เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 64 การทดสอบที่น่าตื่นตะลึง

ชื่อตอน : บทที่ 64 การทดสอบที่น่าตื่นตะลึง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 290

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 64 การทดสอบที่น่าตื่นตะลึง
แบบอักษร

“ตะวันขึ้นแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแสงของดวงตะวันในยามรุ่งสาง ชาวยุทธ์ทั้งหลายในโรงเตี๊ยมประตูมังกรต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาต่างก็เตรียมตัวอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ไปยังสถานที่ประลองรอบคัดเลือก

ถังเฟยหู่เองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เขาได้ยกกาน้ำชาที่อยู่ในมือเพื่อดื่มชาที่เหลืออยู่ให้หมดจากนั้นจึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อให้มาเก็บของที่เหลือออกไป ไม่ว่าจะเป็นกาน้ำชาหรือว่าชามเนื้อที่หมดเกลี้ยงแล้ว

เขาได้สร้างแผ่นน้ำแข็งขึ้นมาบนมือเพื่อตรวจสอบนัยน์ตาของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เงาที่สะท้อนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบนมือของเขาคือภาพใบหน้าของตนเองที่มีดวงตาสีแปลกประหลาด นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำกว่าเจ็ดในสิบส่วนแล้ว อีกทั้งยังเข้าใกล้แปดในสิบส่วนเสียด้วยซ้ำไป

เขาบีบมือเพื่อให้น้ำแข็งบนมือแตกกระจายออก ‘ดวงตาแปรเปลี่ยนไปหลายส่วนแล้ว คิดว่าคงมีคนจดจำได้ยาก น่าจะไม่ต้องปลอมแปลงสีของมันแล้วกระมั้ง’ ถังเฟยหู่คิดอยู่ภายในใจของตนเอง

เขาก้าวเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมประตูมังกร ตามเหล่าชาวยุทธ์พวกนั้นไป บนท้องถนนหนทางต่างๆภายในเมืองต่างเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากมาย ชาวยุทธ์จากโรงเตี๊ยมทั้งหลายภายในเมืองต่างก็ออกจากที่พักและเดินทางไปยังสถานที่นัดประลอง นอกจากชาวยุทธ์เหล่านั้นแล้วยังมีชาวบ้านที่ออกมาจากบ้านเรือนด้วยเช่นกัน ชาวบ้านเหล่านี้ก็อยากชมการประลองเช่นกัน สำหรับพวกเขาการประลองนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับโชคชะตาใดๆ แต่การชมการต่อสู้ที่ดุเดือดก็สร้างสีสันให้กับชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากชาวบ้านธรรมดาแล้ว เหล่าพ่อค้าทั้งหลายในเมืองเองก็มาร่วมสนุกกับการประลองนี้เช่นกัน พวกเขาได้นำพาลูกจ้างไปด้วยหลายคน ลูกจ้างเหล่านั้นต่างก็นำพาของไปด้วยจำนวนมากไม่ว่าจะไหเหล้านับสิบ เนื้อแห้งอีกหลายชั่ง ของกินอีกมากมาย อีกทั้งยังมียารักษาบาดแผล พ่อค้าเหล่านี้หวังจะกอบโกยกำไรจากการประลองในครั้งนี้

ถังเฟยหู่ค่อยๆเดินไปตามทางเรื่อยๆจนมาถึงลานกว้างซึ่งเขาได้มาเยือนเมื่อวานนี้ เขาได้หันมองโดยรอบกลับพบว่ามีผู้คนมารวมตัวกันในที่แห่งนี้นับพันคนแล้ว แม้ส่วนมากจะเป็นชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามีชาวยุทธ์จำนวนมากเดินทางมาเพื่อการประลองครั้งนี้

ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างมีท่าทีฮึกเหิม พวกเขาต่างเต็มไปด้วยความมั่นใจ แม้แต่สกุลหลิวหรือสกุลถังก็พาคมมาเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ ที่ตรงใจกลางของลานกว้างนั้นได้มีศาลาไม้ขนาดเล็กตั้งอยู่ห้าหลัง ศาลาไม้แต่ละหลังมีมีผ้าแพรอันหรูหราประดับไว้จึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นภายในได้

