ปาท่องโก๋ | หมึกน้อย
email-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์น่ารักๆและนักอ่านที่สนับสนุนทุกคนนะคะ 🎀🍀🎊☺️🐰🍓☀️🍄🔆🎄☀️🎁👑

Rewrit บทที่ 3 ชมพูพิงค์

ชื่อตอน : Rewrit บทที่ 3 ชมพูพิงค์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 01:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Rewrit บทที่ 3 ชมพูพิงค์
แบบอักษร

“เจ้ากล้า!” ดวงตาดำขลับของหยางเจินแปรผันเป็นเกรี้ยวโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองใบหน้างดงามของลู่หนิงเหมยด้วยความคุกรุ่น เมื่อคิดว่านางกำลังหยามเกียรติของเขาซึ่งๆหน้า 

กล่าววาจาอวดดี บอกว่าเบื่อเขาทั้งๆที่สตรีในแผ่นดินแทบทุกคนอยากจะถวายตัวให้เขาโดยไม่ต้องเอ่ยขอ นางช่างรนหาที่ตายนัก! 

การหมั้นหมายยังไม่ทันจะยกเลิก นางก็วางแผนจะไปเกี้ยวพาราสีหาบุรุษคนใหม่เสียแล้ว จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร! 

“กลับจวน!” ลู่หนิงเหมยทำเป็นไม่สนใจ หันไปเอ่ยกับบ่าวรับใช้แล้วเดินผ่านหน้าหยางเจินด้วยความท้าทาย ก่อนจะหยุดชะงัก สีหน้าคล้ายกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ 

“ข้าลืมบอกท่านอีกเรื่อง ของหมั้นหมาย ท่านอยากได้คืนเมื่อไหร่ก็ส่งคนไปบอกข้าที่จวนตระกูลลู่ ข้าจะให้บ่าวรับใช้ในเรือนจัดส่งคืนวังไท่จื่อโดยเร็ว” 

ร่างสูงได้ฟังก็มีสีหน้าดำทะมึน ยกมือหนาขึ้นหมายจะคว้าแขนของลู่หนิงเหมยแล้วกระชากนางกลับมา ลู่หนิงเหมยเห็นอย่างนั้นก็เบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว กระโดดออกห่างจากเงื้อมมือปีศาจของไท่จื่อได้อย่างหวุดหวิด 

หยางเจินขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เขามั่นใจว่าเอื้อมมือไปอย่างรวดเร็วนางไม่มีทางจะหลบหลีกเขาไปได้ ทว่านอกจากนางจะหนีเขาไปได้ด้วยความรวดเร็วแล้วนางยังกระโดดออกไปอย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากคนมีวรยุทธ์ 

นางเป็นเพียงคุณหนูตระกูลลู่ วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือน เย็บปักถักร้อยเป็นงานอดิเรก จะออกจากจวนก็ต่อเมื่อได้รับเทียบเชิญเท่านั้น นางจะไปรู้วิธีใช้วรยุทธ์ได้อย่างไร เป็นเขาที่คิดมากไปเอง 

“เย็นนี้ข้าจะไปรับสำรับที่จวนของเจ้า แล้วข้าจะบอกเองว่าอยากได้ของหมั้นคืนหรือไม่” 

“ต้องขออภัยท่านแล้ว ข้าไม่รู้สึกหิวแต่อย่างใด วันนี้ไม่คิดจะรับสำรับอีก” 

กล่าวปฏิเสธได้ฉะฉานเช่นนี้ นางคงหมดรักเขาแล้วจริงๆกระมัง อะไรทำให้นางที่เคยตามติดและตามใจเขามาโดยตลอดกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? 

วันนี้นางปฏิเสธไมตรีของเขาหลายครั้งหลายครา ทำให้ความคิดของเขาเกิดคลื่นลมบางอย่าง แทนที่เขาจะโกรธ ทว่ากลับปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจ เป็นเขาเองที่แปลกไป ไม่ใช่นาง... 

