ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

พระจันทร์ที่อ่อนโยนและงามสง่า แท้จริงแล้วซ่อนเร้นด้านที่เฉยชาไร้ใจ #จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม

จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (2/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

ชื่อตอน : จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (2/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

คำค้น : เจ้าวาฬ , YAOI , ธัญล่าฝัน , จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม , ความฝัน , พระอาทิตย์ , พระจันทร์ , ทะเล

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 18:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (2/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์
แบบอักษร

​10

เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง​

(ต่อจากตอนที่แล้ว)







ร่างบางคิดว่าตัวเองไม่มีสตินักตอนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนรถบัสสองชั้นกำลังวิ่งไปตามเส้นทางเดิมที่มันจากมา นักศึกษาผู้อ่อนล้าจากการทำกิจกรรมไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นมาเต้นเหมือนขาไป แม้แต่ฝ่ายสันทนาการเองก็ยังวางไมค์วางกลองแล้วนั่งหลับกันเป็นแถว เจ้าวาฬนั่งคนเดียวพร้อมกับกองกระเป๋าที่เบาะข้างๆ ถัดไปอีกด้านเป็นต้นข้าวกับตุ้งติ้งที่นอนซบกันน้ำลายยืดดูน่าขัน


มือสวยปล่อยผ้าห่มผืนเล็กเลื่อนลงไปกองที่พื้น รู้สึกตัวว่าเผลอเหยียบมันแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ไฟในรถสลัวประกอบกับช่วงเวลากลางคืนของด้านนอกจึงมองอะไรไม่ใคร่เห็นชัด


แสงไฟจากข้างทางสาดกระทบกับใครบางคนที่มานั่งอยู่แทนที่กองกระเป๋าของตัวเองและเพื่อน คนที่มีดวงตาสีดำดุจความมืดมิดของรัตติกาล กำลังก้มลงไปหยิบผ้าขึ้นมาสะบัดแล้วคลุมไหล่มอบความอบอุ่นให้อีกครั้ง


ฝันหรือเปล่านะ

เจ้าวาฬไม่ได้มีสติมากนักตอนที่ขยับตัวเข้าซุกคนที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ กอดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ ซบไหล่กว้างอย่างอุ่นใจ แขนแกร่งแกะการเกาะกุมของตัวเองออกแล้วพาดแขนหนักๆ ลงมาที่ไหล่บาง ถ่ายทอดอุณหภูมิให้กันและกัน


อาจเป็นฝันที่คล้ายจริง อ้อมกอดนั้นอุ่นและได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย กลิ่นน้ำหอมของพี่ ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งชัดเจน ซุกใบหน้าเนียนลงไปแนบชิดอีกครั้งเพื่อซึมซับความสุข ถ้าเป็นพี่จริงๆ ก็คงจะดี อยากกอดเอาไว้แบบนี้นานๆ เลย


“ยิ้มแบบนั้นแปลว่าฝันดีอยู่ใช่ไหม”


ประโยคที่ดังแว่วๆ ช่างไม่สมเหตุสมผลเลยในความฝัน ร่างบางยิ้มแม้จะยังหลับตา เป็นฝัน 4D กระมัง


เพราะรถเบรก เข็มนาฬิกาของการนิทราจึงนับถอยหลัง ไม่กี่วินาทีเปลือกตาสีไข่ก็ลืมขึ้นมามองความเป็นไปของการจราจรที่ติดขัด มองไปรอบๆ ตัวก่อนจะเจอเขา


ถึงได้เข้าใจคำว่าตื่นเต็มตา


“ข...ขอโทษครับ ผมละเมอ”


ปล่อยมือตัวเองออกจากการกอดเอวพี่ทันที หายใจไม่ทั่วท้องที่แม้ตัวเองจะทำแบบนั้น แต่แขนหนักๆ ของพี่ก็ยังพาดอยู่ไม่ได้ยกออกไปไหน


“ขอนั่งด้วยนะ ที่อื่นเต็มหมดแล้ว”


เสียงทุ้มเอ่ยบอกเบาๆ


กลั้นหายใจอยู่สักพัก วินาทีที่เกือบจะสิบถึงได้พยักหน้าตกลง


คำถามมากมายที่ไม่กล้าพูดออกไป ทำไมพี่มานั่งตรงนี้ พี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่เป็นคนถามเรื่องฝันดีจริงๆ หรือเปล่า


แต่ใจไม่กล้า


“คนอื่นยังไม่ตื่น”


น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยเบาจนต้องเอียงหน้าเข้าใกล้เพื่อตั้งใจฟัง