ศาลาไม้ทั้งห้าหลังต่างหันหน้าเข้าหาบริเวณใจกลางลานกว้างซึ่งได้ปรากฏเวทีประลองยุทธ์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินอันแข็งแกร่ง ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาเพียงหนึ่งคืนกลับปรากฏสิ่งของมากมายขึ้นได้ ต้องยกความดีความชอบให้แก่เจ้าหน้าที่ศาลทั้งหลายที่ลงมือช่วยกันทำหามรุ่งหามค่ำเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้

“ศาลาทั้งห้าหลังนั่นคือ…สำนักอันยิ่งใหญ่ทั้งห้าเหรอ?” ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่ถังเฟยหู่ยืนอยู่ได้เอ่ยถามขึ้นมา ในตอนนั้นเองที่มีผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนด้านข้างได้เอ่ยขึ้นตอบคำถามคนรุ่นหลังด้านข้าง

“ถูกแล้วเจ้าหนู” จอมยุทธ์วัยกลางคนหันไปมองทางศาลาไม้แต่ละหลัง “ข้าเป็นคนที่เติบโตขึ้นในเมืองฟูเจี้ยน ตั้งแต่เกิดมาข้าก็ไม่เคยเจองานประลองประจำปีที่ยิ่งใหญ่และคนมากมายเช่นนี้ เหล่าสำนักทั้งห้าประกาศข่าวออกไปในยุทธภพว่าจะมาร่วมรับชมการประลองในครั้งนี้เพื่อคัดเลือกลูกศิษย์ ในประวัติศาสตร์ของเมืองไม่เคยมีเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย หากข้ายังอายุเท่าพวกเจ้าก็คงอยากเข้าร่วมเป็นแน่ แต่น่าเสียดายที่ข้านั้นแก่เกินไปแล้ว มันถึงคราวของคลื่นลูกหลังเช่นพวกเจ้า”

คนโดยรอบพยักหน้าเห็นด้วยกับจอมยุทธ์วัยกลางคน พวกเขาต่างมองไปยังสถานที่ตรงกลางที่ยังไร้การเคลื่อนไหว ศาลาไม้ทั้งห้านิ่งสงบเป็นอย่างมาก ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างเฝ้ารออย่างสงบ และในตอนนั้นเองที่ถึงเวลานัดหมายการประลอง คนผู้หนึ่งได้เดินขึ้นไปบนเวทีประลอง

ชายคนนั้นมีอายุประมาณสิบเจ็ดปี สวมใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ หน้าตาหล่อเหลา คิ้วคมราวกับกระบี่เล่มหนึ่ง ดวงตาสีดำอันแหลมคมของเขาสอดส่องไปทั่ว ในตอนนั้นเองที่ชายคนนั้นได้เรียกจิตวิญญาณของเขาออกมา ละอองแสงปราณสีขาวเงินไหลทะลักออกมาจากร่างของเขาก่อนที่จะรวมตัวกันกลายเป็นเหยี่ยวสีเงินตนหนึ่งที่บินโฉบเฉี่ยวไปมาโดยรอบของเวทีประลองยุทธ์ ปีกของมันช่างกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก

นี่คือจิตวิญญาณระดับสี่ตนหนึ่ง ร่างของมันใหญ่โตเป็นอย่างมาก ขนของมันทุกเส้นทำจากเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง ขนเหล็กที่กระทบระหว่างมันบินได้ส่งอันดังสนั่นออกมาราวกับระฆังขนาดยักษ์ ดวงตาสีเงินของมันจับจ้องไปยังทุกผู้คน เสียงขนที่กระทบกันเหล่านี้ได้เรียกความสนใจจากทุกคนโดยรอบ

ในตอนนั้นเองที่เหยี่ยวขนเหล็กได้บินกลับไปหาเจ้าของ มันพุ่งจากกลางฟากฟ้าลงมายังใจกลางของเวที และในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่มันได้สลายกลายเป็นละอองปราณและถูกรวบรวมไว้อีกครั้งในมือของชายคนนั้น ในมือของชายชุดขาวได้ปรากฏอาวุธจิตวิญญาณแปลกประหลาดขึ้น

