เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 67 ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง

ชื่อตอน : บทที่ 67 ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 270

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 09:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 67 ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง
แบบอักษร

​“การประลองคู่สุดท้าย! เริ่มประลองได้!!!”

เฮ่! เฮ่!!

แทบจะทันทีกับเสียงของช่างหลินที่ประกาศเริ่มการประลอง เสียงของชาวเมืองต่างโห่ร้องออกมาด้วยความสนุกสนาน พวกเขาอยากจะรู้นักว่าสิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์อะไรนั่นจะมาตัดสินคนได้อย่างไร พวกเขาสัมผัสได้อย่างดีว่าเจียฮุ่ยดูแข็งแกร่งกว่าเห็นๆ ไม่ว่าจะร่างกายที่ใหญ่โตกว่า พละกำลัง หรือขอบเขตฝึกตน

เจียฮุ่ยมองถังเฟยหู่อย่างเหยียดหยามในความอ่อนแอของถังเฟยหู่ เขามีพลังในขอบเขตฝึกตนในปราณขั้นแปดระดับสุดยอด แต่คนตรงหน้าเป็นเพียงชนชั้นปราณขั้นเจ็ดระดับต่ำ มีระดับพลังที่ต่างจากเขาถึงหนึ่งช่วงชั้น ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่อาจสู่เขาได้

เจียฮุ่ยปลดปล่อยละอองปราณสีดำออกมาจากร่าง ปราณสีดำลอยอยู่รอบร่างกายของเขาและหมุนวนไปมา จนในที่สุดมันก็ได้รวมตัวกันอยู่เบื้องหลังของเจียฮุ่ย ปราณเหล่านั้นได้รวมตัวกันและกลายเป็นราชสีห์ตัวใหญ่ที่มีแฝงคอสีดำ นี่คือจิตวิญญาณประจำตระกูลของเจียฮุ่ย

ราชสีห์ขนดำเป็นจิตวิญญาณในระดับสี่ พลังของมันช่างเกรี้ยวกราดรุนแรง ร่างกายของมันใหญ่โตและเต็มไปด้วยมัดกล้ามไม่ต่างจากเจ้านายของมัน มันร้องคำรามออกมาราวกับสายอัสนีบาตร ในตอนนั้นเองที่เจียฮุ่ยยืนหมัดทั้งสองข้างออกไปทางด้านหน้า ราชสีห์ขนดำตัวใหญ่ที่เบื้องหลังได้กลายเป็นแสงปราณสีดำถูกรวบรวมไว้ในมือทั้งสองข้างของเจียฮุ่ย แสงเหล่านั้นได้กลายเป็นเกราะเหล็กบนหมัดทั้งสองข้างตั้งแต่ปลายนิ้วจนครอบคุลมจนถึงข้อมืออันใหญ่โตของเขา

เป็นอาวุธจิตวิญญาณอันเกรี้ยวกราดที่หนุนเสริมกำลังซึ่งเหมาะสมกับเจียฮุ่ยเป็นอย่างมาก เขาจับจ้องไปทางถังเฟยหู่เบื้องหน้าเพื่อรอดูอาการตกตะลึง แต่นั่นกลับตรงกันข้าม เด็กหนุ่มเบื้องหน้าไม่แม้แต่จะสนใจตัวเขาด้วยซ้ำไป เส้นเลือดที่ขมับของเขายิ่งเต้นระรัวด้วยความโมโห

“คิดจะดูถูกข้าหรืออย่างไรกัน! คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์นิดหน่อยก็จะมาอวดเบ่งต่อหน้าข้าได้หรืออย่างไร! ข้าจะแสดงให้เห็นเองว่าพลังที่แท้จริงคืออะไร!!” เจียฮุ่ยคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวจากนั้นได้ชกหมัดขวาของตนออกไปจนสุดแรงเพื่อหวังจะบดขยี้ถังเฟยหู่ให้กลายเป็นเศษเนื้อในหมัดเดียว!

โฮกกกก!

ตู้มมมมมมมม!!

