Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter :: 20 :: Undeniable [100 Per]

ชื่อตอน : Chapter :: 20 :: Undeniable [100 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 20 :: Undeniable [100 Per]
แบบอักษร

20

Undeniable

100 Per


“ขอโทษนะคะ”

พีรพุฒิเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่เดินเข้ามาทักเขา คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบรับอะไรออกไปตามนิสัยของตัวเอง จนหญิงสาวที่เดินมาทักอึกๆ อักๆ

“มาดูหนังคนเดียวหรือคะ”

“เปล่า”

“อ่า งั้นมากับแฟนเหรอคะ”

“ยุ่งอะไรด้วย” พีรพุฒิพูดไปแล้วก้มมองหน้าจอโทรศัพท์เหมือนเดิมอย่างไม่ใส่ใจ

“คือว่า หนูติดตามพี่มานานแล้ว พี่เป็นไอดอลของหนูเลย เป็นนักธุรกิจที่หนูเอาข้อมูลมาทำงานส่งอาจารย์บ่อยๆ น่ะค่ะ ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ”

พีรพุฒิฟังแต่ก็ยังคงไม่สนใจอะไร เพราะเห็นอยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาเพราะยังคงใส่ชุดนักศึกษาอยู่

“ฉันไม่ใช่ดารา”

“แต่หนู...ขอถ่ายแค่พี่ก็ได้ค่ะ”

“ถ้าติดตามจริงต้องรู้ว่าฉันเป็นคนยังไง ตอนนี้เธอกำลังก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวของฉัน” พีรพุฒิบอกเสียงดุ จนหญิงสาวตัวสั่น น้ำตาคลอ

เธอเข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะเห็นว่าไม่บ่อยนักที่จะได้เจอไอดอลตัวเป็นๆ ดารายังพอเจอตัวได้ตามงาน แต่กับพีรพุฒินี่กว่าจะเจอก็ต้องโชคเท่านั้น

“ขอโทษนะคะ งั้นหนูไม่รบกวนแล้วค่ะ” เธอยกมือไหว้พีรพุฒิ แม้ใจจะผิดหวังแต่ก็ไม่คิดจะรบกวน น้ำเสียงของเธอสั่นจนน่าสงสารแต่ไม่ใช่กับพีรพุฒิแน่นอน ในจังหวะที่กำลังหันกลับ หญิงสาวก็ชะงักเมื่อเห็นรุ่นพี่ในคณะอย่างเจโรมียืนอยู่ เธอยกมือไหว้เจโรมีด้วยรอยยิ้มบาง แล้วทำท่าจะเลี่ยงออกไป แต่เจโรมีก็เรียกเอาไว้ก่อน

“เดี๋ยว”

“ม่ะ มีอะไรคะรุ่นพี่”

“เอาโทรศัพท์มาสิ”

แม้ว่าเจโรมีจะยิ้มให้แต่เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าจะเอาโทรศัพท์ของเธอไปทำอะไร แต่เธอก็รู้จักรุ่นพี่ดี คนมีชื่อเสียงแบบนี้คงไม่คิดจะขโมยโทรศัพท์ของเธอแน่ๆ หญิงสาวปลดล็อกแล้วยื่นไปให้เจโรมี ร่างโปร่งรับมาแล้วเปิดแอพฯ กล้องถ่ายรูป คว้ามือหญิงสาวให้มายืนอยู่ข้างๆ โซฟาที่พีรพุฒินั่ง ก่อนจะเดินถอยหลังไป ตั้งโทรศัพท์ขึ้นแล้วถ่ายด้วยความรวดเร็ว ไม่ให้ทั้งพีรพุฒิและนักศึกษาสาวตั้งตัวเลย

“เอาไปสิ อยากได้ไม่ใช่เหรอ” เจโรมีส่งกลับไปให้ หญิงสาวยิ้มกว้างรับโทรศัพท์มาดูอย่างมีความสุข

“ขอบคุณนะคะ เอ่อ ขอหนูเซลฟ์ฟี่กับรุ่นพี่ด้วยได้ไหมคะ” เธอถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้ว่าจะรู้ว่าเจโรมีใจดีกว่าพีรพุฒิแน่ๆ แต่โอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ ไม่ลองก็ไม่รู้ ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร

“ได้สิครับ”

ว่าแล้วก็จัดท่าทางในการถ่ายเซลฟ์ฟี่ตามที่หญิงสาวต้องการทันที โดยมีพีรพุฒินั่งดูด้วยความรู้สึกระอาใจกับความใจดีของเจโรมี ไม่แปลกใจอะไรที่สาวๆ จะเข้าหามากกว่าเข้ามาหาพีรพุฒิ

ก็ตัวเองเล่นอัธยาศัยดีแบบนี้ไง ใครๆ ก็หลงรัก ส่วนเขามันเป็นพวกขี้รำคาญ ถ้าไม่ใช่พวกหวังผลประโยชน์จากเขาก็ไม่มีใครอยากจะเข้ามาให้ถูกไล่ตะเพิดเล่นหรอก

“ขอบคุณค่ะ”

นักศึกษาสาวเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เลยทำให้เจโรมีรู้สึกอารมณ์ดีไปด้วย การได้ทำให้คนอื่นยิ้มได้แล้วเจโรมีก็ยิ้มได้แบบนี้ พีรพุฒิจะขอบคุณผู้หญิงคนนั้นอยู่ในใจก็แล้วกัน

“อารมณ์ดีแล้วเหรอ”

“ผมก็ไม่ได้อารมณ์เสียนะครับ”

“งั้นเหรอ? คิดว่าฉันไม่รู้จักนายหรือไงเจ็ม”

“เข้าไปในโรงเถอะครับ”

“เฮ้อ...” ร่างสูงถอนหายใจเมื่อเจโรมีเลี่ยงเขาแล้วสายตาอีกครั้ง เขาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงพร้อมกับเดินตามเจ็มที่เอาโทรศัพท์ไปให้พนักงานสแกนตั๋วหนังเพื่อเข้าไปในโรงภาพยนต์

เอาเป็นว่าค่อยเค้นถามทีหลังก็แล้วกัน



ทั้งสองนั่งดูหนังกันอยู่บนเก้าอี้โซฟาที่เป็นที่นั่งที่ดีที่สุดของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ ซึ่งมีความเป็นส่วนมากกว่าที่นั่งธรรมดา สามารถที่จะนอนดูได้อย่างสบายๆ เลย สามารถเหยียดแขนเหยียดขาได้ นั่งท่าไหนก็ได้ ช่วยให้การดูหนังในครั้งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยการผ่อนคลายอย่างที่หลายคนต้องการ

แต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้สนใจเนื้อหาของภาพยนตร์เลยสักนิด เจโรมีจมอยู่กับความคิดของตนเอง พีรพุฒิก็พยายามที่จะสนใจหนังภาคต่อที่ตัวเองติดตามแล้ว ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจคิด เพราะไม่มีอะไรสามารถดึงดูดใจของพีรพุฒิได้เท่าคนข้างกายเลย

หมับ!

พีรพุฒิคว้ามือของเจโรมีมากอบกุม บีบมือที่เล็กกว่าของมือตัวเองเลน แล้วค่อยๆ ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน ร่างโปร่งหันมามอง ดวงตาที่ใครๆ ก็ต่างพากันหลงเสน่ห์ในเวลานี้มันกลับดูหม่นหมอง ไม่สดใสเอาเสียเลย

นี่ไม่ใช่เจโรมีที่พีรพุฒิรู้จัก...ใครกันที่ทำให้เจโรมีของเขาเป็นแบบนี้

“ไม่ดูหนังเหรอ” พีรพุฒิยื่นหน้าไปกระซิบ

“ก็ดูอยู่ครับ” กระซิบตอบกลับมา

“นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่าเจ็ม”

“มันใช่ที่ที่ควรพูดกันไหมเนี่ยคุณพุฒิ”

“งั้นไม่พูด”

