facebook-icon Twitter-icon

พระจันทร์ที่อ่อนโยนและงามสง่า แท้จริงแล้วซ่อนเร้นด้านที่เฉยชาไร้ใจ #จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม

จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (1/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

ชื่อตอน : จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (1/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

คำค้น : เจ้าวาฬ , YAOI , ธัญล่าฝัน , จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม , ความฝัน , พระอาทิตย์ , พระจันทร์ , ทะเล

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.8k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 18:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.10 (1/2) [ เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์
แบบอักษร

10

เจ้าวาฬกับพระจันทร์ด้านที่สอง


จิตบำบัดแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีเป้าหมายที่ช่วยผู้ป่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นสาเหตุให้อาการซึมเศร้าคงอยู่นานไม่หาย เช่น ปัญหาในครอบครัว ปัญหาในคู่สมรส ปัญหากับเพื่อน หรือช่วยให้เกิดการปรับตัวที่ดีขณะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต





...


เรามักจะเห็นพระจันทร์ แค่ในด้านที่มีสีเหลืองสว่างสดใส

และมักจะไม่เคยนึกภาพของพระจันทร์ในด้านที่เป็นเงามืด เฉียบเย็น แห้งแล้งเหมือนทะเลทราย

เพราะพระจันทร์ต้องการให้เราเห็นแค่ด้านนั้น จึงโคจรด้านใกล้เข้าหาโลกตลอดมา

เหมือนเขาคนนั้น...

คนที่มักจะหันด้านที่อบอุ่นอ่อนโยนเข้าหาผมเสมอ โดยที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าอีกด้านเขาเป็นอย่างไร




























ตามหลักของการจัดการชั้นเรียนบอกเอาไว้ว่า ถ้าเราคุมหัวโจกในห้องได้ เราจะคุมนักเรียนคนอื่นในห้องได้ทั้งหมด

เป็นเอกยืนกอดอกอยู่ในมุมมืด นั่งไขว่ห้างขณะที่มืออีกข้างคีบบุหรี่กลิ่นมินต์ขึ้นจรดริมฝีปาก พ่นนิโคตินขึ้นสู่ท้องฟ้า เป่ามันเบาๆ ให้กลุ่มควันสีเทาจางหาย ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีทางหายไปในทันที แต่ก็ยังพ่นลมหายใจใส่มันอย่างไร้ค่า


เสพติดสิ่งร้ายๆ ทั้งที่รู้ว่ามันร้าย ปล่อยให้มันทำร้ายใจ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ


ห่างออกไปไม่ไกล เพื่อนรักอีกคนกำลังยืนคุยอยู่กับใครบางคนที่ต้องรีบจัดการ เขาคนนั้นกำลังถนอมหัวใจ ทำทุกอย่างเพื่อรักษาใครบางคนให้คงไว้ แม้จะต้องหันด้านมืดของตัวเองออกมาให้ใครเห็นก็ตาม


ช่างหัว


แค่โอบอุ้มรักษา ปกป้องให้อยู่บนโลกนี้ได้ด้วยรอยยิ้มอันงดงาม


ในคราวแรกที่ถามกัน เขาไม่ให้ใช้ชื่อจริง ให้เขียนแค่ฉายา มึงจะเอาอะไร ไม่ได้นึกแปลกใจที่เพื่อนตอบมาแบบนั้น เพราะชื่อจริงๆ ของเพื่อนร่างสูงก็มีความหมายเกี่ยวกับท้องฟ้า คิดเอาไว้แล้วว่าคงเลือกสัญลักษณ์อะไรของท้องฟ้ามาเป็นฉายาของตัวเองแน่ๆ คลี่ยิ้มออกมาตอนที่มันตอบ พระจันทร์ยิ้มสิวะ รู้แล้วว่ามันเหมาะกับฉายานั้นจริงๆ ไม่มีสิ่งใดที่ปฏิเสธว่าไม่ควรใช้ชื่อนี้