หน้าตาอันดุร้ายของเจียฮุ่ยร้องคำรามออกมาราวกับปีศาจ หมัดของเขาพุ่งจากบนลงล่างอย่างรุนแรง แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่ดวงตาของถังเฟยหู่บังเกิดระลอกคลื่นสีม่วงดำในดวงตาและดวงตาของเขาเปล่งแสงสีม่วงออกมาอย่างเจือจาง ภาพทุกอย่างที่ถังเฟยหู่เห็นกลับกลายเป็นแจ่มชัดมากขึ้น

ญาณโลหิต ตาเหยี่ยวพันลี้!

ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับ!!

ลมปราณสีเขียวเข้มได้ปะทุออกมาจากภายในตันเถียนของเขาอย่างรวดเร็ว ปราณสีเขียวเข้มได้วิ่งพล่านไปตามชีพจรและเคลื่อนที่ไปยังฝ่าเท้าของเขา ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของถังเฟยหู่รู้สึกเบาหวิวขึ้น เขาได้พุ่งทะยานออกไปในช่องโหว่ที่เขาพบเห็นจากกระบวนท่าของเจียฮุ่ย

เท้าของถังเฟยหู่ขยับเคลื่อนไหวเป็นพัลวัน ปราณสีเขียวที่ขับเคลื่อนรอบร่างของเขาราวกับทำให้บังเกิดภาพมายาของอสรพิษตัวหนึ่งที่เลื้อยพันไปด้านหลังของเจียฮุ่ยในชั่วพริบตาเดียว ร่างของถังเฟยหู่ไปอยู่ด้านหลังของเจียฮุ่ยในพริบตาเดียว แม้เจียฮุ่ยจะมีพลังกายที่มากมายนักแต่ก็ด้อยเรื่องความเร็วยิ่งนัก

ถังเฟยหู่ได้ใช้ฝ่ามือของเขาแตะไปยังหลังของเจียฮุ่ยและออกแรงผลักออกไป ถึงแม้ฟังดูไปจะนานมากแต่นั้นก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวกับตอนที่เจียฮุ่ยออกหมัดใส่เขาเสียด้วยซ้ำไป เจียฮุ่ยซึ่งทุ่มเทพลังออกไปด้วยความโกรธในหมัดเดียวนั้นมือถูกแรงผลักจากด้านหลังของเขาก็ทำให้เสียสมดุลโดยง่าย

ตัวของเจียฮุ่ยที่ปล่อยหมัดออกไปได้ถาโถมไปทางด้านหน้าและกลิ้งไปกับพื้น กลายเป็นเรื่องขบขันให้แก่ทุกคนในสนามประลอง เจียฮุ่ยที่ล้มหน้าคว่ำไปได้พลิกตัวกลับมาและปัดฝุ่นที่เปื้อนใบหน้าของตน ใบหน้าของเขาแดงราวกับตับหมูเพราะความโกรธที่แผดเผาอยู่ภายในจิตใจ

เขาไม่เคยอับอายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เจียฮุ่ยร้องคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวราวกับราชสีห์คำราม หมัดเหล็กทั้งสองข้างเรืองแสงออกมา เขาพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูออกจากแล่ง

“อ๊ากกกกกก! ข้าจะฆ่าเจ้า!!”

เจียฮุ่ยคำรามอย่างบ้าคลั่ง หมัดของเขาพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก ซึ่งเมื่อหมัดนั้นเข้ามาใกล้ร่างของถังเฟยหู่ ดวงตาของถังเฟยหู่ก็เปล่งประกายออกมาอีกครั้ง ร่างที่เล็กกว่าพุ่งหลบอย่างรวดเร็วเพื่อหลบรอดไปอีกทางอย่างง่ายดาย

การกระทำของถังเฟยหู่ถูกจับจ้องโดยชายชราแซ่หยางที่หลับตาอยู่ตลอดเวลา เขาถึงกับยิ้มออกมาเมื่อเห็นอย่างนั้น “น่าสนใจมาก เขาใช้การต่อสู้จริงเพื่อขัดเกลาวิชาสายเลือดดวงตาของตัวเองให้ชำนาญ เขาถึงกับใช้ญาณโลหิตในการบังคับสายเลือดดวงตาให้ควบรวมกัน ช่างน่าสนใจจริงๆ” ชายชรายิ้มออกมา

ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเองที่ศาลาไม้ของสำนักวิหคสีเลือด ชายวัยกลางคนทั้งสองต่างก็รู้สึกประทับใจกับการปรับใช้ญาณเช่นนี้ของถังเฟยหู่ พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งโลหิตซึ่งเข้าใจดีว่าการเข้าใจและแยกสายเลือดพิเศษออกจากส่วนอื่นเพื่อควบรวมเช่นนี้เป็นขั้นตอนที่ละเอียดและต้องใช้ความเข้าใจที่สูงมาก

ทั้งสองอาจเข้าใจว่าเป็นพรสวรรค์ในศาสตร์โลหิต แต่ที่จริงแล้วถังเฟยหู่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆภายในร่างของตนได้อย่างยอดเยี่ยมก็เพราะศาสตร์การแพทย์อันสูงส่งของท่านตาที่ถ่ายทอดให้แก่เขา ความสามารถของหมอหลวงแห่งราชวงศ์ไม่อาจดูถูกได้เลย หากจะพูดไปถังเฟยหู่ก็คือลูกศิษย์ของหมอหลวงแห่งต้าหลิงผู้หนึ่ง

ฟุ่บบบ ฟุ่บบบบ!

เสียงหมัดแหวกอากาศไปมากมาย เจียฮุ่ยระดมต่อยออกไปไม่หยุดแต่ก็ไม่มีแม้แต่หมัดเดียวที่สามารถสัมผัสกับร่างของถังเฟยหู่ได้ หมัดของเจียฮุ่ยเต็มไปด้วยปราณมายารูปราชสีห์ แต่พลังอันแข็งแกร่งก็ไร้ประโยชน์หากไม่อาจแตะอีกฝ่ายได้

“อ๊ากกกก! ไอ้ขี้ขลาด! แน่จริงก็ลองรับหมัดของข้าดูสิฟ่ะ!” เจียฮุ่ยยังคงก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราด เขาขายหน้าจนไม่รู้จะขายหน้ากว่านี้ได้อย่างไร เขาราวกับเป็นเด็กอมมือเมื่ออยู่ต่อหน้าถังเฟยหู่ เขาแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!

ส่วนทางถังเฟยหู่ที่พุ่งตัวหลบหลีกไปมานั้นดูยิ้มแย้มอย่างมีความสุข นี่มิใช่การยั่วอารมณ์ของเขาแต่อย่างใด แต่เขากำลังรู้สึกมีความสุขจริงๆต่างหาก ทักษะของเขากำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เจียฮุ่ยราวกับกลายเป็นหินลับมีดให้เขาลับความเฉียบคม

การต่อสู้ของคนทั้งสองไม่ได้ดุเดือดเหมือนเช่นที่ทุกคนคาดหวัง ในตอนนี้ภาพลักษณ์ของถังเฟยหู่ในรอบก่อนถูกทำลายไปหมดแล้ว ผู้ชมทั้งหมดต่างมองว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าสู้กับเจียฮุ่ยโดยตรงเพราะพลังที่อ่อนด้อยกว่าและใช้ความเร็วในการหลบหลีกเพื่อรอให้เจียฮุ่ยหมดแรงพ่ายแพ้ไปเอง

ถังชิงและสี่อสรพิษที่เหลือต่างก็มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึง พวกเขาต่างจากคนอื่นในเมืองอย่างสิ้นเชิง พวกเขาทั้งหมดต่างก็เติบโตขึ้นมาพร้อมกับถังเฟยหู่ คนผู้นี้มักถูกผู้คนกลั่นแกล้งเพราะไร้พรสวรรค์ในการฝึกฝน พวกเขาจำได้อย่างดีว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนพวกเขายังกลั่นแกล้งถังเฟยหู่ด้วยความสนุกอยู่เลย แต่เพียงแค่หนึ่งปี เพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้นที่พวกเขาแทบไม่เจอคนๆนี้!

