็ดเขาก็รีบกลัดให้ เงยขึ้นหรี่ตามองหน้าพงษ์สวัสดิ์ ครั้นเห็นอีกฝ่ายยักไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ขบกรามแน่น ก่อนจะเกือบหลุดสบถออกมาอีกหนึ่งคำรบเมื่อเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง     

“นี่รอยอะไรตัวใหญ่”

ปรเมศชี้นิ้วไปยังรอยแดงเป็นปื้นตรงต้นคอขาวระหงของพี่สาว แล้วเอ่ยถามเสียงแข็งๆ ทำให้ผู้ที่เพิ่งประจักษ์ว่าตนเสียรู้ให้พงษ์สวัสดิ์เข้าแล้วถึงกับหน้าแดงทำท่าอึกอัก       

“เอ่อ…”

“รอยยุงกัดม้างงงงง…”

คนไม่ได้ถูกถามแต่ดันเสนอหน้าอยากตอบเอ่ยเสียงเนิบนาบกวนบาทา ทำเอาผู้ที่กำลังเฝ้ารอคำตอบจากปากพี่สาวถึงกับหันขวับไปชี้หน้าพร้อมเค้นเสียงกระด้างคาดคั้น     

“มึงทำอะไรพี่สาวกูหรือเปล่า”  

“แล้วมึงคิดว่าเวลาผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ในห้องสองต่อสองเขาทำอะไรกันบ้างล่ะ” แทนที่จะตอบดีๆ พ่อหนุ่มฮาร์ดคอร์กลับกอดอกยอกย้อนเป็นปริศนาให้อีกฝ่ายเดือดดาลซะงั้น     

“มึง!” ปรเมศหลุดสบถออกมาอีกครา

เห็นท่าไม่ดีคิริมาจึงรีบเคลื่อนไปยืนคั่นกลางระหว่างสองหนุ่มเลือดร้อน แล้วเอ่ยห้ามปรามน้องชายตัวเองเสียงดุๆ “เมศ! หยุดนะ! ห้ามก่อเรื่อง”       

“พี่ครีมก็ดูมันพูดสิ มันน่าเอาเลือดปากออกไหมล่ะ” ปรเมศก้มลงไปเอ่ยกับพี่สาวเป็นเชิงฟ้องด้วยท่าทางฮึดฮัด ครั้นเห็นพงษ์สวัสดิ์เหยียดปากคล้ายประณามว่า ‘อ่อนว่ะ’ เขาก็แทบคลั่ง   

“เขาไม่ได้ทำอะไรพี่หรอก ไปกลับบ้าน” ขาดคำเธอก็ออกแรงลากน้องชายออกไปเพราะเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลาย ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมไปง่ายๆ      

“กลับก็ได้ แต่ขอเอาเลือดปากมันออกก่อน”  

ปรเมศประกาศกร้าว พร้อมกันนั้นก็ตั้งท่าจะกระโจนเข้าไปฟาดปากหมาๆ ของไอ้คนที่กำลังลอยหน้าส่งสายตาท้าทายมายั่วอารมณ์ให้เขาของขึ้น แต่โดนพี่สาวผลักอกเอาไว้เสียก่อน       

“ถ้าอยากมีเรื่องก็เข้ามา ไฟท์กันตัวต่อตัวไปเลย อย่ามัวแต่เห่า” นอกจากจะทำท่ากวนๆ ใส่แล้ว จอมเกรียนที่ชอบยั่วให้คนอื่นสติแตกจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็เอ่ยท้าด้วยท่าทางขึงขัง จนคิริมาต้องถลึงตาปราม แต่นอกจากจะไม่สะทกสะท้านแล้วพ่อคุณยังลอยหน้าไหวไหล่เบาๆ          

“เมศ…กลับบ้านกันเถอะ อย่ามีเรื่องเลย พี่ง่วงจะตายอยู่แล้ว” ครั้นเห็นน้องชายทำท่าจะดึงดันเข้าไปฟาดปากหมาๆ ของคู่อริตัวเป้งให้ได้คิริมาก็เปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนเอ่ยอย่างอ้อนๆ แล้วหาวหวอดๆ ประกอบคำพูด และท่าทางง่วงจนตาจะปิดของพี่สาวก็ทำให้ปรเมศใจอ่อน ลดท่าทางขึงขังลง        