พระจันทร์ที่ถูกเงาดำบดบัง เห็นตัวของมันเองเพียงครึ่งเสี้ยว อาศัยดวงดาวเปล่งประกายงดงามมาเป็นดวงตาสวยที่ใครๆ ก็อยากจ้องมอง แต่แล้วใครๆ ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของดวงดาว ในเมื่อพระเอกก็ยังคงเป็นพระจันทร์ หาใช่พระจันทร์และดวงดาวยิ้มไม่


มันเก่งเรื่องการโน้มน้าวคน


อันที่จริงต้องบอกว่าหลอกใช้คนคงจะถูกกว่า เหมือนที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้


เปิดริมฝีปากพ่นควันบุหรี่อีกครั้ง คราวนี้กลุ่มควันเป็นรูปวงกลมลอยหวิวขึ้นไปอย่างไร้จุดหมาย รอคอยว่าเรื่องคืนนี้จะจบอย่างไร พระจันทร์จะยังคงเป็นพระจันทร์สีเหลืองนวลสง่างามบนท้องฟ้าเหมือนเดิม หรือจะยอมฉายด้านไกลออกมาให้เห็นความเฉียบเย็นลึกลับ เพียงเพื่อปกป้องดวงใจของผู้เป็นที่รัก


หันหลังไปมองคนไกล สีหน้าขึ้งเครียดของเจ้าเด็กปีหนึ่งทำให้ต้องเหยียดยิ้มมุมปาก เมฆฟ้าคะนองอย่างนิมบัส ไม่มีทางขึ้นมาเป็นพระเอกบนท้องฟ้าได้ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ท้องฟ้าสดใสหลังพายุฝนพัดผ่านไป คนก็จะลืมมันเหมือนกับไม่เคยมีตัวตนอยู่


ลืมราวกับตายไปจากหัวใจ

สุดท้ายท้องฟ้าก็จะกลับมาอยู่ในความควบคุมของดวงจันทร์หรือไม่ก็ดวงอาทิตย์ อย่างที่เพื่อนของเขากำลังพยายามทำอยู่


ไฟสีแดงเผาไหม้ถึงก้นกรอง จุดมวนใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหวังจะให้มันอยู่เป็นเพื่อนขณะรอเวลาพระจันทร์เลือกมุมโคจรของตัวเอง เขาชอบผืนทราย มันสบายเท้า แต่ก็เสียตรงที่เงียบเหลือเกิน เงียบเสียจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครที่ย่ำเข้ามาใกล้ขณะปล่อยตัวเองอยู่ในภวังค์


“เอก”


พระจันทร์ดวงที่สง่างามที่สุดเอ่ยเรียกให้หันกลับไปมอง แปลกที่จุดโฟกัสสายตาไม่ใช่เพื่อนรักอย่างเก่า มองผ่านไหล่กว้างเลยไปยังเด็กปีหนึ่งที่กำลังกลับขึ้นบังกะโลนอนของตัวเอง เสียความมั่นใจของที่เบนสายตาของตัวเองกลับมาแล้วเจอเพื่อนจ้องอยู่ ไม่ได้จะให้ใครมาสำคัญกว่ามึงเสียหน่อย มันแค่...เผลอ


“คุยกันเสร็จแล้วเหรอ”


“อืม”


“แล้วมันว่าไง”


“เรียบร้อย” นายกองค์การยักไหล่ “รอดูพรุ่งนี้”


“ดีแล้ว งั้นก็ขึ้นนอนเถอะ กูง่วง”


“เดี๋ยว”


มือหนาวางลงบนไหล่ของเป็นเอก ออกแรงรั้งนิดหน่อยให้หันกลับมา เกรด A ในวิชาจิตวิทยาการให้คำปรึกษาไม่ได้จับสลากได้ ร่างสูงเสียงนิ่งขณะขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ยตอนที่มองเห็นความเป็นไปในดวงตาไหววูบ


