แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 28

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 194

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2562 01:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 28
แบบอักษร

ร่างที่เต็มแน่นด้วยกล้ามเนื้ออ่อนเยาว์ของทายาทสกุลหมั่นทรุดฮวบลงทันใด หลังจากที่เขารวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย เตะเปลี่ยนจากจุดที่เขานำลูกไปกด บอลลอยโด่งข้ามคาน พุ่งเข้าตรงกลางระหว่างเสาอย่างงามสง่า พาฮ่องกงเฉือนชนะซีลอนไปอย่างหวุดหวิดในเสี้ยวนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน 

คนดูนับหมื่นบนอัฒจันทร์ลุกพรึ่บพร้อมเพรียง ต่างปรบมือและส่งเสียงเฮกึกก้องด้วยอารมณ์ปลาบปลื้ม บางคนโผเข้ากอดกันอย่างสะอกสะใจ คนที่ถือกลองเบสพร้อมใจกันรัวกลองสนั่นหวั่นไหว ขณะที่เสียงสดุดี “ฮ่องกง! ฮ่องกง!” คงดังระงมต่อไปอีกนานเนิ่น ทว่าคนสร้างปาฏิหาริย์แก่ทีมกลับอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่ได้ยินเสียงสรรเสริญดินแดนและชื่อโรงเรียนของเขาแต่อย่างใด 

ไหว่เชิงนอนหายใจระทวย น้ำลายแห้งผาก ดวงตาพร่าเบลอเสียจนแทบลืมไม่ขึ้น มีเพียงเสียงหัวใจซึ่งเต้นหน่วงหนึบเท่านั้นที่ยังส่งสัญญาณถึงความมีชีวิต เขารู้สึกเหมือนร่างกายตนที่หักโหมมาตลอดทั้งเกมจะแตกละเอียดเป็นผุยผง ระหว่างนั้น ทุกคนในทีมตั้งแต่โค้ชไปจนถึงนักกายภาพพากันกรูเข้ามาหาเขา โดยคนที่ลิ่วนำหน้าก็มิใช่ใครอื่น หากเป็นอดีตคู่อริของตัวเขาเอง 

“ไอ้ตี๋” จอห์นร้องบอกทั้งน้ำตา “เราชนะแล้ว เราชนะเพราะนาย” 

อาจารย์แมคโกแวนตามมาสมทบเป็นคนสุดท้าย ภาพผู้ฝึกสอนทีมฮ่องกงที่โบกมือไปรอบสนามเพื่อแสดงความขอบคุณต่อกองเชียร์ แลดูตัดกับภาพผู้ฝึกสอนทีมซีลอนที่กลั้นน้ำตาเพื่อปลอบใจลูกทีมของตนอย่างลิบลับ 

“ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก ไหว่เชิง” โค้ชยิ้มให้อย่างปรานี 

“ถ้านายไม่ช่วยกู้หน้าฉันไว้ แมตช์นี้คงเป็นตราบาปไปชั่วชีวิตฉันแน่ๆ” จอห์นพร่ำคำนั้นออกมาอย่างยากเย็น “ฉัน...ขอโทษด้วยสำหรับ...ทุกอย่างที่ผ่านมา หวังว่านาย...นาย...จะยกโทษให้ฉัน...ได้ใช่ไหม” 

“แน่นอน เพื่อนยาก” เด็กชายชาวจีนยิ้มแต้พลางตบไหล่อีกฝ่าย ก่อนที่เพื่อนๆจะช้อนร่างเขาขึ้นมา ล้อมตัวเป็นวงกลม แล้วโยนเขาขึ้นไปในอากาศพร้อมกับเปล่งเสียงเรียกชื่อแซ่ของเขาด้วยความครื้นเครง 

 

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหนุ่มซึ่งกำลังตรวจสอบรายชื่อผู้ต้องสงสัยอย่างขะมักเขม้น เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานอย่างงงงัน เมื่อจู่ๆเพื่อนร่วมงานที่สุมหัวกันอยู่หน้าวิทยุในห้องข้างๆก็กระโดดโลดเต้นราวกับมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น เสียงเฮๆที่ดังขึ้นนั้นกลบเสียงวิทยุเครื่องเดียวในโรงพักจนเขาฟังไม่ได้ศัพท์ 