“นอนต่อเถอะ ถึงแล้วเดี๋ยวปลุก”


รู้สึกเหมือนแขนพี่ที่วางอยู่บนไหล่จะมีน้ำหนักมากขึ้นในการรั้งร่างเล็กเข้าหาตัว ไล้นิ้วโป้งกับไหล่บางเบาๆ ปลอบประโลมให้ผ่อนคลาย ศีรษะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของปลายคางที่วางลง อุ่นร้อนเพราะถูกรินรดด้วยลมหายใจ ความเงียบงันดึงให้จมดิ่งลงไปกับรอยยิ้มอีกครั้ง ปิดเปลือกตาลงเลิกคิดอะไรสักพัก ก็แค่นอนจนกว่าจะถึงที่หมาย


แค่นอนอยู่ในอ้อมแขนของคนตัวโต


เจ้าของดวงตาสีเข้มกดมุมปากเป็นรอยยิ้มจาง คลอเคลียปลายจมูกโด่งอยู่กับเส้นผมหอมตอนที่อีกคนกำลังปล่อยให้สติเหลือน้อยลงทุกทีเพราะความง่วงงุนเข้าครอบงำ


ให้ความอบอุ่นได้ แต่บางทีก็โลภบ้าง


จรดริมฝีปากลงกับหน้าผากเนียน เผลอยิ้มออกมาเมื่อมันไม่ได้ย้ำชัดจนทำให้ตื่น เอ่ยคำชมอย่างจริงใจแม้จะรู้ว่าคนร่างเล็กไม่ได้ยิน


“เก่งที่สุดแล้ว”


ประคองใบหน้าหวานให้ซบลงกับบ่า ผิวแก้มใสถูไถไปตามรถที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าบนถนนไม่เรียบนัก กระชับผ้าห่มให้คนเก่งได้นอนหลับอย่างสบาย


อย่าห่วงอะไร ถ้าอยากพัก จะอยู่ตรงนี้ให้หันมาพิงทุกครั้งเสมอ


เราทุกคนต่างมีเรื่องราวสะท้อนอยู่ในแววตา


นานนับชั่วโมงกว่ารถบัสจะกลับมาถึงมหาวิทยาลัย นักศึกษาต่างร่วงโรยพร้อมฟุบได้ในทุกวินาที เรื่องราวในแววตาของเจ้าวาฬปรากฏง่าย ความเขินอายและสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่พี่ทำไป


เจ้าของดอกไลแลคกำลังล้อเล่นอยู่ใช่ไหม


ตอนเก็บของลงจากรถ จ้องมองไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายที่กำลังง่วนอยู่กับการปล่อยให้น้องๆ ในชมรมกลับหอพักกันอย่างปลอดภัย ชั่วครู่ที่สบตา นัยน์ตาของอีกฝ่ายมีอะไรซ่อนไว้ เรื่องราวที่ไม่สามารถอ่านออกได้ในระยะไกล แต่ต้องทำยังไงถึงจะรู้


อยากรู้


“วาฬ พวกกูกลับก่อนนะ มึงก็กลับดีๆ ถึงแล้วไลน์มาบอก”


ต้นข้าวเอื้อนเอ่ยเสียงยานคางเพราะยังไม่ได้สติจากความง่วงงุน ตุ้งติ้งเดินแยกไปทางหอพักของตัวเอง ต่างคนต่างแยกไปพักผ่อนเพราะสองทุ่มสำหรับคนที่ทำกิจกรรมมาทั้งวันก็ดึกเต็มที หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะโทรหาพี่พล นิติที่คอนโดฯ ให้ขับรถมารับเหมือนตอนมาส่ง กระเป๋าใบหนักไม่สามารถแบกเดินกลับหอพักได้ เอาแค่พลังจะลืมตาตอนนี้ก็แทบไม่เหลือแล้ว


ร่างบางหาที่นั่งใต้ต้นไม้แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดหารายชื่อที่คุ้นเคย โทรศัพท์เจ้ากรรมดันแกล้งกันเสียได้ หน้าจอค้างอยู่ที่หน้าเมนู เลื่อนแล้วไม่ไปไหนจนต้องถอนหายใจด้วยความระอา


ได้เวลาปลดเกษียณ แม้เราจะอยู่ด้วยกันมานานจนผูกพัน


“ขึ้นรถครับ”


เงยหน้าขึ้นมอง แม้จะง่วงงุนแต่ก็มีสติพอที่จะจำเขาได้ คนตัวสูงสง่าที่ไม่ว่าใครๆ จะมองอีกกี่ครั้งก็ถูกสะกดห้วงลมหายใจเอาไว้อย่างง่ายดาย สุดท้ายจึงเดินตามพี่ไปเพราะตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนตร์ แพ้ราบคาบแค่สบดวงตาสีนิลที่เอื้อนเอ่ยประโยคคล้ายสั่งกลายๆ


