เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 63 ตาเหยี่ยวพันลี้

ชื่อตอน : บทที่ 63 ตาเหยี่ยวพันลี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 262

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 08:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 63 ตาเหยี่ยวพันลี้
แบบอักษร

“ผู้คนที่เข้ามาในเมืองมีมากมายกว่าเดิมเสียอีก” ถังเฟยหู่กล่าวขึ้นเมื่อได้เข้ามาในเมืองแล้ว เขาได้มองไปตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยชาวยุทธ์มากหน้าหลายตา ตามท้องถนนมีร้านค้าแผงลอยมากมายมาเปิดเพิ่มขึ้น ร้านค้าเหล่านี้มิใช่ร้านค้าธรรมดา นั่นเพราะเจ้าของร้านเหล่านั้นคือจอมยุทธ์ที่มาเยือนเมืองฟูเจี้ยน

เหล่าชาวยุทธ์พวกนี้ต่างก็มาเพื่อการประลองในครั้งนี้ทั้งนั้น เป้าหมายของพวกเขาก็คือการเข้าร่วมกับสำนักที่มาคัดเลือกผู้คน ในระหว่างที่รอให้ถึงงานประลอง พวกเขาก็ได้นำของที่สำคัญต่อการฝึกฝนมาออกขายเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรต่างๆ เช่นพวกเขาโชคดีได้รับทรัพยากรอันล้ำค่ามา แต่ไม่ตรงกับแนวทางการฝึกของพวกเขา

พวกเขาจะนำของเหล่านั้นมาออกวางขายเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่พวกเขาใช้ได้ ถังเฟยหู่เองก็ค่อยๆเดินไปตามท้องถนนและมองชาวยุทธ์ที่นำของออกมาเรียงรายบนพื้นดิน มีร้านหนึ่งที่วางไว้ด้วยแผ่นโลหะมากมาย ของเหล่านี้ก็คืออาวุธจิตวิญญาณที่ยังไม่ผสานเข้ากับจิตวิญญาณ

ส่วนอีกร้านมีขายเม็ดยาต่างๆมากมาย ซึ่งจากสายตาของถังเฟยหู่ที่มองดูแล้วรู้สึกว่ายาพวกนั้นยังไม่มีคุณภาพดีพอ เขาจึงได้เดินต่อไปอีกหลายร้าน บางร้านก็มีแม้แต่การขายทาสอสูรระดับต่ำจำนวนมาก ซึ่งดูไปแล้วไม่น่าจะแข็งแกร่งมากเท่าใด

แต่เรื่องเหล่านั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป ชาวยุทธ์ที่จำเป็นต้องออกมาขายของเช่นนี้ย่อมต้องเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่ หากพวกเขาเป็นลูกเศรษฐีจากเมืองอื่นที่มาร่วมประลองคงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ถังเฟยหู่ยังคงเดินสำรวจไปอีกหลายร้านแต่ก็ไม่มีสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจได้เลย

ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่กำลังเดินชมร้านค้าต่างๆ บนโรงเตี๊ยมประตูมังกรซึ่งอยู่ห่างไปหลายช่วงตึก ชายชราซึ่งหลับตาอยู่ตลอดเวลากำลังยกชาขึ้นดื่ม บนโต๊ะไม้ตัวเล็กตรงหน้าของเขาคือซอตัวหนึ่งที่วางไว้บนนั้น ที่โต๊ะตัวนั้นนอกจากชายชรายังมีเด็กสาวคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดกระโปรงสีเขียวอันงดงาม

เด็กสาวผู้นี้มีคิ้วโก่งดุจคันศรและมีใบหน้าที่งดงามราวกับงามศิลปะอันล้ำค่า ดวงตาสุกใสเป็นประกายดุจดวงดาราของนางเป็นสีทองคำราวกับสิ่งล้ำค่า นางยกชาตรงหน้าขึ้นมาดื่มเล็กน้อยก่อนจะวางลงด้วยกิริยาท่าทางอันงดงาม

ดวงตาของนางกวาดไปทางด้านหนึ่งที่ชายชราด้านข้างหันหน้าไปมอง ดวงตาของนางราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่งอย่างในโลก “ท่านตา นั่นเหรอคนที่ท่านสนใจเขานักหนา…ข้ารู้สึกว่าเขาไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย” เสียงอันไพเราะดุจท่วงทำนองดนตรีของนางได้กล่าวกับชายชราผู้เป็นตาของนาง