“ถ้าไม่อยากให้กูเอาเลือดปากมึงออกก็อย่าเข้าใกล้พี่สาวกูอีก”

ปรเมศเค้นเสียงกระด้างลอดไรฟันพร้อมชี้หน้าข่มขู่อีกฝ่าย ตั้งท่าจะดึงคิริมาออกไปให้พ้นๆ หากว่าเสียงกลั้วหัวเราะเสียดแทงโสตประสาทไม่ดังมาก่อกวนอารมณ์เสียก่อน    

“บอกช้าไปไหม”   

“มึงหมายความว่ายังไง” คราวนี้ปรเมศถึงกับกระโจนเข้ากระชากคอเสื้อของคู่อริ แล้วตะคอกใส่หน้าอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวเพราะเดือดดาลสุดขีด    

 “ถามพี่สาวมึงดูสิ กูเป็นผู้ชายพูดมากไม่ได้เดี๋ยวผู้หญิงเขาจะเสียหาย”

หลังจากกระชากมืออีกฝ่ายออกจากคอเสื้อของตัวเอง ปัดรอยมือของปรเมศคล้ายรังเกียจเสียเต็มประดา พงษ์สวัสดิ์ก็ไหวไหล่เบาๆ พร้อมเอ่ยทิ้งท้ายชวนให้คิดตงิดใจ           

ปรเมศกัดฟันกรอดๆ โมโหจนแทบคลั่ง

และก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายไปจนถึงขั้นวางมวยกันคิริมาก็รีบกระชากแขนกำยำของน้องชายออกไปจากห้องของพงษ์สวัสดิ์ แต่แล้วเธอก็แทบจะบ้าตายเมื่อจอมก่อกวนเดินผิวปากตามมายืนรอลิฟต์อยู่ข้างๆ สองหนุ่มต่างมองเขม่นกันจนกระทั่งก้าวเข้ามาในลิฟต์         

“มึงจะตามพวกกูมาทำไมไม่ทราบ” ปรเมศหันขวับไปจ้องใบหน้าเรียบนิ่งทว่าแววตากลับโคตรจะกวนของคนที่เดินล้วงกระเป๋าก้าวตามเขากับพี่สาวเข้ามาในลิฟต์       

“กูไม่ได้ตาม”

พงษ์สวัสดิ์สวนกลับหน้าตาย ขณะไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้านกับท่าทางเอาเรื่องของอีกฝ่าย กลัวที่ไหน มันซัดมาเขาซัดกลับแค่นั้นก็สิ้นเรื่อง    

“กูจะลงไปรับสาว”  

คนที่จงใจเดินเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างสองศรีพี่น้องเอ่ยตอบ แต่หันไปทางคิริมาอย่างหน้าตาเฉย ลมหายใจผ่าวระอุที่รินรดพวงแก้มเนียนทำให้เธอหน้าเห่อร้อนใจสั่น แต่คำพูดของเขาทำเอาเธอเผลอกำหมัดเม้มปากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งท่าทีที่เธอแสดงออกมานั้นก็ทำให้ปรเมศตีความไปว่าพี่สาวกำลังถูกคุกคาม       

“ตัวใหญ่มายืนข้างเมศ อย่าไปยืนใกล้มัน” คนหวงพี่สาวเข้าไส้เอ่ยพลางจัดการจูงมือเรียวของคิริมาให้เดินไปยืนห่างๆ จากตัวก่อกวน    

สรรพนามเรียกขานพี่สาวของอริตัวร้ายทำให้พงษ์สวัสดิ์เบ้ปากมองบนอย่างนึกหมั่นไส้ ก่อนจะเหม็นขี้หน้าปรเมศหนักเข้าไปอีกเมื่ออีกฝ่ายดึงคิริมาไปยืนทางด้านหน้าเคียงคู่กัน ทิ้งเขาไว้ข้างหลังคล้ายรังเกียจเสียเต็มประดา จากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันเสมือนว่าไม่มีเขาอยู่ในลิฟต์ด้วย      

“ทำไมตัวใหญ่ถึงไปอยู่ห้องมันได้”   

