มินิซ่าส์
email-icon Line-icon

เกย์+ทอม แล้วจะไปกันได้ยังไงละ???

บทที่ 81 พบหน้าอีกครั้งในรอบ 4 ปี

ชื่อตอน : บทที่ 81 พบหน้าอีกครั้งในรอบ 4 ปี

คำค้น : วุฒ, เพชร, Change you!!! เปลี่ยนจากนายให้กลายเป็นสาว, ดร่ามา, ชาย-หญิง, เกย์-ทอม 18+++

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 08:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 81 พบหน้าอีกครั้งในรอบ 4 ปี
แบบอักษร

​.

.

.

Wut Part

ติ้ด!


กลับมาที่ห้องเดิม

เปิดเพลงซ้ำๆเดิมๆ อยู่อย่างนั้น

ภาพเราที่มีกัน ยังคงชัดเจน

นั่งมองที่เตียงเก่า

ยิ่งมองยิ่งเหงาจนใจเริ่มหวั่นไหว

ภาพเธอข้างๆกาย

ไม่มีแล้วใจ...

หาย.... มันเหงาจนแทบจะทนไม่ไหว

เมื่อฉันและเธอต้องไกล

ความรักยังเต็มใจใน

และแม้จะนานเพียงใด

แต่ฉันก็ยังจะมีเพียงใจ

เพลง หาย : Klear

เสียงเพลงดังออกมาเบาๆจากลำโพงที่อยู่รายล้อมตรงประตูรถยนต์ซึ่งกำลังวิ่งมุ่งตรงไปสถานที่จัดเลี้ยง คนที่ทำหน้าที่ขับรถให้ขยับโยกตัวไปมาพร้อมกับร้องเพลงคลอไปตามจังหวะเบาๆ

“เปลี่ยนเพลงไม่ได้รึไง” ผมเอ่ยถามเสียงนิ่ง ก้มหน้ามองแท็บแล็ตในมือ และกำลังซูมขยายดูอัญมณีที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน เพื่อตรวจสอบ ก่อนจะเริ่มกดมือลงไปอีกครั้งเพื่อตอบกลับปลายทาง


ติ้ด!


I know it’s not the same but I feel it any way

[ฉันรู้ว่ามันไม่เหมือนเดิม แต่ฉันก็ยังรู้สึกนะ]

Tell me if thats ok

[บอกฉันที ว่าแบบนั้นโอเค]

No, I’ll be on my way, should’ve known

[ไม่สิ ฉันจะไปตามทางของฉันแล้ว น่าจะรู้แต่แรกนะ]

Now I feel insane

[ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนคนบ้าเลย]

Am I insane

[ฉันบ้าไปแล้วรึเปล่านะ]

I’ve waited way too long

[ฉันรอมานานเกินไปแล้วล่ะ]

yeah I know you’ve changed

[ฉันรู้ว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว]

you have a different face to me

[หน้าเธอผิดกันเวลาอยู่กับฉัน]

I guess that I was wrong

[ฉันคิดว่าฉันคงผิดเองละ]

I’m the one to blame

[โทษฉันก็ได้]

and that’s a shame you see

[และน่าอายจริงๆที่เธอเห็นแบบนั้น]

Ooh you’re in my head

[เธอยังอยู่ในความคิดของฉัน]

but I keep on forgetting that

[และฉันก็ลืมมันเสมอ]

Ooh I’m here instead

[เธอกลับมาอยู่ตรงนี้แทน]

and it seems never ending

[และมันดูเหมือนจะไม่มีวันจบเลย]

Ooh I know you’ve changed,

[ฉันรู้ ฉันรู้ว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว]

you don’t feel the same

[เธอรู้สึกไม่เหมือนกันอีกแล้ว]

Ooh you’re in my head

[เธอยังอยู่ในความคิดของฉัน]

เพลง In My Head : Peter Manos

“กาญ....” ผมเอ่ยปากร้องบอก กดเสียงลงต่ำ อีกฝ่ายรีบละล่ำละลักร้องบอกกลับมาทันที

“ครับๆๆ” เมื่อกาญตอบรับ ผมจึงก้มหน้าทำงานต่อ กาญเองก็กดเปลี่ยนเพลงเช่นกัน


ติ้ด!