ชายชราผู้นั้นยิ้มออกมาก่อนที่จะวางถ้วยชาลง “หยางถิงเอ๋ย…ตาคิดว่าเขามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจยิ่งนัก เขามีความเข้าใจในศาสตร์ดนตรีที่ลึกซึ้ง อีกทั้งเขายังคล้ายกับพวกเราเป็นอย่างมาก…ตาสนใจสายเลือดดวงตาของเขา ตาไม่เคยพบสายเลือดดวงตาเช่นนี้มาก่อน เอาเป็นว่าตาอยากส่งเสริมเขา….ก็เรื่องของตา” หยางถิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจกับคำตอบของตานางเลย นางทำสีหน้าแง่งอนแก้มป่องและไม่สนใจตาของนางอีก อีกทั้งยังสั่งขนมหวานมากินอีกมากนัก

กลับมาทางด้านถังเฟยหู่ เขายังคงสอดส่องไปเรื่อยๆจนมาถึงแฝงลอยหนึ่งที่เขาเริ่มสนใจมากขึ้น แฝงลอยนั้นมีชาวยุทธ์ผู้หนึ่งที่ดูธรรมดากำลังนั่งอยู่ ที่ด้านหน้าของคนผู้นี้คือผ้าผืนหนึ่งที่วางไว้บนพื้นและมีเพียงตำราเล่มหนึ่งวางอยู่บนนั้น ตำรานั้นคือสิ่งของที่ดูเก่าๆแต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นของล้ำค่าโบราณ อักษรที่เขียนอยู่บนตำรานั้นมีเพียงคำไม่กี่คำเท่านั้นเอง มันถูกเขียนไว้ด้วยชื่อตาเหยี่ยวพันลี้

ดวงตาของถังเฟยหู่วาวโรจน์ ของสิ่งนี้ย่อมต้องเป็นวิชาประเภทดวงตาอย่างแน่นอน ซึ่งวิชาประเภทนี้คือสิ่งที่เขาต้องการอย่างพอดี เขาเดินเข้าไปหาแผงลอยนั้นเพื่อลองสอบถามดู “พี่ชายท่านนี้ ตำราที่ท่านขายนี้คือสิ่งใดเหรอ?”

ชาวยุทธ์เจ้าของแผงลอยเงยหน้าขึ้นมองก็พบเห็นถังเฟยหู่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ชายคนนั้นถอนหายใจออกมา “น้องชายท่านนี้ ของที่ข้าขายก็คือวิชาตาเหยี่ยมพันลี้ มีเงื่อนไขในการฝึกที่สูงนัก จำเป็นต้องมีสายเลือดดวงตา คนธรรมดาไม่อาจฝึกได้ อีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์ระดับสามเชียวนะ ระดับสาม! เจ้ามีปัญญาซื้อหรืออย่างไร”

ชายคนนั้นกล่าวเสียงดังพร้อมกับชูสามนิ้วโบกไปมาอยู่ตรงหน้าของถังเฟยหู่ สีหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสังเกตเห็นว่าการแต่งกายของถังเฟยหู่นั้นดูธรรมดาเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่คิดว่าถังเฟยหู่จะมีปัญญาจ่ายค่าตำราเล่มนี้

เมื่อเห็นเช่นนั้นถังเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออกและยิ้มแห้งออกมา ถังเฟยหู่รวบรวมสติกลับมาก่อนที่จะกล่าวกับชายตรงหน้า “อย่างงั้นพี่ชายท่านนี้ช่วยกล่าวราคาของตำราเล่มนี้ออกมาก่อนเถอะ ข้าคิดว่ามันน่าสนใจดีนะ”

“เอางั้นก็ได้ ตำราเล่มนี้ข้าต้องการแลกเปลี่ยนกับวิชาปราณระดับสี่ขึ้นไป…อ้ะ ทำไมเจ้าทำสีหน้าอย่างงั้นละ วิชานี้เป็นของประจำตระกูลของข้าเชียวนะ! หากสายเลือดในรุ่นข้าไม่เจือจางจนไม่เหลือ ข้าก็ไม่ขายหรอก” ชายคนนั้นทำสีหน้าเจ็บปวดออกมาเมื่อต้องพูดถึงสายเลือดของตนเอง