แม้เพียงวูบเดียว ก็สะท้อนถึงเรื่องราวนับร้อยพัน


“มึงรู้จักกับเด็กนั่นมาก่อนหรือเปล่า”


“เปล่า” สวนตอบทันควัน


“ไม่เคยรู้จัก” น้ำเสียงเอ่ยตอบทุ้มต่ำกว่าที่เคยเป็น “หรือถึงเคยรู้จัก ก็คงไม่สำคัญพอที่จะถูกบันทึกให้เป็นคนที่ควรจดจำ”


ได้รับคำตอบจากคำปฏิเสธ และคำยืนยันหนักแน่นจากดวงตาสีน้ำตาล


พระจันทร์ยิ้มยอมปล่อยมือจากไหล่ของเป็นเอก พยักหน้าแม้จะยังแคลงใจ คำตอบที่ได้รับจากดวงตาคือ เป็นเอกยังไม่พร้อมจะเล่าให้ฟัง เขาทำได้อย่างมากก็แค่อยู่ข้างๆ ถ้าหากวันข้างหน้าหนึ่งในเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนกำลังจะได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส


“มึงมีกู” พูดเสียงเบาจนแทบจะถูกเสียงซู่ของคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งกลืนหาย แต่กระนั้นความหมายของคำสั้นๆ ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัวใจ


“กูรู้” ทิ้งก้นบุหรี่ลงในถังขยะที่อยู่ข้างๆ “แต่ไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก อย่าห่วง มึงก็รู้ กูยืนหนึ่งเรื่องความเข้มแข็ง”


“หึ งั้นก็แล้วแต่มึง” พระจันทร์คลี่ยิ้มบางแล้วผลักหัวเพื่อนให้ออกเดิน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อาจไม่ใช่วันนี้ คงเป็นวันหน้า หรือวันไหนก็ไม่อาจรู้ได้ วันที่เวลาอันสมควรมาถึง


เดี๋ยวก็คงรู้เอง ว่าความลับอะไรซ่อนอยู่ในเมฆฟ้าคะนองก้อนนั้น
















ร่างเล็กวิ่งตามหลังเพื่อนคนอื่นเข้าไปถึงงานได้ทันเวลาพอดิบพอดี หลังจากที่เมื่อเช้าโดนต้นข้าวตีก้นไปหนึ่งที โทษฐานที่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ก็ยาตัวใหม่ที่พี่หมอเปลี่ยนให้ทำให้หลับสบายมากเลยน่ะสิ เลยต้องกระวีกระวาดออกมาเพราะสายแล้ว สวมปลอกแขนกับหมวกที่พี่ซื้อให้ ลังเลไม่น้อยตอนที่หยิบมาใส่ พี่จะรู้สึกยังไงกันตอนที่เห็นมันนะ


จะใจเต้นเหมือนกันหรือเปล่า


ลบความคิดพวกนั้นทิ้งไป เพราะตอนนี้งานตรงหน้าสำคัญกว่า ตอนแรกเจ้าวาฬคิดว่าจะจับกลุ่มกับใครก็ได้ แต่พอออกมาฟังรุ่นพี่บรรยายแล้วถึงได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด กลุ่มจะถูกแบ่งด้วยการจับสลาก ทั้งเขา ต้นข้าว และตุ้งติ้งแยกกันออกไปคนละทาง และโชคร้ายที่เจ้าวาฬได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับนิมบัส


แม่นเหมือนพระพรหมจับวาง


ก้มหน้าลงเพราะไม่อยากสบตากับคนที่สร้างบาดแผล หินก้อนเล็กยังจมลึกอยู่ในแม่น้ำหัวใจ หนักอึ้งทุกครั้งยามที่เห็นหน้ากัน อึดอัดจนต้องผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เพ่งสายตาไปที่ประธานชมรมที่ยืนอยู่กลางแดดจ้าแม้ว่านี่จะเป็นเวลาเจ็ดโมงกว่าๆ เท่านั้น ตั้งสมาธิเอาไว้ที่พี่ จะฟังแค่เสียงพี่ ไม่มีคนอื่น


