พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปากไม่ตรงกับใจ (100%)...ตายอย่างสงบศพสีชมพู >///<

ชื่อตอน : ปากไม่ตรงกับใจ (100%)...ตายอย่างสงบศพสีชมพู >///<

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.8k

ความคิดเห็น : 71

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 19:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปากไม่ตรงกับใจ (100%)...ตายอย่างสงบศพสีชมพู >///<
แบบอักษร





พงษ์สวัสดิ์นั่งกอดอกมองคนที่กำลังชะเง้อคอรอน้องชายนิ่งๆ ก่อนสายตาคมกล้าจะปะทะเข้ากับผู้ชายสองคนที่เดินวนไปวนมาอยู่บริเวณนั้น ถ้าจับอาการไม่ผิดพวกมันกำลังลอบมองมาที่คิริมาเป็นระยะ พอเขาผุดลุกขึ้นแล้วก้าวเดินจากไปท่ามกลางความงวยงงของเธอสองคนนั้นก็ทำท่าจะปรี่เข้าหาคิริมา ทำให้เธอรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าผู้ชายสองคนนั้นกำลังคิดมิดีมิร้ายกับเธอ     

คำที่พ่อเคยเตือนมันเป็นความจริง? 

ร่างบางลุกขึ้นยืน หมุนตัวเริ่มหาทางหนีทีไล่ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมือใหญ่แตะเข้าที่หัวไหล่ การเข้าถึงเนื้อถึงตัวในชั่วพริบตาทำให้เธอคิดว่าคนร้ายน่าจะมีมากกว่าสอง ทว่าพอหันขวับหมายจะง้างกำปั้นชกเปรี้ยงเข้าให้ก็ต้องค้างอยู่ในท่านั้น เมื่อคนที่เธอคิดว่าเป็นผู้ร้ายคนที่สามคือพงษ์สวัสดิ์ 

เขาเดินกลับมาช่วยเธออย่างนั้นเหรอ

ไม่รู้ว่าใช่อย่างที่คิดหรือไม่ แต่มือที่ยื่นมาบีบมือเรียวเบาๆ ทำให้อุ่นซ่านไปทั้งอกอย่างน่าประหลาด แถมเสียงห้าวทุ้มนั่นยังทำให้เธอลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก    

“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ” คิ้วหนาที่พาดอยู่เหนือดวงตาร้ายๆ เลิกขึ้นมองท่าทางเอาเรื่องอย่างทึ่งๆ กำปั้นที่ยังเงื้อค้างกลางอากาศค่อยๆ ลดลง คิริมากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วปรากฏว่าผู้ชายสองคนนั้นหายไปแล้ว ก่อนจะเบนสายตากลับมามองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ             

“เอ่อ…ไม่…ฉันไม่ได้เป็นอะไร”  

คิริมาส่ายหน้าพร้อมเอ่ยเสียงติดจะสะท้าน เมื่อครู่เธอไม่ได้หวาดกลัวคนร้ายขนาดนั้น แต่แค่ตกใจที่มีการเข้าถึงเนื้อถึงตัวเร็วแบบไม่ทันตั้งรับ ดีแล้วที่เป็นพงษ์สวัสดิ์ไม่ใช่ผู้ร้ายอย่างที่คิด เพราะถ้าใช่เห็นทีเธอต้องออกแรงในเวลาดึก แต่มันคงไม่เข้าท่านักหรอกที่จะต้องมาต่อสู้กับใครในตอนที่ทั้งเหนื่อย หิว และเพลียจัดขนาดนี้         

จากนั้นคิริมาก็นึกเบาใจมากขึ้นเมื่อเห็นรปภ.ของคอนโดสองคนออกมาเดินตรวจตรารอบๆ บริเวณนั้น จนกระทั่งเดินอ้อมไปทางด้านหลัง และทางออก แล้ววกกลับมาอีกรอบ เดาว่าผู้ร้ายสองคนนั้นคงอาศัยช่วงเวลาที่ลมพัดโหมกระหน่ำเมื่อครู่เข้ามา เพราะรปภ.มัวแต่วุ่นอยู่กับรถที่มาออกันหน้าป้อมจนไม่ทันสังเกต หรือไม่ก็อาจจะแฝงตัวเข้ามาในช่วงเวลาเปลี่ยนกะตั้งแต่ตอนหัวค่ำก็เป็นได้  