ถังเฟยหู่ขบคิดเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา เขาลากชายคนนั้นมากระซิบเพื่อไม่ให้ใครได้ยินสิ่งที่เขากำลังพูด “พี่ชายท่านนี้ เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าขอยืมอ่านตำราเล่มนี้สักครู่แลกกับวิชาตัวเบาขั้นที่สามเป็นอย่างไร”

ชายคนนั้นแทบไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย เขาตอบตกลงในทันที ถังเฟยหู่ได้ขอยืมตำราเปล่าและพู่กันจากชายคนนั้นมา ชายคนนั้นเร่งรีบเก็บร้านและพาถังเฟยหู่ไปยังที่พักของเขาซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมราคาถูกแห่งหนึ่ง ชายคนนั้นพักอยู่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม ไม่นานนักเมื่อเข้ามาในห้องนั้นแล้วถังเฟยหู่ก็ได้เขียนตำราวิชาตัวเบาขั้นสามให้แก่ชายคนนั้นในทันที ซึ่งวิชาที่ถังเฟยหู่เขียนออกมานั้นก็คือท่าเท้าอสรพิษลี้ลับนั่นเอง

ถังเฟยหู่นั้นหาได้สนใจตระกูลถังในเมืองไม่ เขาไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าวิชาประจำตระกูลจะหลุดออกสู่ภายนอกแล้วเป็นอย่างไร อย่างน้อยตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนยังพอนับว่าสร้างประโยชน์ให้แก่เขาได้บ้าง ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตำราวิชาตัวเบานั้นก็ถูกเขียนจนเสร็จสิ้น ตำราท่าเท้าอสรพิษลี้ลับปรากฏอยู่ในมือของถังเฟยหู่

ถังเฟยหู่ยื่นตำราเล่มนั้นให้แก่ชาวยุทธ์เจ้าของแผงลอย เมื่อชายคนนั้นได้ตำรามาแล้วก็เปิดตำราอ่านดูเพื่ออตรวจสอบก่อนจะพยักหน้าให้กับถังเฟยหู่ “ตำราเล่มนี้เป็นวิชาระดับสามจริงๆด้วย…งั้นข้าให้เจ้ายืมสักหนึ่งชั่วยามแล้วกันนะ เอาไปสิ” ชายคนนั้นยื่นตำราตาเหยี่ยมพันลี้ให้แก่ถังเฟยหู่พร้อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

โดยทั่วไปแล้วการจะจดจำตำรารวมถึงทำความเข้าใจวิชาหนึ่ง ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามย่อมไม่พออย่างแน่นอน ชายคนนั้นเชื่อว่าถังเฟยหู่จะได้รับประโยชน์กลับไปเพียงน้อยนิดจากตำราของเขา…แต่นั่นเขาใช้ตนเองเป็นมาตรฐาน ซึ่งไม่อาจใช้กับถังเฟยหู่

ถังเฟยหู่รับตำราจากมือของชายตรงหน้า เขาได้เปิดตำราออกและกวาดตามองอย่างรวดเร็วเพื่อจดจำทุกตัวอักษรเข้าสู่ห้วงความทรงจำของตนเอง เขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็สามารถจำตำราทั้งเล่มได้แล้ว แต่เขาก็ยังคงทำท่าพลิกไปพลิกมาอยู่เพื่อให้อีกฝ่ายนั้นคิดว่าเขายังคงได้เปรียบอยู่แล้วจะได้ไม่โวยวายอะไรออกมา

เมื่อสิ้นสุดเวลาที่ตกลงกันไว้ ถังเฟยหู่ก็ได้ยื่นตำรากลับไปให้กับอีกฝ่ายก่อนที่จะขอตัวออกมา เขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงสถานที่ซึ่งเป็นที่นัดหมายของการประลอง ที่แห่งนั้นก็คือด้านหน้าที่ว่าการเมืองฟูเจี้ยนซึ่งเคยเป็นที่ต่อสู้ของยอดยุทธ์ทั้งสองเมื่อไม่นานมานี้ ที่แห่งนี้ได้ถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน

ที่ตรงนั้นเมื่อเก็บเศษซากอาคารบ้านเรือนที่พังลงไปก็กลายเป็นลานกว้างขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า อาจเพราะยังไม่มีการสร้างบ้านเรือนใหม่จึงทำให้พื้นที่ตรงนั้นดูไปคล้ายลานกว้างที่มีขนาดใหญ่โต ที่แห่งนั้นมีชาวยุทธ์มากหน้าหลายตาที่มารวมตัวกันยังที่แห่งนั้น ที่บริเวณตรงหน้าที่ว่าการมีโต๊ะตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก มีเจ้าหน้าที่ของศาลนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะแต่ละตัว

เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีหน้าที่ในการจดรายชื่อของชาวยุทธ์ที่ประสงค์อย่างจะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ ถังเฟยหู่เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้เข้าไปต่อแถวหนึ่ง แถวเหล่านั้นขยับไปอย่างเชื่อช้า เขาลอบสังเกตแต่ละคนที่มาร่วมการประลอง ส่วนใหญ่ทุกคนจะอยู่ในขอบเขตปราณทั้งนั้น

ในระหว่างที่รอนั้นช่างน่าเบื่อเป็นอย่างมาก ถังเฟยหู่จึงได้ฝึกวิชาเพื่อฆ่าเวลาในตอนนี้แทน จิตของเขาดำดิ่งลงไปในความทรงจำของตนแล้วศึกษาวิชาใหม่ที่เขาได้รับมา วิชาตาเหยี่ยวพันลี้มีการเดินปราณที่เกี่ยวพันธ์กับเส้นเลือดและชีพจรที่ไหลเวียนอยู่รอบดวงตาของเขา อีกทั้งยังเกี่ยวโยงกับสายเลือดดวงตาอีกด้วย

วิชานี้เป็นของตระกูลซึ่งสืบสายเลือดจากเซียนตาเหยี่ยว น่าเสียดายนักที่ตระกูลนี้ได้ล่มสลายไป แม้แต่สายเลือดในปัจจุบันก็เจือจางจนไม่เหลือ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้นี้ ตระกูลและสายเลือดของผู้กล้ามีมากมายจนแทบนับไม่ถ้วน แต่เมื่อหมดสิ้นยุคของผู้กล้าเหล่านั้น สิ่งสำคัญคือลูกหลานของพวกเขาว่าจะยังคงชื่อเสียงและเกียรติยศของบรรพบุรุษไว้ได้หรือไม่

ตระกูลทั้งแผ่นดินมีมากมายดุจเม็ดทราย แต่จะมีสักกี่ตระกูลเชียวที่สามารถผงาดเหนือกว่าผู้ใดและขึ้นสู่จุดสูงสุดของแผ่นดิน หากไม่นับรวมสายเลือดแห่งราชวงศ์ ตระกูลที่อยู่ในอันดับสูงสุดของแผ่นดินคือห้าตระกูลใหญ่ซึ่งมียอดยุทธ์แห่งแผ่นดินทั้งห้าจากสี่ราชาห้าตระกูลหกจอมยุทธ์เป็นเครื่องยืนยันได้

กลับมาทางด้านวิชาที่ถังเฟยหู่ฝึกฝน เขาค้นพบว่าวิชานี้เป็นเพียงขั้นแรกจากหลากหลายวิชาของผู้ที่เรียกตนเองว่าเซียนตาเหยี่ยว ในช่วงแรกของตำราเป็นการบอกประวัติอย่างคร่าวๆเกี่ยวกับผู้เขียนวิชาและความเป็นมาของมัน โดยวิชาต่อเนื่องจากวิชาตาเหยี่ยวพันลี้นั้นก็คือตาเหยี่ยวหมื่นลี้ ซึ่งถังเฟยหู่คาดว่ามันคงจะหายสาปสูญไปแล้วจากตระกูลของชายคนนั้นเจ้าของคัมภีร์ ตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วยากนักที่จะเก็บทรัพย์สมบัติล้ำค่าใดไว้ได้ ถังเฟยหู่ดำดิ่งลงไปในตำราเล่มนี้และทำความเข้าใจอย่างรวดเร็ว

เขาหลับตาลงระหว่างรอเข้าแถว เขาได้หยุดการเดินปราณมารไร้ลักษณ์ในทันที ดวงตาทั้งสองข้างภายใต้หนังตาได้กลับเป็นดวงตาสีประหลาดอีกครั้ง สายเลือดที่กลายพันธุ์ได้เปลี่ยนแปลงไปหลายส่วนจนถึงขั้นทำให้มุมมองภาพของเขาดีขึ้น ถังเฟยหู่คาดเดาว่าเป็นเพราะสายเลือดดวงตาที่เป็นพื้นฐานของการกลายพันธุ์ จึงทำให้สายเลือดนี้ได้รับสืบทอดความสามารถได้ดวงตามา