Notice me, take my hand

[มองมาที่ฉันสิ จับมือฉันไว้]

Why are we strangers when

[เมื่อไหร่กัน ที่เรากลายเป็นคนแปลกหน้า]

Our love is strong

[ทั้งที่รักของเรายังเหนียวแน่น]

Why carry on without me

[แล้วทำไม ต้องเดินต่อไปโดยที่ไม่มีฉัน...]

Everytime I try to fly,

[ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะก้าวต่อไป]

I fall  without my wings, I feel so small

[ฉันกลับทำไม่ได้ ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกิน]

I guess I need you, baby

[ฉันว่า ฉันต้องการเธอที่รัก]

And everytime I see you in my dreams

[และทุกครั้งที่ฉันพบเธอในความฝัน]

I see your face, it’s haunting me

[ฉันเห็นใบหน้าเธอ มันทำให้ฉันลืมเธอไม่ได้สักที]

I guess I need you, baby

[ฉันต้องการเธอ ที่รัก]

I make believe that you are here

[ฉันทำเหมือนกับว่า เธอไม่เคยจากไปไหน]

It’s the only way I see clear

[มันเป็นเพียงหนทางเดียว ที่ทำให้ฉันมีลมหายใจอยู่ต่อ]

What have I done

[ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า]

You seem to move on easy

[ทำไมเธอถึงจากไปง่ายดายอย่างนี้]

And everytime I try to fly,

[ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะเดินหน้าต่อไป]

I fall  without my wings, I feel so small

[ฉันกลับทำไม่ได้ ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกิน]

I guess I need you, baby

[ฉันว่า ฉันต้องการเธอที่รัก]

And everytime I see you in my dreams

[และทุกครั้งที่ฉันหลับตาลง]

I see your face, it’s haunting me

[ฉันเห็นแต่ใบหน้าเธอ แล้วฉันจะลืมเธอได้อย่างไร]

I guess I need you, baby

[ฉันต้องการเธอ ที่รัก]

I may have made it rain

[ฉันอาจจะทำให้ทุกอย่างมันพังทลายไป]

Please forgive me

[ยกโทษให้ฉันเถอะนะ]

My weakness caused you pain

[ความอ่อนแอของฉัน ทำให้เธอต้องเจ็บปวด]

And this song’s my sorry

[และเพลงนี้ คือคำขอโทษของฉัน]

เพลง Everytime : Britney Spears (Lyrics)

“กาญ!!! นี่เรากำลังจะไปงานแต่งนะ!! ไม่ใช่งานฉลองอกหัก!!” ผมตะโกนออกมาอย่างสุดทน เมื่อเพลงที่กาญเปิดฟังมาแต่ละเพลงไม่ได้ชวนให้รู้สึกดีแม้แต่น้อย นี่เรากำลังจะไปร่วมกันแต่งงานนะ ไม่ใช่เลี้ยงฉลองปลอบใจคนเศร้าซักหน่อย!!!

“ครับๆ ไม่เปิดแล้วครับคุณหนู” กาญบอกออกมาแล้วกดปิดเพลงไปในที่สุด ทำให้ผมถอนหายใจเฮือกอย่างหงุดหงิด มันคงจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าผมไม่ได้รู้สึกไปตามเพลงเหล่านั้น ผมไม่เจอหน้ามันมากี่ปีแล้วนะ 4 ใช่ไหม ช่วงลาถึง 4 ปีที่ห่างกัน แต่มันกลับยาวนานราวกับผ่านมาเป็นทศวรรษ