ปราณที่พวกเขาสัมผัสได้จากร่างถังเฟยหู่นั้นคือปราณขั้นเจ็ดระดับต่ำ สูงกว่าคนทั้งหมดของสี่อสรพิษแห่งสกุลถังเสียอีก! ชนชั้นสวะที่ถูกพวกเขากลั่นแกล้งกลับเติบโตเหนือพวกเขาด้วยเวลาเพียงหนึ่งปี พรสวรรค์การฝึกฝนต้องมากมายเพียงไหนถึงจะทำเรื่องราวน่าตื่นตะลึงนี้ได้

สี่อสรพิษรวมถึงลูกหลานสกุลถังต่างมองท่าเท้าของถังเฟยหู่ด้วยจิตใจอันหดหู่ พวกเขาย่อมต้องเคยฝึกท่าเท้าอสรพิษลี้ลับนี้อยู่แล้ว แต่ท่าเท้าของพวกเขาไม่เฉียบคมเท่ากันถังเฟยหู่ ไม่แม่นยำและแสดงความสามารถล่อหลอกเช่นถังเฟยหู่ อีกทั้งท่าเท้าของถังเฟยหู่ดูเหมือนจะพัฒนาไม่หยุดภายใต้การหลบหมัดของเจียฮุ่ย

แต่สิ่งที่สกุลถังเข้าใจผิดไปคือท่าเท้าของถังเฟยหู่ไม่ใช่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนั้นได้ แต่เป็นเพราะวิชาสายเลือดดวงตาที่กำลังพัฒนาขึ้นและชำนาญขึ้น ถังเฟยหู่สามารถมองกระบวนท่าของเจียฮุ่ยออกหมด การต่อสู้กับเจียฮุ่ยเป็นการฝึกที่ดีเพราะคนผู้นี้ดีแต่ใช้กำลังโจมตีโดยไม่พลิกแพลง

ในตอนนั้นเองที่เหมือนชาวเมืองผู้หนึ่งจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาได้ขยี้ตาดูอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันสิ่งที่เห็น เขาหันไปสะกิดเพื่อนด้านข้าง “เจ้าดูสิ” เขาชี้ไปยังสนามประลองตรงหน้า “นั่นมันอะไรกัน…” เมื่อชายคนนั้นกล่าวเสร็จก็มีผู้คนอีกมากที่หันไปมองตามคำกล่าวของเขา

มีหลายคนที่เพ่งจนเส้นเลือดขึ้นตาจนในที่สุดเขาก็สามารถเห็นเค้าโครงบางอย่างได้อย่างเลือนลาง เป็นเส้นเงาสีดำที่ลองลอยอยู่ในอากาศคล้ายกับเส้นดายบางๆ ทุกครั้งที่ถังเฟยหู่เคลื่อนผ่านตามพื้นที่ เมื่อเท้าของเขาได้สัมผัสกับพื้นก็จะทิ้งด้ายบางๆสีดำนั้นไว้ก่อนที่จะย้ายไปจุดอื่นเพื่อหลบหมัดของเจียฮุ่ย

“อ๊ากกกก!! อยู่นิ่งๆสิว่ะ! ตาย! ตาย! ตาย!” ทุกคำที่เปล่งวาจาของเจียฮุ่ยคือหนึ่งหมัดที่กวาดทำลายออกไป เขาเผาผลาญปราณของตัวเองไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปราณของเขาได้ทำลายจุดต่างๆของเวทีไปเป็นแถบ ร่างของเขาอาบชโลมไปด้วยเหงื่อจากความเหนื่อย แต่เขาไม่ยินยอมที่จะแพ้ให้กับคนตรงหน้า

หากวันนี้เขาแพ้ไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ตัวเขาในเมืองปู่เถียนก็เปรียบเสมือนหลิวจิวฮุ่ย เต็มไปด้วยผู้คนเยินยอและหวาดเกรง ทำอะไรตามใจตนมาโดยตลอด แค่จัดการเศษสวะต้องหน้ายังทำไม่ได้ เขาแทบจะโกรธจนตายอยู่แล้ว! หัวใจของเขาเต้นโครมครามด้วยความโกรธราวกับไฟนรกเผาผลาญอยู่ในใจ

เสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าของเจียฮุ่ยต่างทำให้ชาวบ้านธรรมดาที่มารับชมการประลองต่างหวาดกลัวจนหน้าซีดเซียว ในความคิดของพวกเขาคือชายร่างใหญ่ตรงหน้านี้คงถูกภูตผีเข้าสิงแล้วเป็นแน่ถึงได้แสดงท่าทางราวกับปีศาจเช่นนี้ออกมา

เจียฮุ่ยยังคงบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่อง เขารัวหมัดออกไปโดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่าในอากาศรอบร่างกายของเขามีด้ายปราณสีดำกระจายตัวออกไปอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เขารู้เพียงอย่างเดียวก็คือต้องกำจัดถังเฟยหู่ไปให้ได้!

