facebook-icon

เมื่อรุ่นพี่ตัวป่วน 'ยูซอนโฮ' แอบชอบรุ่นน้อง 'ลีโดยอง' แต่หารู้ไม่... ว่าจริงๆ แล้วรุ่นน้องโดยองน่ะ ไม่ได้เนิร์ดๆ อย่างที่คิด!

ตอนที่ ​10-2 เปิดหูแล้วพูดน้อยๆ

ชื่อตอน : ตอนที่ ​10-2 เปิดหูแล้วพูดน้อยๆ

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 547

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 17:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ​10-2 เปิดหูแล้วพูดน้อยๆ
แบบอักษร

​หลังจากผ่านความวุ่นวายมาแล้วทั้งสองคนก็เริ่มลงมือกินมื้อเที่ยงก่อนเวลาตามคำพูดของโดยอง แซนวิชอร่อยจริงๆ ด้วย ไส้ข้างในก็หลากหลาย วัตถุดิบก็สดใหม่กว่าที่ขายในร้านขนมปังทั่วเมือง เพราะเมื่อกี้มัวแต่เดือดดาลอยู่ในใจ รสชาติของน้ำแอปเปิ้ลที่คิดว่าจะโอเค มันก็โอเคพอใช้ได้ ไม่สิ ไม่ใช่แค่พอใช้ได้แต่ดีมากๆ เลยล่ะ สุดท้ายแซนวิชที่ห่อมาก็หมดเรียบ และซอนอูก็เป็นคนกินไปเกือบหมด ส่วนโดยองก็กินพอแค่รองท้องเท่านั้น กินมากกว่านั้นไม่ได้เพราะซอนอูถือแซนวิชไว้ทั้งสองมือเหมือนกลัวจะมีใครมาแย่งกิน ถ้าโดยองอยากกินจริงๆ ก็กินได้ไม่อั้นที่บ้านอยู่แล้ว เขาก็เลยแบ่งให้อีกฝ่าย แค่มองภาพซอนอูกินได้ดีก็พอใจ ถึงจะไม่ได้กินเยอะก็อิ่มแทน โดยองยื่นทิชชู่เปียกให้ซอนอูที่ยัดแซนวิชคำสุดท้ายเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นมา

“อร่อยใช่ไหมครับรุ่นพี่”

“อื้อ! สุดๆ!”

“ถ้างั้นตอนนี้ช่วยเอางานที่แปลให้ดูหน่อยได้ไหมครับ”

“อ๋อ ได้ๆ ขอเช็ดมือแป๊บหนึ่ง”

ซอนอูมั่นใจกับงานแปลที่ตัวเองทำข้ามคืนมากๆ มั่นใจว่ามันสมบูรณ์แบบขนาดที่โดยองจะไม่ทำแม้กระทั่งเสียงจิ๊ปากเลยล่ะ ซอนอูใช้ทิชชู่เปียกเช็ดนิ้วทุกซอกทุกมุมก่อนจะรูดซิปลงฟืดเปิดมันด้วยใจที่ร่าเริง ใช้มือควานหลายครั้งเพื่อหางานแปลเล่มหนาที่อยู่ระหว่างหนังสือเรียนสองสามเล่ม ค้นแล้วค้นอีก ค้นไปเรื่อยๆ เลือดบนใบหน้าซอนอูก็ซีดลงไปในชั่วพริบตา เขาตั้งใจทำมันแล้วก็เอาใส่ไว้ในกระเป๋าอย่างดีแล้ว ทำไมถึงไม่มีกันล่ะ ซอนอูขบคิดในหัวพยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนให้ออก ในขณะเดียวกันมือก็ยังวุ่นอยู่กับการค้นข้างในกระเป๋า ถึงจะไม่มีอะไรจากภายในกระเป๋าแต่เหมือนจะมีอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นในหัว เขาต้องเอาใส่ไว้ในกระเป๋าสักใบท่ามกลางกระเป๋าหลายๆ ใบที่แขวนอยู่หน้าประตูห้องแล้วสะพายใบอื่นมาแน่ๆ ซอนอูเริ่มร้อนใจขึ้นจึงเอาโทรศัพท์ออกมากดโทรหาแม่ด้วยความร้อนรน หลังจากมองว่ารุ่นพี่ไม่ได้หยิบงานแปลอย่างที่เขาบอกให้หยิบแถมยังโทรไปที่ไหนสักที่ โดยองก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ ทำไว้แล้วแต่ไม่ได้หยิบมาหรือไม่ก็ไม่ได้ทำแต่แกล้งทำเป็นไม่ได้เอามา คงจะเป็นหนึ่งในสองกรณีนี้แน่ๆ แต่เขาก็ลงข้อสรุปว่าไม่ใช่กรณีหลัง เพราะถ้าเป็นกรณีนั้นจริงๆ มันก็จะเป็นทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยมเกินไปสำหรับคนไม่ซับซ้อนอย่างยูซอนอู ซึ่งความเป็นจริงไม่ว่าจะเรื่องแรกหรือเรื่องหลังก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโดยอง เพราะเขาทำการบ้านตัวเองเสร็จเรียบร้อยแค่สั่งเพราะอยากแกล้งรุ่นพี่เท่านั้น