“ฮ่องกงชนะแล้ว” เสียงที่คุ้นเคยดังข้ามห้องมา 

เกาเฉ่งลุกขึ้นทำความเคารพทันทีที่ร่างสูงใหญ่ของผู้บังคับบัญชาชาวอังกฤษเดินมาหา “ตะกี้ท่านว่าอะไรนะครับ” 

“ฉันบอกว่าเราชนะซีลอนได้แล้ว เป็นชัยชนะที่งดงามเหลือเกิน ทั้งสองฝ่ายกินกันไม่ลงทั้งเกม ช่วงใกล้หมดเวลาซีลอนดันขึ้นนำ ไอ้ฉันก็นึกว่าพรุ่งนี้บ้านเมืองคงกร่อยน่าดู แต่ของแบบนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จู่ๆเราก็พลิกชนะได้อย่างปาฏิหาริย์ ลิ่วเข้ารอบชิงไปรอเจอนิวซีแลนด์ไม่ก็แอฟริกาใต้” 

ร้อยตำรวจเอกกลั้นอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางชื่นชมยินดีของนายชาวอังกฤษ...ผู้บังคับบัญชาคงจะตื่นเต้นเอามาก เพราะขนาดพลเมืองฮ่องกงแท้ๆอย่างตัวเขายังไม่ดีใจขนาดนี้ มิหนำซ้ำท่านยังใช้คำว่า “เรา” แทนฮ่องกงได้เต็มปาก บ่งบอกถึงความรักแดนอาณานิคมแห่งนี้ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม 

“เธอน่าจะไปร่วมสนุกกับคนอื่นเขาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นมดงานทั้งวันอย่างนี้ ขืนโหมงานหนักตลอดเวลาติดกันหลายปีจะเฉาตายได้นะเออ” 

“ผมมีความสุขกับการทำงานมากกว่าครับ” 

“พับผ่าสิ ฉันล่ะไม่แปลกใจเลยทำไมเธอถึงยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาสักที ทั้งที่หน้าตาเธอก็ใช่จะขี้ริ้ว” ผู้กำกับถอนใจ 

ผู้กองหวู่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนคำพูดของอาจารย์หมั่นเมื่อวันตรุษจีนไหลย้อนเข้ามาในห้วงคิด... คำพูดที่ว่า “แล้วลูกเมียน่ะก็รีบมีได้แล้ว สองสิ่งนี้พอแก่ตัวไปมันมีได้ไม่ง่ายเหมือนตอนหนุ่มๆนะเออ” ยังคงแจ่มชัดปานปัจจุบันขณะ 

“ผมมีภรรยาอยู่แล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ย “หรือที่ถูกก็คือเคยมี” 

“พูดเป็นเล่นน่า ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง” 

“ผมไม่ค่อยได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังหรอกครับท่าน” เกาเฉ่งปฏิเสธที่จะเล่ากลายๆ “เรื่องก็ผ่านมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ช่วงที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งแผ่นดินใหญ่...ตอนนั้นผมเพิ่งจบนายร้อยใหม่ๆ ยังไม่ได้บรรจุเป็นเรื่องเป็นราว จนป่านนี้ผมเป็นถึงร้อยตำรวจเอกแล้ว แต่ผมก็ยังไม่หายเศร้าทุกทีที่คิดถึงเธอ” 

“ฉันขอโทษที่พูดให้เธอคิดถึงเรื่องนั้น” 

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ชาวเมืองแม่โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงสลด เพราะเข้าใจว่าอีกฝ่ายได้สูญเสียคนรักไปด้วยไฟสงคราม 

“ช่างมันเถอะครับท่าน ผมชอบที่จะมองไปหาอนาคต มิใช่เหลียวแลอดีต ตอนนี้ผมเลยคิดแต่ว่าจะทำยังไงให้หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าที่สุด” 

