facebook-icon Twitter-icon

พระจันทร์ที่อ่อนโยนและงามสง่า แท้จริงแล้วซ่อนเร้นด้านที่เฉยชาไร้ใจ #จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม

จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.11 (1/2) [ เจ้าวาฬยิ้ม ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

ชื่อตอน : จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.11 (1/2) [ เจ้าวาฬยิ้ม ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

คำค้น : เจ้าวาฬ , YAOI , ธัญล่าฝัน , จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม , ความฝัน , พระอาทิตย์ , พระจันทร์ , ทะเล

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2562 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.11 (1/2) [ เจ้าวาฬยิ้ม ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์
แบบอักษร

11

เจ้าวาฬยิ้ม

Whale’s Story

การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทำให้รู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า ไม่มีความหวัง ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทำให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าความคิดหรือความรู้สึก เหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิต ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไปเมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง


...

มีเพียงแค่รอยยิ้มของคุณ...ที่กุมมือผมและพาออกจากช่วงเวลาอันอ่อนไหว

แค่รอยยิ้มเล็กๆ ของคุณ

ที่ทำให้ผมตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุขดุจนิจนิรันดร์

มีแค่คุณเท่านั้นที่สามารถพาผมล่องลอยออกไปนอกจักรวาล

คุณคนดี...คุณรู้หรือเปล่า

ทุกครั้งที่หลับตา...ผมเห็นแต่รอยยิ้มของคุณเสมอเลย









ผมเคยกลัวความสัมพันธ์


ครั้งหนึ่งหวาดระแวง กลัวรอยร้าวจะปริแตก กลัวการสูญเสีย ทั้งคนรอบข้าง และตัวเอง


สูญเสียความเป็นตัวเองแต่ก็ยังอยากมีมันไว้ ไอ้ความสัมพันธ์นั้นน่ะ


เมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากที่กลับจากงานปลูกปะการังของชมรม เหมือนดาวเข้ามาคุยด้วย บอกว่าเสียใจ รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ขอโอกาสที่จะสร้างสัมพันธ์ใหม่ ความเป็นเพื่อนที่เราไม่เคยมีให้กัน จู่ๆ มันก็มีขึ้นมาจนต้นข้าวกับตุ้งติ้งยังนึกแปลกใจ


ยัยดาวอุกกาบาตนั่นน่ะเหรอเข้ามาขอโทษ

ทุกครั้งที่เข้ามาคุย ต้นข้าวจะกันระยะห่างระหว่างเราเอาไว้ ไม่ให้ใกล้เกินไป เพราะยังไม่แน่ใจในความร้ายกาจของดวงดาว ที่บางทีอาจส่องสว่างเกินไปจนอันตรายต่อดวงตา


“เจ้าวาฬ ทางนี้”


เธอแต่งตัวสวยเพื่อช่วงชิงความโดดเด่นจากทุกคนในคืนเฟรชชี่ไนท์ ในมือถือจานอาหารที่คงจะเพิ่งตักมา กวักมือเรียกผมให้เข้าไปหา ตรงนั้นมีเพื่อนหลายคนที่มาจากโรงเรียนมัธยมเดียวกัน ไม่รู้...อาจเป็นครั้งแรกที่ผมไม่กลัวการเผชิญหน้า กล้าที่จะเข้าไปแล้วยิ้มกว้างให้ เอียงแก้มรับสัมผัสเย็นๆ จากริมฝีปากที่แต้มสีแดง


ในใจลึกๆ ก็นึกประหลาดใจ และในใจส่วนที่ลึกยิ่งกว่ากลับบอกให้ลอง


ถ้าบาดแผลสมานให้ดีกว่านี้ได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่ เจ็บกว่านี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะตอนนี้เริ่มเรียนรู้วิธีการปลูกกุหลาบขึ้นมาใหม่ แทนดอกเก่าที่ร่วงโรยไปแล้ว


“ดื่มรึเปล่า คืนนี้ไปดื่มกัน วันเกิดแพตตี้แหนะ”


ผมส่ายหัว หันไปอวยพรให้กับเธอคนนั้น จำได้แม่นยำอยู่แล้ว คนที่มักจะเดินตามหลังเหมือนดาวทุกครั้งเวลาเปลี่ยนคาบเรียน เวลาผ่านไปไม่ถึงปี แต่สวยขึ้นเยอะเลย