อาวุธชิ้นนั้นทำจากโลหะสีเงิน มีรูปร่างโค้งและมีขนาดเล็กเพียงแค่ครึ่งฝ่ามือ บนโลหะโค้งนั้นถูกสลักไว้ด้วยลวดลายของวิหคจำนวนมาก ชายชุดขาวนำอาวุธจิตวิญญาณชิ้นนั้นไปเกี่ยวที่หูข้างซ้ายของตนเอง ในตอนนั้นเองที่อาวุธจิตวิญญาณชิ้นนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น มันได้ขยับและหดขนาดลงจนพอดีกับหลังใบหูของชายชุดขาวผู้นั้น เมื่อขั้นตอนนั้นได้เสร็จสิ้นลง ชายชุดขาวจึงได้โคจรปราณของตนและใส่ลงไปยังอาวุธจิตวิญญาณที่หลังใบหูของเขา

“สวัสดีพ่อแม่พี่น้องในเมืองฟูเจี้ยน ข้านั้นมีนามว่าช่างหลินจากพรรคพิราบขาว ได้รับมอบหมายให้มาเป็นกรรมการตัดสินการประลองในครั้งนี้ ยินดีที่ได้รู้จักทุกๆท่านในที่แห่งนี้ รวมถึงผู้อาวุโสทั้งหลายจากสำนักทั้งห้า” ช่างหลินกล่าวพร้อมกับประสานมือคาราวะไปรอบทิศทาง

เสียงของเขาที่เปล่งออกมานั้นดังก้องไปทั่วทั้งเมืองจนคนข้างหลังสุดของสถานที่นัดหมายการประลองซึ่งอยู่ห่างจากเวทีไปไกลยังได้ยินเสียงของเขา นี่คือความสามารถของอาวุธจิตวิญญาณของช่างหลิน เป็นของวิเศษมีชื่อของพรรคพิราบขาว พวกเขาวางตัวเป็นกลางในยุทธภพ มีหน้าที่ค้าขายข่าวสารต่างๆรวมถึงรับเป็นผ้ตัดสินการประลองต่างๆอีกด้วย ซึ่งข้อดีของการทำเช่นนี้คือการที่พวกเขาสามารถรวบรวมข่าวสารความสามารถรวมถึงความเก่งกาจของผู้คนจากที่ต่างๆได้โดยง่าย

แน่นอนว่าสมยานามสี่ราชาห้าตระกูลและหกจอมยุทธ์นั้นมีมาจากพรรคพิราบขาวซึ่งจัดอันดับให้คนทั้งสิบเอ็ดอยู่ในจุดสูงสุดของยุทธภพ และเป็นเวลาหลายปีแล้วที่อันดับเหล่านั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง

แต่สำหรับลำดับขั้นและความสามารถของคนรุ่นหลังนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การประลองยุทธ์ในที่ต่างๆซึ่งพรรคพิราบเป็นผู้ดำเนินการแข่งจะเป็นการจัดอันดับของผู้คนไปด้วยในตัว

“เอาละ ใกล้ได้เวลาการประลองแล้ว นำของเข้ามาได้!” ช่างหลินได้กล่าวขึ้นมาพร้อมกับโบกมือให้เจ้าหน้าที่ของเมืองได้เห็น ในตอนนั้นเองที่เหล่าเจ้าหน้าที่จำนวนมากได้ขนแผ่นหินขนาดใหญ่เข้ามาและตั้งไว้กลางเวที ความสูงของแผ่นหินนี้สูงกว่าอาคารสองชั้นเสียอีก ความหนาของแผ่นหินนี้มีขนาดมากกว่าสามฉื่อเสียอีก

เมื่อแผ่นหินถูกติดตั้งเสร็จแล้ว ช่างหลินจึงได้กล่าวต่อไป “ผู้ร่วมประลองทั้งหลายโปรดดูสิ่งนี้ก่อน” เขาชี้ไปยังแผ่นหินขนาดใหญ่ด้านข้าง “หากท่านเคยร่วมการประลองยุทธ์ในปีก่อนๆก็น่าจะทราบดีว่าของสิ่งนี้คือสิ่งใด แต่ปีนี้มีผู้ร่วมประลองหน้าใหม่มากมายนัก ดังนั้นข้าจะอธิบายให้ฟังแล้วกัน”