“จริงด้วยสิ ฉันว่าจะพูดเรื่องนี้กับเธอหลายวันแล้ว แต่ลืมทุกที” ผู้กำกับวางมือบนบ่าของผู้กองหนุ่ม “ฉันเสนอผลงานเธอไปให้เบื้องบนพิจารณาเลื่อนยศเมื่อวันจันทร์ คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้คงจะรู้ผล ฉันว่ามีแนวโน้มสูงมากที่เธอจะได้เลื่อนยศเป็นสารวัตรภายในปีหน้า เพราะปีนี้มีคนโยกย้ายและเกษียณอายุกันมาก” 

ร.ต.อ.หวู่ เกาเฉ่ง ทอดสายตาดูผู้เป็นนายด้วยแววตาตื้นตัน “ขอบพระคุณมากครับท่าน ผมจะไม่ลืมพระคุณของท่านเลย” 

“คนดีมีความสามารถ ฉันก็ถือเป็นหน้าที่ว่าต้องให้การสนับสนุน” ผู้กำกับออกตัว “เพียงแต่ฉันยังไม่รู้นี่สิว่าเธอจะได้ย้ายไปประจำที่เขตไหน” 

“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ผมชอบความท้าทายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มบอกอย่างมาดมั่น “ส่วนเรื่องผู้หญิงที่ผมรัก วันหนึ่งผมจะเล่าให้ท่านฟังเอง” 

“ตามสบายนะ เกาเฉ่ง” ผู้กำกับขยับริมฝีปากคล้ายจะยิ้มรับ ทว่าท่านก็ไม่อาจยิ้มได้เต็มสีหน้านักเนื่องจากได้ยินมาว่าโรงพักที่ขณะนี้กำลังรอสารวัตรคนใหม่ไปประจำการนั้นได้แก่สำนักงานตำรวจเขตว้านไจ๋ ซึ่งต้องดูแลท้องที่ที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงที่สุดย่านหนึ่งในฮ่องกง 

 

หญิงรับใช้ร่างเตี้ยตันหยุดมือที่กำลังเช็ดถูอ่างอาบน้ำอย่างติดพัน ทันทีที่ได้ยินเสียงใสๆของเด็กผู้หญิงแว่วมาจากหน้าประตู 

“ป้าเซาคะ ป้าเซา หนูขออนุญาตฟังวิทยุได้มั้ยคะ” 

“หนูมาที่นี่ได้อย่างไร” แกย้อนถาม “เวลานี้หนูควรจะขัดยาแนวกระเบื้องอยู่ที่ดาดฟ้าชั้นสองตามที่คุณท่านฝากไว้” 

“คือว่าหนูเพิ่งซักผ้าเสร็จ เลยอยากพักสักเดี๋ยวหนึ่งน่ะค่ะ” 

กวาน เหล่ฟั้น อิดเอื้อนอย่างจนวาจา สองจิตสองใจว่าจะล้มเลิกความตั้งใจหรือจะดื้อดึงจนกว่าป้าเซาจะเห็นชอบดี 

“สารภาพมาซิว่าอาฉุนไม่ได้ส่งหนูมาเป็นนางนกต่อใช่มั้ย” สาวใช้ชราสอบสวนอย่างจะเอาเรื่อง เพราะคิดว่าเป็นแผนอู้งานของหมุ่ยไจ๋รุ่นพี่ผู้ซึ่งติดละครวิทยุอย่างงอมแงม 

“ไม่ใช่ค่ะ หนูจะฟังถ่ายทอดสดรักบี้ที่คุณชายน้อยแข่ง” เด็กหญิงกล่าวตามความประสงค์จริง “ได้มั้ยคะป้าเซา วันนี้รอบชิงชนะเลิศแล้วนะคะ ขนาดคุณท่านกับคุณนายยังตามไปดูถึงสนามเลย หนูก็อยากติดตามความคืบหน้าของคุณชายน้อยด้วยเหมือนกันนะคะ” 

“อือ” สุดท้ายป้าเซาก็ใจอ่อน “แต่มีข้อแม้นะ” 

“หนูยินดีทำงานเพิ่มเป็นสองเท่าค่ะ” เหล่ฟั้นดักคอทันควัน เธอมีสีหน้าชื่นบานผิดตาจากเมื่อสักครู่ ส่งท่าทางกระตุ้งกระติ้งตามประสาเด็กที่กำลังโตเป็นสาวคล้ายจะแสดงอาการดีเนื้อดีใจเต็มประดา 