“เอ่อ…พอดีพี่ตากฝนนิดหน่อย กลัวจะเป็นหวัดก็เลยไปขอไดร์ผมกับเขา”

รู้ดีแก่ใจว่ามันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยแต่คิริมาก็ต้องจำใจพูดออกมา แล้วก็เหมือนได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังแว่วมาจากทางเบื้องหลัง    

“แล้วทำไมต้องเป็นมันด้วย” ปรเมศถามเสียงห้วนๆ จนคนที่ยืนกอดอกเงี่ยหูฟังบทสนทนาของสองพี่น้องแทบจะยกเท้าถีบให้มันกระเด็นไปติดผนังลิฟต์     

“ก็ในคอนโดนี้พี่รู้จักแค่เขานี่นา” 

เสียงหวานอุบอิบโป้ปดอีกครั้ง และดูเหมือนว่าท่าทีหงุดหงิดของปรเมศจะอ่อนลงไปบ้าง เพราะลึกๆ แล้วก็คิดว่าเป็นความผิดของเขาด้วยเช่นกันที่ไม่ได้บอกกล่าวพี่สาวเรื่องขายคอนโด แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าคนที่ซื้อคอนโดต่อจากคนที่เขาขายให้จะเป็นไอ้หมอโรคจิตที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถ้ารู้เขาคงบอกเธอไปตั้งนานแล้ว              

“แล้วมันได้ทำอะไรตัวใหญ่ไหม”   

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ หยุดซักไซ้เหมือนพี่เป็นเด็กๆ ได้แล้วน่า” คิริมาโกหกคำโตด้วยการเอ่ยยืนยันอย่างหนักแน่น แล้วเม้มปากเมื่อได้ยินเสียงผิวปากหวือเหมือนกวนประสาท

ปรเมศหันขวับไปขึงตาใส่จอมก่อกวน ครั้นเห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วท้าทายเขาก็แสยะยิ้มชั่วร้าย แล้วจงใจขยับเข้าไปชิดร่างอ้อนแอ้นของพี่สาวมากขึ้น        

“งั้นของีบนิดนึงนะ ตาจะปิดอยู่แล้ว ถึงชั้นล่างปลุกเค้าด้วยล่ะ” ขาดคำปรเมศก็ซบศีรษะลงตรงไหล่บอบบางของพี่สาว ทำท่าอ้อนจนคนมองนึกหมั่นไส้   

จริงๆ แล้วปรเมศไม่ได้หลับแต่แค่ปิดตา ปิดหู และปิดการรับรู้ทั้งหมดทั้งมวล  เพราะเหนื่อยจากเคสผ่าตัดสมองที่กินเวลากว่าห้าชั่วโมง ฉะนั้นพอพาพี่สาวมายืนห่างจากคู่อริได้เขาจึงเบาใจ และไม่คิดจะระวังอะไร ตอนนี้สิ่งที่คิดได้ในหัวมีแค่เตียงนอน แต่เมื่อยังไม่ได้นอนสมใจก็ขอหลับตาพักสมองบ้างก็ยังดี        

คิริมาอุทิศไหล่เป็นที่พักพิงชั่วคราวให้น้องชายโดยไม่พูดไม่จา พออีกฝ่ายเงียบไปเธอก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพ่งสายตามองแผงควบคุมลิฟต์ แล้วโอดครวญในใจ      

โอยยยยย…ทำไมลิฟต์ถึงได้ช้าแบบนี้นะ  

อันที่จริงก็รู้แหละว่าลิฟต์มันช้าแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ย้ายเข้ามาก็ได้ยินคนบ่นเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นก็อาจจะเกิดจากสาเหตุที่สร้างคอนโดมาแล้วหลายปี อีกทั้งคอนโดคนไม่เยอะและไม่เร่งรีบเท่าสำนักงาน ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งลิฟต์ที่มีความเร็วมากมายอะไร แต่พอมีคนไปร้องเรียนมากๆ เข้าทางนิติบุคคลก็นำเรื่องไปพิจารณา และติดประกาศตั้งแต่สามเดือนที่แล้วว่าต้นเดือนหน้าจะมีการเปลี่ยนมาใช้ลิฟต์ตัวใหม่                        