หยางเจินมองแววตาเฉลียวฉลาดขึ้นมาจากเดิมหลายขั้นของลู่หนิงเหมยแล้วก็เผลอยกยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “แม้แต่จะนั่งเป็นเพื่อนข้าตอนรับสำรับก็ไม่ได้เลยหรือ?” 

“ข้ายังมีธุระอีกมากที่ต้องจัดการ หากเอาเวลาที่นั่งเป็นเพื่อนท่านไปสะสางธุระเหล่านั้นคงจะมีประโยชน์มากกว่านัก เชิญไท่จื่อไปรับสำรับที่จวนอื่นเถอะ” 

นางกำลังจะบอกว่าธุระของนางนั้นสำคัญกว่าเขาที่เป็นคู่หมั้น นางไม่อยากจะสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่าไปกับเขาอย่างนั้นน่ะหรือ  

“งั้นเจ้าก็รีบสะสางธุระกงการของเจ้าให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับเจ้าที่จวน” 

ลู่หนิงเหมยขมวดคิ้วแน่น ร้อยวันพันปีไม่เคยนึกสนใจนาง วันนี้เกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้ตื้อไม่เลิกเช่นนี้ ถ้าปฏิเสธเขาอีกสักครา มีหวังหยางเจินคงบุกมาฉุดกระชากลากถูนางออกจากจวนเป็นแน่ 

ชื่อเสียงเรียงนามของเขายิ่งโหดร้ายไม่มีที่ติ ความอำมหิตเวลาฆ่าฟันนั้นดังกระฉ่อนไปทั่วปฐพีเสียขนาดนั้น ถึงเขาจะไม่เคยทำร้ายผู้อื่นโดยไร้เหตุผล แต่กับนางมันก็ไม่แน่นักหรอก 

ความทรงจำย้ำเตือนภายใต้จิตสำนึก เขาทุ่มเทแรงกายเพียรพยายามไปกับการกลั่นแกล้งนางเพื่อให้ได้ถอนหมั้นมากมายนัก ถึงแม้แต่ละวิธีจะไม่อันตรายต่อชีวิต แต่ก็อดกล่าวไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเดิมหวาดกลัวเขามากเพียงใด 

เป็นแค่ลูกหมาน้อยแท้ๆ แต่กับทำให้กำหนดการแต่งงานที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานเลื่อนออกมาได้ตั้งปีกว่า ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ 

ปีนี้เขาอายุสิบเก้าแล้ว และนางอายุสิบหกเลยวัยปักปิ่นมามากกว่าหนึ่งปี ลูกสาวจวนข้างๆออกเรือนจนมีลูกเป็นโหลแต่นางกลับติดแหงกอยู่กับพันธะของหยางเจิน! 

ในยุคปัจจุบันมันอาจจะดูเร็วไป แต่สำหรับยุคนี้มันไม่ใช่และนางเข้าใจเป็นอย่างดี ร่างนี้สมควรแต่งงานตั้งแต่ปีที่แล้วเสียด้วยซ้ำ 

หากเจ้าไม่คิดจะตกแต่งกับข้าก็อย่าได้มาขัดขวางไม่ให้ข้าแต่งงานกับคนอื่นสิเจ้าลูกหมา! 

“ท่านจะรับข้าไปที่ใดหรือ” 

“เจ้าจะได้รู้เมื่อไปถึง” 

รอยยิ้มร้ายกาจของหยางเจินทำให้ลู่หนิงเหมยขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น สัมผัสได้ถึงรัศมีอันตรายบางอย่าง  

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวกลับจวนก่อนก็แล้วกัน” ร่างบางกล่าวด้วยใบหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย หยางเจินเห็นก็ยกยิ้มพออกพอใจเป็นอย่างมาก เขาพยักหน้าลงเบาๆเป็นเชิงรับรู้ 

“ถนอมตัวด้วย” 

  

  

 …... 