เจิง เซา เขม็งตามองอากัปกิริยานั้นพลางปรารภขึ้นลอยๆ “วันนี้อาฟั้นของป้าทำตัวผิดสำแดงโดยแท้ อยู่ดีไม่ว่าดีก็เกิดสนใจความคืบหน้าของคุณชายน้อยขึ้นมา ปกติเวลาอยู่บ้านป้าไม่เห็นพวกหนูจะพูดจากันเท่าไหร่เลย” 

คำพูดนั้นทำเอาเหล่ฟั้นนิ่งไปหลายอึดใจ พร้อมกันนั้นเธอก็ตั้งคำถามกับตนเองว่าด้วยเหตุอันใดเธอถึงได้อยากรับรู้เรื่องราวของเขาถึงเพียงนี้ 

 

ครั้นพิธีมอบเหรียญรางวัลจบลง ฝูงชนส่วนใหญ่ได้ทยอยออกจากสนามกีฬาไปแล้ว คงเหลือแต่ผู้คลั่งไคล้ในกีฬาสุภาพบุรุษตัวจริงที่ยังยึดที่นั่งบนอัฒจันทร์อย่างเหนียวแน่น และร้องเพลงให้กำลังใจทีมรักของพวกตนต่อไป 

นักรักบี้เยาวชนคลึงเหรียญรางวัลสีเงินยวงที่เขาสวมคล้องคอด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเอง เขาออกจะดีใจไม่น้อยที่มาได้ไกลถึงตำแหน่งรองชนะเลิศ กลายเป็นวีรบุรุษประจำชาติภายในชั่วนาทีสุดท้ายของนัดที่แล้ว ทั้งยังได้รับการจารึกชื่อบนหอเกียรติยศของโรงเรียนเฉกเช่นพี่ชาย ทว่าขณะเดียวกันนั้น เขาก็ไม่อาจข่มกลั้นความผิดหวังที่ประดังเข้ามาในจิตใจได้ เมื่อระลึกถึงเกมที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ความปราชัยต่อทีมนิวซีแลนด์อย่างยับเยิน รวมถึงความทุ่มเทสุดแรงเกิดของเขา แต่ไม่อาจทำคะแนนได้เลยแม้แต่จุดเดียว ซึ่งถ้าหากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นแล้วไซร้ สีเหรียญในมือเขาตอนนี้อาจเปลี่ยนจากเงินเป็นทองก็ได้ 

“กีฬาก็เป็นเช่นนี้” อาจารย์แมคโกแวนปลอบใจ “หากเธอมุ่งมองแต่ชัยชนะโดยไม่มองปัจจัยอื่นเสริม พอพบกับความพ่ายแพ้ เธอก็จะรู้สึกไม่ต่างกับโลกทั้งใบได้ทลายลงตรงหน้า ทั้งที่แท้จริงแล้วความเพียรพยายามไม่เคยสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง ถึงเธอจะไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาคล้องคอตัวเองได้ แต่ระหว่างทางที่เธอทุ่มเทเพื่อที่จะไขว่คว้ามันมา เธอได้ฝ่าฟันและเอาชนะอะไรต่อมิอะไรมามากมาย” 

เมื่อนั้นเองที่ไหว่เชิงค่อยยิ้มได้ เขาบีบมือผู้เป็นครูแน่นราวกับต้องการถ่ายทอดคำขอบคุณทั้งหมดที่มีในใจให้กับอีกฝ่ายโดยการสัมผัส 