คิริมายืนตัวเกร็งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเคลื่อนมาหา อึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างก็มายืนกอดอกมองคนที่หลับตาซบไหล่บางอยู่เหมือนเด็กขี้อิจฉา ผู้ชายคนนี้มีมุมแปลกพิลึกเหมือนน้องชายตัวดีของเธอไม่มีผิด เพราะแบบนี้มั้งทั้งคู่ถึงได้เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน

ปรเมศแสดงอีกมุมให้เฉพาะคนในครอบครัวและคนพิเศษได้เห็นเท่านั้น         

แล้วเขาล่ะ?    

เธอเผลอตั้งคำถามในใจ แล้วก็แทบจะหลุดอุทานออกมาเมื่ออยู่ๆ เขาก็ทำท่าจะง้างมือฟาดปรเมศ เธอถลึงตาปราม พอเห็นเขาลดมือลงก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะหึๆ ประหนึ่งจิตนิดๆ วินาทีถัดมาคิริมาก็ต้องหายใจสะดุดเมื่อเห็นว่าพงษ์สวัสดิ์ก้าวมายืนข้างๆ จนไหล่เกือบกระทบกัน แล้วเอียงหน้าก้มลงกระซิบริมหู                               

“แบบนั้นน่ะมันเด็กไป” เขาบุ้ยปากไปทางคู่อริที่หลับตาซบไหล่อีกข้างของเธออยู่ นัยน์ตากรุ้มกริ่มเจือร้ายๆ ทำให้คนฟังทั้งรู้สึกไม่ปลอดภัยและหมั่นไส้ในคราเดียวกัน        

เออเนาะ ยังไม่วายเกทับ คนอะไรถึงได้มึน ซึน และกวนขนาดนี้  

อึดใจต่อมาคิริมาก็ต้องตาโตตัวแข็งทื่อเมื่ออยู่ๆ คนหน้ามึนก็ก้มลงมาจูบปากอิ่มอย่างหน้าตาเฉย ครั้นจะขัดขืนให้ตัวเองหลุดพ้นก็กลัวว่าน้องชายจะรู้สึกตัวขึ้นมา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเรื่องคงยุ่งเหยิง หรือไม่ก็ทั้งคู่คงวางมวยกัน ฉะนั้นเธอจึงทำได้แค่เม้มปากต่อต้าน แต่ไม่นานก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ลูกล่อลูกชนอันแพรวพราวที่เขางัดออกมาล่อลวง ไปๆ มาๆ จึงทำได้เพียงยืนตัวเกร็งหน้าแดงซ่านให้คนหน้าไม่อายจูบตามอำเภอใจ ดีหน่อยตลอดทางที่ลิฟต์เคลื่อนลงมาไม่มีใครอื่นเข้ามาร่วมโดยสารให้ได้อับอายขายขี้หน้าเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว         

เขาจูบเอาๆ กระทั่งหนำใจถึงได้ยอมถอนปากออกในสภาพที่คนถูกปล้นจูบหน้าแดงก่ำและหอบนิดๆ ครั้นเห็นเธอมองด้วยสายตาเคืองขุ่นก็เลิกคิ้วท้าทาย แล้วยกนิ้วลูบปากตัวเองเบาๆ                 

จากนั้นพ่อคนซึนได้โล่ก็คว้ามือเรียวไปกุมไว้เสียดื้อๆ ครั้นเห็นเธอถลึงตาใส่แล้วปรายตามองน้องชายที่ซบอยู่ตรงไหล่เป็นระยะก็เดินไปทางด้านหลัง แล้วใช้นิ้วดันหัวปรเมศ ก่อกวนจนอีกฝ่ายนึกว่าพี่สาวสะกิดบอกว่าถึงชั้นล่างแล้ว คนที่เผลอหลับไปยกหัวขึ้นด้วยท่าทางงัวเงียติดจะเนือยๆ ท่ามกลางรอยยิ้มชั่วร้าย                              