สิ้นเสียงพีรพุฒิก็ยื่นหน้าเข้าไปหาใบหน้าขาวใสที่หลบไม่ทันการโจมตี ริมฝีปากบางเลยรับสัมผัสจากพีรพุฒิไปเต็มๆ หากแต่พีรพุฒิก็ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไป ได้แต่กดแนบ บดขยี้เบาๆ ส่วนเจโรมีก็ไม่กล้าส่งเสียงประท้วงเพราะกลัวจะมีคนมองมา ยิ่งพนักงานคุมโรงไม่ต้องพูดถึง ก็คงจะเห็นแต่ถ้าไม่ได้ทำอะไรเกินเลยก็คงไม่ถูกไล่

“คุณพุฒิ ทำอะไรเนี่ยครับ” ร่างโปร่งถามเสียงเบาแต่น้ำเสียงสีหน้ามีแต่ความกังวล กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง

“ทำโทษคนปากแข็งไง”

“มันไม่เหมาะสมนะครับ”

“ฉันก็แค่จูบเบาๆ ไม่ได้ใช้ลิ้นสักหน่อย”

“คุณพุฒิ!”

จุ๊บ!

ปากหนาก้มลงฉกไปที่กลีบปากบางเย้ายวนอีกครั้งแล้วยักคิ้วใส่กวนๆ เจโรมีได้แต่เม้มปากแล้วหันหน้าหนีไปมองจอภาพยนตร์แทน จะเอามืออกจากการเกาะกุมก็ไม่ได้เพราะมือของพีรพุฒิกุมเอาไว้แน่นเลย

ฟอด!

“หอม”

พีรพุฒิยื่นหน้าไปหอมแก้มด้วยความมันเขี้ยว ร่างโปร่งบางหันมาปรามทางสายตาแต่ก็ไม่ได้ทำให้พีรพุฒิรู้สึกกลัวได้เลย เสียงหัวเราะเบาๆ ของพีรพุฒิทำให้เจโรมีแอบยิ้มมุมปาก ความรู้สึกอึดอัดที่มีในใจมันหายไปเพียงเพราะพีรพุฒิใส่ใจเขา แม้ว่ามันจะดูเป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่า แต่เจโรมีรู้ดีว่านี่คือความพยายามทำให้เจโรมีอารมณ์ดีขึ้นในแบบของพีรพุฒิ แบบฉบับที่ผู้ชายห่ามๆ อย่างพีรพุฒิจะทำได้

แล้วมันก็ได้ผล...เจโรมีกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ปล่อยอารมณ์ไปกับหนังได้โดยลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ไปเลย เขาซึมซับความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ที่ประสานกันแนบแน่นไม่ยอมปล่อย

“ฮึ่ย!”

“โอ๊ย เจ็บนะเจ็ม” พีรพุฒิร้องเบาๆ เมื่อเจโรมีบีบเนื้อตรงแขนเต็มแรงเป็นการเอาคืนที่พีรพุฒิล่วงเกินตัวเอง แต่คนทำก็ไม่ได้สนใจจะหันมามองคนแกล้งสำออยเลย หนำซ้ำยังดูหนังต่อด้วยรอยยิ้มสะใจที่ได้เอาคืนอีกด้วย

ร่างแกร่งระบายยิ้มอ่อน สบายใจขึ้นที่ได้เห็นแบบนั้น ออกแรงบีบกระชับฝ่ามือเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าพีรพุฒิกำลังเป็นห่วง ถึงเจ้าตัวไม่พูด แต่แสดงออกผ่านการกระทำเสมอ แสดงออกมาตลอดว่าเจโรมีคือคนที่สำคัญสำหรับเขามาก จนไม่อาจขาดไปได้

สำหรับเจโรมีแล้ว พีรพุฒิก็คือพีรพุฒิ ร้ายกาจแต่ก็ใจดี เยือกเย็นแต่ะก็อบอุ่น เป็นคนที่ทำให้เจโรมีมีความสุขและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กันได้

...

...

...