“เจ้าวาฬ”


บางครั้งเราก็ทำตามใจตัวเองไม่ได้ทุกอย่างหรอก เพราะมันมักจะมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางเราในระหว่างทางเสมอ ร่างบางผินหน้ามาหานิดหนึ่งเมื่อจำได้ว่าเสียงทุ้มห้วนๆ นั้นคือเสียงของใคร ส่งเสียงอืมในลำคอตอบรับ แต่ไม่สบตา


“หันมาคุยกันหน่อยดิ”


“...”


“เรามีเรื่องจะคุยด้วย” เสียงค่อนข้างเบา แต่ก็ดังพอที่จะทำให้ได้ยินกันสองคน


‘...พอน้ำในทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น มันก็ทำให้ปะการังฟอกขาวและค่อยๆ ตายไป ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสัตว์อื่นๆ ในทะเล พออุณภูมิเย็นลงปะการังและสิ่งมีชีวิตก็ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด มีเพียงแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์จากที่ตายไปเท่านั้น...’

“มีอะไรเหรอ”


ตัดสินใจยอมรับการเปิดบทสนทนาจากคนเคยรู้จัก เพิกเฉยต่อเสียงบรรยายของเจ้าหน้าที่ เพราะเรื่องนี้ฟังมาแล้วเมื่อวาน เอาไว้ให้เจ้าหน้าที่บรรยายเรื่องใหม่แล้วค่อยหันไปฟัง


“เป็นไงบ้าง”


“หมายถึงอะไร”


“หมายถึงหลังจากวันนั้น นายเป็นยังไงบ้าง”


วันที่เพื่อนในห้องหันหลังให้เขาเหมือนคนแปลกหน้า หลังจากแค่ฟังคำพูดของหัวโจกกระจายออกไป วันที่เงามืดเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ จนในที่สุดก็กลืนกินเขาได้ทั้งตัว


สุดท้ายก็ป่วยเป็นโรคฝันร้าย เพราะหันมาไม่เจอใครในบ้านที่กว้างแต่แสนอ้างว้าง และโรงเรียนที่ครึกครื้นแต่แสนเงียบเหงา


“นายเห็นว่าไง” ถามกลับพร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างสมเพช


“เข้มแข็งมั้ง นายดูเป็นอย่างนั้นนะ”


“เหรอ”


“...”


“เพราะฉันดูเข้มแข็ง นายก็เลยคิดว่าฉันสมควรได้รับความเจ็บปวดน่ะเหรอ”


“...”


“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าตอนนั้นทำไมนายถึงเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าฉันไม่เคยพยายามทุกครั้งที่ได้รับสิทธิพิเศษ แค่เพราะฉันไม่ให้นายลอกข้อสอบ แต่ที่รู้แน่ๆ คือนายไม่คิดว่าฉันกำลังพยายามอยู่หรอก ทั้งเรื่องสอบเข้าไปเรียนที่นั่น เรื่องทุน แล้วก็เรื่องที่ป้าเป็นผอ. ในทุกๆ วัน ฉันต้องเข้มแข็งเพื่อให้มันผ่านไป บอกกับตัวเองทุกครั้งว่าไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย มันก็ฟังดูไม่หมดหวัง ฉันดีใจที่สุดตอนที่จบม.หกมาได้ ฉันคิดว่าจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่ จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยที่พยายามเปลี่ยนภาพที่ตัวเองมองเห็นไม่ให้เป็นสีเทา”


“...”