หลังก้าวออกจากลิฟต์พงษ์สวัสดิ์ก็ยังไม่วายเดินล้วงกระเป๋าผิวปากตามมาจนกระทั่งถึงลานจอดรถ ทำให้คนที่พยายามกัดฟันข่มกลั้นอารมณ์ถึงกับแทบตบะแตก ปรเมศหันขวับไปหาคู่อริทันควัน พอเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่จ้องพี่สาวของตนไม่ลดละเขาก็รีบก้าวไปยืนบังหน้าเธอเอาไว้ และท่าทางเหมือนหวงของเป็นเด็กๆ ก็ทำให้พงษ์สวัสดิ์เบนสายตาจากคิริมาไปจ้องหน้าปรเมศด้วยแววเต้นระริกด้วยนึกขบขัน             

“กูขอเตือนมึงอีกครั้ง! ว่าอย่ามายุ่งกับพี่สาวกู!”

ปรเมศเค้นเสียงกระด้างเจือดุดันคล้ายจะสั่งและวางอำนาจกลายๆ พร้อมชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง แต่นอกจากจะไม่สะทกสะท้านแล้วพงษ์สวัสดิ์ยังยักไหล่ท้าทาย    

“อย่าทำเป็นหมาหวงก้างนักเลย กูกระเดือกป้าแบบพี่สาวมึงไม่ลงหรอก อย่างกูต้องโน่นโว้ย”

จอมมารร้ายตัวเป้งลอยหน้าสวนกลับด้วยมาดกวนๆ ท้ายประโยคพยักเพยิดไปยังสาวน้อยแก้มป่องที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถมินิคูเปอร์สีฟ้า ครั้นเห็นเจ้าของร่างเพรียวระหงในชุดแซกสีชมพูหวานแหววน่ารักหันมาเขาก็ยกมือขึ้นโบกทักทายด้วยสีหน้าเบิกบานจนน่าหมั่นไส้              

เห็นอย่างนั้นปรเมศก็นึกเบาใจ เพราะไม่ต้องการให้อริตัวร้ายมายุ่งกับพี่สาวของตน ก่อนจะคว้าแขนของคิริมาซึ่งยืนเม้มปากอยู่ไปยังรถ โดยไม่รู้ว่าคนที่เดินยิ้มร่าเข้าไปทักทายแฟนสาวของคุณชายหมอมองตามหลังทุกฝีก้าว ครั้นเห็นคิริมาขึ้นรถ ไม่สิต้องว่าขึ้นนั่งคร่อมเพราะไอ้เวรนั่นมันเสือกเอาบิ๊คไบค์มารับพี่สาวมัน   

ต้องอินดี้เบอร์ไหนถึงกล้าขับบิ๊กไบค์มารับพี่สาวในเวลาที่ฝนเหมือนจะตกๆ หยุดๆ แบบนี้  

คิดแล้วพงษ์สวัสดิ์ก็อยากจะตะคอกใส่หน้าไอ้เวรนั่นสักที แต่ก็ช่างมันเถอะ ในเมื่อฝนยังไม่ตกลงมาอีกก็ถือว่าโอเค และที่สำคัญคือคิริมากลับกับน้องชายก็คงปลอดภัยล่ะมั้ง หมอนั่นหวงพี่สาวจะตายหากมีภัยมันต้องปกป้องพี่สาวมันได้อยู่แล้ว คิดได้ดังนั้นเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมา            

นัยน์ตาเย็นชาอ่านความรู้สึกยากมองตามไฟท้ายของบิ๊กไบค์ตัวแรงเสียงดังกระหึ่มที่เพิ่งวิ่งออกไปจากลานจอดรถของคอนโดจนสุดสายตา แล้วหันมาสนใจสาวน้อยที่กำลังยืนทำท่ากระวนกระวายใจอยู่ตรงหน้า ก่อนที่พงษ์สวัสดิ์จะพาอารยาไปส่งหาเพื่อนรักอย่างธีรเดชที่ไม่ยอมลงมารับคู่หมั้นสาว เพราะทั้งคู่กำลังมีเรื่องบาดหมางใจกันอย่างหนัก จากนั้นก็กลับไปนอนเพราะพรุ่งนี้เขามีเคสพิเศษตั้งแต่เช้า


ปรเมศพาพี่สาวออกมาจากคอนโดของคู่อริซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเป็นระยะทางไกลพอสมควร ทว่ายังไปไม่ถึงครึ่งทางเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีรถกระบะไม่มีป้ายทะเบียนเร่งเครื่องขึ้นมาตีคู่ ครั้นลองผ่อนระดับความเร็วลงรถคันดังกล่าวก็ผ่อนตามอย่างน่าเอะใจ    

นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว!    