แต่ไม่ว่าจะเข้ามายังไงไอ้พวกนั้นก็คงไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้ง่ายๆ เมื่อพงษ์สวัสดิ์เดินไปบอกรปภ.ว่าให้ช่วยเช็กกล้องวงจรปิดทุกมุม เพราะอาจจะมีบุคคลน่าสงสัยลักลอบเข้ามา วาจาที่เขาเอ่ยออกมาทำให้เธออ้าปากค้าง นี่เขารู้ตลอดเลยหรือว่าสองคนนั้นเป็นคนร้าย แล้วยังทำเนียนเหมือนไม่ได้เอะใจอะไรเนี่ยนะ เขาทำได้อย่างไรกัน เธอว่าเธอนิ่งแล้วยังออกอาการ แต่เขานี่นิ่งสุดๆ จนน่านับถือ              

หลังจากทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คิริมาก็ก้มลงมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ แล้วพ่นลมหายใจออกมา การรอคอยเป็นอะไรที่น่าเบื่อเสมอ แต่ครั้นจะโทรไปถามน้องชายว่าถึงไหนแล้วก็เกรงว่าจะเป็นการเร่งรัดอีกฝ่ายจนเกินไป กลัวว่าจะทำให้ปรเมศรีบจนขับรถเร็วและอาจประสบอุบัติเหตุได้ ฉะนั้นเธอจึงได้แต่เฝ้ารอ โดยที่พงษ์สวัสดิ์ยังยืนอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน ถึงแม้ปากเขาจะบอกว่ามารอคนอื่นแต่เธอกลับอุ่นใจอย่างพิลึก     

รอแล้วรอเล่าน้องชายก็ยังมาไม่ถึงเสียที ส่วนคนที่ลอยหน้าตอกใส่ว่ามารอคนอื่นก็ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน กระทั่งลมกรรโชกแรงเขาก็ทำเหมือนขยับร่างใหญ่มาบังให้ คิริมากำลังจะเดินไปยังล็อบบี้เพราะเธอไม่ชอบเวลาฝนตก หากโทรศัพท์ในกระเป๋าไม่สั่นเตือนว่ามีข้อความเข้าเสียก่อน พอล้วงออกมาเช็กดูก็ปรากฏว่าปรเมศส่งข้อความมาบอกว่าให้รอก่อน ตอนนี้เขาติดฝน แถวบ้านฝนตกหนักมากยังมาไม่ได้จริงๆ ซึ่งเธอก็ส่งข้อความกลับไปบอกน้องชายว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปนั่งรอในล็อบบี้ของคอนโด ไม่นานละอองฝนบางๆ ก็โปรยปรายลงมา             

“ห่าเอ๊ย! ฝนบ้าอะไรวะ แม่งตกไม่รู้จักเวล่ำเวลา”  

คิริมาเหล่ตามองคนที่บ่นได้แม้กระทั่งฝนด้วยสีหน้ากลั้นยิ้ม ขาที่ตั้งใจจะก้าวไปยังล็อบบี้ของคอนโดแช่นิ่งโดยอัตโนมัติในวินาทีที่ร่างสูงใหญ่ขยับมายืนตรงหน้า ก่อนจะหลุดอุทานออกมาเมื่ออยู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างลอยมาคลุมหัวเธอ มองเขาแล้วก็ต้องหน้าแดงแจ๋ สายตาปะทะเข้ากับซิกแพ็คแน่นๆ แถมยังขาวจั๊วะออร่าทิ่มตาอย่างจัง นี่เล่นถอดเสื้อกีฬาโชว์แมนตอนฝนตกกันเลยเหรอ ช่างไม่สนความรู้สึกคนใจบางบ้างเลย            

“มานี่มา…”

พอฝนเริ่มตกหนักเขาก็ลากเธอเข้าตัวอาคาร แปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายไม่ขัดขืน แถมยังทำท่าเหมือนกลัวฝนเสียอย่างนั้น ผู้หญิงอะไรประหลาดชะมัด นอกจากจะขี้ลืม ไม่กลัวผู้ร้าย แล้วยังกลัวฝนอีก 

ทั้งคู่มายืนอยู่ตรงล็อบบี้ของคอนโด คิริมาดึงเสื้อกีฬาของทีมฟุตบอลสโมสรดังฝั่งอังกฤษออกจากศีรษะ แล้วส่งให้เขา แต่แทนที่จะรับคืนอีกฝ่ายกลับยัดมันใส่ในกระเป๋าของเธอ แล้วบอกให้เธอเอาไปซักมาคืนอย่างหน้าตาเฉย จากนั้นพ่อคนที่ทำให้เธอสตั้นไปหลายวิก็ยืนกอดอกเปลือยเปล่าให้สาวๆ ที่เข้าและออกคอนโดในเวลาดึกได้มองตาปรอยหน้าแดง ก่อนที่คิริมาจะหลุดจามเสียงดังอย่างไร้การควบคุม        

“ฮัดชิ่ว!”