“ของสิ่งนี้ถูกเรียกว่าศิลาอสูรคำราม ถูกใช้มาหลายต่อหลายปีในการประลองยุทธ์แห่งเมืองฟูเจี้ยนตั้งแต่โบราณ เป็นของล้ำค่าคู่เมืองฟูเจี้ยนของพวกท่าน ของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อทดสอบพื้นฐานทางด้านร่างกายของพวกท่าน อย่างที่รู้กันว่าในขอบเขตแรกของการฝึกตน ทุกคนจำเป็นต้องรวบรวมปราณเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย การบ่มเพาะของแต่ละคนจะสร้างร่างกายแบบพิเศษที่ต่างกันไป การทดสอบนี้ห้ามใช้พลังปราณ เป็นการทดสอบเพื่อดูศักยภาพของทุกคนที่ถูกพัฒนาในขอบเขตปราณ” ช่างหลินกล่าวเสร็จก็ซัดหมัดที่ไม่เบาและไม่แรงจนเกินไปใส่แผ่นหินด้านข้างโดยไม่ใช้ลมปราณแม้แต่น้อย ทันทีที่หมัดของช่างหลินปะทะเข้ากับหินอันแข็งแกร่ง แรงที่กระทบกับหินได้บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในแผ่นหิน แรงที่กระทบเข้าไปได้สั่นสะเทือนอยู่ภายในและทำให้แผ่นหินเกิดการสั่นสะเทือนจนสร้างเสียงหนึ่งขึ้น

โฮกกกกก!

เป็นเสียงคำราม! ใช่เสียงนั้นคือเสียงคำราม! เป็นเสียงคำรามราวกับสัตว์อสูร ก้อนหินนั้นกลับคำรามราวกับปีศาจซึ่งตื่นจากการหลับใหล เหล่าชาวยุทธ์ของเมืองฟูเจี้ยนซึ่งคุ้นเคยกับการประลองประจำปีอยู่แล้วต่างก็มีสีหน้าที่เรียบเฉย แต่สำหรับคนต่างเมืองรวมถึงถังเฟยหู่ที่ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนต่างก็มีสีหน้าที่ดูตื่นตะลึงอยู่บ้าง

ช่างหลินดูมีสีหน้าซะใจอยู่บ้างที่ทำให้ผู้คนดูตื่นตกใจ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความขี้เล่น เขายิ้มออกมาและกล่าวต่อไป “ศักยภาพทางกายของพวกเจ้าจะถูกวัดด้วยเสียงคำรามของศิลาอสูรคำราม โดยหน่วยวัดเสียงคำรามของศิลาก้อนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายแบบ แล้วแต่ความสามารถของพวกเจ้า” ช่างหลินทำท่าทางลูบคางไปด้วยพร้อมกับขบคิดบางอย่างภายในหัว

“หากข้าจำไม่ผิด…ตั้งแต่พรรคพิราบขาวจัดการประลองให้แก่เมืองฟูเจี้ยน สถิติสูงสุดน่าจะเป็นของคนแซ่ถังผู้หนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน คนผู้นั้นสามารถทำให้ศิลาคำรามได้เทียบเท่าสัตว์อสูรเก้าสิบตัว” ช่างหลินกล่าวอธิบายแก่ทุกคน

ในตอนนั้นเองที่มีชาวยุทธ์รุ่นเยาว์คนหนึ่งจากต่างเมืองยกมือขึ้น ทำให้ช่างหลินหันกลับไปมองและกล่าวถามว่าเด็กน้อยคนนั้นมีความสงสัยอะไร ชาวยุทธ์คนนั้นจึงได้กล่าวกับช่างหลินด้วยความสงสัย “ข้าถามได้หรือไม่ว่าการแบ่งระดับพรสวรรค์จะแบ่งด้วยระดับเสียงอสูรกี่ตัว” เด็กน้อยผู้นั้นช่างถามคำถามน่าสนใจ มีคนหลายคนต่างก็อยากรู้เกี่ยวกับมาตรฐานที่ช่างหลินกล่าว