“ฮัลโหล แม่ อื้อ แม่อยู่บ้านไหม ช่วยดูพวกกระเป๋าตรงหน้าประตูห้องให้หน่อย อ่า... เร็วๆ!”

“รุ่นพี่ซอนอู”

“อื้อๆ ในกระเป๋าพวกนั้นมีข้อมูลที่ผมปริ้นออกมาอยู่ไหม อันที่... คล้ายๆ ภาษาอังกฤษแต่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอะ อันนั้นแหละ อื้อๆ มีใช่ไหม โอเค มีสินะ เฮ้อ! เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับแม่ แค่นี้นะ!”

“รุ่นพี่ครับ”

“โทษที! เหมือนฉันจะเอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าอีกใบ แต่ดันสะพายใบนี้มา เมื่อกี้นายบอกว่าไม่มีคลาสตอนบ่ายใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปเอาที่บ้านมาให้นะ ไม่สิ เดี๋ยวจะเอาไปฝากไว้ที่บ้านนาย ถ้านายมีธุระก็ไปก่อนเลย”

“ไม่ครับ รุ่นพี่”

“งั้นฉันไปก่อนนะ”

“รุ่น... รุ่นพี่ รุ่นพี่ครับ!”

โดยองส่ายหัวไปมากับซอนอูที่ยอมฟังคำพูดเขาเลยไม่ว่าจะพูดไปเท่าไหร่ ตั้งใจจะบอกว่าไม่ต้องเอามาให้แล้วก็ได้แท้ๆ แต่ซอนอูก็ไม่ฟัง แถมยังเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าไม่เหลียวกลับมามองข้างหลังเหมือนม้าคย็องจูด้วย ถึงจะเอามาให้เขาก็คงอ่านรายงานไม่กี่ทีจากนั้นก็หาเรื่องอีกฝ่ายแล้วทิ้งมันไปเท่านั้น แต่พอเห็นใส่ใจขนาดนั้นก็เลยรู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ ยังไงก็ตามเรื่องนั้นก็คือเรื่องนั้น ตารางงานก็คือตารางงาน โดยองนั่งพักต่ออีกไม่นาทีก็เห็นว่ายังพอมีเวลา ไว้ได้เวลากลับบ้านค่อยโทรหาแจโฮอีกที พร้อมกับคิดว่าจะนั่งรอซอนอูที่กลับบ้านตัวเองไปเอางานมาให้เขาอีกสักพัก เอาน้ำเอาขนมให้อีกฝ่ายกิน จากนั้นก็พาไปส่งบ้านแล้วเขาค่อยออกไปทำงาน