เห็นเธอจาม ดูท่าไม่ดี ยกมือสีจมูกจนแดง เขาก็ขยับเข้าหา    

“นี่ปล่อยนะ! จะพาฉันไปไหน!” คิริมาทำหน้าตื่นๆ พลางขืนตัวเอาไว้เมื่ออยู่ๆ คนที่อ่านใจยากเสียยิ่งกว่าอะไรคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียว แล้วลากเธอไปยังลิฟต์  

“อย่าดื้อนะครีม เดี๋ยวพ่อจับตีก้นซะเลยนี่” คนตัวโตก้มลงขู่เสียงเข้มๆ เหมือนเป็นผู้ปกครองของเธอ คิริมาเม้มปาก แล้วสบัดข้อมือออกจากอุ้งมือใหญ่พัลวัน       

“อย่ามาสั่ง! คุณไม่ใช่พ่อฉันเสียหน่อย”

ขาดคำเธอก็หลุดอุทานออกมาเมื่อถูกผลักให้ถอยหลังเข้าไปในลิฟต์ในจังหวะที่ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ครั้นจะถลาออกมาเขาก็วาดแขนกำยำมาล็อกเอวบางเอาไว้ ก่อนจะตบมือไปที่แผงควบคุมให้ลิฟต์ปิดลง แล้วเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบน จากนั้นเขาจึงได้ปล่อยเธอออกจากอ้อมแขนตัวเอง      

“เมื่อกี้คุณว่าไงนะ” เจ้าของนัยน์ตาเข้มจ้องหน้าเธอเขม็ง วนสายตาอยู่ที่ปากอิ่มซึ่งเม้มเข้าหากันจนเกือบเป็นเส้นตรง ขณะเดินเข้าหา ทำเอาร่างบางถอยกรูดไปชนผนังลิฟต์ แล้วก็ต้องหลุดสะดุ้งเฮือกพร้อมทำหน้าตื่นๆ อย่างคุมสติไม่อยู่เมื่อจอมวายร้ายเดินเข้าประชิดพร้อมเท้ามือเข้าที่ผนังลิฟต์   

“คุณไม่ใช่พ่อฉัน” คิริมาพยายามเค้นเสียงที่ฟังดูปกติออกมาตอบโต้แต่กระนั้นก็ยังไม่วายแปร่งๆ ในหางเสียง แหงล่ะก็เขาเล่นจ้องตาไม่กะพริบเสียขนาดนั้น

“ไม่ใช่พ่อ แต่เป็นผัว”

“คุณไม่ใช่…”

น้ำคำปฏิเสธยังไม่ทันจะครบถ้วนกระบวนความเขาก็ฉกปากลงมาขยี้ปากอิ่มอย่างดุดัน ลงโทษในความปากแข็งจนเธออ่อนระทวยและหายใจสะดุดถึงได้ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ เคลื่อนมายืนพิงผนังลิฟต์เอาไหล่กว้างชนไหล่ของเธอ ครั้นคิริมาขยับหนีเขาก็ขยับตาม มิหนำซ้ำยังเอื้อมมากุมมือเธออย่างหน้าตาเฉย     

พอมาถึงชั้นเก้าคนที่กำลังไล้หลังมือเรียวเหมือนสะกดจิตก็ลากเธอออกจากลิฟต์ โดยไม่นำพาอาการดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด จากนั้นก็ตั้งท่าจะลากเธอเข้าห้อง แต่คิริมาหายอมไม่ ขืนตัวเอาไว้สุดแรง พอเธอพยศมากๆ เข้าเขาก็ชักหงุดหงิด จัดการแบกร่างบางพาดบ่าไปยังห้องนอน โยนลงบนเตียง แล้วตามไปทาบทับ        

“คุณจะทำอะไร! อย่านะ!” เสียงแตกตื่นเอ่ยห้ามปรามในวินาทีที่คนตัวโตก้มลงมาหา ครั้นหน้าผากกว้างแตะหน้าผากมน ตาสบประสานกัน เธอก็นิ่งค้างเหมือนถูกสาป   