เวลาผ่านไปเดือนกว่า

เจโรมีแอบคบกับขวัญข้าวมาตั้งแต่วันนั้น มีบ้างที่จะไปพบเธอตามที่เธอต้องการ นอกนั้นเขาก็มีเหตุผลมาอ้างเสมอเมื่อไม่อยากไป ส่วนเรื่องของพีรพุฒิ เขาเองก็ยังไม่คิดที่จะห่างออกมา ยังอยู่ด้วยกันแล้วก็มีอะไรกันปกติ ซึ่งเจโรมีก็โกหกขวัญข้าวไปว่าแค่อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้มีอะไรกันแล้ว หาผู้หญิงมาให้พีรพุฒิแทนตัวเอง โชคดีไปที่ไม่ว่าเจโรมีจะพูดอะไรออกไป ขวัญข้าวกลับเชื่อทั้งหมด

แม้จะรู้สึกว่าตัวเองเลว เหมือนกำลังหลอกผู้หญิง แต่ทำยังไงได้ เขายังคิดไม่ออกว่าจะบอกตัดความสัมพันธ์กับพีรพุฒิยังไงไม่ได้อีกคนสงสัยมาถึงขวัญข้าว พีรพุฒิไม่ใช่คนโง่ ยิ่งถ้ารู้ว่าเขาคบกับขวัญข้าว คนอย่างพีรพุฒิต้องให้คนตามรังควานแน่ๆ แล้วถ้ารู้สาเหตุของเรื่องทั้งหมด สุดท้ายคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือขวัญข้าว เจโรมีไม่อยากให้พีรพุฒิทำอะไรเธอ ขวัญข้าวไม่ใช่คนไม่ดี แถมยังเป็นลูกสาวของเพื่อนพ่ออีกด้วย มีเรื่องอะไรขึ้นมากระทบทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

เป็นห่วงขวัญข้าวแต่ก็เป็นห่วงความรู้สึกของพีรพุฒิเหมือนกัน

Rrrrrrr…

“สวัสดีครับ...ครับ อะไรนะครับ!! ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลไหนครับคุณลุง ได้ครับ ผมจะรีบพาคุณพุฒิไปและแจ้งคุณพัฒน์ให้เร็วที่สุด ได้ครับ สวัสดีครับ”

เจโรมีรีบพุ่งออกจากห้องทำงานของตัวเองแล้วตรงไปยังห้องทำงานของพีรพุฒิทันที

“คุณเจ็ม มีอะไรหรือเปล่าคะ” วนิดาเลขาของพีรพุฒิลุกขึ้นถามเมื่อเห็นว่าเจโรมีหน้าตื่นมุ่งตรงมาทางนี้

“คุณนิดครับ วันนี้คุณพุฒิมีงานอะไรบ้างยกเลิกให้หมดนะครับ”

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“คุณหญิงทับทิมหมดสติ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลครับ”

“หา! งั้นคุณเจ็มเข้าไปเรียนท่านประธานได้เลยค่ะ ทุกอย่างดิฉันจัดการยกเลิกให้เองไม่ต้องห่วง”

“ขอบคุณนะครับ”

เจโรมีเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของพีรพุฒิโดยไม่เคาะประตู ร่างสูงกำลังขมวดคิ้วนั่งอ่านเอกสารอย่างเคร่งเครียด เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เวลาที่จะมารบกวนพีรพุฒิเลย แต่เรื่องนี้สำคัญกว่าทุกอย่าง

“คุณพุฒิครับ”

“เจ็ม มีอะไร...”

“คุณป้าหมดสติ อยู่โรงพยาบาลครับ” ได้ยินแบบนั้นคนที่น่านิ่งอยู่ตลอดเวลาก็แสดงสีหน้าเป็นกังวล สองมือทุบโต๊ะแล้วยันตัวเองขึ้นยืน

ปึง!!!