“ฉันสูญเสียความมั่นใจทุกครั้งที่สบตากับคนอื่น สูญเสียความเป็นตัวเอง ได้แต่หวังว่าความรู้สึกพวกนี้มันจะหายไปโดยเร็วเหมือนกับตอนที่มันเริ่มต้น ฉะนั้น ถ้าไม่ชอบกันก็ช่วยเว้นระยะห่างระหว่างเราเอาไว้ได้ไหม ให้ห่างพอที่จะไม่ต้องเห็นกันอีกต่อไป”


“รู้” นิมบัสพูด คราวนี้สบตาด้วยสีหน้าจริงจัง


“วันนี้ฉันเลยมาขอโทษ ช่วยรับฟังหน่อยได้ไหม”


คราวนี้เป็นเจ้าวาฬเองที่แปลกใจ เมฆคะนองอย่างนิมบัสกำลังจะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่แสดงความรู้สึกผิดออกมาจากใจแน่หรือ


เพ่งมองดวงตาเขา ยังไม่มีวินาทีไหนที่โกหก


หัวใจเต้นตึกตัก เหมือนเกมด่านยากกำลังจะปลดล็อค พยักหน้ารับฟัง อยากรู้ว่าคนข้างๆ กำลังคิดอะไรอยู่


“ขอโทษนะ”


“...”


“เข้าใจแล้วว่ามันคงแย่ตอนที่นายอยากจะร้องไห้ออกมาแทบตาย แต่ต้องกลั้นมันเอาไว้เพราะคุณอยู่ต่อหน้าคนอื่น”


“...การปลูกปะการังนั้น เราจะปลูกปะการังเขากวาง โดยใช้ท่อ PVC และจะปลูกเป็นแปลง แปลงละเจ็ดหน่อ น้องๆ ที่แบ่งกลุ่มแล้ว...”

“นายรู้ไหม แค่ไม่กี่ปี หรือแม้แค่ข้ามวัน ความคิดของคนเรามันก็เปลี่ยนกันได้จริงๆ ฉันขอโทษนะ”


ร่างบางไม่พูดอะไร จ้องมองสายตาอดีตเพื่อน เหมือนว่าจะเชื่อได้ในคำขอโทษนั้น น้ำเสียงจริงใจที่เอ่ยถึงความผิดพลาด เหมือนกับบ่วงรั้งคอรัดแน่นกำลังคลายออกด้วยคำยอมรับพร้อมแก้ไข


ลองดูก็ไม่เสียหาย


“ให้อภัย”


แววตารวดร้าวของเพื่อนจ้องตอบอย่างตรงไปตรงมา ก็จริงอย่างที่ว่าไว้ เวลาผ่านทำให้ความคิดคนเปลี่ยนไป บางอย่างโตขึ้นมากพอที่จะทำความเข้าใจ


นิมบัสยื่นมือออกไปก่อน คลี่ยิ้มบางตอนที่เจ้าวาฬยอมจับมือด้วย สัญญาด้วยภาษากาย ขอบคุณและเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่เหมือนจะพังลงไปเมื่อนานมาแล้วให้ฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ปลูกมันด้วยกันและเลี้ยงให้เติบโตอย่างสวยงาม


“...น้องๆ กลุ่มไหนที่ปลูกปะการังเสร็จแล้วให้ยกมือนะครับ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบก่อนนำไปวางลงในจุดวางในทะเล...”

เจ้าวาฬอมยิ้ม มองท่อพีวีซีในมือของตัวเองและเพื่อนก่อนจะยกมือขึ้นพร้อมกัน


ได้เวลาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


นิมบัสมองหน้าเพื่อนตัวเล็กอย่างชั่งใจ เจ้าวาฬอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองน่าอิจฉาตั้งขนาดไหนที่มีมือหนึ่งที่มองไม่เห็นคอยโอบอุ้มประคับประคองอยู่ตลอดเวลา แม้ในค่ำคืนที่เงียบสงบ ผู้คนอยู่ในห้วงนิทรา มือนั้นก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ รักษาเจ้าวาฬตัวน้อยให้อยู่ใต้ท้องทะเลอย่างมีความสุข เหมือนเป็นโพไซดอนประจำตัว