ส่วนเรื่องรายละเอียดของเส้นเลือดและชีพจรรอบดวงตาที่เข้าใจได้ยากนั้น สำหรับผู้อื่นที่ฝึกยุทธ์ทั่วๆไปอาจเข้าใจได้ยากเพราะการฝึกตนโดยปกติจะอิงเส้นชีพจรลมปราณใหญ่เป็นหลัก แต่ถังเฟยหู่นั้นมีความรู้เรื่องแพทย์ที่สูงพอตัว เขาเข้าใจในทันทีถึงตำแหน่งและจุดต่างๆภายในร่างกายอย่างละเอียด

ลมปราณของถังเฟยหู่ได้ไหลเวียนตามเคล็ดวิชาของตาเหยี่ยวพันลี้ ลมปราณเหล่านั้นค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างของเขา การฝึกตาเหยี่ยวพันลี้ในขั้นพื้นฐานนับว่ายากที่สุด นั่นเพราะนี่คือการเตรียมการและปูปื้นฐานให้กับดวงตาทั้งสองข้าง เขาจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงดวงตาทั้งสองข้างให้คุ้นชินกับปราณของเขา

ขั้นตอนต่างๆเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อแถวด้านหน้าของเขาร่นขึ้นไป ถังเฟยหู่ที่หลับตาอยู่ก็จะก้าวไปทางข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับฝึกฝนดวงตาไปด้วย จนผ่านไปหลายชั่วยาม ขั้นตอนการหล่อเลี้ยงดวงตาก็สิ้นสุดลง เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาทั้งสองข้างที่กำลังเรืองรองเพราะพลังปราณที่หล่อเลี้ยงพวกมัน

ในตอนนั้นเองที่พลังปราณที่หล่อเลี้ยงในดวงตาทั้งสองของเขาได้ถูกเผาผลาญไปด้วยอัตราที่รวดเร็ว ทันใดนั้นเองที่ภาพเบื้องหน้าของเขาพลั้นราวกับถูกขยายขึ้นจนสามารถมองสิ่งที่อยู่ไกลได้ราวกับอยู่ตรงหน้า เมื่อก่อนตอนที่เข้าใช้สายเลือดเซียนพยัคฆ์ก็เคยสัมผัสพลังการมองเช่นนี้ได้เช่นกัน

แต่พลังของเขาตอนนั้นสิ้นเปลืองกว่าตอนนี้เสียอีก อีกทั้งเขายังแทบจะควบคุมมันไม่ได้ด้วยซ้ำไป การฝึกวิชาอย่างเป็นระบบระเบียบนั้นย่อมดีกว่าการฝึกฝนโดยไม่รู้แนวทางและคลำทางเอาเอง ถังเฟยหู่รู้สึกดีเป็นอย่างมากที่ควบคุมดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

แม้เขาจะรู้สึกว่าพลังของมันจะลดน้อยลงไปมาก แต่ในด้านการควบคุมต่างๆนับว่าเหนือกว่าเดิมอย่างเทียบไม่ติด หากจะให้เทียบกันแล้ว สายเลือดเซียนพยัคฆ์เป็นเหมือนม้าพยศที่เขาไม่อาจควบคุมได้ ได้แต่จำยอมไปตามที่มันพาไป แต่สายเลือดที่กลายพันธุ์นี้กลับเหมือนม้าที่คุ้นเคยกับคน ไม่มีการพยศและรอฟังคำสั่ง เขาสามารถควบคุมทิศทางให้มันไปได้ดั่งใจของเขา

‘ขั้นพื้นฐานและขั้นต้นของตาเหยี่ยวพันลี้นับว่าฝึกสำเร็จแล้ว’ ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองภายในใจ แม้แต่ตัวเขาเองยังแปลกใจที่เขาฝึกวิชานี้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ หากชายเจ้าของตำรานี้ได้รู้เข้าคงกรีดร้องด้วยความริษยา ถังเฟยหู่กำลังทบทวนเกี่ยวกับขั้นต่อไปของวิชารวมถึงฝึกขั้นต้นนี้ให้ชำนาญอีกด้วย