แพตตี้เองก็ดูเหมือนกับไปกินยาผิดขนาดมา เธอขอโทษผม ด้วยสีหน้ารู้สึกผิดจากใจ เรายิ้มให้กัน เหมือนความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นใหม่ ช่วงนี้ชีวิตของผมมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เสมอแหละ เริ่มตั้งแต่เรื่องของนิมบัส


ตั้งแต่ที่เมฆฟ้าคะนองเริ่มจางหาย ฟ้าก็ดูสดใสขึ้นผิดหูผิดตา


ไม่รู้...แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทำให้ผมกล้าจะเข้าสังคมมากขึ้น


“รู้หรือเปล่าว่าเธอยิ้มสวย”


ผมหันไปตามเสียงเรียกของเหมือนดาวที่ยืนเคี้ยวขนมเค้กก้อนเล็กตุ้ยๆ ราวกับไม่กลัวอ้วน ทั้งที่ผู้หญิงคนอื่นที่เป็นเพื่อนสนิทดูกลัวแคลอรียิ่งกว่าผี


“จริงเหรอ”


“อืม อิจฉาเหมือนกันนะ บางทีอะ”


“อย่าเลย” ผมยิ้มให้บางๆ


หมุนตัวกลับมาด้านหลัง เห็นต้นข้าวกับตุ้งติ้งเข้ามาในงานแล้ว จึงปลีกตัวออกมาหาเซฟโซนที่คิดว่าอยู่ด้วยแล้วปลอดภัย


อืม ส่วนลึกแล้วสัญชาตญาณการป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดยังคงทำงาน ส่วนลึกยังคงกลัวแสงดาวจะส่องจ้าบาดลึกทำร้ายหัวใจ


แม้จะแทบไม่รู้สึก แต่จริงๆ ก็คือยังรู้สึก


“อีดาวตกนั่นคุยไรกับมึงอะ”


ตุ้งติ้งกอดอก ปรายตามองจิกจนผมหัวเราะ จับหัวเธอโยกเบาๆ เพราะไม่กล้าขยี้ทรงผมที่อุตส่าห์บรรจงทำมาตั้งสามชั่วโมง เดี๋ยวโดนเอ็ดหูแตกพอดี


“ไปหาอะไรกินกันเถอะ หิวแล้ว”


รู้ว่าอะไรที่จะดึงความสนใจออกจากเธอได้


เพื่อนสนิทหันมาพยักหน้าแล้วคล้องแขนผมตรงเข้าสู่โซนฟู้ดบาร์ จิ้มไส้กรอกกับขนมหวานใส่จานจนเกือบพูน ตอนแรกก็ไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครทานของคาวกับของหวานพร้อมกันได้ แต่ตุ้งติ้งมักจะแสดงให้เห็นเสมอว่าปาฏิหาริย์มีจริงแม้เราจะไม่เคยเห็นก็ตาม


อย่างเช่นกันการกินไส้กรอกหนึ่งไม้กับเค้กฝอยทองพร้อมกันในคำเดียวนั่น ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งก็ยังทำให้ตกใจได้อยู่เสมอ


เชื่อเธอเลย

















งานเฟรชชี่ไนท์กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังแล้ว คืนสำคัญอำลาการเป็นเฟรชชี่ เพราะพอสัปดาห์หน้าเราสอบไฟนอล ชีวิตก็จะเข้าสู่ช่วงชีวิตใหม่ กำลังจะขึ้นเป็นพี่ปีสองอย่างเต็มตัว


เทศกาลสอบเข้ามหา’ลัยกำลังเริ่มต้นขึ้น ผมกำลังจะมีน้อง


มองไปทั่วๆ ห้องประชุมที่ถูกเนรมิตให้เป็นธีมหน้ากากเวทมนตร์ในค่ำคืนนี้ แน่นอนว่านิสิตปีหนึ่งทั้งมหาวิทยาลัยไม่มีทางมาอัดกันอยู่ในหอประชุมได้แน่ ดังนั้นสนามหญ้าด้านนอกเรื่อยไปจนถึงลานหน้าตึกกิจการนิสิต จึงเป็นสถานที่สำหรับจัดงานเฟรชชี่ไนท์ทั้งหมด อาณาบริเวณออกจะกว้างขวาง คงไม่แปลกอะไรใช่ไหมที่ผมจะไม่เห็นเขา