“ห๊ะ! ที่ไหน พาฉันไปเดี๋ยวนี้เลยเจ็ม”

“โรงพยาบาลอนันทการุณครับ”

“งั้นรีบไป”

“ครับ”

ทั้งสองเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่คุณหญิงทับทิมแอดมิทโดยที่เจโรมีไม่ลืมโทรศัพท์บอกพีรพัฒน์ พอพีรพัฒน์ได้ยินข่าวก็เงียบไปสักพัก แล้วจึงเอ่ยถามข้อมูลของโรงพยาบาลที่ผู้เป็นแม่เข้ารักษาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย

พีรพุฒิขับรถด้วยความรีบร้อน พอถึงโรงพยาบาลก็หงุดหงิดที่หาที่จอดรถได้ลำบาก แต่เจโรมีบอกให้พีรพุฒิไปหาท่านก่อน แล้วจะเป็นคนหาที่จอดรถเอง ซึ่งจะตามไปทีหลัง พีรพุฒิยอมทำตามอย่างว่างง่าย เขาเป็นห่วงแม่จนร้อนรนไปหมด

“แม่เป็นไงบ้างพ่อ” พีรพุฒิถามบิดาทันทีที่เข้ามาถึงในห้องพักฟื้นของมารดา โดยที่คนเป็นพ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟา ส่วนตัวพีรพุฒิเองก็ไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงนอนคนไข้ที่มีร่างของผู้เป็นแม่นอนอยู่

“หลับอยู่ อาการไม่เป็นไรมาก” พจน์ดนับตอบลูกชาย

“ทำไมจู่ๆ ถึงหมดสติครับ”

“ความดันขึ้น จริงๆ เมื่อต้นปีผลตรวจร่างกายของแม่แกคือความดันสูง ไม่ให้เครียด ไม่ให้คิดมาก เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตก”

“ทำไมแม่ถึงความดันขึ้นครับ” หันมาคาดคั้นกับผู้เป็นพ่อ เพราะแม่เป็นคนอารมณ์ดี ต่อให้มันเป็นโรค พีรพุฒิเชื่อว่าแม่ต้องรับมือได้อย่างดี

“เฮ้อ...”

“ทะเลาะกันเหรอครับ?”

“ไม่เชิงทะเลาะ”

“ปกติแม่เชื่อฟังพ่อมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแม่จะทะเลาะกับพ่อเหรอครับ”

“แกนี่นะ จะคาดคั้นเอาให้ได้ใช่ไหม”

“ครับ”

“แม่แกน่ะไม่ได้ทะเลาะกับฉันหรอก” พีรพุฒิสบตาผู้เป็นพ่อ คิ้วเป็นปมไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อกำลังจะสื่อ แต่ไม่เร่งถาม ให้พ่อเล่าออกมาเองดีกว่า

“เจ็มไม่มาเหรอ” พจน์ดนัยถามหาหลานชาย

“หาที่จอดอยู่ เดี๋ยวตามมาครับ” พีรพุฒิตอบซึ่งพ่อก็พยักหน้ารับรู้น้อยๆ ก่อนที่จะเริ่มเปิดปากเล่าถึงสาเหตุที่ทับทิมหมดสติไป

“ก่อนหมดสติ แม่แกคุยโทรศัพท์กับคุณโฉมฉาย ที่เคยมาบ้านเรากับลูกสาวตอนนั้นน่ะ จำได้ใช่ไหม?”

“จำได้ครับ”

พีรพุฒินึกตาม แต่ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพราะอะไรแม่ของตนถึงได้ล้มโดยมีสาเหตุมาจากคนอื่น

“คุณโฉมฉายโทรมายกเลิกการจับคู่แกกับหนูข้าวเขาน่ะ เพราะหนูข้าวมีแฟนแล้ว” พจน์ดนัยวางหนังสือพิมพ์ลงเพื่อคุยกับลูกชายอย่างจริงจัง

“ก็ดีแล้วนี่ครับ แม่เครียดเรื่องนี้จนหมดสติไปเลยหรือไง ไร้สาระมาก” อดไม่ได้ที่จะว่า แต่นัยน์ตายังคงมองแม่ที่นอนอยู่ด้วยความเป็นห่วง

“เปล่า...แม่แกตกใจอีกเรื่อง”

“ครับ?”

“ตกใจแฟนของหนูข้าวน่ะสิ”

“ทำไมครับ?”