ด้วยความที่โดนเจ้ารุ่นพี่นั่นแกล้งตั้งแต่ต้นภาคเรียน โดยองจึงให้คำมั่นว่าจะไม่มีทางปล่อยอีกคนไว้แน่ ทว่าเวลาเปลี่ยน จุดยืนก็เปลี่ยน พอผ่านมาหลายสัปดาห์ก็รู้สึกเหมือนได้เอาคืนเท่าที่ตัวเองโดนมาจนพอใจแล้ว ถึงการจะวานใช้หรือแกล้งอะไรแบบนั้นจะสนุกดี แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดด้วยจึงไม่สามารถทำอะไรรุนแรงกว่านั้นได้ เพราะทุกๆ ครั้งที่เขาพูดหรือทำอะไรบางอย่าง สามัญชนคนธรรมดาที่น่าสงสารอย่างซอนอูก็ผงะอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้คงจะได้เรียนด้วยกันอย่างเสมอภาคจริงๆ แล้ว ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ซอนอูจะได้หลุดพ้นการชีวิตการเป็นเบ๊ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือน ถึงซอนอูจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่โดยองที่อยู่ในตำแหน่งซูเปอร์เทพเป็นคนวางมือก่อน สถานการณ์จึงจบลงอย่างง่ายดาย

พอคิดแบบนั้นโดยองก็อารมณ์ดี จิตใจเบิกบาน ความอึดอัดก็คลายลงอย่างไม่มีอะไรตกค้างตั้งแต่เย็นวันก่อนแล้ว ถ้าได้อ่านหนังสือด้วยอารมณ์ที่ดีคงจะมีสมาธิดีขึ้น ทว่าช่วงวลาแบบนั้นก็ผ่านไปได้ไม่นานเพราะสายโทรเข้าจากแจโฮทำให้เขาหยุดชะงัก โดยองไม่ได้รับโทรศัพท์ที่โทรจี้อย่างร้อนรนแบบนี้มานานแล้ว ไม่อยากโดนรบกวนเลยแฮะ ทว่าแจโฮไม่ใช่คนทั่วๆ ไปอยู่แล้ว โดยองมองโทรศัพท์ที่มีสายเข้าไม่หยุดแล้วกัดฟันกรอดก่อนจะกดรับในการโทรครั้งที่ห้า ‘อืม ว่าไง’ เมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เผยให้รู้ว่านี่เป็นการรบกวน แจโฮจึงรีบเอ่ยขอโทษ

“ขอโทษครับคุณชาย ยุ่งอยู่เหรอครับ มีเรื่องด่วนน่ะครับ”

“พูดธุระมา”

“คือ... ผม... ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน...”

“แล้วทำไมไม่พูดล่ะ เข้าเรื่อง”

ต้องอธิบายสถานการณ์หรือจะต้องบอกเรื่องไม่สามารถบอกผ่านโทรศัพท์ได้ ก็ยังมีเส้นกั้นอยู่เยอะมาก ด้วยความเป็นคนอารมณ์ขึ้นง่ายและพุ่งปรี๊ด โดยองจึงตะโกนออกไป ‘ถ้าโทรไปหาใครก็ต้องพูดสิว่าโทรมาทำไม ทำไมถึงพูดตะกุกตะกักเหมือนโดนเกี่ยวปากไว้กันล่ะ’ แจโฮจึงได้แต่พูดขอโทษซ้ำไปมาก่อนจะเข้าสู่การอธิบายสถานการณ์

“คุณชาย ระหว่างที่รอคุณชายทักมา ผมเกิดหิวน้ำแล้วก็อยากดื่มกาแฟเลยจอดรถไว้ข้างๆ สวนสาธารณะ จากนั้นก็เดินไปแถวหน้ามหาวิทยาลัยคุณชายซื้อกาแฟมาแก้วหนึ่งครับ แต่พอกำลังดื่มกาแฟอย่างสดชื่นบังเอิญเจอคนรู้จัก ก็เลยเข้าไปนั่งในคาเฟ่แล้วพูดคุยกันนิดหน่อย”

“พี่แจโฮ”

“ไม่ได้ไม่เอาการเอางานอะไรแบบนั้นนะ ผมกลัวจะหลับในตอนขับรถเลยไปซื้อกาแฟมา แล้วก็บังเอิญเจอคนนั้น... ครับ? เรียกผมเหรอครับ”

“ไม่รู้ความหมายของคำว่าเข้าเรื่องเหรอ”

“ขอโทษครับ พูดยาวไปหน่อย แล้วเพราะแบบนั้น คุณชาย ผม... เลยเกิดอุบัติเหตุครับ”

