Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

9th Bond : ไม่เข้าใจ

ชื่อตอน : 9th Bond : ไม่เข้าใจ

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2562 22:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9th Bond : ไม่เข้าใจ
แบบอักษร

9th Bond : ไม่เข้าใจ

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อแสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านชั้นเมฆหมอกในบรรยากาศที่ขุ่นมัว ดวงอาทิตย์สีเหลืองอ่อนยามเช้ามีริ้วสีเทาหนาของก้อนเมฆบดบัง เพราะมันไม่ค่อยเป็นที่ต้องการในสถานที่แห่งนี้เท่าใดนัก

แต่ถึงกระนั้นวันนี้ก็ยังเป็นเช้าที่ถือว่าสดใสวันหนึ่งทีเดียว เพราะนกตัวน้อยยังคงบินตัดผ่านขอบฟ้าพร้อมส่งเสียงไปตลอดทาง สอดคล้องทำนองประสานอันไพเราะให้ผู้ได้ยินเพลิดเพลิน

เป็นเช้าที่สดใสแต่สำหรับใครคนหนึ่งกลับเป็นยามเช้าที่ไม่อยากให้มาถึง

ร่างสูงในเสื้อยืดคอวีแขนยาวสีฟ้า และกางเกงยีนส์เดินลงมาจากบันไดอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการยื้อเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่ากระเพาะจะร้องครวญครางประท้วงให้เจ้าตัวก้าวไวกว่านี้  แต่เขาก็ไม่ใส่ใจถ้าไม่ติดว่ารับปากกับลูน่าไว้แล้วว่าจะไปร่วมโต๊ะทานอาหารเช้าทุกวันแล้วล่ะก็ เขาไม่เดินลงมาให้ตัวเองลำบากใจแบบนี้หรอก

แม้ไม่อยากคิดถึง แต่พอเผลอทีไรก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนทุกครั้ง และ    ทุกครั้งก็ทำให้ชายหนุ่มอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้

จะคิดอะไรนักหนาวะ แค่ทำเหมือนว่าเราหลับสนิทก็จบแล้ว

เซดริกถอนหายใจ แล้วก็พบว่าตอนนี้มาถึงหน้าห้องอาหารแล้ว เขาจึงต้องจำใจผลักประตูบานใหญ่ให้เปิดออกก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องที่มีโต๊ะไม้ตัวยาวสำหรับหลายสิบคนทั้ง ๆ ที่ผู้ร่วมโต๊ะในวันนี้มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น

ที่หัวโต๊ะนั้นมีร่างของชายคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ ร่างนั้นไม่ขยับกายใด ๆ จนกระทั่งผู้เข้ามาใหม่ขยับเก้าอี้เพื่อนั่ง

ครอสลดหนังสือพิมพ์ก่อนจะพับวางลงบนโต๊ะอาหาร “ตื่นสายนะ” น้ำเสียงนิ่งต่อว่านิด ๆ ทำเอาคนถูกว่าสะดุ้งเล็กน้อย

“ผมนอนเพลินไปหน่อยน่ะ” อีกฝ่ายตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อน เลี่ยงมองคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว และทำตัวให้ดูปกติที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้นลูน่าที่เดินเข้ามารินกาแฟร้อน ๆ ลงถ้วยให้ทั้งเจ้านาย และผู้ร่วมโต๊ะอีกคนก็สังเกตได้ว่ามื้อเช้าก็ดำเนินไปอย่างเงียบกริบ...จนผิดปกติ

ครอสลอบมองอีกฝ่ายที่ตักแพนเค้กเข้าปากเงียบ เพราะปกติแล้วน่าจะพูดอะไรมากกว่านี้ หรือไม่ก็ไม่ได้พยายามทำตัวปกติแบบนี้ “เป็นอะไร?” เขาถามสั้น ๆ

เซดริกสะดุ้งอีกครั้งเมื่อถูกถาม “เปล๊า ไม่มีอะไร” เขาตอบเสียงสูงก่อนที่จะนึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอ และความรู้สึกอุ่นวาบจากเมื่อคืน

หยุดคิดได้แล้วเฟ้ย!!!