‘ไม่ยุติธรรมไม่ใช่เหรอ ที่เที่ยวไปพูดกับใครต่อใครทั้งที่ไม่รู้ความจริง’

มือที่ประคองเอาไว้ด้วยความรักและหวังดีอย่างสุดหัวใจ


‘น้องยืนอยู่ด้านบน เลยไม่รู้ว่าคนที่จมอยู่ใต้ธารน้ำแข็งมืดมันทั้งหนาวทั้งทรมานแค่ไหน พยายามจะพาตัวเองขึ้นมาหายใจ แต่ความกดดันจากสิ่งรอบข้างเป็นมวลมหาศาลที่ทำให้ไม่กล้าขึ้นมาเจอกับใคร ยอมปล่อยให้ตัวเองทิ้งตัวลงไปสู่เบื้องล่างครั้งแล้วครั้งเล่า’


เจ้าวาฬโชคดีจริงๆ


‘แม้จะดูเข้มแข็ง แต่จริงๆ แล้วกลับบอบบางเหมือนกระดาษขาวที่ยับย่นเอาได้ง่ายๆ แม้เพียงนิดเดียวก็ฉีกขาดจนยากจะปะติดปะต่อให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ‘ถ้าเป็นน้องที่ต้องต่อสู้ภายใต้ธารน้ำแข็งคนเดียว เสียงส่งไปไม่ถึงใคร จะยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือเปล่า’

พระจันทร์ดวงนั้นยังคงงดงาม แม้ในขณะที่พูดด้วยถ้อยคำลึกซึ้งมากความหมาย ดวงตายังคงทอประกายดุดันแฝงความนัย


‘คำพูดที่พูดแล้วก็จบไป สำหรับบางคนเป็นยาพิษที่บาดลึกทำร้าย ถ้าเป็นน้อง จะเข้มแข็งพอที่จะกลืนยาพิษนั้นมาตลอดสามปีทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นแค่เด็กมัธยมปลายธรรมดาหรือเปล่า’

รักษาเขาเอาไว้ดีๆ นะเจ้าวาฬ


ยกยิ้มแล้วจับมือเพื่อนเดินไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกัน ยื่นท่อพีวีซีของตัวเองให้กับเจ้าหน้าที่ มองหน้าเจ้าวาฬที่กำลังเปิดประตูบานใหม่ให้เข้าไปทำความรู้จัก สบายใจไปเปลาะหนึ่งเพราะอะไรก็ไม่รู้ เหมือนมีคนมาชี้ทางสว่างให้ในถนนเส้นมืดมน


เพราะเคยอยู่ใต้ธารน้ำแข็งหนาวเหน็บ รู้ซึ้งถึงความอึดอัดทรมาน ถึงได้ตัดสินใจมาคุยกัน


เพราะไม่เคยรู้ว่าทำให้เพื่อนต้องเผชิญกับสิ่งนั้น เข้าใจ จึงเสียใจ เลยสำนึกขอโทษ


“นิมบัส มีอะไรหรือเปล่า อยากคุยอะไรกับพี่เขาไหม เราพาไปได้นะ”


“เปล่า” สะดุ้งตอนที่เพื่อนเรียก ตอบเจ้าวาฬกลับไปพร้อมรอยยิ้ม ละสายตาออกจากรุ่นพี่ร่างสูงโปร่งที่ถือโทรโข่งอยู่ใกล้ๆ กับประธานชมรม


ไม่มีอะไรจะคุย


เพราะเรื่องราวระหว่างเขากับพี่คนนั้น ยังคงจมอยู่ใต้ธารน้ำแข็งหนาวเหน็บเดียวดายอยู่เช่นเดิม


ชนิดที่ยังมองไม่เห็นหนทางที่แสงสว่างใดจะส่องลงมา






TBC


ความคิดเห็น