ช่างหลินยิ้มออกมา “หากเจ้าอยากรู้ข้าก็จะบอกให้ แต่นั่นอาจทุบทำลายความมั่นใจทั้งหมดของพวกเจ้าลง อันดับสูงสุดที่เคยมีมาของเมืองฟูเจี้ยนที่ว่าสามารถทำให้ศิลาคำรามเทียบเท่าอสูรห้าสิบตัว พรสวรรค์ของเขาก็คือ…” ระหว่างที่ช่างหลินพูดนั้น ผู้คนมากมายต่างก็ฟังคำพูดของเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย โดยหวังอยากจะมีพรสวรรค์สูงส่งเทียบเท่าคนแซ่ถังผู้นั้นบ้าง แต่แล้วความเชื่อมั่นของพวกเขาราวกับถูกทุบทำลายลงด้วยคำพูดประโยคต่อไปของช่างหลิน

ซึ่งคำพูดนั้นก็คือ “ขยะ…” เสียงของช่างหลินสะท้อนเข้าหูของทุกคนอย่างถนัดถนี่ หน้าตาของชาวฟูเจี้ยนรวมถึงคนต่างเมืองออกจะดูไม่ได้อยู่บ้าง ช่างหลินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้พร้อมกับมองไปยังบริเวณที่สกุลถังกำลังยืนกันอยู่ หน้าตาคนพวกนั้นราวกับกินยาขมเข้าไป

‘น่าเสียดายสายเลือดและจิตวิญญาณของคนสกุลถังยิ่งนัก ทั้งๆที่สายเลือดสกุลถังคือหนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งแผ่นดิน แม้จะเป็นญาติกัน แต่ความสามรถของพวกเขาไม่ห่างกันถึงเพียงนี้…หากเซียนตู๋มาเยือนที่แห่งนี้คงรู้สึกขายหน้าเป็นอย่างมากจนต้องลบสกุลถังแห่งฟูเจี้ยนออกไปจากแผนที่เป็นแน่…’ ช่างหลินกล่าวในใจหัวเราะแห้งๆออกมากับตัวเองโดยที่ไม่มีใครเข้าใจความคิดของเขา

ช่างหลินหันกลับไปมองยังศาลาไม้ทั้งห้าหลัง เขาช่างไม่เข้าใจความคิดของคนจากสำนักทั้งห้าเลยว่าพวกเขาต้องการอะไรถึงได้มายังที่ห่างไกลเช่นนี้ การคัดเลือกศิษย์สมควรจะเลือกคนมีพรสวรรค์ แต่เมืองที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้ไม่เคยให้กำเนิดยอดคนออกมาได้เลยแม้แต่น้อย พวกเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่…

ช่างหลินส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนออกไป เมื่อเขาได้รับหน้าที่มาจากทางพรรคก็จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด เขาได้กล่าวต่อไป “เอาละๆ พรสวรรค์จะยังไงก็ช่าง พวกเจ้าอย่าไปใส่ใจเลย พรสวรรค์ของพวกเจ้าเมื่อเทียบกับยอดยุทธ์ในแผ่นดินมันย่อมต่างกันฟ้ากับเหวอยู่แล้ว พวกคนเหล่านั้นนอกจากมีร่างกายที่สามารถดูดซับพลังปราณได้อย่างดีเยี่ยมแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกมาก ทั้งวิชาที่บ่มเพาะ และทรัพยากรที่พวกเขามี มาพูดถึงการแข่งเถอะ มาตรฐานของการแข่งประจำปีแห่งเมืองฟูเจี้ยนคือจำเป็นต้องให้ศิลาร้องคำรามเทียบเท่าสัตว์อสูรสามสิบตัวขึ้นไป การแข่งเริ่มได้!”