คุณพระจันทร์ ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน


คณะก็อยู่เยื้องกันแค่นี้ แต่ทุกครั้งที่มองหาก็ไม่เคยเจอคุณเลย


ถอนหายใจอย่างผิดหวัง เพราะแม้แต่ค่ำคืนสำคัญของปีหนึ่ง คุณก็ไม่มา ไม่รู้ว่าคุณหายไปเพราะงานหนัก หรือเพราะพระพรหมเกลียดผมแล้ว เลยไม่อยากให้เจอคุณอีก


แม้แต่ในคลาสที่เคยนั่งใกล้ก็ไม่เจอ


“มองหาใคร” ต้นข้าวพูดกระซิบ แม้ผ่านหน้ากากดอกไม้ก็ยังจำได้ เห็นแค่เงาก็จำได้หากเป็นคนสำคัญ


ผมส่ายหัว ไม่รู้จะตอบอย่างไร มองหาพระจันทร์ หรือมองหาผู้ที่สง่างามเหมือนพระจันทร์ ตอบไม่ได้ทั้งนั้น


เท่าที่ได้ยินมา งานคืนนี้องค์การนิสิตเป็นคนจัดให้ พี่ที่เป็นถึงนายกองค์การก็ควรจะอยู่ในงานนี้ด้วยมิใช่หรือ


ใจร้าย...


ทำไมพี่ไม่มา...


หันไปยิ้มให้กับนิมบัสที่โบกมือทัก ดูสูงสง่าดีอยู่เช่นเคย และแน่นอนว่าในสายตาของผมไม่มีใครจะสง่าเทียบเท่ากับเขาคนนั้นได้ แม้วันนี้จะยังไม่เห็น แต่ภาพที่จินตนาการเอาไว้ตอนที่พี่ใส่สูทผูกไทคงต้องสง่ามากๆ เหมือนเจ้าชายบนหลังม้าอยู่ดี


คิดถึงจัง

“วาฬ งานเต้นรำจะเริ่มแล้ว เอาหน่อยไหม”


“ไม่ค่อยถนัดเลย” ปฏิเสธต้นข้าวไปแบบนั้น แล้วยืนเฝ้ามองมิสดาวเทียมไปเฉิดฉายกับหนุ่มๆ ในงานดีกว่า ไม่ไกลจากฟลอร์เต้นรำเท่าไหร่ เหมือนดาวกำลังยืนกอดอกแล้วชี้นิ้วไปที่เพื่อนต่างสาขาคนหนึ่ง ดูจากสีหน้าของเธอแล้วน่าจะกำลัง...นินทา อาจจะดูใส่ร้ายเธอเกินไป แต่พอลองอ่านปากดูดีๆ ก็นินทาอยู่จริงๆ


เหมือนดาว


เข้าใจแล้ว


เธอคือเหมือนดาว แต่ไม่ได้เป็นดาว

“เจ้าวาฬสวัสดีจ้ะ กินอะไรหรือยัง ไปกินกับเราไหม”


“สวัสดีลิซ่า”


ผมโบกมือให้ดาวที่แท้จริง ที่ส่องสว่างงดงามทั้งภายนอกและภายใน


“เรากินมาบ้างแล้วล่ะ ขอบใจมากนะ”


เธอยิ้มตอบให้งดงาม ก่อนจะปลีกตัวไปหาอะไรรองท้องพร้อมกับเพื่อนชายต่างคณะตัวสูงที่คอยประกบไม่ห่าง ยืนอยู่ข้างกันแล้วไม่รู้จะคิดอะไรได้นอกจากกิ่งทองกับใบหยก


ผมหามุมนั่งที่คิดว่าจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้นานแล้วเหม่อมองออกไปยังจุดไหนก็ไม่รู้ แค่มองไปเรื่อยๆ แต่สายตากลับไม่มีจุดโฟกัส คนที่ขึ้นมากล่าวเปิดงานเปิดอธิการบดี ซึ่งก่อนหน้านั้นแน่นอนว่ามีคนมากล่าวรายงานไปก่อนแล้ว ตั้งใจฟังแท้ๆ ว่าจะใช่พี่ไหม สรุปก็ไม่ใช่ เหมือนพี่จะส่งเลขามาแทน


พี่กงยู


สวมหน้ากากสีดำคล้ายปีกของอีกา พี่ยิ้มให้ตอนที่กวาดสายตามาแล้วเจอผม คงจะจำกันได้บ้างแม้จะไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยครั้งนัก


จมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่พักใหญ่ถึงได้เดินออกมาจากงาน เดินออกมาไกลแค่ไหนก็ไม่อาจคาดเดา รู้แต่ว่าหาที่นั่งเงียบๆ บทสรุปอยู่ที่ม้านั่งสีขาวหันหน้าเข้าหาบึงน้ำ นั่งลงและทอดสายตาลงไปมองผิวน้ำอันเยือกเย็น อยากจะหย่อนขาลงไปตรงนั้น แต่อีกใจกลับหวาดกลัวว่าจะมีอันตรายและไม่มีใครมาช่วย


มีใครบางคนสวมชุดทักซิโด้สีขาวนั่งอยู่ที่ม้านั่งริมสระน้ำฝั่งตรงข้าม เพราะระยะทางแสนไกลกับหน้ากากที่ปิดหมดทั้งใบหน้าเลยไม่อาจทำให้ผมรู้ว่าเขาคือใคร แต่เขาสูง...น่าจะพอๆ กับพี่ พอเห็นว่าผมนั่งอยู่สักพักเขาถึงได้ลุกขึ้นและเดินอ้อมสระน้ำตรงมาทางนี้


ใจสั่นแปลกๆ ไม่รู้เพราะว่าตื่นเต้น หรือหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ


ริมสระน้ำในตอนสามทุ่มไม่ได้สว่างนัก แสงไฟจากข้างทางที่ไม่ได้ถี่ทำให้ภาพที่เห็นค่อนข้างสลัว ทั้งที่ลึกๆ บอกให้ลุกขึ้นและเดินหนีเสีย แต่อีกใจกลับอยากท้าทาย เหมือนถามตัวเองซ้ำๆ ว่า Truth or Dare แล้วสุดท้ายคำตอบที่ได้ก็คือ Dare


ท้าสิ กล้าที่จะทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าไหม


ผู้ชายร่างสูงในชุดทักซิโด้สีขาวหยุดยืนตรงหน้า สูงสง่าไหล่กว้างผึ่งผาย คุ้นตาเหลือเกิน จนลมหายใจขาดห้วงไป สบตากับดวงตาสีดำราวกับความมืดมิดของท้องฟ้ายามรัตติกาลใต้หน้ากากที่ปิดหมดทั้งใบหน้า กระทั่งมือหนายื่นมือออกมา รอให้ผมวางมือลงไป เพื่อเชื่อมเราสองคนเข้าด้วยกัน


ผมถอดหน้ากากออก เผลอคลี่ยิ้มออกไปโดยไม่ได้หลบสายตา จำได้แล้วว่าคือพี่


ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองมา เหมือนจงใจให้ตกลงไปในหลุมเสน่ห์ลึกล้ำ ยั่วเย้ายากที่จะถอดถอน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกดึงลงไปสู่ก้นทะเลลึก กระนั้นกลับเต็มใจเหลือเกิน เพราะรู้ว่าใต้น้ำมีพี่อยู่ ต่อให้ลึกกว่านี้ก็เต็มใจจะลงไป


สูตรสำเร็จของค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง คืองานเต้นรำคลอเสียงเปียโน ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าพี่จะขอมือไปเพื่อวางลงบนไหล่ของเขา และอีกข้างคือพี่กุมมันไว้ เหมือนวินาทีนั้นหัวสมองมึนทึบราวกับถูกอัดด้วยนิโคติน พี่กำลังจะทำให้ขาดอากาศหายใจ แค่จ้องมองด้วยดวงตาทอแสงอ่อนโยน


เราขยับเท้าไปตามเสียงดนตรีที่ดังมาจากในหอประชุม หลุดหัวเราะ เพราะต่างคนต่างเต้นรำไม่เป็นกันสักนิด แต่เพราะอะไรถึงยังดันทุรัง คำตอบอยู่ที่สัมผัสอุ่นใต้อุ้งมือ ไม่อยากปล่อยมัน ไม่มีแม้แต่คำอธิบายของเจ้าชายที่หายไปหลายเดือนปล่อยให้คนรอต้องทรมาน


เผลอแค่นยิ้มให้กับตัวเอง จะได้รับคำอธิบายได้ยังไง ในเมื่อสถานะความสัมพันธ์ยังเป็นแค่ ‘น้องคนนั้น’ อยู่เลยด้วยซ้ำ