“ไม่ได้จะทำอะไรหรอกน่า แค่จะวัดว่ามีไข้ไหม ทำไมถึงได้กระหม่อมบางนัก เจอฝนแค่นิดเดียวก็จามจนหน้าแดงไปหมด” ตัวร้ายไม่พูดเปล่าแต่ย้ายจมูกมาปัดป่ายพวงแก้มนุ่มจนเธอใจสะท้าน จากนั้นเขาก็ซุกไซ้ใบหน้าหล่อลากไส้ลงมาสูดกลิ่นหอมละมุนตรงซอกคอขาวระหง    

“ปล่อยฉันนะ” คิริมาดิ้นอึกอักพลางเอ่ยปากประท้วง ขัดขืนไม่ถนัดเพราะถูกร่างใหญ่ทาบทับเอาไว้ทั้งตัว แต่แทนที่จะฟังเขากลับดูดคอเธอแรงๆ จนร่างอ้อนแอ้นสะดุ้งเฮือกและหลุดอุทานออกมา   

“อ๊ะ!”    

“ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรมากไปกว่านี้ก็อยู่นิ่งๆ” พงษ์สวัสดิ์เอ่ยงึมงำชิดซอกคอหอมกรุ่นเป็นเชิงขู่ ก่อนจะซุกหน้าอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน โดยที่คิริมาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามกัดฟันข่มกลั้นอารมณ์ปรารถนาที่ตีตื้นขึ้นมาตั้งแต่ที่เขาปล้นจูบเธอในลิฟต์  

ผ่านไปครู่ใหญ่ชายหนุ่มก็ทำให้เธอใจเต้นแรงด้วยการยกหน้าขึ้นมาจ้องตา ก้มลงมาหอมหน้าผากมนเบาๆ แล้วผละห่างอย่างอ้อยอิ่ง ดึงเธอให้ลุกขึ้น จากนั้นก็จับจูงไปยังโซฟา         

เขาเดินกลับเข้าไปในห้องนอนสักพักพอให้เธอได้หายใจโล่งขึ้น ก่อนจะกลับออกมาในสภาพสวมเสื้อเรียบร้อย โดยมีไดร์เป่าผมและผ้าขนหนูผืนเล็กติดมือมาด้วย แล้วยื่นทั้งสองอย่างให้เธอ   

“เอ้า…เช็ดและไดร์ผมซะ จะได้ไม่เป็นหวัด”

“ไม่เป็นไรหรอก” คิริมาเอ่ยเป็นเชิงปฏิเสธ แล้วทำท่าจะก้มลงเปิดกระเป๋าเมื่อรู้สึกว่าท้องตัวเองกำลังจะร้องประท้วงด้วยความหิวจนทนไม่ไหวอีกต่อไป    

“ไม่หยิ่งสักเรื่องจะได้ไหม” เขาคว้ามือที่กำลังจะค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าของตัวเองโดยไม่สนใจเขา พอเธอเงยหน้าขึ้นมามองตาขุ่นก็เค้นเสียงดุๆ ใส่ 

“อย่ามาดื้อ…”  

ทันใดนั้นพงษ์สวัสดิ์ก็นิ่งค้างเหมือนช็อกไปชั่วขณะ เมื่อตาเหลือบไปเห็นแผลเป็นเล็กๆ ตรงหางคิ้วด้านขวาของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ปกติคนอื่นจะมองไม่ค่อยเห็นเพราะเธอจะลูบผมหน้าม้าของตัวเองลงมาปกปิด นัยน์ตาคมทว่าหม่นแสงจ้องมันนิ่งนาน ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะเบาๆ แต่ทำเอาคิริมาถึงกับผวาเฮือก มองสีหน้าเจ็บปวดของอีกฝ่ายอย่างงงๆ ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรแปลกๆ ออกมา             

“เจ็บไหม”

“ไม่เจ็บแล้ว”

เธอเอ่ยเสียงหวิวไหวราวกระซิบเพราะอยู่ๆ ก็เกิดปวดหัวจี๊ด พร้อมกันนั้นก็มีภาพผุดขึ้นมาในหัว มันเป็นภาพเหตุการณ์ที่เธอถูกรถชน คิริมานั่งหลับตากลั้นใจตัวเกร็ง คล้ายในความทรงจำอันมืดดำคละเคล้าความเจ็บปวดและน่ากลัวนั้นเธอได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยเรียกด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย เสียงนั้นมันช่างคุ้นหูเหลือเกินแต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก กระทั่งมือกระด้างแตะเบาๆ ที่หัวไหล่มน         