ช่างหลินกล่าวเสร็จก็ได้พุ่งทะยานไปจนสุดขอบเวทีประลองยุทธ์ เขาได้นำม้วนตำราหนึ่งออกมาพร้อมกับเปิดมันออก มันตำรานี้มีขนาดที่ยาวเป็นอย่างมาก ช่างหลินจับที่ปลายข้างหนึ่งส่วนปลายอีกข้างได้กลิ้งหลุนๆไปอีกทางหนึ่ง ภายในมือของเขาก็คือรายนามของผู้เข้าร่วมการประลอง

“ซูซุ่น” ช่างหลินกล่าวนามของคนผู้หนึ่งออกมา จอมยุทธ์ที่ชื่อซูซุ่นนั้นทำหน้าตาเลิกลักงุนงงก่อนที่จะเร่งรีบวิ่งขึ้นไปบนเวทีประลองยุทธ์ ซูซุ่นคือชาวยุทธ์ผู้หนึ่งจากฟูเจี้ยน เขาเดินขึ้นไปจนถึงเบื้องหน้าของศิลาอสูรคำราม ซูซุ่นตั้งท่าอย่างเข้มแข็ง เท้าทั้งสองข้างแยกออกจนเสมอไหล่ทั้งสอง หมัดข้างหนึ่งอยู่หน้าอีกข้างอยู่หลัง หมัดข้างที่อยู่หลังได้ประชิดเข้าที่เอว

ในตอนนั้นเองที่ซูซุ่นร้องคำรามออกมาพร้อมกับหดมือข้างที่อยู่ข้างหน้ากลับมาพร้อมกับพุ่งหมัดอีกข้างเข้ากระแทกใส่ศิลาอสูรคำรามเบื้องหน้า หมัดที่ไร้พลังปราณได้พุ่งใส่ศิลาอสูรคำรามอย่างถนัดถนี่ ในตอนนั้นเองที่ศิลานั้นได้คำราออกมาด้วยเสียงอันดังสนั่น สีหน้าของซูซุ่นเมื่อเห็นศิลาคำรามออกมาดังสนั่นเช่นนั้นก็ดูมีสีหน้าที่มั่นใจเป็นอย่างมาก เขายิ้มออกมาอย่างพอใจและทำเหมือนคนที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่น เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าสำนักทั้งห้าจะต้องเลือกเขาอย่างแน่นอน เขาหันกลับไปมองทางช่างหลินเพื่อรอคำตัดสินจากปากของคนผู้นั้น

ปากของช่างหลินอ้าออกและพูดออกมา “เสียงคำรามเทียบเท่าอสูรสิบตัว ไม่ผ่านการคัดเลือก…” เสียงของช่างหลินช่างบาดหูของซูซุ่นเหลือเกิน เสียงนั้นราวกับอสนีบาตฟาดเข้าใส่บ้องหูของเขา ซูซุ่นมีสีหน้าที่ซีดขาวและเดินคอตกไปจากเวทีประลองยุทธ์ คนอื่นๆด้านล่างดูมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก

พวกเขาไม่คิดเลยว่าแค่รอบคัดเลือกก็ยากถึงเพียงนี้แล้ว ช่างหลินยังคงกล่าวเรียกชื่อของผู้คนต่อไปเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากหลายสิบคนได้ลองขึ้นไปบนเวที แต่กลับไม่มีใครผ่านการคัดเลือกแม้แต่น้อย ยิ่งนานเข้าผู้คนยิ่งมีสีหน้าที่ดูไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นคือเหล่าผู้คนจากต่างเมืองและผู้ที่ได้มาร่วมการประลองเป็นครั้งแรก

แต่สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการประลองประจำปีย่อมต้องชินชากับภาพนี้เสียแล้ว ยิ่งปีนี้มีคนเข้าร่วมมากเท่าไหร คนที่ถูกคัดออกก็มากเท่านั้น แต่ในตอนนั้นเองที่เริ่มมีคนผ่านการคัดเลือกแล้ว ซึ่งคนที่แรกที่ผ่านการคัดเลือกก็คือคนของสกุลหลิวนั่นเอง

คนของสองสกุลใหญ่มีคนผ่านรอบคัดเลือกเป็นจำนวนมาก ส่วนคนอื่นๆในเมืองรวมถึงคนจากต่างเมืองมีสัดส่วนคนที่ผ่านรอบคัดเลือกน้อยกว่ามากนัก ในตอนนั้นเองที่มีชื่อของคนผู้หนึ่งถูกช่างหลินเรียกออกมา เป็นชื่อของผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังภายในเมืองฟูเจี้ยนมานานและเป็นตัวเต็งชนะเลิศในปีนี้

ยอดฝีมืออันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ในเมืองฟูเจี้ยน หลิวจิวฮุ่ย…

ในบริเวณข้างสนามประลองที่สกุลหลิวได้รวมตัวกันอยู่ เก้าอี้ไม้ที่เรียงรายอยู่ตรงนั้นคือคนระดับสูงของสกุลหลิว หลิวจิวฮุ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งข้างผู้นำสกุลหลิว เขาได้ผุดลุกขึ้นมาและกระโดดครั้งเดียวไปหยุดอยู่ด้านหน้าของศิลาอสูรคำราม สีหน้าของหลิวจิวฮุ่ยช่างหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก เขากวาดตามองผู้ประลองคนอื่นรอบทิศทางด้วยแววตาที่เหยียดหยาม เขาทำราวกับเป็นราชาของเมืองนี้

เขายิ้มอย่างมาดมั่น หลิวจิวฮุ่ยมั่นใจเป็นอย่างมาก หลังจากกลับจากป่าอสูร เขาพัฒนาไปอีกหลายขั้น ขอบเขตพลังปราณของเขาได้เข้าสู่ปราณขั้นเก้าระดับต่ำ อีกทั้งจิตวิญญาณของเขายังได้พัฒนาเข้าสู่ระดับสี่เป็นที่เรียบร้อย เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าเหนือกว่าผู้ใดในเมืองนี้

หลิวจิวฮุ่ยวาดหมัดของตนออกไปอย่างสุดแรง ในตอนนั้นเองที่ศิลาตรงหน้าของเขาได้ร้องคำรามออกมาราวกับเสียงของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ยักษ์ เสียงของมันดังเสียจนคนที่อยู่ใกล้เวทีประลองยุทธ์ต้องยกมือขึ้นมาปิดหูเพราะเสียงอันดังนั่น ช่างหลินมองภาพนั้นด้วยความสนใจ

“เสียงคำรามเทียบเท่าสัตว์อสูรสามร้อยตัว ผ่านการคัดเลือก!” เสียงของช่างหลินดังขึ้นพร้อมกับทิศทางของสกุลหลิวที่ส่งเสียงโห่ร้องยินดีออกมา พวกเขาได้ทำลายสถิติของสกุลถังเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังเหนือกว่าตั้งหลายเท่า ชาวยุทธ์ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมองหลิวจิวฮุ่ยด้วยใบหน้าที่เสียขวัญ พรสวรรค์ทางด้านร่างกายของพวกขำไม่อาจสู้หลิวจิวฮุ่ยได้ หากต้องเจอกันบนสนามประลองไม่ทราบว่าจะชนะได้อย่างไร

หลิวจิวฮุ่ยเดินลงไปจากเวทีพร้อมกับชัยชนะของตระกูล สกุลหลิวได้กลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา ความสามารถของตระกูลต้องตัดสินจากความสามรถของคนรุ่นหลังในตระกูล ซึ่งความสามารถของหลิวจิวฮุ่ยได้ทิ้งห่างจากคนของสกุลถังไปไกลแล้ว อีกหลายปีผ่านไป ทั้งสองตระกูลไม่อาจนับเป็นชนชั้นเดียวกันได้อีกต่อไป

ส่วนช่างหลินเองก็เรียกชื่อของผู้คนต่อไป ซึ่งไม่มีใครสามารถทำได้เทียบเท่ากับหลิวจิวฮุ่ยเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นถังชิงหรือสี่อสรพิษของสกุลถังก็ไม่อาจทำได้ แม้พวกเขาจะผ่านได้แต่ไม่อาจกู้ชื่อเสียงของสกุลถังกลับมาได้ คนของสกุลถังทั้งหมดดูมีสีหน้าที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

และในตอนนั้นเองที่ช่างหลินเรียกชื่อของคนสกุลถังออกมาอีกหนึ่ง แต่เมื่อคนของสกุลถังได้ยินชื่อนั้นก็ดูเหมือนพวกเขาจะมีสีหน้าที่ตกใจเป็นอย่างมาก นั่นเพราะชื่อที่ช่างหลินกล่าวออกมานั้นก็คือถังเฟยหู่ คนของสกุลถังทั้งหลายรวมถึงถังชิงได้พยายามมองหาไปโดยรอบเวทีประลองยุทธ์ และในตอนนั้นเองที่พวกเขาเห็นชายหนุ่มผมยาวสีดำในชุดสีขาวบริสุทธิ์เดินขึ้นไปบนเวที ดวงตาของคนผู้นี้มีสีที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก คนของสกุลถังดูจะมีท่าทางที่แปลกใจกับคนๆนี้ที่สุด