ผมถอนหายใจอีกครั้ง หลับตาลงเอนหัวพิงกันเบาะรถด้านหลัง ในหัวคิดถึงใบหน้าหวานแต่คมดุ เส้นผมซอยสั้นสีดำสนิท ใบหน้านิ่งๆ คิ้วบางพาดเฉียง จมูกรั้นนิดๆ ริมฝีปากบางได้รูป ร่างกายสูงโปร่งแต่บอบบาง


ในปีแรกที่มันหายไป ผมตามหามันอย่างบ้าคลั่ง ออกตามหาทุกที่ไปทั่วบริเวณ โหยหาอยากได้มันกลับคืนมา จัดซื้อข้าวของเด็กอ่อนไว้จนเต็มห้อง แต่ไร้ตัวตนคนที่ต้องใช้งานมัน ยิ่งมันใกล้คลอดเมื่อไหร่ ยิ่งกระวนกระวาย จิตใจเหม่อลอย จะมีใครคอยดูแลมันไหม มันจะคลอดลูกได้อย่างปลอดภัยรึเปล่า ผมอยากไปอยู่ตรงนั้น ที่ข้างๆกายมัน อยากอยู่สัมผัสช่วงเวลาที่แสนวิเศษ แต่ทำได้เพียงฝันพร้อมกับคาดเดาไปต่างๆนานา ว่าอาจจะได้ลูกผู้หญิงนะ คงจะขี้อ้อนน่าดู แต่ถ้าได้ลูกผู้ชาย ก็อยากให้เข้มแข็งเหมือนแม่ของเขา อยากให้เขาร่างกายแข็งแรง ไม่ว่าเพศอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือขอให้เขาปลอดภัย

ในช่วงนี้นอกจากจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ผมยังใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีในการไล่โทรไปแต่ละโรงพยาบาล สอบถามชื่อและนามสกุล เผื่อว่าจะเจอมันเข้าสักวัน แต่ยิ่งโทรไปเท่าไหร่ คำตอบก็ยิ่งน่าผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มท้อใจ และอยากจะหยุดพักลงบ้าง ผมรับความผิดหวังไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว....

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมามากมายในห้องของผมคือของเล่นและของใช้ รถเข็น เปลนอน โมบาย ขวดนม ผ้าอ้อม เรียกได้ว่าอะไรก็ตามที่จำเป็นต้องใช้ ยิ่งซื้อยิ่งขน จนเต็มห้องไปหมด แล้วก็จะจมกับช่วงเวลานั้น จิตนาการไปว่าเป็นผมกับไอ้เพชร ช่วยกันเลี้ยงเด็กตัวจ้อยด้วยกัน ยุ่งวุ่นวายกันไม่หยุด แต่เมื่อลืมตามา กลับเห็นเพียงกองของใช้เป็นพะเนิน ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาช้าๆ


เวลาผันผ่านไปอีกปี ความพยายามในการตามหาไอ้เพชรก็ยังคงมีอยู่ เริ่มออกต่างจังหวัดมากขึ้น ทางฝั่งของพ่อกับแม่ก็ยังคงเงียบอยู่ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนทำให้อดแปลกใจหน่อยๆไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าการตามหาคนๆเดียวมันต้องใช้เวลามากมายเท่าไหร่ เมื่อโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ มันอาจจะอยู่ส่วนไหนก็ได้ในโลกใบนี้ ผมขอเพียงแค่มันยังอยู่ใกล้ๆนี้ ในที่ๆผมเอื้อมถึง

ในต้นปีนั้นยายสายทำสากตำพริกหล่นใส่เท้าของตัวเอง จนต้องถอดเล็บออก ถึงได้รู้ว่ายายสายเป็นโรคเบาหวาน และมันก็เริ่มกัดกินมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงต้องพักเรื่องของไอ้เพชรเอาไว้ในบางครั้ง และแบ่งเวลาไปดูแลยายสายบ้าง ผมเหนื่อยสุดๆไปเลย เหมือนกับร่างกายจะแหลกสลาย คนที่ผมรักที่สุดทั้งสองคน กำลังจะจากผมไป ไอ้เพชรไปแล้ว และยายสายก็กำลังจะจากผมไปอีกคน มันทำให้ผมเครียดมากถึงมากที่สุด ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เมื่อคนที่คอยรับฟังเรื่องราวไม่มีอีกต่อไปแล้ว