ถังเฟยหู่กวาดตามองออกไปยังเจียฮุ่ย ดวงตาของเขาสามารถอ่านกระบวนท่าของเจียฮุ่ยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ความชำนาญของเขาก้าวกระโดดขึ้นมากจากการต่อสู้จริง แต่เมื่อเขาชินกับความเร็ว พลัง และกระบวนท่าของเจียฮุ่ยแล้ว มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะสู้อีกต่อไป เขาถอยฉากออกมาไกล ไม่เข้าพัวพันในระยะหมัดของเจียฮุ่ยอีก

ถังเฟยหู่วาดมือออกไป ทันใดนั้นเองที่ด้ายปราณสีดำที่ล่องลอยอยู่ในอากาศได้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น พวกมันถูกดึงรั้งและรัดพันเข้าสู่ร่างของเจียฮุ่ย ด้ายสีดำรัดตึงรอบร่างของเจียฮุ่ยมากขึ้นเรื่อยๆจนเจียฮุ่ยเหมือนดักแด้

“อ๊ากกก! ไอ้ขี้ขลาด ใช้วิธีสกปรก!” เจียฮุ่ยยังคงร้องลั่นออกมาไม่หยุด เขาใช้แรงอันมหาศาลในการแหวกด้ายดำที่พันธนาการร่างของเขาไว้อยู่ แม้แต่ถังเฟยหู่ยังตกตะลึงในพลังกายของเจียฮุ่ย บางครั้งคนบ้าก็สามารถแสดงพลังที่เหนือล้ำกว่าที่ตนมีออกมาได้ พลังบ้าดีเดือดของเขาฉีกกระชากด้ายปราณออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้วาดมือออกไปเพื่อปลดปล่อยปราณสีดำหนุนเสริมด้ายปราณเหล่านั้นจนกลายเป็นโซ่ปราณสีดำที่แน่นหนาขึ้นกว่าเดิน

“อ๊ากกกกก!!” เจียฮุ่ยร้องคำรามออกมาราวกับปีศาจ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งอันไม่สิ้นสุด โซ่ปราณที่แข็งแกร่งยังไม่อาจรั้งพลังบ้าของเจียฮุ่ยได้ โซ่เหล็กแต่ละชิ้นถูกง้างออกจนผิดรูปไปหมด ในชั่วพริบตานั้นเองที่โซ่ทั้งหมดถูกทำลายและกระจายออกเป็นชิ้นๆทั่วทิศทาง

พลังของเจียฮุ่ยระเบิดออกราวกับภูเขาไฟระเบิด หมัดขวาของเขาพุ่งออกไปทางถังเฟยหู่พร้อมกับร่างอันใหญ่โตของเขา ผู้ชมทั้งหลายที่เป็นหญิงสาวต่างกรี๊ดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ชาวบ้านที่รับชมการประลองต่างไม่กล้าดูและหลับตาปี๋เพราะไม่กล้าดู ในความคิดของเขาหมัดนี้คงทำให้ร่างของถังเฟยหู่เละในชั่วพริบตา ภาพที่เขาเห็นตั้งแต่แรกคือถังเฟยหู่ที่ไม่กล้าต่อสู้และหลบไปมา เขาจะเอาอะไรไปสู้กับหมัดปีศาจนั่น!

“อ๊ากกกกกก!” เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดหนึ่งดังขึ้นมา เหล่าชาวบ้านที่ไม่กล้ามองต่างถอนหายใจออกมาว่าทุกอย่างคงจบแล้ว แต่เมื่อพวกเขาหันกลับไปมองทางสนามประลองอีกครั้งก็พบเห็นกับเรื่องราวหน้าตาใจ หลายคนต่างตบหน้าตัวเองเพื่อมองอีกครั้งว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือเรื่องจริงหรือไม่

เสียงร้องที่เปล่งออกมาอย่างเจ็บปวดนั้นไม่ใช่ของถังเฟยหู่แต่อย่างใด แต่กลับเป็นเสียงของเจียฮุ่ยแห่งปู่เถียน หมัดขวาของเจียฮุ่ยที่ชกออกไปถูกหยุดไว้ด้วยมือซ้ายข้างเดียวของถังเฟยหู่ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางของเขาจิกเข้าไปในข้อมือของเจียฮุ่ยลึกลงข้างในร่างกายและป่นทำลายกระดูกข้อมือของเจียฮุ่ย