“ครีม”

ร่างบางสะดุ้งเฮือกสุดตัวเหมือนหลุดจากฝันร้าย ท่าทางผิดปกติทำให้พงษ์สวัสดิ์ใจเต้นแรง แสงแห่งความหวังเรืองรองขึ้น ท่าทีแบบนั้นเหมือนคนความจำเสื่อมชัดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะให้นักสืบสืบมาแล้วว่าไม่พบข้อมูลว่าเธอมีปัญหาเรื่องความทรงจำใดๆ ทั้งสิ้น แต่เชื่อได้ที่ไหนในเมื่ออาการของเธอมันฟ้องเสียขนาดนั้น และเขาก็จะไม่ยอมให้ตัวเองสงสัยจนแทบบ้าแบบนี้หรอก พรุ่งนี้เขาจะจ้างนักสืบคนใหม่        

“หือ…” เสียงติดจะสะท้านงึมงำในลำคอ ท่าทางเหมือนคนหลงทาง อีกทั้งนึกแปลกใจเพราะพงษ์สวัสดิ์แค่แตะเบาๆ ที่แผลเป็นแต่ทำไมมันถึงได้มีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนั้น หรือเธอจะเคยรู้จักกับเขามาก่อนจริงๆ แล้วเขาเกี่ยวข้องกับเธอแบบไหนกันเล่า อยากจะโทรไปถามพ่อกับแม่ตอนนี้ แต่ท่านบอกให้รอเธอก็คงต้องจำใจรอ อีกไม่นานหรอกเธอจะได้รู้ว่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตของตัวเองมันเป็นยังไงกันแน่       

“คุณโอเคหรือเปล่า”

“ฉันโอเค ไม่ได้เป็นไร”

“งั้นก็ดีแล้ว ไดร์ผมซะนะจะได้ไม่เป็นหวัด”

“เอาผ้าเช็ดก็พอแล้ว” ที่สุดคิริมาก็ฉวยผ้าจากมือใหญ่ตัดปัญหา เพราะไม่อยากต้องมาทะเลาะกันอย่างไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้เธอทั้งเพลีย ง่วง และหิวจนแทบบ้า    

จากนั้นคิริมาก็ใช้มือข้างเดียวจับผ้าขนหนูขยี้หัวตัวเอง ส่วนอีกมือก็ดึงสาหร่ายซองบางๆ ออกมาจากกระเป๋า แล้วฉีกมันด้วยปากอย่างทุลักทุเล โดยมีคนยืนค้ำหัวอยู่มองอย่างอึ้งๆ เพราะไม่นึกว่าผู้หญิงเรียบร้อย เนี๊ยบไปทุกกระเบียดนิ้ว แถมยังค่อนข้างจะหัวโบราณจะกินสาหร่ายเหมือนเด็กๆ แถมยังห้าวเป้งใช้ปากฉีกซองซะด้วย     

“บอกให้ไดร์ก็ไดร์สิ” เห็นเธอยังทำท่าไม่สนใจ มือใช้ผ้าเช็ดผมอย่างไม่ค่อยถนัดเท่าที่ควร ขณะก้มหน้าก้มตาจัดการกับสาหร่ายซองที่สองด้วยท่าทางหิวจัด เขาก็ทำเสียงเข้ม

“ขอกินก่อนได้ไหม…หิว”

เธอเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยเสียงอ่อยๆ นัยน์ตากลมโตที่มีแววออดอ้อนนิดๆ เพราะความหิวทำให้เขานิ่งค้าง     

ยัยป้านี่อ้อนน่ารักเป็นบ้า!  

“ไม่ได้ทานข้าวเย็นหรือไง” เขาขยับมายืนลงตรงหน้า แล้วเอ่ยถามด้วยความอาทรจนเธอต้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อ ครั้นเห็นเขาทำหน้าตายก็คิดว่าตัวเองคงหิวจัดจนหูฝาดไป  

“ไม่มีเวลา” คิริมาตอบไปตามความเป็นจริง วันนี้เธอยุ่งจนแทบหัวหมุน เพราะนอกจากจะตรวจเอกสารแล้วยังติดเคสผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลายืดเยื้อยาวนาน ทั้งวันมีแค่กาแฟกับขนมปังสังขยาตกถึงท้อง   