จนสุดท้ายยายสายก็จากผมไป ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ไอ้เพชรไปแล้ว แถมยังพาลูกไปด้วย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะหามันเจอ และยายสายก็จากผมไปแล้ว แบบไม่มีวันหวนกลับ และผมไม่มีทางได้คนที่ผมรักที่สุดคนนี้กลับคืน

ในช่วงราตรีที่คืบคลาน ผมร่ำไห้เพียงลำพังอยู่ที่หน้าโล่งศพของยายสาย ยังคงทำใจไม่ได้เมื่อรับรู้ว่ายายจะไม่มีวันได้กลับมากอดผมอีก ผมจะไม่ได้ซุกอกอุ่นๆของยายสายอีกแล้ว จนเมื่อล่วงเข้าสู่วันที่ 2 สำหรับการสวดอภิธรรมศพ ดวงตาของผมเหม่อมองออกไปอย่างไร้สติ จดจ้องอยู่แต่รูปภาพที่ถูกแสดงอยู่ ภายในใจร่ำไห้และกรีดร้องออกมาสุดเสียง เพียงแต่ไม่มีใครได้ยินมัน แต่แล้วความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วจิตใจ และน้ำเสียงที่คุ้นเคยก็กระซิบข้างหูให้ได้ยิน


“เข้มแข็งนะ”

ผมหันไปมองทางขวามือของตัวเอง ตามสัมผัสอุ่นร้อนที่รับรู้บนไหล่ขวา กลับพบเพียงความว่างเปล่า ก่อนจะเงยหน้ามองหาต้นเสียง ก็ไม่เห็นใคร จึงขยับหันไปมองทางซ้าย เห็นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินออกจากศาลา เธอคนนั้นจากไปแล้ว แต่กลับทิ้งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยเอาไว้ให้จนผมต้องขมวดคิ้วมองตามหลังไป ก่อนจะผุดตัวขึ้นยืนช้าๆมองจ้องอย่างสงสัย กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหา แต่พวกเพื่อนๆก็เข้ามาขัดเสียก่อน จึงได้แต่ละความสนใจไป

จนเมื่อถึงวันเผา ผมร้องไห้ออกมาอย่างทำใจไม่ได้ เสร็จจากงานเผาก็ไปกินเหล้าเมามาย โดยมีเพื่อนๆคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ผมยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนของตัวเอง ที่ข้างเตียงมีซองสีขาววางอยู่แต่กลับไม่มีการจ่าหน้าซองว่าใครเป็นเจ้าของ มีเพียงรอยประทับลายมืออันเล็กๆของเด็กน้อยมา ทำให้ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะแกะออกดูช้าๆ พบเงินจำนวนหนึ่งใส่ไว้ภายใน จำนวนของมันมากมายเกินกว่าจะเป็นคนรู้จักธรรมดาๆ ทำให้ผมขมวดคิ้วหมุนอย่างสงสัย เมื่อไม่รู้ที่มาที่ไปของซองจดหมายนี้

ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเดี๋ยวเอาไปให้พ่อกับแม่อีกที ยันกายขึ้นลุกยืน ขยับเท้าตั้งใจมุ่งตรงไปที่ห้องน้ำแต่พอเดินไปทางไหนก็ชนเข้ากับของเล่นเด็กอ่อน ก่อนจะโละรื้อทุกสิ่งที่มีออกไปบริจาค เมื่อลูกของผมคงไม่มีทางได้ใช้มัน...


ผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานอีกครั้ง และตอนนี้บริษัทก็ขยับจากที่ 3 มาเป็นที่ 2 อันดับ 1 ของประเทศที่มุ่งหวังไว้คงอีกไม่ไกลแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ผมมีงานหนักเป็นเท่าตัว ได้พักผ่อนเพียงวันละ 5 – 6 ชั่วโมง และในตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปงานแต่งของเพื่อนตัวเอง หลังจากที่คบหากับพี่เนมมานานหลายปี 4 ปี สำหรับการเรียน 1 ปี สำหรับการทำงาน และวันนี้ก็คือวันแต่งของพวกเขา แม้ว่ามันจะแปลกที่ผู้ชายสองคนจะแต่งงานร่วมกัน แต่อย่างที่พี่เนมเคยบอกเอาไว้ ว่าไม่แคร์สายตาใครๆที่มองมา เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นตัวพี่เนมเองและคนรักของเขาต่างหาก ทำให้อดชื่นชมในใจอยู่ไม่น้อย

ในตอนนี้กาญเข้ามาทำงานเป็นผู้ช่วยผมเต็มตัวแล้ว แม้ว่าเจ้าตัวจะยังคงเรียนมหาลัยอยู่ แต่ก็เป็นปีสุดท้ายแล้ว ดังนั้นกาญจึงเหมือนกับเลขาของผมกลายๆ จบมาเมื่อไหร่ก็เข้าทำงานได้ในทันที กาญจอดรถลงที่ด้านหน้าประตูใหญ่ ผมเองก็ก้าวเท้าลงจากรถ จัดเสื้อสูทให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเดินเข้าไปร่วมงานภายใน เห็นคนมากมายกำลังยุ่งวุ่นวายในการเตรียมการ ผมเองก็เข้าไปช่วยด้วยส่วนหนึ่ง ในการจัดเตรียมงาน สถานที่จนพร้อมสรรพ งานแต่งของเพื่อนสนิททั้งคน แม้ว่าไอ้นายจะบอกว่าไม่อยากให้เพื่อนต้องเหนื่อยมาช่วยงาน แต่ทุกคนล้วนเต็มใจจะช่วยเท่าที่ทำได้ ทำไปก็ด่ากันไป จนเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว จัดแจงแขกเข้านั่งประจำที่ ส่วนผมเองก็ไปนั่งอยู่ช่วงกลางๆของที่นั่ง ไม่อยากแหงนหน้ามองขึ้นไปบนเวที

ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น เมื่อไอ้นายเปิดประตูเข้ามา โดยมีไอ้ซันไอ้เบสอยู่ที่ประตูคนละข้าง ส่งตัวเพื่อนให้ถึงมือญาติสนิทเพียงคนเดียว ทำให้ทุกคนหันหน้าไปมองอย่างสนใจ ไอ้นายเดินผ่านไปช้าๆ มองสบสายตาไปทั่ว แล้วหยุดลงชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินต่อ

“ไงมึง” ไอ้นายทักผมเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้ ใบหน้านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้นปรี่ ทำให้ผมพลอยยิ้มตามไปด้วย

“เออ ยินดีด้วย” ผมบอกกลับไปเบาๆ มองส่งเพื่อนเดินไปตามทาง คาดหวังเอาไว้ว่าสักวันจะเป็นงานของตัวเองบ้าง ตอนนี้ยอมให้มันนำหน้าไปก่อนแล้วกัน


ครืดดดดดด ครืดดดดด


สายเรียกเข้าขณะที่ผมกำลังนั่งฟังความในใจของพี่เนมไอ้นาย โชคดีที่เปิดสั่นไว้ ทำให้ไม่รบกวนใครๆในงานที่สำคัญนี้ ก่อนจะล้วงออกมาเปิดดู บอกกาญเอาไว้โดยการโชว์หน้าจอ แล้วชี้ออกไปข้างนอก ก่อนจะกดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู ก้มตัวลงต่ำเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น จนเมื่อยืดตัวขึ้นสูง แล้วเดินออกไปช้าๆ พลางคุยโทรศัพท์ไปด้วย