ฝนซ่าลงมาอย่างไร้วี่แวว ตกหนักจนต้องรีบโยนทุกอย่างเข้าเบาะหลังแล้วนั่งลงหอบแฮ่ก ร่างบางกะพริบตาปริบๆ กับความรู้สึกแปลกๆ ในรถ อีกคนไม่มองหน้า แถมทำทีเหมือนไม่ใส่ใจจนไม่สบอารมณ์


รถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เพราะฝนตกหนักจนไม่อาจขับเร็วได้ไปกว่านี้ พอกำลังจะพูด พี่ก็พูดขึ้นก่อนพอดี


“หิว”


ด้วยแววตาที่สะท้อนเรื่องราวมากมาย...ในใจ


เจ้าวาฬเผลอหลุดยิ้ม ราวกับควันจางๆ หายไปจากใจอย่างรวดเร็ว แค่พี่เริ่มมีรอยยิ้มอย่างเดียวกันบนใบหน้า


รอยยิ้มปลอบประโลม มองได้หลายมุม ทั้งสดใส ทั้งร้อนแรง เหมือนดอกไม้ไฟ


หลบสายตาอีกครั้ง สะกดตัวเองให้มองตรงไปเบื้องหน้า หลบเรื่องราวฉายชัดในดวงตาคู่คม


หิวประเภทไหน ทำไมฟังแล้วต้องหน้าร้อน


“รอให้ฝนหยุดก่อนแล้วค่อยกลับดีไหมครับ”


เอ่ยถามเมื่อมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปเห็นประกายสว่างวาบทั่วท้องฟ้า เสียงครืนอย่างแรงตามลงมาเหมือนท้องฟ้าโกรธใคร พี่ช่วยถือกระเป๋าขึ้นมาด้านบน...ส่งถึงห้อง เลยถือโอกาสเอ่ยคำถามที่คิดอยู่ในใจมาตลอดทาง ทั้งกล้าทั้งกลัว ถ้าพี่ปฏิเสธจะทำหน้าอย่างไร หรือยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพี่ตกลง จะทำหน้าอย่างไรมากกว่า


“ดีครับคุณตัวเล็ก” คำตอบเปื้อนยิ้ม


...คุณตัวเล็ก...

ร่างบางหมุนตัวเดินเข้าครัวเปิดตู้เย็นหาของขลุกขลักทันที เม้มริมฝีปากบางแทบจะเป็นเส้นตรง เพราะถ้าไม่เม้มเอาไว้มันอาจฉีกไปถึงคิ้ว หลับตาแน่นตอนได้ยินเสียงทุ้มตอบอย่างอ่อนโยน


ใครสอนให้พี่เป็นคนแบบนี้วะ


ชอบจะตายอยู่แล้ว


“กินปลาเยอะๆ”


พี่พูดตอนที่คีบเนื้อปลาลงวางในหม้อที่น้ำกำลังเดือด ยืนมองร่างสูงที่ง่วนอยู่กับการต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองชามในวันที่พายุเข้าโดยที่เราไม่ได้สนกรมอุตุฯ ร่างเล็กหัวเราะคิก อยากตีนะ เหมือนพี่ว่าโง่ แต่กินก็ได้เพราะตอนนี้ต้มอะไรสุกแล้วก็กินได้หมด หิวไส้กิ่ว


เอาชามออกจากชั้นมาพร้อมตะเกียบและช้อนอย่างดี พี่เทบะหมี่จากหม้อลงแบ่งใส่สองชามเท่าๆ กัน แล้วแช่หม้อไว้ในอ่างก่อน มองตามหลังเจ้าวาฬที่ยกชามไปวางโต๊ะหน้าทีวี ตัดสินใจรินน้ำในตู้เย็นสองแก้วแล้วถือตามไปโดยไม่ขออนุญาต ถือว่าให้เข้ามายุ่มย่ามได้ขนาดนี้ก็คงจะอนุญาตรวมไปหมดแล้วทุกอย่าง