“แล้วกินแค่นั้นจะอิ่มเหรอ ก็แค่ตะไคร่น้ำ”  

โห! ช่างคิดได้เนอะพ่อคุณ

เปรียบเปรยซะเธออยากจะขว้างสาหร่ายในมือทิ้ง หากไม่ติดว่ามันคือของโปรดและเป็นสิ่งเดียวที่สามารถประทังชีวิตและลดทอนความหิวโหยได้ในเวลานี้     

“นี่สาหร่ายต่างหากล่ะ ยี้ห้อนี้ดังจะตาย ไม่เคยกินหรือไง” คิริมาเงยหน้าเถียงหลังจากกัดสาหร่ายไปคำหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็ยื่นซองไปตรงหน้าให้เขาได้เห็นเต็มตา  

“รู้ว่าเป็นสาหร่าย นอกจากจะชอบเมนูกุ้งแล้ว ยังชอบกินอะไรเป็นเด็กๆ อีกนะคุณน่ะ แล้วกินแค่ตะไคร่น้ำแบบนั้นมันจะไปอิ่มได้ยังไง” เธอมองค้อนเมื่อเขาไม่วายกระแนะกระแหนสาหร่ายของเธอ          

“ก็ในกระเป๋าฉันมีแค่นี้นี่นา เมื่อเช้าพกมาจากบ้านแค่นี้”

แน่ะ พกของกินติดกระเป๋าเหมือนเด็กนักเรียนรีบไปโรงเรียนจนไม่ได้กินข้าวอีก    

“งั้นรอแป๊บนึงนะ” ขาดคำเขาก็วางเครื่องไดร์ผมลงตรงโซฟาข้างๆ เธอ แล้วก้าวไปยังห้องเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ทางปีกซ้าย ไม่นานก็กลับมาหยุดลงตรงหน้า

“เอ้า…เอานี่ไปกิน มีติดตู้เย็นแค่นี้แหละ” พงษ์สวัสดิ์เอ่ยพลางยื่นบางอย่างให้ คิริมาทำหน้างงๆ แต่ก็ยื่นมือไปรับมา ก่อนจะพลิกของในมือพลางจ้องเขม็ง     

“ข้าวห่อสาหร่าย ต่างกันตรงไหน”

“ต่างกันมากต่างหากล่ะ เพราะมันไม่ได้มีแค่สาหร่ายอย่างเดียว แต่มันมีข้าวและแซลม่อนย่างซีอิ๊วด้วย ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดตแก่ร่างกาย ส่วนปลาเป็นสัตว์ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงเนื่องจากมีโปรตีนที่ดีและไขมันที่เป็นประโยชน์”       

จ้า! ทีอย่างนี้วิชาการขึ้นมาเชียวนะ

“ขอบคุณนะ” คิริมางึมงำพร้อมคลี่ยิ้มบางๆ

“อืม…” พงษ์สวัสดิ์รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนๆ ชอบกล

บ้าเอ๊ย! แค่คำขอบคุณและรอยยิ้มนิดหน่อยเนี่ยนะทำให้เขาหวั่นไหว อ่อนไปไหมวะมึงไอ้ป๋า   

จากนั้นคนที่แทบไม่มีอะไรตกถึงท้องก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวห่อสาหร่ายของเขา กัดคำหนึ่งสลับกับสาหร่ายที่คนยืนกอดอกมองค่อนขอดว่าตะไคร่น้ำ พอรู้สึกเหมือนโดนจ้องมากๆ เข้าเธอก็เงยหน้าขึ้น เห็นเขายื่นขวดน้ำมาให้ก็ขยับปากอิ่มพึมพำขอบคุณ การถูกเอาใจใส่ทำให้คิริมาแทบทำตัวไม่ถูก               

“กินยังไงถึงเลอะเป็นเด็กๆ ไปได้”

เขาเอ่ยอย่างยิ้มๆ ขณะทำให้เธอนิ่งค้างรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนด้วยการยื่นปลายนิ้วมาแตะมุมปากอิ่ม หยิบเม็ดข้าวออกให้ แล้วเอามันไปใส่ปากตัวเองอย่างหน้าตาเฉย      

“เอ่อ..กินก่อนค่อยไดร์ผมก็ได้เนาะ” หลังจากกะพริบตาปริบๆ อย่างเรียกสติให้กลับมาจากการกระทำชวนใจสั่นของเขาคิริมาก็เอ่ยตะกุกตะกัก ใบหน้างามแดงซ่าน    