“ครับ คุณสุชาติ”

[คุณวุฒิครับ เรื่อง......] ในตอนที่กำลังจะเดินผ่านนั้นเอง ทำให้ผมพบผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่แว่นตาสีกาแฟ จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า งานก็มืดขนาดนี้ยังจะใส่แว่นอีกเน๊อะ เธอคนนั้นเงยหน้ามองผม ผมเองก็มองตอบกลับไปเช่นกัน หัวใจกระตุกไหววูบรุนแรง แต่เท้ากลับก้าวอย่างมั่นคงจนผ่านเลยไป เธอคนนั้นก็กลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อเช่นกัน

[คุณวุฒิครับ คุณวุฒิ]

“หะ อะ อ่อ ครับๆ รอสักครู่นะครับคุณสุชาติ” ผมก้าวเดินเปิดประตูห้องจัดเลี้ยงออกไปด้านนอก มืออีกข้างถูกยกขึ้นลูบหัวใจตัวเองให้เต้นช้าลงหน่อย ก่อนจะกลับไปสนใจคนที่ปลายสาย

“ครับคุณสุชาติ ขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมอยู่ในงานแต่ง เสียงก็เลยดังไปสักหน่อย”

[ครับ ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่เรื่องขุดเจาะจะเอายังไงดีครับ]

“เอาไว้เดี๋ยวผมจะบินไปดูเองแล้วกันครับ ถ้ากำหนดวันได้วันไหนเดี๋ยวผมให้กาญแจ้งกลับไปนะครับ ระหว่างนี้ผมให้คุณสุชาติมีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่เลยครับ ว่าจะขุดลึกลงไปอีกกี่เมตร” ผมตอบกลับปลายสาย แล้วพูดคุยกันต่ออีกไม่กี่คำ ก็วางสายไป ผมจึงนั่งลงอยู่ที่เก้าอี้ไม้ หยิบโทรศัพท์ออกมาจัดการสั่งงานอีกนิดหน่อย แล้วส่งข้อความไปขอคำปรึกษากับพ่อของตัวเอง จนเมื่อเสร็จแล้วจึงตั้งใจเดินเข้าไปภายในอีกครั้ง

ในตอนที่ผมเดินเข้าไปใกล้ประตู ประตูก็ถูกเปิดออกช้าๆ ก่อนที่ผู้หญิงที่สวมใส่แว่นตาสีกาแฟนั้นจะเดินออกมา แล้วเดินผ่านหน้าผมไป เราทั้งคู่ต่างมองจ้องหน้ากัน ความรู้สึกบางอย่างยังคงติดค้างในใจ จนทำให้ผมขมวดคิ้วมอง เธอคนนั้นละสายตา กลับไปมองตรง ในช่วงเวลาที่ผมยาวสีดำพลิ้วไสวตามแรงขยับตัว เปิดเผยรอยสักที่คุ้นเคยและติดตรึงใจของผมมาตลอดให้ปรากฏแก่สายตา ทำให้ผมลืมตัวเอื้อมจับคว้าไปในทันที


หมับ!!!


ร่างกายสูงโปร่งนั้นเซถลาเข้ามาสู่อ้อมกอด ผมเองก็กอดกระชับเอาไว้แน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด อีกฝ่ายก็ยื่นนิ่งงันอยู่กับที่

“คิดถึง..... คิดถึงเหลือเกิน.....” ผมพูดออกไปด้วยเสียงสั่นพร่า หยาดน้ำตาของความดีใจไหลออกมาเงียบๆ

“....” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกลับมา มีเพียงความเงียบงัน

“กลับมานะ อยู่กับกูนะ อย่าไปไหนอีกเลยนะ ฮึก”

“ขอโทษนะคะ ลูกของฉันรออยู่” อีกฝ่ายว่าพลางขัดขืนเล็กน้อย ดิ้นให้หลุดออกจากอ้อมกอด แต่ผมกลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น