ความคิดในสมองตีกันยุ่งเหยิงจนอยากจะปวดหัวตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย หรือเก็บอะไรมาคิดจนขึ้นสมองแบบนี้ แต่นี่อะไร...เผลอแค่ครู่เดียว ก็ย้อนกลับไปคิดอีกแล้ว!!

ชายหนุ่มผมดำขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร “เห็นว่านายสนใจภาษาละติน?” เขาถามก่อนจะหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ

“อ๋อ นิดหน่อยน่ะครับ...คือ อยู่ว่าง ๆ มันน่าเบื่อน่ะ” อีกฝ่ายตอบรัวก่อนจะวางส้อมและมีดลงบนจานอย่างเรียบร้อย “ผมขอตัวก่อนนะครับ” ว่าแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วจนอีกคนต้องขมวดคิ้วอีกครั้งด้วยความฉงน

อะไรของเขา?

ครอสเมียงมองจานอาหารที่มีแพนเค้กอีกครึ่งหนึ่งเหลือทิ้งไว้ แล้วกาแฟยังเหลืออีกเกือบครึ่งแก้ว *กินแค่นี้เนี่ยนะ...*เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างหน่ายใจก่อนจะเรียกสาวใช้ที่ยืนรออยู่ริมกำแพง

“ลูน่า”

ลูน่ารี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็ว และพร้อมรับคำสั่ง “เจ้าคะนายท่าน?”

“ทำของว่างไปให้เขาสักหน่อยนะ” เขาสั่ง “คิดว่าน่าจะอยู่ห้องสมุด”

หญิงสาวพยักหน้ารับ และฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะ” ว่าแล้วสาวเจ้าก็จรลีออกไปทางประตูหลังอย่างร่าเริง ในห้องจึงเหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงนั่งจิบกาแฟไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนแม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับท่าทางของเซดริกที่แปลกไปจากทุกวัน

มาลองนั่งนึกดู...เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย

ไม่สิ...ทำนี่นา...

มือที่กำลังวางแก้วกาแฟหยุดชะงักเมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อคืนหวนกลับมาราวกับเล่นแผ่นซ้ำ *หรือว่า...หมอนั่นจะไม่ได้หลับ?*ความเป็นไปไม่ได้ที่พอนึกออกนั้นทำเอาเขารู้สึกร้อนวูบประหลาดในอก นั่นสินะ...ถ้าตอนนั้นไม่ได้หลับอยู่ก็ต้องรู้...

แกร๊ก...

เสียงเซรามิกกระทบกันดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหากันอย่างเชื่องช้าพร้อมกับเสียงห้าวที่พึมพำอย่างแผ่วเบา “น่าอายชะมัด...”


###


เสียงพลิกหน้ากระดาษเรื่อยๆดังขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยตู้หนังสือก่อนจะตามด้วยเสียงปากกาขีดเขียนเป็นระยะ ๆ ใบหน้าคมคายก้ม ๆ เงย ๆ สลับมองระหว่างหนังสือสองเล่ม และกระดาษตรงหน้า

คิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยความสงสัย สายตาค่อย ๆ ไล่อ่านไปทีละบรรทัด แต่ก็รังจะทำให้คิ้วขมวดเป็นปมมากกว่าเดิม...

ไม่นานนักชายหนุ่มก็ต้องยอมแพ้ และวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างจำใจ     ทั้งสองมือยกขึ้นเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก “อะไรว้า...ทำไมมันยากแบบนี้เนี่ย” เสียงทุ้มพึมพำ พลางทำหน้าบึ้งตึงขณะมองตำราเรียน

บทเรียนมันยากมาก ขนาดเขาที่คิดว่าตัวเองน่าจะรับรู้ภาษาใหม่ ได้ง่าย ๆ แต่ที่ไหนได้...