“งั้นมาเดี๋ยวไดร์ผมให้” ครั้นเห็นเธอทำท่าเช็ดผมทุลักทุเลก็ดึงผ้าออกจากมือบาง เอ่ยบอกเสียงห้าวทุ้มท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของสาวเจ้า ก่อนที่เขาจะเดินไปเสียบปลั๊กเครื่องไดร์ผม แล้วลากสายมาหาเธอ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกินเสร็จจะไดร์เอง” ในวินาทีที่คนถือไดร์อยู่จะลงมือเป่าผมให้เธอก็เอนตัวหนี แล้วเอ่ยบอกด้วยท่าทีเกรงใจ อีกทั้งไม่อยากให้เขาทำอะไรให้ใจสั่นไปมากกว่านั้น 

“อยู่เฉยๆ เถอะน่า”

พงษ์สวัสดิ์เอ็ดเบาๆ รั้งหัวคนที่นั่งอยู่บนโซฟาเข้ามาใกล้จะได้ถนัด แล้วลงมือไดร์ผมให้อย่างอ่อนโยนชนิดไม่น่าเชื่อว่าคนดิบๆ อย่างเขาจะทำอะไรแบบนี้ก็เป็นด้วย นิ้วกระด้างทั้งห้าค่อยๆ สางผมปนขยี้ขณะที่มืออีกข้างร่อนไดร์เป่าผมอยู่ด้านบน เขาทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่ปริปากอะไร ส่วนเธอก็นั่งตัวเกร็งอยู่พักใหญ่ ใจสั่นกับการถูกดูแล ก่อนจะทนหิวไม่ไหว สุดท้ายก็ก้มลงไปจัดการกับของกินในมือ        

“ไหนว่าคุณรอคนอื่นไง” คิริมาเงยหน้าขึ้นหลังจากกัดสาหร่ายแล้วเคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยไปคำหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยเสียงแข็งๆ แข่งกับเสียงเครื่องไดร์เป่าผม    

“หึงเหรอ” เขาเลิกคิ้วพร้อมเอ่ยถามหน้าตาย ครั้นเห็นใบหน้างามแดงก่ำก็กระตุกมุมปากหยักเล็กน้อย ปิดเครื่องไดร์เพราะผมเธอแห้งสนิทแล้ว ก่อนจะวางมันลงบนโซฟา จากนั้นก็เชยคางมนขึ้นมามองหน้า      

“ว่าไง ถามว่าหึงเหรอ”

“เปล่าสักหน่อย” คิริมาปฏิเสธด้วยเสียงที่พยายามให้เป็นปกติมากที่สุด แต่กระนั้นก็ยังไม่วายหน้าร้อนวาบ คันในอกยิบๆ มิหนำซ้ำยังไม่กล้าสบประสานกับสายตาไหวระริกที่จ้องมาไม่ลดละ

“หึงผัวก็ยอมรับมาตรงๆ สิ”   

“ชิ…คนหลงตัวเอง” เธอทำปากยื่นอุบอิบต่อว่า ความน่ารักน่าชังที่เจ้าตัวหลุดแสดงออกมาทำให้หน้าอกข้างซ้ายของพงษ์สวัสดิ์เต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ให้คุณหลงคนเดียวก็พอแล้วมั้ง” คุณหมอหนุ่มก้มลงมาเอ่ยเสียงห้าวทุ้มติดจะพร่าชิดแก้มนุ่ม ก่อนจะกดจมูกฝังลงไปอย่างแม่นยำและหนักหน่วงด้วยความมันเขี้ยว   

ฟอด!!!

“ไม่ได้หลง ไม่คิดจะหลง” เจ้าของใบหน้าแดงจัดปฏิเสธเสียงสั่นๆ หลังจากตะลึงหน้าแดงไปกับการถูกขโมยหอมแก้มฟอดใหญ่เธอก็ทำท่าจะลุกหนีไปเสียดื้อๆ แต่ถูกอีกฝ่ายกดไหล่ให้นั่งลงที่เดิม    

“คนปากแข็ง” เขาว่าพลางไล้กลีบปากอิ่ม ทำเอาลมหายใจของคนถูกกระเซ้าเย้าแหย่และตามอารมณ์ของผู้ชายหน้านิ่งไม่ทันถึงกับสะดุดกึก