“เลี้ยวเข้าซอยข้างหน้าเลยเมศ” ยังไม่ทันจะได้คิดหาวิธีหลบเลี่ยงเพราะเกรงว่าตนจะพาพี่สาวมาเจอเหตุการณ์แย่ๆ คิริมาก็ยื่นหน้ามาตะโกนบอกแข่งกับเสียงรถ    

“ได้ๆ”  ปรเมศรับคำแล้วเบนหัวบิ๊กไบค์เข้าไปยังตรอกแคบๆ ในชุมชนแห่งหนึ่ง ไม่รู้หรอกว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไง รู้แต่ว่าเขาเชื่อใจพี่สาวพอๆ กับที่อีกฝ่ายเชื่อใจเขา    

จากนั้นปรเมศก็ขับรถเข้าตรอกซอกซอยตามที่คิริมาบอกอย่างไวว่อง แต่กระนั้นรถกระบะก็ยังไม่วายตามมา ทำเอาคนเลือดร้อนอย่างปรเมศถึงกับหลุดสบถ หากไม่ติดว่ามีพี่สาวมาด้วยเขาจะจอดรถ แล้วดวลปืนกับมันสักตั้ง เอาให้รู้กันไปข้างว่ามันหรือเขาจะบ้าดีเดือดกว่ากัน        

“เมศพกปืนมาป่ะ เอามาให้พี่”

วาจาที่หลุดออกมาจากปากของพี่สาวหากเป็นเวลาปกติเขาคงอ้าปากค้าง คิดถึงเรื่องปืนแม่คุณก็เอ่ยถามหาปืนเลยเชียว พี่สาวของเขาเคยกลัวอะไรบ้างเนี่ย นอกจากกลัวผีเข้าไส้แล้วเห็นจะไม่กลัวอะไรแบบผู้หญิงคนอื่นกระมัง แถมยังห้าวเป้งไม่เกรงใจบุคลิกป้าๆ บ้างเลย     

“ไม่ได้! มันอันตราย! ตัวใหญ่นั่งเกาะเมศให้แน่นๆ ก็พอ” ปรเมศลดกระจกหมวกกันน็อคที่สั่งทำพิเศษลง แล้วเอ่ยปฏิเสธพี่สาวด้วยท่าทางขึงขัง 

“แล้วเราจะตกเป็นเป้าให้มันยิงเนี่ยนะ พี่ไม่ยอมหรอก!” ท้ายประโยคคิริมาเอ่ยเสียงแข็งๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกไม่ต่างจากน้องชายเมื่อเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด     

ปัง!


ฮิ้ววววว ป๋าพงษ์คนซึน ทำหน้ามึนได้ทุกอย่างถ้าได้จูบเมีย 55555 ขนาดในลิฟต์ยังไม่เว้น คือแบบว่าอิป๋ากลัวจะน้อยหน้าอิเมศ อิป๋าเด็กขี้อิจฉา แถมยังชอบกวนประสาทอิเมศด้วย ส่วนหนูครีมนางก็มีอีกมุมที่เก่งกาจนะจ๊ะ แต่นางกับน้องชายจะเป็นยังไง จะมีใครตามมาช่วยไหม ไปตามลุ้นๆ กันต่อจ้า ตอนหน้าบอกเลยว่ามันและฟินไปได้อีกจ้า อิอิ เอ้า…ใครรออยู่ ใครยังตามอ่านตลอดๆ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า ^^

###ปล.หายหน้าไปหลายวันเพราะแพ้อากาศและปวดหลังมากๆ และวันนี้ปวดคอเพราะต่อมไทรอยด์มีปัญหา แต่ยังเร่งรีไรท์งานอยู่นะคะ ตอนนี้ถึงช่วงท้ายๆ แล้วจ้า อ่านนิยายแล้วเป็นยังไงมาบอกกันบ้างเด้อจ้า ^^



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น