“หรือว่าต้องมีคนสอนจริง ๆ เหรอ...” เซดริกเอ่ยเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ แล้วใบหน้าของใครอีกคนหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ที่ห้องอาหารก็ผุดขึ้นมาในความคิดจนเขาต้องรีบสะบัดใบหน้าระรัวด้วยความตกใจ 

ถ้าต้องให้เขามาสอน เราเรียนเองก็ได้วะ

แม้ไม่ค่อยอยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่เขาเท่าที่จำความได้ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แม้แต่กับผู้หญิงก็ยังไม่เคยเก็บมาคิดถึงขนาดนี้ ราวกับว่าภาพใบหน้าของชายผมดำคนนั้นถูกบันทึกลงในหน่วยความจำที่ไม่อาจลบได้

ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นก่อนที่มันจะถูกดันให้เปิดออกด้วยแผ่นหลัง  ของหญิงสาวชุดเมดที่มาพร้อมกับถาดเงินวางจานขนมไว้จนกินหลายวันก็ยังไม่หมด “ข่องว่างค่ะท่านเซดริก” เธอแอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะวางถาดบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล

“ ‘ของว่าง’ครับลูน่า” เซดริกแก้คำให้ก่อนจะเหล่มองชิฟฟ่อนนมสดชิ้นใหญ่พร้อมชาหอมกรุ่น “ว่าแต่ถึงเวลาของว่างแล้วเหรอครับ?”

หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย “เปล่าร็อกค่ะ แต่นายท่านให้ฉานเอามาให้ท่านเซดริกนาค่ะ” เธอตอบและคลี่ยิ้มเล็กน้อย

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจ

“นายท่านเห็นว่าท่านเซดริกทานข้าว-ช้าวนิดเดียวนาค่ะ”

เซดริกกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะก้มลงมองควันสีขาวที่ลอยเหนือปาก  ถ้วยชาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ

เอามาให้เขา...งั้นเหรอ?

ใบหน้าน่ารักเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายก็เงียบไป แล้วยังเหม่อลอยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอจึงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้      “ท่านเซดริกไม่ซา-บายหรือเปล่าคะ?”

ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยจนมือเกือบปัดไปโดนถ้วยชาร้อน ๆ “เปล่าครับ ผมสบายดี” เขาตอบ และระบายยิ้ม ๆ กลบเกลื่อน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ลูน่า คุณช่วยสอนภาษาละตินผมหน่อยได้ไหม?” เขาถามก่อนจะจับหนังสือตั้งขึ้นเป็นเชิงประกอบ

“มีเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจน่ะ”

ลูน่าเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองนาฬิกาคุณปู่ที่ผนังห้องก่อนจะหันกลับมา “ต้องขอโทษด้วยค่ะคุณเซดริก” เธอตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “แต่ถึงกำหนดต้องไปซื้อของแล้วนาค่ะ ไปช้าอา-ฮานสดจะไม่ดี”

“งั้นไม่เป็นไรครับลูน่า” เซดริกว่า และวางหนังสือลง “ระวังตัวด้วยนะครับ”

ลูน่าเงยหน้ามองใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น

เธอชอบเวลาเห็นคนอื่นยิ้มให้ และเริ่มรู้สึกว่าเธอชอบรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้า มันอบอุ่น และจริงใจ ชั่ววูบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่า...

...ไม่อยากให้เขากลับอังกฤษ อยากให้อยู่ที่นี่ตลอดไป...

ความคิดเอาแต่ใจที่นาน ๆ จะมีสักครั้งของหญิงสาวตะโกนไร้เสียง

“ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉานขอตัวก่อนนาคะ” ว่าแล้วร่างเล็กก็เดินออกจากห้องสมุด จึงเหลือเพียงชายหนุ่มผมบลอนด์คนเดียวเช่นเดิม เพิ่มเติมคือขนมรสเลิศ และชาหอมกรุ่นส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ให้สมองปลอดโปร่ง

เซดริกยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองหนังสือที่เปิดทิ้งไว้ คิด ๆ ดูแล้วว่าวันนี้อาจจะต้องพอแค่นี้ก่อน

“ไว้ต่อวันหลังก็แล้วกัน” เขาพึมพำเบา ๆ แล้วก็ลุกขึ้น และเดินไปตามชั้นหนังสือเพื่อหาอะไรอ่านเล่น ๆ ฆ่าเวลา เพราะถึงจะดันทุรังอ่านไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิม

นิ้วเรียวไล่ไปตามสันปกหนาเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ดูจากสันปกที่เรียงอย่างเป็นระเบียบแล้ว ทั้งเก่าแก่ และมีมนต์ขลังในเวลาเดียวกัน เขาจึงพอเดาได้ว่าทุกเล่มผ่านการใช้งานมานาน เขาทั้งอดชื่นชมไม่ได้ที่หนังสือทุกเล่มไม่ได้มีไว้เพียงประดับชั้น แต่มันยังถูกใช้งานตามสมควรของมัน

ต่างจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยลิบลับ...

ชายหนุ่มรำพึงอย่างระอาใจ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย J นั้นมีขนาดใหญ่ติดหนึ่งในห้าของห้องสมุดที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ อีกทั้งตำรับตำราของหลากหลายสาขาวิชารวมไปถึงสื่ออิเล็คโทรนิกส์ก็มีครบครัน แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครได้ใช้ตามวัตถุประสงค์เท่าใดนัก

แล้วดวงตาสีฟ้าก็ไปสะดุดกับสันปกสีดำที่มีตัวอักษรสีทองสว่างเด่นชัด   “ ‘D. Dephantom : ตำนานแห่งทรานซิลเวเนีย’ ...งั้นเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มพึมพำเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา

หนังสือขนาดประมาณใหญ่กว่าครึ่งกระดาษเอสี่เล็กน้อย หน้าปกหนังสีดำสนิท และไร้ซึ่งลวดลายใด ๆ นอกจากตัวอักษรสีเดียวกับสันปก “ดี ดีแฟนธ่อม...รู้สึกเหมือนเคยเห็นคำนี้ที่ไหนแฮะ” เซดริกขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยายามนึกย้อนความจำ 

แล้วเขาก็นึกออกรูปวาดใส่กรอบขนาดใหญ่ตรงบันได้ทางขึ้น ตรงมุมขวาล่างสุด มีตัวอีกษรสีขาวตวัดอย่างสวยงามตามตัวเขียนของภาษาอังกฤษ

‘Contribute to the D. Dephantom’

หรือว่า...ตระกูลของครอส*?*

จะว่าไป เขาเองก็ไม่เคยรู้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายมาก่อน เพราะตอนที่เจอกันครั้งแรกรายนั้นก็บอกแค่ชื่อตัว เซดริกค่อย ๆ พลิกเปิดไปที่หน้าแรก รูปถ่ายรูปเดียวกับที่โถงตรงบันไดปรากฏเด่นเป็นสง่าแม้จะเป็นภาพข่าวดำไม่ใช่ภาพสีก็ตามที ใต้รูปนั้นมีตัวหนังสือพิมพ์อย่างเป็นระเบียบ

“แคนซัส ดี. ดีแฟนธ่อม  เพรย์ ดี. ดีแฟนธ่อม ครอส ดี. ดีแฟนธ่อม...” เขาอ่านเสียงเบาหวิว พลันความอยากรู้ก็ไหลท่วมท้นร่างกายจนไม่อาจทนได้ เขาจึงตัดสินใจไปนั่งอ่านที่โต๊ะ อย่างน้อยก็ได้รู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับอดีตนายใหญ่เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

และที่สำคัญ...เขาเป็นคนสำคัญถึงขนาดมีคนเขียนหนังสืออุทิศให้ แสดงว่าต้องเป็นคนใหญ่คนโตในสังคมแน่ ๆ

ร่างสูงชะงักเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาเป็น     แวมไพร์นี่นา

แวมไพร์จะมีชื่อเสียงในสังคมมนุษย์ได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ? แถมเป็นชื่อเสียงในทางที่ดีเสียด้วย