ยิ่งเขาฝึกฝนก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งใช้ก็ยิ่งมากได้ไกลขึ้น ถังเฟยหู่คาดว่าด้วยอัตราความเร็วในการฝึกเช่นนี้ เขาน่าจะใช้เวลาไม่นานในการบรรลุถึงขั้นมองได้พันลี้ตามอย่างชื่อวิชา แต่นั่นก็อาจจำเป็นต้องเผาผลาญปราณไปในจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ยิ่งถังเฟยหู่ฝึกวิชานี้เท่าไหรก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขา พื้นที่ดวงตาสีม่วงดำยิ่งกลืนกินพื้นที่ๆเหลือในนัยน์ตาของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้พื้นที่นัยน์ตาสีม่วงดำของเขาคือเจ็ดในสิบไปแล้ว เขาสามารถสัมผัสได้อย่างลางๆเกี่ยวกับพลังสีม่วงดำที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง ราวกับเขาจะสามารถควบคุมพวกมันได้

แต่ในตอนนั้นเองที่การฝึกของเขาได้หยุดลง เวลาได้ผ่านไปหลายชั่วยามจนถึงช่วงเย็นของวันนั้นแล้ว เขาได้มาถึงเบื้องหน้าโต๊ะลงทะเบียนแล้ว เจ้าหน้าที่เบื้องหน้าได้บอกให้เขาลงชื่อไว้ในสมุดรายชื่อ เขาได้รับพู่กันจากคนตรงหน้ามาจากนั้นจึงได้นำพู่กันนั้นไปจุมหมึกจากแท่นฝนหมึกด้านข้าง เขายกพู่กันขึ้นและกดลงไปบนสมุดรายชื่อด้านหน้า เขาตวัดมือออกไปอย่างรวดเร็ว ลายมือของเขานับว่าสวยงามเป็นอย่างมาก เทียบกับชาวยุทธ์ลายมือไก่เขี่ยก่อนหน้านับว่าไม่อาจเทียบกันได้ ไม่นานนักชื่อถังเฟยหู่ก็ถูกเขียนอยู่บนสมุดรายชื่อผู้ประลองยุทธ์ เขาได้เข้าร่วมการประลองอย่างเป็นทางการแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้นำสมุดไปตรวจดูพบว่าเรียบร้อยดีแล้ว “เอาละ การลงทะเบียนของเจ้าเสร็จแล้ว การประลองรอบคัดเลือกจะเริ่มในยามสายของวันพรุ่งนี้ ความเสียหายระหว่างการประลองไม่ว่าจะทรัพย์สิน อาวุธ หรือแม้แต่ชีวิตของเจ้าเป็นความสมัครใจของเจ้าเอง ครอบครัวของเจ้าไม่อาจเอาผิดกับพวกเราได้ เจ้าเข้าใจไหม?” เจ้าหน้าที่คนนั้นกล่าวถามออกไปตามหน้าที่

ถังเฟยหู่เองก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ จากนั้นเขาจึงได้เดินจากมา เขาได้เดินไปตามท้องถนนในเมืองอีกครั้ง เขากำลังคิดจะหาที่พักสักที่หนึ่ง แม้เขาอย่างจะเข้าพักในโรงเตี๊ยมแต่ก็ไม่อาจทำได้ ชาวยุทธ์ที่มาเข้าร่วมการประลองมีจำนวนมากมายมหาศาล พวกเขาเหล่านั้นเข้าพักจนโรงเตี๊ยมทั้งเมืองเต็มเสียแล้ว

เขาเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายจนถึงยามดึก มารู้ตัวอีกทีเขาก็ได้มาหยุดอยู่ที่ข้างกำแพงขนาดใหญ่ของจวนแห่งหนึ่ง นี่เป็นสถานที่อันคุ้นเคยสำหรับเขาตั้งแต่เด็ก เป็นกำแพงของจวนสกุลถังนั่นเอง เขานำมือไปสัมผัสกับกำแพงนั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆภายในใจ ทุกสิ่งทุกอย่างช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างพลิกผันเพียงชั่วพริบตา

“ท่านแม่…ท่านตา…” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาได้หันหลังให้กับกำแพงนั้นและกระโดดขึ้นไปบนหลังของอาคารที่อยู่ไม่ไกลจากจวนสกุลถังและเริ่มใช้ตาเหยี่ยวพันลี้ในการสอดส่องภายในตระกูลถัง

เขามองไปยังสถานที่ๆเคยเป็นที่ตั้งของบ้านหลังน้อยที่เขาและครอบครัวได้อาศัยร่วมกันมาหลายปี เขาพบว่าที่แห่งนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว เหลือก็เพียงแต่ลานกว้างที่มีร่องรอยของอาคารที่ถูกรื้อถอนออกไป เมื่อมองเห็นภาพเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด

“ทั้งคน..ทั้งสิ่งของ ไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกต่อไป….” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากนั้นจึงค่อยกระโดดลงมาบนพื้นดินอีกครั้ง เขาเริ่มออกเดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อมองหาสถานที่ๆเขาสามารถพักผ่อนได้สักคืนหนึ่ง

ในตอนนั้นเองที่เขากำลังเดินผ่านโรงเตี๊ยมประตูมังกร เขาพลันนึกถึงรสชาติชาที่เคยกินครั้งหนึ่งที่นี่ เขาหยิบผลึกอสูรระดับหนึ่งในมือขึ้นมาดู เขาคิดว่าคงใช้สิ่งนี้เพื่อแลกชาและของกินได้บ้าง แม้จะไม่มีที่พัก แต่การดื่มชาโต้รุ่งก็เป็นอีกบรรยากาศที่แปลกดีเช่นกัน เขาก้าวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมประตูมังกรในทันที

ที่แห่งนี้ยังเป็นเช่นเดิมมีผู้คนคับคั่งและมีเสียงเซ็งแซ่ เหล่าชาวยุทธ์มากมายต่างก็จับจองโต๊ะเป็นของตนเอง พวกเขาต่างก็อยู่ในจุดที่สามารถมองเวทีประลองยุทธ์ของโรงเตี๊ยมประตูมังกร ยิ่งเป็นช่วงนี้ที่งามประลองใกล้มาถึง มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่ใช้ที่แห่งนี้ในการฝึกซ้อมฝีมือของตนเอง

ถังเฟยหู่เองก็เดินเข้าไปใกล้เวทีประลองเพื่อร่วมรับชมด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่เขาเห็นผู้คนมากมายต่างนั่งพื้นรายล้อมอยู่รอบเทวีประลอง เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงได้ทำตามเสียบ้าง นั่งบนพื้นตรงที่ห่างจากเวทีไม่ไกลนัก เมื่อนั่งได้แล้วเขาจึงได้โบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งให้เข้ามาหา

เขาได้ยื่นผลึกอสูรระดับหนึ่งแก่เสี่ยวเอ้อ “ของสิ่งนี้พอแลกน้ำชารสเลิศให้แก่ข้าได้หรือไม่ หากมูลค่าของมันยังเหลือก็ให้นำของกินมาให้แก่ข้าด้วย”

เสี่ยวเอ้อรับผลึกอสูรมาด้วยสีหน้ามึนงง “มูลค่าของมันย่อมต้องพออยู่แล้วนายท่าน แต่ท่านนี่แปลกจริงๆเลยนะ กลับสั่งชามาดื่มแทนที่จะเป็นสุรา ทำตัวราวกับบัณฑิตแก่เรียนเชียวนะนายท่าน จอมยุทธ์อย่างเราๆควรร่ำสุราถึงจะถูก!” เสี่ยวเอ้อยิ้มอย่างจริงใจให้แก่ถังเฟยหู่ เขาที่เป็นเสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมประตูมังกรย่อมถือเป็นศิษย์สำนักประตูมังกรเช่นกัน อย่างน้อยย่อมสามารถเรียกตนเองว่าชาวยุทธ์

แต่ถังเฟยหู่กลับสายหน้าให้แก่เสี่ยวเอ้อ “ข้าไม่ชมชอบดื่มสุรา ข้านั้นชมชอบการดื่มชายิ่งกว่าสิ่งใดเสียงอีก น้องชายเสี่ยวเอ้อรีบไปนำมาเถอะ” เขายิ้มให้แก่เสี่ยวเอ้อซึ่งเสี่ยวเอ้อก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเร่งรีบวิ่งไปจัดการมาให้ถังเฟยหู่ในทันที

ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อผู้นั้นก็กลับมาพร้อมกับกาน้ำชาหนึ่งและเนื้อแห้งหนึ่งชั่ง ถังเฟยหู่รับของมาจากเสี่ยวเอ้อและวางจานเนื้อแห้งไว้บนพื้น ส่วนกาน้ำชาก็เทใส่ปากไปพลางชมการประลองยุทธ์ตรงหน้าไป กิริยาท่าทางของเขาในตอนนี้หากใครมาบอกว่าเป็นอดีตบัณฑิตผู้คร่ำเคร่งตำราคงไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอน

บนเวทีประลองตรงหน้าของถังเฟยหู่นั้นได้มีชาวยุทธ์สองคนที่ต่อสู้กันด้วยกระบี่ ผู้หนึ่งเป็นชาวยุทธ์สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียว อีกคนหนึ่งสวมใส่สีเหลือง เพลงกระบี่ของทั้งสองนับว่าล้ำเลิศเป็นอย่างมาก เขาปะทะกันอย่างรวดเร็วจนตาแทบมองไม่ทัน แสงของโคมไฟที่ประดับโดยรอบโรงเตี๊ยมได้สาดแสงกระทบเข้ากับกระบี่ทั้งสองที่ขยับไปมารวดเร็วราวพายุจนบังเกิดแสงสีมากมายบาดตาผู้ชมโดยรอบ

เสียงโห่ร้องให้กำลังใจมากมายยิ่งนัก การปะทะกันของทั้งสองแม้จะใช้เพียงวรยุทธ์ระดับสองที่เน้นไปทางกระบวนท่าหาใช่เคล็ดเดินปราณ แต่นั้นก็กลับถูกชดเชยด้วยปราณจำนวนมากที่พวกเขาใส่เข้าไปในกระบี่เพื่อเพิ่มความแหลมคมและรวดเร็ว แม้จะไม่ใช้วรยุทธ์ระดับสูง แต่เพลงกระบี่ของทั้งสองก็ไม่อาจดูถูก

คนชุดเขียวแทงกระบี่ออกอย่างรวดเร็ว คนชุดเหลือดึงรั้งกระบี่กลับมาและแทงสวนกลับไปอย่างรวดเร็วกว่าจนบังคับให้คนชุดเขียวต้องหยุดกระบวนท่าและหันมาป้องกันตัวเองแทน สายตาของถังเฟยหู่ที่รับชมการประลองนั้นสอดส่องไปมาอย่างรวดเร็วราวกับเหยี่ยวตนหนึ่ง

สำหรับถังเฟยหู่นี่คือการฝึกอย่างหนึ่ง เขากำลังใช้วิชาตาเหยี่ยวพันลี้เพื่อเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เขาพยายามจะตามให้ทันกระบี่ของทั้งสองคน ในตอนแรกนั้นเขาเพียงเห็นแต่เงากระบี่มากมาย แต่ตอมาเมื่อผ่านไปนานเข้าเขาก็เริ่มที่จะมองกระบี่เหล่านั้นออก จนถึงขั้นลอบจดจำกระบวนท่าต่างๆของทั้งสองคนได้เสียด้วยซ้ำไป แต่การทำอย่างงั้นย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายอยู่แล้ว เพราะเพลงกระบี่ของทั้งสองเน้นหนักไปที่กระบวนท่าไม่ใช่เคล็ดเดินปราณ นั่นจึงทำให้ถังเฟยหู่จดจำได้อย่างรวดเร็ว และในท้ายที่สุดแล้วคนชุดเหลืองกลับชนะในท้ายที่สุด

ในค่ำคืนนั้น มีชาวยุทธ์มากมายต่างก็ขึ้นไปเพื่อแสดงฝีมือและซักซ้อมก่อนจะเริ่มการประลองขึ้น พวกเขาต้องการเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ การประลองในครั้งนี้สำคัญกับพวกเขามากนัก นี่คือใบเบิกทางสู่สำนักทั้งห้า และในตอนนั้นเองเมื่อชายสองคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันได้ใช้หมัดอันเปลือยเปล่าเข้าต่อสู้กันอย่างดุดัน และหมัดสุดท้ายของทั้งสองต่างก็ซัดเขาที่หน้าของอีกฝ่ายพร้อมกับแสงแรกของดวงตะวันที่ขึ้นในยามเช้า

ทุกคนต่างหันไปมองยังที่มาของแสงนั้น ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ในที่สุดวันที่ชี้ชะตาของพวกเขาก็ได้มาถึง วันที่ตัดสินว่าพวกเขาเป็นได้เพียงแค่ปลาหลีฮื้อในดินแดนบ้านนอก หรือจะได้กลายเป็นมังกรในหมู่คน กระโดดเข้าสู่ประตูของสำนักทั้งห้าที่ได้เดินทางมายังฟูเจี้ยน…

ความคิดเห็น