เขารู้ดีว่าตนติดค้างหนี้บุญคุณครูพละชาวไอร์แลนด์เหนือผู้นี้มากมายมหาศาล และมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าวันใดก็ตามที่โอกาสมาถึง เขาจะทดแทนบุญคุณที่อาจารย์มีให้เขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ หากนั่นก็เป็นเพียงอีกหนึ่งความตั้งใจที่ไม่บรรลุความเป็นจริง เนื่องจากหนึ่งปีหลังจากนั้น แฮโรลด์ แมคโกแวนก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์อย่างฟ้าผ่า ท่ามกลางเสียงลือของบรรดารุ่นพี่ชั้นปีโตๆว่าแกไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้อำนวยการคนใหม่ ก่อนจะเดินทางกลับบ้านเกิดเงียบๆโดยไม่มีผู้ใดในฮ่องกงรับรู้ข่าวคราวของแกอีกเลย 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจารย์แมคโกแวนได้ฝากฝังไว้ก็ไม่เคยที่จะหลุดล่อนออกไปจากหัวใจของไหว่เชิง...เมื่อต่อมาจอห์นได้กลายมาเป็นเพื่อนรักคนหนึ่งของเขา คราใดก็ตามที่นึกถึงเรื่องเมื่อก่อน เขาก็อดที่ถามตัวเองไม่ได้เลยว่า ถ้าหากเขาไม่ได้รับโอกาสและการขัดเกลาจากอดีตนักรักบี้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ บางทีเขาอาจจะยังเป็นไอ้หมูตอนที่ถูกจอห์นและพรรคพวกกลั่นแกล้งไปจนจบมัธยมเลยก็ได้ 

“ขอบคุณอาจารย์มากที่ช่วยสั่งสอนและทำให้ลูกชายของผมมีวันนี้ได้” สมาชิกสภาบริหารกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับยื่นมือไปสัมผัสกับมือผู้ฝึกสอนตาน้ำข้าว ขณะที่ภรรยาคนสวยของเขาตรงรี่มาหาบุตรชายทันที 

“ลูกชายแม่เก่งที่สุดในโลก” หยิงโถวสวมกอดไหว่เชิงแน่นโดยไม่แยแสว่าเหงื่อไคลของผู้เป็นลูกจะทำให้อาภรณ์ราคาแพงของหล่อนต้องแปดเปื้อน หรือกังวลว่ากลิ่นกายในตัวเขาจะกลบกลิ่นหอมของน้ำหอมที่หล่อนพิถีพิถันพรมมาจากบ้านแต่อย่างใด “พ่อกับแม่รักลูกมากนะ อาเชิง ลูกคือความภูมิใจของทั้งพ่อและแม่” 

“ผมยินดีกับคุณนายด้วยครับที่มีลูกชายดีๆอย่างไหว่เชิง” อาจารย์แมคโกแวนเสริมขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้มจริงใจ 

ใบหน้าของไหว่เชิงเริ่มจะเหยเก ฉับพลันนั้นเขาก็ร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันอันล้นปรี่ ก่อนเผ่นผลุงเข้าไปโอบร่างบิดามารดาไว้แน่น 

“แกมันบ้าไปแล้ว ทำอะไรไม่อายชาวบ้านชาวช่องเขาบ้าง โตจนเสียงแตกหมดแล้วยังทำตัวเป็นเด็กน้อยอยู่ได้” ช่งจีตำหนิเคล้าเสียงหัวเราะ 

ภาพอันน่าประทับใจนั้นเป็นที่สะดุดตาของช่างภาพคนหนึ่งเข้า ชายคนนั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปอันเบ้อเริ่มที่เขาใช้เก็บภาพไปทั่วสนาม “ขอประทานโทษครับท่านสมาชิกสภา ขอผมถ่ายภาพครอบครัวของท่านได้ไหมครับ โค้ชก็ด้วยนะครับ เรียนเชิญทุกท่านถ่ายภาพร่วมกันสักภาพหนึ่ง” 

“ด้วยความยินดีเลยครับ” นักการเมืองใหญ่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

ภาพนั้นได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่ง ซึ่งภายหลังไหว่เชิงตัดมันออกมาใส่กรอบประดับห้องนอนของเขาเอง...นั่นคือช่วงเวลาที่อาจเรียกได้ว่าดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตเขา ความสุขสำราญที่ทั้งเขา คุณพ่อ และคุณแม่ มีร่วมกันนั้นดูประหนึ่งว่ามันช่างยืนยาวราวจะไม่มีที่จบสิ้น โดยที่เขาอาจล่วงรู้ได้เลยว่ามันจะเป็นครั้งท้ายๆที่ทั้งสามชีวิตจะได้อยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนั้น 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น