“นั่นเขาเหรอ! เจ้าตัวซวยที่ทำให้ตระกูลของเราโดนด่า!” รุ่นเยาว์ของสกุลถังผู้หนึ่งกล่าวออกมา เขาดูมีสีหน้าที่โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก รวมถึงคนอื่นๆในตระกูลที่เริ่มสีเสียงก่นด่าออกมา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าถังเฟยหู่คงหนีหายออกไปจากเมืองไม่ก็ตายไปตอนที่มีชาวยุทธ์จากต่างแดนสองคนสู้กันในเมืองไปแล้ว

แต่ในตอนนั้นเองที่ถังจิวหูผู้นำตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนสังเกตเห็นบางอย่าง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปีที่เขาได้เจอถังเฟยหู่ ท่าทาง ลักษณะ ความรู้สึกต่างๆของเด็กน้อยคนนี้ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง รวมถึงดวงตาที่แปลกไปของถังเฟยหู่ ชายชราลูบคางของตนเองพร้อมกับคิดบางอย่างภายในหัว

ถังเฟยหู่ไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าศิลาอสูรคำราม เขาได้ตั้งท่าที่มั่นคงที่สุด ฝ่ามือของเขาดึงรั้งจนสุดไปทางด้านหลัง กล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งซึ่งผ่านการผลัดเปลี่ยนมาอย่างทรหดได้ร้องคำรามออกมา เส้นเอ็นของเขาตึงราวกับสายธนูที่ดึงรั้งจนสุด เสียงของเส้นเอ็นราวกับอัสนีเลือนลั่น

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาของถังเฟยหู่เป็นประกาย ในชั่วพริบตาเขาได้ปลดปล่อยฝ่ามือใส่ศิลาฟ้าคำราม พลังที่รวมกันอยู่ในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ปะทุออกมาในชั่วพริบตาราวกับภูเขาไฟระเบิด ในเสี้ยวพริบตานั้นเองที่ฝ่ามือของถังเฟยหู่ได้ประทับเข้ากับศิลาอสูรคำรามจนแผ่นหินนั้นสั่นสะเทือนไปแทบทั้งอัน

โฮกกกกกกกกก!!

ราวกับเป็นเสียงของอสูรจากบรรพกาลที่ดังออกมาจากศิลา เสียงนั้นกระแทกเข้าโสตประสาทของทุกผู้คนจนมึนงง เสียงนี้ดังเสียยิ่งกว่าตอนหลิวจิวฮุ่ยออกมาทดสอบดูเสียอีก ไม่ว่าใครก็ตามต่างต้องรู้อย่างแน่นอนว่านี่เหนือกว่าหลิวจิวฮุ่ยไปหลายเท้า พวกเขาสามารถสัมผัสได้ด้วยร่างกายของตนเองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นยิ่งใหญ่กว่าตอนหลิวจิวฮุ่ยไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เสียงนั้นดังสะท้านไปกว่าห้ามลมหายใจก่อนที่จะหยุดลง คนของสกุลหลิวรวมถึงสกุลถังต่างลุกขึ้นมาและมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก หัวใจของพวกเขาต่างสั่นสะท้านโดยเฉพาะคนของสกุลถัง

ทุกผู้คนหันไปทางช่างหลินโดยไม่รู้ตัว ซึ่งช่างหลินยิ้มออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ตัวเขาเองยังแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้านี้เสียด้วยซ้ำไป ช่างหลินกล่าวออกมาผ่านอาวุธจิตวิญญาณของตนเองซึ่งทำให้ทุกคนได้ยินเสียงของเขา

“เสียงคำรามเทียบเท่าอสูรสามพันตัว!! ผ่านรอบคัดเลือก!!!”

ความคิดเห็น