ร่างสูงโค้งให้เมื่อเพลงจบลงทำให้ผมต้องทำตาม ใจเต้นตอนที่มือหนาจับที่หน้ากากและค่อยๆ เปิดมันออก ผมใจเต้นตึกตักราวกับเราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก สบตากันเนิ่นนาน เหมือนรอเวลาพิสูจน์ตัวเองว่าความรู้สึกลึกๆ นั้นเรียกหาพี่เสียงดังขนาดไหน


เขานั่งลง ตรงม้านั่งเดิมที่ผมนั่งอยู่ เว้นที่นั่งให้ผมนั่งลงตามไปด้วย ยิ่งเราอยู่ใกล้กันมากขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายความสัมพันธ์ พี่ก็ยิ่งพิเศษ และจะพิเศษยิ่งขึ้นไปทุกวันตามสูตรสำเร็จของคนแอบรัก


“เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะครับ”


รวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะยอมเอ่ยออกไป รู้สึกผิดที่ทำลายความเงียบงันให้หมดลง แต่แค่อยากรู้ว่าพี่หายไปไหน พี่ไม่รู้เหรอว่ามีคนคิดถึง


“ขยับออกไปหน่อยได้ไหม”


ใจหายวูบตอนที่พี่บอกให้ออกห่างจากกัน เหมือนกับถูกตีลงที่กลางท้ายทอยจนสลบไปแต่ฟื้นขึ้นมาใหม่ พี่ไม่ปล่อยให้เศร้านาน เพราะพอขยับมาจนสุดม้านั่ง ร่างสูงก็ทอดตัวลงมา วางศีรษะหนักๆ ลงบนตัก และดึงมือผมไปจับไว้ เหมือนร้องขอกำลังใจจากการเอามือแนบแก้มแล้วหลับตาลง


ไม่รู้ว่าที่คิดอะไรแบบนั้นออกมาได้เพราะผมทะเยอทะยานเกินไป หรือเพราะหลงพี่จนหัวปักหัวปำ ไม่แน่ใจในอะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่ากราฟความหวังกำลังทะยานสูงขึ้น ยิ่งใกล้ชิดยิ่งมีหวัง จากที่เคยมองอยู่ไกลๆ ตอนนี้เรากำลังนั่งเคียงค้าง ใต้คืนเต้นรำสำคัญที่มีแสงจันทร์อาบไล้


ลมหายใจร้อนๆ ของพี่รินรดหลังมือจนขนลุก แต่ต่อให้ต้องอยู่แบบนี้ทั้งคืนก็ไม่เป็นไร ด้วยความหวังว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้รับอนุญาตจากพี่ให้อยู่ข้างกายในคืนเงียบงันจะมีแค่ผมคนเดียว


จู่ๆ พี่ก็นิ่งไป ลมหายใจสม่ำเสมอเหมือนคนที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา น่ารักชะมัด ขนตาหนาเป็นแพพาดลงบนแก้ม สันจมูกโด่งคมกริบและริมฝีปากหยักรั้งราวกับพระเจ้าโปรดปรานพี่นัก ผมค่อยๆ ก้มหน้าลงไป ความคาดหมายมีเพียงแค่จะขอดูเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบของพี่ใกล้ๆ แต่มันกลับใกล้เกินไปจนพี่จับได้ ลืมตาขึ้นมาตอนที่เราอยู่ห่างกันแค่ฝ่ามือกั้น


เผลอกลั้นหายใจ หัวใจเกือบจะวายตาย เราใกล้กันเกินไปจนกลัวว่าพี่จะได้ยินเสียงหัวใจ


จะเงยหน้าขึ้น แต่พี่กลับรั้งต้นคอเอาไว้ คลี่ยิ้มฝีปากเผยรอยยิ้มจาง วินาทีที่ทำให้ตกหลุมรักโดยสมบูรณ์


ดวงตาของพี่สวยนัก แต่ผมไม่อาจแตะต้อง เพราะไม่รู้เลยว่าถ้าทำแบบนั้นลงไปแล้ว พระจันทร์จะยังอยู่ใกล้หรือโคจรหนีไปเพราะรำคาญ อย่างน้อยก็ใกล้กันอยู่อย่างนั้น ละทิ้งทุกเสียงสรรพสิ่งรอบกาย ถูกสะกดไว้นิ่งงันด้วยดวงตาสีดำของคนที่ไม่อาจยอมให้ได้ยินเสียงหัวใจ