ตระกูลนี้แปลกจริง ๆ นั่นแหละ

เซดริกค่อย ๆ เปิดไปทีละหน้าพร้อมกับเวลาที่ไหลผ่านไปรอบตัวอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่รู้ตัว บรรยากาศเงียบสงบ และไม่ร้อนนักราวกับเป็นใจให้ผู้ที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งหนังสือถูกเปิดมาได้ครึ่งเล่ม ชายหนุ่มก็หยุดอ่านชั่วครู่ และนึกถึงสิ่งที่ได้อ่านไป

แม้ยังอ่านไม่จบ เขาก็รู้ว่าแคนซัส และเพรย์ ดี.ดีแฟนธ่อม สองสามีภรรยาแห่งตระกูลดี.ดีแฟนธ่อม นั้นเป็นเศรษฐีในทรานซิลเวเนียเมื่อประมาณห้าร้อยปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีจิตใจดี ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และบริจาคเงินเข้าองค์การกุศลไม่ได้ขาด อีกทั้งแคนซัส ดี.ดีแฟนธ่อมยังเป็นถึงท่านเคาท์เลยทีเดียว

ทั้งสองมีแต่ผู้รักใคร่ และสนับสนุน เรียกได้ว่าถ้าใครไม่รู้จักสองสามีภรรยาตระกูลนี้แล้วล่ะก็...คงเป็นพวกหลังเขามากถึงมากที่สุด

แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่เสียชีวิตอย่างลึกลับ

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ไม่เคยมีใครเห็นศพของท่านเคาท์และภรรยา   

มีเพียงโลงศพสีดำเรียบแต่หรูหราเท่านั้นที่เป็นหลักฐานของการจากไปของผู้ที่เป็นที่รักของคนทั้งเมือง “ตายอย่างลึกลับงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มพึมพำ เขานึกถึงเหตุผลต่าง ๆ นานาที่ฆ่าแวมไพร์ได้

อายุขัย...ไม่น่าใช่ เพราะทั้งสองจะมีอายุเท่ากันถึงขนาดจากไปพร้อมกันเลยงั้นเหรอ?

โรค...ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขานึกสภาพแวมไพร์เป็นโรคติดต่อถึงขนาดรักษาไม่ได้

งั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ*?*

แอ๊ด...

เสียงประตูเปิดดัวขึ้นอย่างแผ่วเบาเรียกให้เขาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นร่างสูงของชายหนุ่มผมดำยาวก้าวเข้ามา

“ครอส...” เซดริกพูดเสียงเบาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แม้ภายในใจจะร้องประท้วงว่ายังไม่อยากเผชิญหน้ากันตอนนี้ แต่เขาก็ปล่อยให้อีกฝ่ายทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามเรียบร้อย ดวงตาสีแดงคมกริบ แต่สงบนิ่งมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างไม่วางตาจนคนถูกมองอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ในที่สุดเซดริกก็ทนไม่ไหวจนต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเหมือนทุก ๆ ครั้งที่คุยกัน

“ลูน่าบอกว่านายมีเรื่องไม่เข้าใจ” ครอสตอบเสียงเรียบก่อนจะเหลือบมองหนังสือเรียนภาษาละตินที่ปิดสนิท “แต่ดูเหมือนว่านายจะเข้าใจแล้ว”

อีกฝ่ายหัวเราะแห้ง ๆ ราวกับถูกนักเรียนที่ทำผิดแล้วถูกครูจำได้ “ก็ยังไม่เข้าใจหรอกครับ” เขาตอบ “ผมก็แค่หาหนังสือเล่มอื่นอ่านไปเรื่อยน่ะ”

ชายหนุ่มผมดำตวัดสายตากลับมามองพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะมองหนังสือในมือของอีกฝ่าย เซดริกหลุบสายตาลงต่ำ และครุ่นคิด...

“แคนซัส และเพรย์...”

เพียงแค่นั้น ใบหน้าหล่อเหลาก็ตวัดขึ้นมองเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็วจนคนพูดแทบผงะด้วยความตกใจ “คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณใช่ไหมครับ?”

ครอสเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะหลับตาลง และตอบนิ่ง ๆ “ใช่”

“คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณเป็นแวมไพร์หรือเปล่าครับ?”