นิ้วของถังเฟยหู่ป่นทำลายช่องของข้อต่อกระดูกอย่างแม่นยำด้วยกระบวนท่ากระชากคอหอยซึ่งเป็นหนึ่งกระบวนท่าของวิชากรงเล็บมารกระดูกขาว บนนิ้วของถังเฟยหู่เคลือบไว้ด้วยปราณเก้าเยือกแข็งซึ่งชะลอการเดินปราณบริเวณนั้นทำให้เจียฮุ่ยยากจะสลัดหลุดจากนิ้วมือที่เหมือนคีมเหล็กของถังเฟยหู่ เจียฮุ่ยที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดราวกับตายทั้งเป็นนั้นได้ง้างหมัดอีกข้างที่เหลือเพื่อชกใส่ถังเฟยหู่ในระยะเผาขนเพื่อป่นทำลายศีรษะอีกฝ่ายให้ตายไปซะ! แต่ถังเฟยหู่ย่อมมองความคิดของอีกฝ่ายออกอยู่แล้ว มือที่เหลืออีกข้างของเขาพุ่งเข้าไปจับข้อมือของอีกฝ่ายที่ไม่ถูกอาวุธจิตวิญญาณปกคลุ่มเช่นกัน

“อ๊ากกกก!!” เจียฮุ่ยร้องคำรามออกมาเป็นคำรบสอง เข่าของเจียฮุ่ยทรุดลงกระแทกกับพื้น เขาแสดงสีหน้าอันเจ็บปวดเหลือทนออกมา เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยเลยว่าทำไมคนตัวเล็กด้านหน้านี้ถึงมีพลังกายที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ได้!

ถังเฟยหู่มองเจียฮุ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ในตอนแรกข้าคิดว่าจะพันธนาการเจ้าเพื่อให้เจ้ายอมแพ้ไปเอง…แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเจ้าจะหลุดออกมาได้ ข้าคงต้องพัฒนากระบวนท่านี้อีกมาก ขอบใจเจ้าที่ทำให้ข้าเห็นถึงข้อผิดพลาดแต่…” เสียงของเขาหยุดไปพร้อมกับจ้องเข้าไปในตาของเจียฮุ่ยที่เริ่มมีเค้ารางของความหวาดกลัวออกมา

ถังเฟยหู่ยังคงกล่าวต่อไป “…นี่เป็นเพียงการประลองยุทธ์เท่านั้น เจ้าไม่สมควรคิดที่จะฆ่าใคร กระบวนท่าสุดท้ายของเจ้าจ้องจะทำลายและฆ่าข้าให้ตาย ข้าไม่ใช่คนที่จะยอมให้คนอื่นมารังแกอีกแล้ว! ถ้าเจ้าอยากฆ่าข้า…ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา!” เสียงของถังเฟยหู่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้พบเจอมาทำให้เขาได้เติบโตขึ้นแล้ว เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อความอยู่รอดของตนเอง เขาเชื่อว่าชีวิตของตนเป็นสิ่งที่มารดาและท่านตาได้ช่วยเอาไว้ เขาโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากหากใครคิดพรากชีวิตนี้ไป เพราะชีวิตของเขาไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป ชีวิตของเขาต้องอยู่ต่อไปเพื่อแม่และท่านตา!

ถังเฟยหู่ออกแรงกระชากอย่างแรงด้วยมือทั้งสองข้าง ร่างของเจียฮุ่ยที่ถูกจับข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้ถูกดึงเข้าหาร่างตรงหน้าอย่างแรง ร่างของเขาถึงกับลอยขึ้นกลางอากาศในชั่วพริบตาตามแรงกระชากและเหวี่ยงขึ้นด้านบนของถังเฟยหู่

ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ยกขาขวาของตนเองขึ้นมา ปราณบริสุทธิ์ในร่างไหลเวียนตามเคล็ดวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีจนบังเกิดพลังงานศาสตร์สายฟ้าไหลเวียนตามร่างกายของเขา เขาได้ชักนำพลังสายฟ้าเหล่านั้นลงสู่ขาขวาของตนเอง พลังสายฟ้าเหล่านั้นไหลเวียนไปตามชีพจรอย่างรวดเร็วและถูกรวบรวมไว้ตรงเข่าขวาของเขาจนเส้นสายอัสนีสีฟ้าเล็กๆวิ่งอยู่รอบขาขวาของเขา ขาที่ยกลอยนั้นได้ถูกงอไว้ เข่าของถังพุ่งขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นกระบวนท่ามังกรครามถล่มปฐพีในฝ่ามือมังกรอัสนีที่ถูกเขาดัดแปลงไปใช้ส่วนอื่นในร่างกายแทน เข่าของถังเฟยหู่พุ่งขึ้นไปและสัมผัสเข้ากับกลางอกของเจียฮุ่ยอย่างรุนแรง เข่าของเขาเข้าทำลายทุกสิ่ง เข่าข้างนั้นจมเข้าไปในทรวงอกของเจียฮุ่ย ทำลายกล้ามเนื้อ บดกระดูกซี่โครง กระแทกจนไปถึงกระดูกสันหลัง เจียฮุ่ยตัวงอเป็นกุ้งเป็นการฟาดเข่าที่รุนแรงที่สุดนั้น เมื่อมองจากภายนอกจะสามารถเห็นเข่าที่แทงกระแทกจนกล้ามเนื้อยวบ แผ่นหลังของเจียฮุ่ยนู่นขึ้นเพราะพลังแฝงของเข่าข้างนี้!

ร่างของเจียฮุ่ยที่ถูกกระแทกอย่างแรงแทนที่จะลอยออกไปไกลกลับถูกฉุดรั้งไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ถูกถังเฟยหู่จับเอาไว้ แรงปะทะที่มีกับร่างของเจียฮุ่ยจึงรุนแรงมากกว่าเดิมหลายต่อหลายเท่านัก เจียฮุ่ยเมื่อโดนตีเข่าเข้าไปถึงกับตาเหลือกขาวและกระอักเลือดคำใหญ่ออกมาในทันที

แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะดูเหมือนผ่านไปนาน แต่มันเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว ผู้ที่รับชมการประลองอยู่รวมถึงผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างมองภาพบนสนามประลองด้วยดวงตาอันเบิกกว้างราวกับพวกเขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าภาพตรงหน้านี้คือเรื่องจริงหรือไม่

ถังเฟยหู่เมื่อโจมตีเสร็จสิ้นก็ได้ปล่อยมือทั้งสองข้างออก ร่างที่ไร้สติของเจียฮุ่ยก็หล่นลงกระแทกพื้นสนามประลอง ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ตวัดขาเตะออกไปใส่ร่างของเจียฮุ่ยที่อยู่บนพื้น ร่างของเจียฮุ่ยที่ไร้สติได้ลอยออกไปจากสนามประลองและหล่นลงกระแทกพื้นเบื้องหน้าของผู้คนที่มาจากปู่เถียน

ในตอนแรกผู้คนจากปู่เถียนต่างเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง พวกเขาต่างก็ดูถูกและกลั่นแกล้งชาวบ้านของเมืองฟูเจี้ยน นั่นเพราะพวกเขามีเจียฮุ่ยคุ้มกะลาหัว แต่ตอนนี้พวกเขาต่างก็มีสีหน้าที่ซีดเซียว พวกเขาเร่งรีบดูอาการของเจียฮุ่ยที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น ดูเหมือนชายร่างใหญ่คนนี้จะยังไม่ตาย แต่ก็บาดเจ็บอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

พวกเขาได้แต่จ้องมองอย่างไม่พอใจไปทางถังเฟยหู่เท่านั้น พวกเขาไม่มีพลังมากพอที่จะไปต่อสู้กับคนที่สามารถล้มเจียฮุ่ยอย่างง่ายๆ การมาในครั้งนี้ของพวกเขาแทนที่จะได้ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของปู่เถียนกลับถูกทำลายย่อยยับจนอับอาย

พวกเขารีบนำยารักษาที่ติดตัวมาด้วยให้เจียฮุ่ยกินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บโดยทั่วไปก่อนที่คนหนึ่งจะเร่งรีบไปตามแพทย์มารักษา ซึ่งการกระทำของถังเฟยหู่นั้นย่อมถูกมองโดยสำนักทั้งห้า พวกเขาต่างก็ชอบในความเกรี้ยวกราดเช่นนี้ของถังเฟยหู่ โดยเฉพาะสำนักวิหคสีเลือดที่ชอบเป็นพิเศษ