คิมแจโฮของโลกใบนี้พูดเกริ่นยาวซะขนาดนั้นเพื่อเล่าเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ โดยองหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะกดนิ้วบีบขมับ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่ว่าจะอุบัติเหตุเป็นครั้งแรก เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจะต้องโทรมาเวิ่นเว้อยาวขนาดนี้ น้ำเสียงดุดันของโดยองเพิ่มความหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนแรกและดังก้อง

“ถ้างั้นก็โทรหาบริษัทประกันแล้วก็ไปโรงพยาบาลก็โอเคแล้วนี่ หรือว่าฆ่าคนตายเลยพูดยาวแบบนี้เหรอ ฮะ! ต้องให้ฉันบอกยันวิธีเลยเหรอ! ฉันบอกว่าเวลาที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยให้ส่งข้อความมาก่อนแล้วค่อยโทรใช่ไหม หรือไม่ได้บอก?!”

“คุณชายโดยองครับ...”

“นี่มันไม่ใช่เวลาจะมาฟังบรรยาย แค่นี้นะ ระวังตัวด้วย”

“ไม่ใช่ครับคุณชาย คนที่เกิดอุบัติเหตุไม่ใช่ผมครับ แต่...”

“แล้วจะโทรมาหาฉันทำไม”

ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนมีเวลาว่างพอจะไปดูอุบัติเหตุของคนอื่นสักหน่อย

โดยองกำลังจะมีสอบกลางภาคเร็วๆ นี้ จึงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสอบของตัวเองอีกแล้ว วันนี้กลับบ้านไปเขาจึงตั้งใจจะจัดการเรื่องระเบียบวินัยของแจโฮอีกสักครั้งหนึ่ง แต่ในช่วงเวลาที่ตั้งใจจะวางโทรศัพท์ไร้สาระนี่ วิกฤติที่ไม่เคยคาดคิดก็ตีวืดเข้ามาชนสีข้างของโดยองอย่างไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ล่วงหน้า


“คุณซอนอูประสบอุบัติเหตุครับ”

“ว่าไงนะ”

“ขอโทษที่ไม่ได้ทำตามขั้นตอนครับคุณชาย ถ้าจะให้อธิบายเพิ่มก็คงจะพูดยาวไปอีกเลยพูดแต่เนื้อ...”

“แม่ง ไอ้เวร แล้วทำไมมาบอกเอาตอนนี้!”

โดยองตะโกนด้วยเสียงเดซิเบลที่สูงกว่าการโมโหใส่แจโอเมื่อครู่อีกขั้น ตอนนี้มีทั้งเสียงวุ่นวายของผู้คนกับเสียงร้องตะโกนของซอนอู และเสียงไซเรนของรถพยาบาลฉุกเฉินผสมปนเปกันเข้ามาผ่านโทรศัพท์ของแจโฮ โดยองใช้หัวไหล่หนีบโทรศัพท์ไว้ก่อนจะวุ่นเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ตอนนี้อยู่ไหน กำลังไปโรงพยาบาลใช่ไหม”

“ครับ กำลังจะเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยครับ”

“เข้าใจแล้ว วางล่ะ”

ทันทีที่วางสายโดยองก็เสียบโทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดปากกระเป๋าสะพายกว้างๆ เทข้าวของต่างๆ เข้าไป ฝืนรูปซิปปิดกระเป๋าที่ไม่ได้จัดให้เรียบร้อยก่อนจะสะพายเอาไว้ที่ไหล่ ระหว่างที่วิ่งมาจนถึงโรงพยาบาลที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยข้าวของด้านในก็โคลงเคลงไปมาจนวิ่งลำบาก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วของเขาลดลงเลย หลายสเต็ปที่เท้าพันกันยุ่งเหยิงจนเกือบจะหกล้มแต่ก็ยังทรงตัวหาจุดศูนย์กลางไม่ให้ล้มลงได้ เสียงของซอนอูที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์มา ‘ฉันตายแน่เลยยย’ ก็เหมือนว่าจะดังขึ้นที่หูอีกครั้ง พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีแรงแหกปากเสียงดังจึงรับรู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้น่าเป็นห่วงมากเท่าไหร่ แต่โดยองที่ไม่รู้จะทำยังไงกับความไม่สบายใจและความรู้สึกผิดก็ได้แต่วิ่งแล้ววิ่งอีกอยู่แบบนั้น

ความคิดเห็น