ต่างคนต่างโซ้ยบะหมี่โดยใช้เสียงทีวีเป็นเสียงกล่อมให้เจริญอาหารมากขึ้น


ตกลงกันไม่ได้เสียทีเรื่องใครจะเป็นคนล้างชาม สุดท้ายคนที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบก็คือเจ้าวาฬ ยอมสงบปากตอนที่พี่มองมาด้วยแววตาที่ไม่เคยเห็น แววประกายแห่งอำนาจที่ทำให้ต้องเกรงใจ นั่งหลบมุมเขียนสมุดบันทึกอยู่สักพักถึงเข้าไปอาบน้ำ ออกมาพร้อมกับพบว่าฝนที่เหมือนจะตกหนักอยู่แล้ว กลับหนักขึ้นกว่าเดิมเหมือนเขื่อนบนสวรรค์แตก


พี่ยืนกอดอกอยู่นอกระเบียง พอเห็นว่าร่างบางเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วถึงได้เข้ามาด้านใน เพิ่งเห็นว่าพี่เปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อกล้ามสีขาว ใส่กับกางเกงขาสามส่วนตัวเดิม ร่างเล็กก้มหน้า พูดอุบอิบอย่างไม่มั่นใจ


“ค้างที่นี่ได้นะครับ กว่าจะหยุดตกคงอีกนาน ขับรถฝ่าไปก็อันตราย...”


จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสามสิบนาทีต่อมาพี่จึงนอนอยู่ข้างๆ ที่เตียงเดียวกัน


พอได้กลิ่นสบู่ที่คุ้นเคยจากตัวพี่แล้วก็ชวนให้ใจเต้นแปลกๆ เหลือโคมไฟฝั่งพี่เพียงดวงเดียวห้องจึงสลัว ภาวนาให้สลัวพอที่พี่จะไม่ได้สังเกตว่าน้องปีหนึ่งนอนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง พี่จะสังเกตเห็นหรือเปล่า ดอกไม้ช่อสำคัญของคนสำคัญ น้องทับมันใส่กรอบแขวนผนังเอาไว้อย่างกลมกลืนราวกับเป็นส่วนหนึ่งในห้องนี้มาแสนนาน ภาวนาให้พี่ปิดไฟเสียที เพราะในความมืดคงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติในดวงตาสั่นไหว ขอแค่ให้มันมืดพอจนสามารถเห็นแค่สีนวลของดวงจันทร์แค่จากในจินตนาการ


พี่วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะโคมไฟแล้วปิดไฟดวงสุดท้าย สอดตัวลงใต้ผ้าห่ม เจ้าวาฬกลั้นหายใจตอนที่พี่เอาหมอนข้างที่กั้นกลางระหว่างเราออก ขยับตัวเข้ามาชิดจนผิวเนื้อสัมผัสได้ถึงไออุ่น กะพริบตาถี่ๆ เพราะมีความสุขเหมือนจะตาย


ถ้าเอาไปเล่าให้ฟัง ต้นข้าวต้องกรี๊ดจนขี้หูเต้นระบำแน่ๆ


“รู้จักพระจันทร์ดีแค่ไหน”


จู่ๆ พี่ก็พูดถึงมันขึ้นมา


แขนแกร่งพาดลงมาที่ไหล่บางอีกครั้ง ดึงร่างเล็กให้ขึ้นมาหนุนแผงอกตัวเองได้โดยง่าย เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า...คนฟังแทบขาดใจ ลมหายใจสั่นไหวร้อนจัดผ่อนเบารินรดกัน


“เป็นดาวที่สว่างที่สุดในท้องฟ้าตอนกลางคืน แล้วก็...อยู่ใกล้โลกที่สุด มีอิทธิพลต่อทะเลที่สุด”


เหมือนสติสัมปชัญญะถูกพราก ตอนที่มือหนาลูบผมของตัวเองเบาๆ ราวหยอกเย้า แก้มขาวแดงปลั่งมาถึงลำคอ เมื่อถูกบังคับให้นอนชิดกันนานๆ เข้า มือเล็กกุมเกร็ง ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน จนพี่จับมันไว้ วางทาบลงบนแผงอก...ข้างซ้าย รู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจใต้อุ้งมือ


อีกนานแค่ไหนถึงจะได้มันมา


“มันสวยใช่ไหม”


“ครับ” ตอบรับแผ่วเบา


“ผมชอบมัน”


ตอบไวอย่างลุกลน ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ของพี่ก่อนจะสัมผัสได้ว่าไหล่ถูกกระชับแน่นขึ้น เจ้าวาฬช้อนสายตามองพี่ในความมืด ก่อนจะเสลงไม่กล้ามองต่อพอเห็นว่าพี่จ้องตอบพอดี คนตัวโตดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้น้องถึงคอ เจ้าปลาตัวเล็กอาจจะอยากได้ที่กำบังร่างกายอันสั่นประหม่าเนื่องมาจากความเขินอายของดาวโลกที่เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุดในชีวิตเป็นครั้งแรก