ถ้าพี่ได้ยินทุกอย่างที่อยู่ในใจตอนนี้ คงช็อกตายแน่


หลุดยิ้มออกไปอย่างพลั้งเผลอ ยิ้มแล้วต้องรีบหลบสายตา เพราะพอพี่เริ่มยิ้มตอบกลับมา ก็รู้แล้วว่าเป็นผมเองที่แพ้


“เหนื่อยจังเลย”


มืออุ่นร้อนของพี่ที่รั้งท้ายทอยผมอยู่ไล้ปลายนิ้วลงมาเกลี่ยริมฝีปากจากขวาไปซ้าย สัมผัสหยาบจากปลายนิ้วทำให้ผมชะงัก เผลอหยุดลมหายใจอีกครั้ง จ้องมองดวงตาสีดำสะท้อนแสงไฟ ลองไล้ริมฝีปากของพี่ดูบ้าง จะโดนตีมือหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากที่ทำแบบนั้นแล้วพี่คลี่ยิ้ม ยิ้มที่ทำให้ใจละลายเหมือนขี้ผึ้งถูกไฟลน


เอียงแก้มแนบกับฝ่ามือ ปล่อยให้พี่ทำในสิ่งที่ต้องการ


ไม่นานนัก ปลายนิ้วของผมที่วนข้างแก้มของพี่เล่น ถูกใบหน้าคมเอียงหน้าเข้าหาแล้วงับฝ่ามือของผมเบาๆ ดวงตาราวกับมีไฟโหมลุกไหม้ เพียงแค่พี่กดริมฝีปากลงตรงกลางฝ่ามือครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็ยินยอมถูกล่อลวงให้จมลงไปในห้วงพันธนาการแสนหวาน พรมจุมพิตอ่อนโยนเสมือนหวงแหนสิ่งล้ำค่า ปลุกปั่นความรู้สึกในใจให้สับสนวุ่นวาย รุกไล่ด้วยความอุ่นร้อนของริมฝีปากและปลายลิ้นเย็นๆ ที่ช่างหยอกเย้าไม่แพ้กัน


เราถูกมอมเมา และผมคงแสดงออกมากเกินไป พี่ถึงดึงมือผมกลับไปแนบแก้มเอาไว้แล้วหลับตาลง หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ผมก้มหน้าลงจนคางแทบชิดอก พอมันจบลงแล้วถึงได้รู้สำนึก กระดากอายจนไม่รู้จะมองหน้าพี่ยังไง ขอบคุณที่พี่หลับตา ปล่อยให้หายหน้าแดงสักพักแล้วค่อยลืมตาเถอะนะ ถือว่าขอร้อง


มัจจุราชไม่ปล่อยให้เหยื่อกอบโกยลมหายใจได้นาน เพราะเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยดวงตาสีนิลที่สาดตรงเข้ามาฉายความพึงพอใจ สุดท้ายเป็นผมเองที่ต้องเบี่ยงประเด็นเบือนหน้าหลบสายตา คงเพราะพระพายเห็นใจถึงเคลื่อนที่จนใบไม้พลิ้วไหว มองแวบแรกถึงกลับต้องเอ่ยขึ้นเพราะภาพมันสวยราวกับภาพเขียนแขวนผนังในโรงแรมหรูๆ


“ริมน้ำนั่นต้นอะไรเหรอครับ”


พี่หันหน้าไปมองตามที่ถาม แค่เห็นมันก็ยอมปล่อยมือแล้วเดินตรงไปริมน้ำ หยิบดอกสีขาวที่ร่วงโรยแต่ยังไม่กรอบแห้งตามแสงของอาทิตย์ที่ระเหยน้ำในกลีบให้เหือดหาย คลี่ยิ้มให้กับมันก่อนจะมอบให้ผม


“จันทน์กะพ้อ”








TBC.

มาย้ำว่า น้องวางขายครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือนี้ ส่วนไรท์เตอร์ไปบูทวันที่ 30 มีนาคม 2562 (12.31-13.00น.) มีกิจกรรมแจกลายเซ็นด้วยค่ะ มาพบกันนะ (ใครไม่สะดวกไปงาน จะรอรอบไปรษณีย์ที่ทางธัญวลัยมาเปิดขาย หรือจะฝากไรท์เตอร์ซื้อมาจากงานเลยก็ได้ inbox เข้ามาในแฟนเพจ หรือ DM เข้ามาทางทวิตเตอร์ @Littlemuggle55 นะคะ)


ความคิดเห็น