พจน์ดนัยถอนหายใจ “คุณโฉมฉายบอกว่าหนูข้าวคบอยู่กับตาเจ็ม แม่แกตกใจ เครียดแล้วก็เสียดายที่ไม่ใช่แก คิดไปคิดมาก็หมดสติ”

ร่างสูงนั่งนิ่งไม่ไหวติง หูดับไปแล้ว ได้ยินแต่เสียงวิ้งๆ เต็มสองหูเลย ตัวชาวาบ ใจกระตุก ความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจสุมขึ้นมาจุกอยู่ที่อก

“ตาพุฒิ...ได้ยินพ่อไหม ตาพุฒิ!!”

“ครับ” พีรพุฒิสะดุ้งเล็กน้อย ตอบรับพ่อเสียงเบา

“เรื่องนี้มันก็คงจะเป็นความจริงนะ ผู้หญิงเขาพูดเองแบบนั้น” พจน์ดนัยลอบสังเกตอาการของลูกชายตนเองที่เงียบไป แววตาแข็งกร้าวดูน่ากลัว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ขออนุญาตครับ”

ร่างโปร่งเดินเข้ามาในห้องพักพิเศษในจังหวะที่พอดีเหลือเกิน เจโรมีเห็นประมุขของตระกูลก็ยกมือไหว้ทักทาย “สวัสดีครับคุณลุง” พจน์ดนัยยิ้มรับไหว้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เป็นไงบ้างตาเจ็ม ช่วงนี้งานหนักไหม”

“ก็เหมือนเดิมครับ”

“ใกล้เวลาฝึกงานแล้วนี่นา แต่ก่อนจะเริ่มฝึกจะไปอังกฤษใช่ไหม”

“ใช่ครับ น้องสาวของผมเรียนจบน่ะครับ วันนั้นรับใบประกาศจะต้องไปอยู่ในเฟรมกล้องครอบครัว”

“ดีๆ แต่คราวนี้ไม่ต้องประมูลเพชรที่ไหนมาฝากแล้วนะ เปลืองเปล่าๆ”

เจโรมีได้แต่ยิ้มไม่ตอบรับเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เจโรมีเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ ซึ่งอยู่ตรงปลายเตียงของคนไข้

“คุณป้าเป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็...” ยังไม่ทันที่พจน์ดนับจะตอบออกไป น้ำเสียงเย็นๆ ของพีรพุฒิก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน

“หมดสติเพราะช็อก ก็ลูกสาวเพื่อนสนิทเล่นยกเลิกการจับคู่กับฉันเพราะตัวเองมาบอกว่ามีแฟนแล้ว ที่สำคัญแฟนของเธอก็ดันเป็นคนใกล้ตัวด้วย แม่เลยตกใจ เสียใจ เครียด คิดมาก จนหมดสติ”

ร่างโปร่งเหมือนถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต ยามที่ดวงตาเย็นชาคู่นั้นมองมาที่เขา แววตาของพีรพุฒิมันดูตัดพ้อ ผิดหวัง และโกรธเคือง จนหัวใจของเจโรมีบีบบรัดจนปวดไปหมด ร่างทั้งร่างชาหนึบ หายใจติดขัด การที่พีรพุฒิมองเขาแบบนั้น ก็หมายความว่า...

คุณพุฒิรู้แล้ว...




+ + + + + [P U T X J E M] + + + + +

พี่พุฒิรู้เรื่องแล้วนะคะ แต่มันจะเป็นยังไงต่อไปก็ติดตามได้อาทิตย์หน้านะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันจ้า หนังสือก็เปิดจองรีปริ้นท์อยู่นะคะ หากชอบก็อย่าลืมจองไปเก็บไว้ได้น้า

ติดตามการอัพเดตข่าวสารต่างๆ ได้ที่แฟนเพจ และทวิตเตอร์นะคะ ฝากเข้าไปฟอลทวิตเตอร์กันเยอะๆ น้า พอดีว่ายูกิกลับมาเล่นอย่างจริงจังแล้ว รับความเวิ่นเว้อที่หาไม่ได้ในแฟนเพจก็ไปตามกันที่ทวิตเตอร์ได้นะคะ คุณจะสัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงค่ะ ^^

          https://www.facebook.com/sawachiyuki/

          https://twitter.com/Sawachi_Yuki

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น