ลู่หนิงเหมยเดินทางกลับมาถึงจวนตระกูลลู่ซึ่งอยู่นอกวังหลวงห่างกันไม่ไกลนัก นางขังตัวเองอยู่แต่ในเรือนเหมยฟ้า บ่าวไพร่ที่ไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อนก็อดเป็นห่วงคุณหนูของตนไม่ได้ 

เดิมทีคุณหนูของพวกเขาล้วนมีจิตเมตตา ไม่เคยต่อว่าเสียดสี หรือทำร้ายใครมาก่อน กิริยาอ่อนหวานสง่างามดั่งนางฟ้านางสวรรค์ เป็นที่รักใคร่ของครอบครัว ยกเว้นเสียแต่วันนี้ที่นางดูผิดแปลกไป 

ความสง่างามยังคงอยู่ แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด และรังสีเย็นยะเยือกรอบตัวนางนั้นทำให้พวกเขาเริ่มอยู่ไม่สุก กลัวว่าชาตินี้จะไม่มีวาสนาให้ศีรษะได้ตั้งอยู่บนบ่าเสียแล้ว 

ลู่หนิงเหมยนั่งอยู่ปลายเตียงเงียบๆไม่เคลื่อนไหว พยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ใช้เวลาอยู่พักใหญ่นางถึงได้เริ่มสำรวจเรือนของตน เสื้อผ้าที่พับเก็บอยู่ในตู้ถูกนางรื้อออกมาจนหมด 

ผ้าเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างปราณีต ลายปักงดงามราวกับภาพวาดบนสวรรค์ ทุกตัวล้วนเป็นสีขาวล้วน ลู่หนิงเหมยขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น นางคือคุณหนูตระกูลลู่จริงๆน่ะหรือ เหตุใดถึงมีรสนิยมการแต่งกายได้คล้ายคลึงกับแม่ชีวัดหลินจื้อได้เล่า 

แบบนี้จะมัดใจเจ้าลูกหมาน้อยนั่นได้อย่างไร! จากบุคลิกภายนอกของหยางเจิน มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นบุรุษที่นิยมชมชอบความเผ็ดร้อน... 

ถึงว่า…ก่อนหน้านี้หยางเจินไม่เคยใส่ใจใยดีร่างนี้ แม้แต่หางตาก็ยังไม่เหลียวแล แต่แล้วจะอย่างไร ในเมื่อเขาต้องการถอนหมั้น นางก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ โลกใบใหม่นี้ นางยังต้องออกไปค้นหาด้วยตัวเอง จะมีคู่หมั้นหรือไม่มีก็ไม่ต่างอันใด 

“หลูเฟิง! ฉิงหลี่!” 

“เจ้าค่ะคุณหนู” บ่าวใช้คนสนิททั้งสองคนรีบกุลีกุจอเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากลู่หนิงเหมย พวกนางขานตอบด้วยท่าทางเจียมตน  

“ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ เจ้าไปสั่งตัดให้ข้าได้หรือไม่” 

“ต้องการสีอะไรหรือเจ้าคะ” 

บ่าวรับใช้ทั้งสองคนเป็นบ่าวคนสนิท พวกนางถูกไหว้วานให้ไปซื้อของอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการสั่งตัดเสื้อผ้า เรื่องขนาดตัวของคุณหนูพวกนางล้วนจดจำได้ขึ้นใจ จึงไม่ต้องถามให้มากความอีก ลู่หนิงเหมยเห็นเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มหวานจนตาหยี 

“ข้าอยากได้สีชมพูพิงค์” 

“สีชมพู...พะ พิงค์หรือเจ้าคะ” 

หลูเฟิงกับฉิงหลี่พากันสบตามองหน้าด้วยความลำบากใจ พวกนางไม่เคยได้ยินชื่อสีที่ลู่หนิงเหมยกล่าวเมื่อครู่มาก่อน ไม่รู้ว่าคุณหนูไปเอามาจากที่ใด ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีอย่างแน่นอน  

เช่นนี้พวกนางมิต้องออกไปตามหาที่นอกเมืองหรอกรึ! 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น