“ใช่”

“ถ้าอย่างนั้น...” เซดริกหยุดพูดชั่วครู่ เรียกให้เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“...ทำไมพวกท่านถึงอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ล่ะครับ? แล้วยังไม่มีใครรู้เรื่องตัวตนของพวกท่านอีกด้วย”

ครอสปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง และนิ่งเงียบไปนาน....นานจนคนถามชักใจเสียว่าตนดันไปถามอะไรที่มันไม่ควรอีกรึเปล่า เขาลอบถอนหายใจเบา ๆ พอจะทำใจได้แล้วว่าจะไม่ได้คำตอบ เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น

“สมัยก่อน...ราว ๆ พันปีที่แล้วโลกของแวมไพร์และโลกของมนุษย์อยู่ใกล้กันมาก” เขาเริ่มพร้อมกับลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีแดงที่ขุ่นมัวเล็กน้อยยามนึกถึกอดีต “ประชากรของแวมไพร์ และมนุษย์ก็มีจำนวนเท่า ๆ กัน พวกเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้จุดอ่อนซึ่งกันและกันดี ต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน และจะไม่ต่อสู้กันหากว่าไม่จำเป็น”

“แต่คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณ...” คนฟังพึมพำเสียเบา

“ใช่ พวกท่านรักมนุษย์มาก” อีกฝ่ายยอมรับ “ท่านบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเวทมนต์ และสามารถทนต่อความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียได้ แม้จะมีอายุขัยสั้น แต่ก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยี และความเป็นอยู่ได้เรื่อย ๆ ดังนั้นพวกท่านจึงตัดสินใจกำบังพลังของแวมไพร์ และใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ยามที่ต้องการ”

เซดริกพยักหน้ารับ “มิน่า พวกท่านถึงได้เป็นที่รักของชาวเมืองนัก”

ครอสยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่จนแล้วจนรอด ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ไม่ใช่กับพวกมนุษย์... แต่เป็นระหว่างพวกเราเอง” ถึงตรงนี้ คนฟังก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “แวมไพร์บางตระกูลไม่พอใจกับการอยู่ร่วมกับมนุษย์ พวกเขามองว่ามนุษย์เป็นแค่เผ่าพันธุ์ที่ดำรงชีพเพื่อเป็นอาหารของแวมไพร์เท่านั้น แต่บางตระกูลก็ไม่เห็นด้วย และผู้นำฝ่ายนี้ก็คือ ดี.ดีแฟนธ่อม...”

ชายหนุ่มผมบลอนด์ทำตาโตด้วยความตกใจ เพราะเขาพอจะเดาเรื่องราวต่อจากนี้ได้ “หรือว่าพวกท่าน...” 

...ถูกลอบสังหารโดยฝ่ายตรงข้าม  คำพูดที่อยากเอ่ยต่อ แต่ก็ต้องกลืนลงลำคอ เพราะรู้ดีว่าจะทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากกว่าเดิม

ครอสเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็พอเดาความคิดออก เขาปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง “อย่างที่นายคิด พวกท่านถูกลอบสังหารโดยฝ่ายตรงข้าม” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความโกรธแค้นที่เก็บมานานเกือบพันปี เซดริกไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นนั้น

ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง และเย็นชา เขารู้ว่าภายในของเขากำลังร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นที่ไม่มีวันมอด...

...และเพลิงแค้นนั้น สักวันจะย้อนกลับมาเผาผลาญตัวเขาให้มอดไหม้ไปเช่นกัน...

เขาอยากพูดไปแบบนั้น แต่ก็รู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ และเขาเชื่อว่าครอสก็รู้ดีถึงความจริงข้อนั้นดี

ช่วงชีวิตของแวมไพร์ช่างยาวนานกว่ามนุษย์มากนัก บางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้วแต่อมนุษย์เช่นแวมไพร์ยังคงจำได้ดีราวกับว่าเพิ่งเกิดเมื่อวาน

ความทรงจำที่เจ็บปวด...แม้ไม่อยากจำ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...