“ศิษย์พี่ท่านเห็นหรือไม่ นิสัยเช่นนี้น่าจะเหมาะกับวิชาสำนักของพวกเรา เขาทั้งแข็งกร้าวและโหดร้าย ฮ่าๆๆ เป็นเด็กน้อยที่สวรรค์ประทานมาให้สำนักเราชัดๆ” ชายวัยกลางคนได้กล่าวกับชายร่างเตี้ยด้านข้าง ซึ่งชายร่างเตี้ยยิ้มอย่าพึงพอใจ

เช่นเดียวกับผู้เฒ่าจากสำนักสำนักเสียงสวรรค์ เขายิ้มอย่างพอใจ ชาวยุทธ์บางทีก็ต้องแข็งกร้าวเสียบ้างเพื่อไม่ให้ถูกใครรังแกได้โดยง่าย ส่วนหยางถิงผู้เป็นหลานสาวด้านข้างก็ยังคงทำหน้าตาบูดบึ้งอยู่เหมือนเดิม

ในตอนนั้นเองที่เมื่อการประลองสิ้นสุดลง ช่างหลินที่เป็นกรรมการตัดสินได้เดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับพยักหน้าให้กับถังเฟยหู่ เขารู้สึกสนุกเป็นอย่างมากกับการประลองครั้งนี้ เขาไม่เคยคิดเลยว่าการประลองในชนบทที่ห่างไกลจะมีการต่อสู้ที่เกรี้ยวกราดรุนแรงเช่นนี้ให้ชมได้ ดูเหมือนเขาจะคิดไม่ผิดที่ตกลงรับหน้าที่นี้มา

เขาได้บนหยุดยืนอยู่บนสนามประลองยุทธ์พร้อมกับนำมือมาเคาะอาวุธจิตวิญญาณบนใบหูว่ายังทำงานอยู่ดีไหมด้วยความเคยชิน ซึ่งในตอนนั้นเองก็ได้บังเกิดเสียงเคาะที่ดังขึ้นรอบทิศทาง เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงได้กล่าวต่อไป เขาวาดมือออกไปทางเจียฮุ่ยที่นอนสลบอยู่ ส่วนมืออีกข้างวาดไปทางถังเฟยหู่

“การประลองรอบสามสิบหกคนสุดท้ายระหว่างเจียฮุ่ยแห่งปู่เถียน และถังเฟยหู่แห่งฟูเจี้ยน ผู้ชนะก็คือ..”เขาหยุดพูดสักพักหนึ่งก่อนที่จะวาดมือทางถังเฟยหู่ขึ้นชูกลางอากาศเป็นการเรียกความสนใจจากผู้คน “…ถังเฟยหู่แห่งฟูเจี้ยน!” เมื่อสิ้นเสียงของช่างหลินได้มีเสียงชาวบ้านจำนวนมากต่างโห่ร้องยินดีด้วยความสนุกสนาน พวกเขาต่างก็ชอบการประลองครั้งนี้เป็นอย่างมาก กระบวนท่าอันรุนแรงของถังเฟยหู่ได้ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น

แต่ถังเฟยหู่ไม่ได้รู้สึกชมชอบเสียงร้องดีใจของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย เพราะเขายังจดจำได้ดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ของครอบครัว ชาวบ้านพวกนี้แม้เคยถูกเขากับท่านตารักษาให้ตั้งหลายครั้ง แต่แค่เพียงคำใส่ร้ายไม่กี่คำกลับเชื่อเสียแล้ว เขาเดินลงไปจากสนามประลองโดยไม่สนใจเสียงเหล่านั้นอีก…

ในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้กล่าวขึ้น “เอาละ! รอบต่อไปคือรอบการประลองสิบแปดคนสุดท้าย ต่อไปคือรายนามของผู้ที่ถูกจับคู่เข้าแข่งขันกัน!” ช่างหลินตวัดมืออกไปกลางอากาศ ในตอนนั้นเองที่รายนามทั้งสิบแปดอันเจิดจ้าได้ลอยต้างอยู่กลางอากาศ!

ความคิดเห็น