ในจังหวะที่เขากำลังจะโน้มลงมาบดเคล้าเรียวปากสีระเรื่อเสียงเคาะประตูหนักๆ ติดๆ กันหลายทีก็ดังขึ้น เรียกเสียงสบถด้วยความขัดใจให้หลุดออกมาจากลำคอแกร่ง แต่กระนั้นจอมวายร้ายที่ทำท่าจะถอยห่างออกไปก็ทำให้เธอตะลึงพรึงเพริดด้วยการฉกปากลงมาประกบปากอิ่ม แล้วดูดเอาๆ คล้ายจะสั่งลา  

“พะ…พอแล้ว คุณไม่ได้ยินหรือไง ว่ามีคนมาเคาะประตูห้อง บางทีอาจจะเป็นน้องชายฉันก็ได้” คิริมาเบี่ยงหน้าหลบเลี่ยงพัลวัน พลางเค้นเสียงหอบหนักๆ เตือนสติอีกฝ่าย   

ที่สุดเขาก็ยอมปล่อยหลังจากจูบปากเธออย่างดูดดื่มจนแทบขาดใจกันไปข้าง คิริมาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตั้งท่าจะก้าวไปยังประตู แต่ฉุกคิดบางอย่างได้เสียก่อน

หลังจากก้มหน้าก้มตาล้วงกระเป๋าอยู่สักพักเธอก็ยื่นกุญแจสำรองคืนให้เจ้าของห้องคนใหม่ “เอ้านี่…กุญแจสำรองห้องคุณ ฉันคืนให้”

“เก็บไว้ก็ได้ เผื่อวันไหนอยากแวะมานอน”  

แน่ะ ยังจะมาอ่อยอีก คนอะไรร้ายกาจนัก   

“แต่บอกล่วงหน้าหน่อยก็ดีนะ จะได้อยู่ต้อนรับ”

วาจาทื่อๆ ทว่านัยน์ตากลับกรุ้มกริ่มจนน่าหมั่นไส้ทำให้คิริมาถลึงตาใส่ รีบยัดกุญแจใส่มือเขา แล้วตั้วท่าจะเดินออกจากห้องแต่อีกฝ่ายก็คว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน         

“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”

“อะไรอีกล่ะ”

คราวนี้เธอชักสีหน้าใส่ด้วยความระอาปนกระวนกระวายที่ตัวร้ายเอาแต่ประวิงเวลาอยู่นั่นแหละ เพราะถ้าเกิดน้องชายเธอพังประตูบุกเข้ามาคงเป็นเรื่องแน่ๆ   

ทันใดนั้นอยู่ๆ คนที่เหมือนจะว่าง่ายก็วาดมือมาคว้าหมับเข้าที่กระดุมเสื้อของเธอ ส่งผลให้ดวงตากลมโตเหลือกถลน พอจะถอยหนีแขนแกร่งข้างหนึ่งก็ล็อกเอวบางเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็จัดการปลดกระดุมของเธออย่างหน้าตาเฉย      

“ว้าย! อีตาบ้า! มาแกะกระดุมเสื้อฉันทำไม!”

คิริมาร้องโวยวายขณะปัดมือใหญ่ที่ยุ่มย่ามอยู่แถวหน้าอกตัวเองพัลวัน ครั้นเธอดีดดิ้นต่อต้านมากๆ เข้าเขาก็ประกบจูบดุดันระคนดูดดื่มจนไร้การควบคุม สุดท้ายคนเจ้าเล่ห์ก็สามารถแกะกระดุมเสื้อเธอได้ แล้ว... 


อ๊ายยยยย เป็นยังไงบ้างน้อ ฟินแก้มแตกกันบ้างไหมเอ่ย บอกเลยว่าอิป๋าโคตรมึนและซึนสุดๆ แต่ก็มีมุมอบอุ่นแบบเมียพึ่งได้ แถมยังแอบห่วงเมียเสียด้วย อิอิ ส่วนหนูครีมนางก็มีมุมน่ารักและเข้มแข็งอยู่ไม่น้อย ตอนหน้าบอกเลยว่ามันสุดๆ จ้า อิอิ เอ้า**…ใครรออยู่ ใครอยากอ่านตอนต่อไปรัวๆ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า ^^**

###ปล.หายไปทีละหลายวันเพราะแพ้อากาศ และปวดหลังมากๆ แต่ยังเร่งรีไรท์งานให้อยู่นะคะ อ่านแล้วเป็นยังไงเม้นท์มาบอกกันบ้างเด้อจ้า ^^




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น