“แล้ว...ผู้นำฝ่ายตรงข้ามล่ะครับ?” น้ำเสียงที่คุ้นหูถามขึ้นแผ่วเบาราวกับกลัวเกรงต่อคำถามที่เพิ่งถามไป เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นก่อนที่เนตรีแดงจะจ้องมองใบหน้าคนถาม แม้ไม่ได้จ้องด้วยสายตาที่เย็นชา แต่เขากลับรู้สึกราวกับถูกเชือกล่องหนแห่งความกลัวตวัดรัดเกี่ยวพันทั้งร่างไม่ให้ขยับได้

“เดอแคลร์...เดน เดอแคลร์” ครอสตอบเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ และ    เฉียบขาดทำเอาอีกฝ่ายเหงื่อตกโดยไม่รู้ตัว

“เดน เดอแคลร์...เหรอครับ?”

“เจ้าพวกนั้นปลุกระดมประชาชน ใช้เล่ห์เหลี่ยม เล่ห์กลเพทุบายล่อหลอกให้ชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาให้เข้าข้างฝ่ายตัวเอง” เขาเล่าต่อ “แน่นอนว่าไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะหลงกลพวกมัน ดังนั้นจึงเกิดการต่อสู้ขึ้น นายลองคิดดูแล้วกันว่าการสู้กันระหว่างแวมไพร์น่ะเป็นยังไง”

ครอสเว้นช่วงให้อีกฝ่ายนึกภาพตาม ร่างขาวซีดแยกเขี้ยวก่อนจะกระโจนเข้าใส่กัน และฉีกกระชากผิวเนื้อด้วยฟัน ใช้เล็บยาวแหลมกรีดแทงอย่างดุร้าย กลิ่นเลือดคาวคละคลุ้งเคล้าเสียงโหยหวน ซากศพเกลื่อนทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า

เพียงแค่นึก เซดริกก็อยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้!

“เพราะการต่อสู้ระหว่างพวกเรากันเอง ทำให้ประชากรแวมไพร์ลดลงไปกว่าครึ่ง” ครอสเอ่ยต่อ “และหลังจากการตายของผู้นำ ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้าย ความสัมพันธ์ระหว่างแวมไพร์ และมนุษย์ร้าวฉานถึงขั้นแตกหัก โลกของทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงถูกตัดขาดนับแต่นั้น”

เป็นเช่นนี้เอง...ช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 18 ถึงมีความเชื่อเกี่ยวกับแวมไพร์เซดริกเข้าใจตรงนั้น

แต่เขารู้ดีว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่อีกฝ่ายไม่บอก โดยเฉพาะเรื่องราวทั้งหมด “จบ” ได้อย่างไร

แต่พอมาคิดอีกที...มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขา

เรื่องมันจบมานานแล้ว เป็นเรื่องของบรรพบุรุษในอดีต...ไม่เกี่ยวกับลูกหลานในปัจจุบันอีกต่อไป

“ถึงโลกระหว่างแวมไพร์ และมนุษย์จะถูกตัดขาดกัน แต่คุณก็ยังไปที่โลกของมนุษย์ได้ไม่ใช่เหรอ?” เซดริกถาม ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางได้พบกันหรอก

แวมไพร์หนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ “มนุษย์เองไม่ใช่หรือที่ทิ้งความเชื่อพวกนั้นไป และทำให้มันกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราหลอกเด็กไปวัน ๆ” เขาว่า เขี้ยวเล็กสีขาวปรากฏขึ้นที่มุมปากยามเอ่ยถ้อยคำเสียดสี ริมฝีปากเหยียดยิ้มราวกับเย้ยหยัน “มองเรื่องราวของบรรพบุรุษเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ”

เซดริกสีหน้าเปลี่ยนทันที “คุณจะบอกว่าหากพวกเรา ‘เชื่อ’ ก็จะมองเห็นโลกของพวกคุณหรือไง?” เขาด้วยความไม่พอใจเล็ก ๆ

“ใช่ แต่ไม่มีทางที่มนุษย์จะคิดแบบนั้น”

“คุณเอาอะไรมาตัดสิน?”

ครอสถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อมาถึงบทสนทนาโต้แย้งที่ไม่น่าอภิรมย์ “ฉันอยู่มานานจนเห็นว่าเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร เซดริก เอเลนอฟ...ชีวิตของนายตั้งแต่เกิดมายังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตฉันด้วยซ้ำ”

“มนุษย์น่ะไม่เคยเปลี่ยนแปลง โง่เขลาเบาปัญญา คิดว่าตัวเองมีพลังเหนือธรรมชาติ มองอนาคตข้างหน้า แต่ไม่หันมามองพื้นฐานของปัจจุบัน ยิ่งอดีต ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คิดเหรอว่าจะเก็บมาใส่ใจ?”

มนุษย์คู่สนทนาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างอดกลั้น อยากเถียงใจแทบขาดรอน ๆ แต่ก็รู้ดีว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็นจริงทุกประการ

แต่น่าแปลกที่เรายังหวัง

“คุณนี่ต่างจากพวกท่านน่าดูเลยนะ” เขาพึมพำเสียงเบา แต่อีกฝ่ายก็ได้ยินชัดเจน ดวงตาสีแดงคมกริบตวัดมองใบหน้าที่จ้องมองตรง ๆ โดยไม่หลบสายตาเชือดเฉือนนั่น

"ฉันเกลียดมนุษย์” ครอสตอบเสียงเรียบ “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องทำร้ายมนุษย์”

“พูดตรงมากเลยคุณ”

ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะออกมาเป็นแบบนั้นแท้ ๆ

ดวงตาสีแดงยังคงนิ่งเฉย “ฉันก็แค่พูดความจริง” เขาว่าเสียงเรียบ

เซดริกสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทีหนึ่ง “ก็จริงนะ มันเป็นความจริง” เขาเปรยเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง  

“...” ไม่มีคำตอบใด ๆ ตอบกลับมา มีเพียงดวงตาสีแดงที่จ้องมองมาแทนคำตอบที่อีกฝ่ายไม่ภาวนาให้เกิดขึ้น แม้ไม่ต้องพูด เขาก็รู้ว่าคำตอบนั้น...คือสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาจะได้ยินมากที่สุด

“เฮ้อ โดนพูดแสกหน้าแบบนี้ เตรียมใจไว้แค่ไหนก็จุกแฮะ...” เสียงทุ้มพึมพำพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ให้กับตัวเอง

ความรู้สึกเจ็บแปลก ๆ ทิ่มแทงก้อนเนื้อที่อกซ้ายให้เต้นอย่างหนักหน่วงราวกับถูกก้อนหินถ่วงให้จมน้ำ ดวงตาหันมองออกไปอีกทางเพื่อกลบสีหน้ากระอักกระอ่วน

แม้แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย ทำไมถึงรู้สึกเจ็บขนาดนี้ ทำไมถึงไม่กล้าจ้องสายตาที่เรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่พูดออกมา

...ไม่เข้าใจเลยสักอย่าง...

“ทำไม?” ครอสถาม เริ่มสังเกตท่าทางที่แปลกไปของคนคุ้นเคย วินาทีก่อนที่ดวงตาสีฟ้านั้นจะเบนออกไป เขาเห็นประกายตาที่วูบไหวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“เปล่าครับ ก็แค่...กำลังย่อยข้อมูล” แล้วชายหนุ่มผมบลอนด์ก็ลุกขึ้น “ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ ผมว่าผมอยากไปพักแล้วล่ะ อ่านหนังสือมาทั้งวันเลย”

ว่าแล้ว เขาก็ก้าวยาว ๆ ผ่านร่างสูงไปโดยไม่ชายตามองเลยแม้แต่น้อย ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ได้มองตามไปเช่นกัน จนกระทั่งแผ่นหลังหายไปหลังบานประตู ครอสจึงได้ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

เขาเกลียดมนุษย์ที่ช่างโง่เขลา และอ่อนแอ...เขาเคยคิดเช่นนั้นมาตลอด...

แต่ตอนนี้ทำไมข้า...ถึงรู้สึกผิดที่พูดออกไปแบบนั้น

ความคิดเห็น