“สัญญามาสิว่าจะกลับมา ฮึก สัญญาสิว่าจะอยู่ด้วยกัน ฮืออ” ผมร้องขอพลางซุกหน้าลงกับไหล่ของคนที่อยู่ในอ้อมกอด

“กรุณาปล่อยด้วยค่ะ” เธอคนนั้นย้ำออกมาอีกครั้ง หันหน้ามามองผมที่กำลังซุกไหล่อยู่

“ไม่... กูไม่มีวันปล่อยมึงไป กูทรมานแค่ไหนมึงรู้บ้างไหม มึงอยู่ได้โดยไม่มีกู แต่กูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมึงกับลูกนะเพชร” อีกฝ่ายนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาเบาๆ

“กูไม่มีหน้าจะไปยืนข้างกายมึงหรอกวุฒิ กูไม่มีคุณสมบัตินั้น กูมีค่าไม่พอที่จะขึ้นไปยืนเคียงคู่กับมึง”

“กูไม่สน ขอเพียงเป็นมึง แค่มึงเท่านั้น คนอื่นกูไม่สน ไม่มีคุณสมบัติแล้วยังไง แค่กูรักมึงแค่นั้นก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง” ผมร้องปฏิเสธถ้อยคำดูถูกตัวเองของไอ้เพชรมัน ไอ้เพชรกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น


Rrrrrrrrr Rrrrrrrrr


“ว่าไงรุ้ง อะไรนะ!! ได้ๆ พี่จะรีบไป รอพี่แป๊บเดียว ดูเอาไว้ให้พี่ก่อนนะ!!!” ไอ้เพชรรับสาย พูดคุยกับใครอีกคน ก่อนจะร้องอย่างตกใจ ร้อนรนรีบสะบัดอ้อมแขนของผมออกจากตัว

“กูไปก่อนนะ กูมีเรื่องด่วนจริงๆ เอาไว้ถ้ามึงอยากเจอกู ก็ไปลองดูแถวภูเก็ตแล้วกัน” ไอ้เพชรพูดเร็วระรัว พร้อมๆกับวิ่งจากไป ทำให้ผมยืนมึนงงอยู่กับที่ชั่วครู่ แล้วก้าวเท้าวิ่งตามออกไปทันทีเช่นกัน

“เดี๋ยว!!! ไอ้เพชร!!!” ผมร้องเรียกเอาไว้ แต่ไอ้เพชรไม่ได้มีท่าทีสนใจผมแม้แต่น้อย กระโดดขึ้นรถคันหนึ่งแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่วิ่งตามหลังรถมันไป หมดมาดรองประธานกรรมการผู้จัดการของบริษัท โน้มตัวหอบหายใจเหนื่อยอ่อน เงยหน้ามองรถที่ขับออกไปไกลๆ พยายามจดจำเลขทะเบียนเอาไว้ พร้อมกับมาดหมายในใจ ภูเก็ต!!!


มันอยู่ที่ภูเก็ต!!!!

----------------------------


วันนี้มาช้า..... ไม่ใช่อะไรค่ะ ติดเกมส์ ( . . ) 55555 วันนี้มัน OBT อ้ะ ก็เลยเผลอตัวเผลอใจไปหน่อย แฮะๆ


เย้ๆๆ พี่วุฒิพี่เพชรเจอกันแล้ววววววว แถมพี่เพชรยังทิ้งท้ายเอาไว้ให้ด้วย แล้วแบบนี้พี่วุฒิจะไม่ตามไปได้ยังไง จริงมั้ย จริงไหมมมมม 5555 เวลาที่ลอยคอ กำลังจะมาถึงแล้ว แต่เดี๋ยว!!! จุ๊ๆๆๆ ยังมีอีกนะ เรื่องยังไม่ถึงตอนอวสาน ยังมีอะไรอยู่อีก นั่นละ เรื่องนั้นเลยยยยยย ฮะๆ


ฝันดีนะคะ รักนะคะ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น