จากที่เคยใกล้ในห้องล็อกเกอร์ฟิตเนส วันนี้ใกล้ยิ่งกว่าจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว


เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงมาพร้อมกับฝนสาดกระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่อาจไม่ดังเท่าเสียงหัวใจเต้นของคนทั้งคู่ เก็บสีหน้าได้ แต่บังคับให้ใจเต้นเบาลง ไม่เคยยักรู้ว่าทำได้เสียหน่อย


“พูดเองนะ”


“หืม?” ส่งเสียงถามในลำคอ


“ต่อให้เห็นอีกด้านของดวงจันทร์ ก็จะไม่เปลี่ยนใจใช่หรือเปล่า”


ด้านที่เย็นจัดในบริเวณเงามืด มีปล่องหลุมมากมายคล้ายจะล่อลวงให้จมลงไปสู่อ้อมกอดของมัจจุราชโหดร้าย


ด้านที่ไม่เคยทำให้ผู้พบเห็นเฉลียวใจ ว่าหลังแสงสีเหลืองนวลมีด้านที่เฉยชา ปิดตาย


เพราะพี่อ่อนโยนกับน้องอย่างที่ไม่เคยทำให้ใคร


ประคอง 52 Hz ให้ข้ามฟากทะเลฝันด้วยความสวยงามของแสงจันทร์ที่ล่อลวงให้เจ้าวาฬแหวกว่าย โผล่พ้นน้ำมามองความสดใสของขอบฟ้า


กับใครที่ดีด้วย ก็จะดีตอบอย่างสุดใจ


กับใครที่แสดงตัวเป็นเงามืด มีแนวโน้มจะมาร้าย เคยทำให้เจ็บปวด เพลี่ยงพล้ำถลำลงไปสู่ก้นบึ้งอันเปราะบาง


“ไม่เปลี่ยนใจ”


พระจันทร์จะหันด้านเยือกเย็นเข้าปกป้องถนอมดวงใจไม่ให้ถูกทำลาย กร่อนสลายพวกมันให้กรอบแห้ง หมดโอกาสอวดความงดงามให้ใครๆ ได้ชื่นชม


หยิบโทรศัพท์ที่หน้าจอสว่างวาบเพราะข้อความขึ้นมาอ่านหลังจากเหลือบมองว่าคนในอ้อมแขนมีลมหายใจสม่ำเสมอไปแล้วพักหนึ่ง






- เ อ ก ต ะ วั น-

นอกจากนิมบัสแล้วมี ‘เหมือนดาว’ อีกคน เรื่องยาวมาตั้งแต่มัธยม ทุกวันนี้ยังเหน็บอยู่ตลอดเลยมั้ง คงตามนิสัยผู้หญิงแหละมึง

22.30 น.


Crescent Moon******☽

Read


ขอบใจมึง ที่เหลือเดี๋ยวกูจัดการต่อเอง ไว้เลี้ยงข้าวนะ

22.31 น.





ถ้าเจ้าวาฬไม่เปลี่ยนใจ พี่ก็จะไม่เปลี่ยนใจ


เป็นพระจันทร์ก็ได้ บางทีก็เป็นโพไซดอนได้ด้วย อย่างคืนนี้...เป็นอย่างหลัง พาดำดิ่งลึกสู่ก้นทะเล กอดถนอมให้เจ้าปลาน้อยแหวกว่ายอย่างอิสระในห้วงฝันดี กระชับกอดแน่นขึ้น ขอบคุณฝนที่ตกหนักได้ถูกวันแล้วก็ขอบคุณเอกตะวันที่จบโรงเรียนเดียวกันกับน้องมาด้วย


กดยิ้มมุมปากตอนที่แอบจุมพิตบนหน้าผากมนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ เคยบอกไว้แล้วว่าความบังเอิญน่ะมีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์


“เลิกฝันร้ายได้แล้ว”


นอกจากนั้นมีแต่ความตั้งใจ


“พี่รออยู่นะ”


รอนานแล้ว เริ่มขี้เกียจรอแล้วด้วย


จะเดินหน้าเพื่อล้างไพ่ เพราะไม่อยากเป็นพระจันทร์สวยแต่โดดเดี่ยวอยู่บนฟ้า มองเจ้าปลาน้อยในทะเลอยู่ไกลๆ อีกแล้วล่ะ


อยากเปลี่ยนสถานะจากคุณพระจันทร์ เป็น พระจันทร์ของคุณ เต็มทีแล้ว :)






TBC.

เอาหมอนมาอุดปากแล้วค่อยกรี๊ดนะคะ :)



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น