Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

8th Bond : ความใกล้ชิด

ชื่อตอน : 8th Bond : ความใกล้ชิด

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 214

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2562 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8th Bond : ความใกล้ชิด
แบบอักษร

8th Bond : ความใกล้ชิด

แสงไฟริบหรี่สีขาวจากโคมไฟสีเทาเข้มหรูหราแบบยุคสมัยฟื้นฟูวิทยาการให้แสงสว่างเพียงน้อยนิด แม้จะมีจำนวนโคมไฟมาก แต่ก็ไม่อาจทำให้เห็นสิ่งใดมากไปกว่าภาพอันเลือนลางของห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ไร้การตกแต่งใด ๆ นอกจากเครื่องเรือนความสว่าง และหน้าต่างขอบโค้ง

กลางห้องมีโลงหินสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าคนหนึ่งคนวางอย่างโดดเดี่ยว    ฐานหินอ่อนขนาดใหญ่กว่าโลงเล็กน้อยรองรับอยู่ข้างใต้ ส่วนด้านบนดูเผิน ๆ เหมือนไร้สิ่งใดปกคลุม แต่หากสังเกตก็จะพบกระจกใส่แผ่นบางเฉียบปกป้องร่างที่อยู่ภายใน

ร่างของชายผู้หนึ่งนอนนิ่งอย่างสงบพร้อมกับมือที่ประสานกันบริเวณแผ่นอก ดวงดวงตาบนใบหน้าขาวซีดปิดสนิทไม่รับรู้สิ่งใด เรือนผมสีขาวหม่นยาวประบ่าทำให้พอคาดเดาอายุคร่าว ๆ ได้ แต่ผิวกายหาได้มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยไม่ กลับยังคงเต่งตึงเช่นวัยรุ่น เขาแต่งกายด้วยชุดที่ทำจากผ้าบางเบาสีดำสนิทตัดกับเส้นผม      รอบกายนั้นประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนแกะสลักงดงาม

ราวกับว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิต ชายผู้นี้คือผู้ที่ได้รับความเคารพถึงที่สุด...

ตึก...

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นปูนดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในบรรยากาศเงียบสงัด แล้วร่างบอบบางของอิสตรีผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาภายในห้อง แสงจันทร์จากท้องฟ้ายามราตรีนอกหน้าต่างเบื้องหน้าส่องกระทบร่างของผู้มาเยือน

นางมีใบหน้ารูปไข่สวยได้รูป และดวงตาสีอำพันเรียวน่าหลงใหล ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อด้วยเครื่องสำอาง เรือนผมยาวสีทองสว่างดัดเป็นลอนเรี่ยแผ่นหลัง ผิวขาวไม่ต่างจากชายชราในโลงถูกบดบังด้วยเสื้อผ้าโทนสีเข้มนำสมัย บวกกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากผิวกายทำให้รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้รักการแต่งตัวมากเพียงใด

ร่างบางค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้โลงหิน ยิ่งเข้าใกล้...มือเรียวก็ยิ่งกำหมัดแน่น จนกระทั่งในที่สุดเธอก็ได้ยืนจ้องมองใบหน้าที่ไร้ชีวิตผ่านกระจกใส ประกายในดวงตาสีอำพันเริ่มไหววูบก่อนจะกลายเป็นความปวดร้าว เธอทรุดกายลง อย่างเชื่องช้าก่อนที่นิ้วเรียวที่สั่นระริกจะค่อย ๆ สัมผัสผิวเย็นเยียบของกระจก และลากไปตาม  โครงหน้าของบุคคลที่เธอรักยิ่ง

ทุกสัมผัสแฝงไปด้วยความรวดร้าวจนกรีดบาดลึกถึงหัวใจ เรียกหยาดน้ำใสจากดวงตาคู่สวยให้ไหลอาบพวงแก้ม...

“ท่านพ่อ...ท่านพ่อของเฟร..” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบาอย่างเศร้าสร้อยขณะจับจ้องใบหน้าขาวซีดที่หลับตาพริ้มอย่างสงบ

“กลับมาแล้วหรือน้องรักของพี่?” น้ำเสียงห้าวแต่อ่อนโยนดังขึ้นข้างหลังเธอ แต่ไม่ได้ทำให้หญิงสาวหันไปมองแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าคนที่เรียกเธอนั้นเป็นใคร จากแววตาที่เคยเศร้าหมอง เริ่มแข็งกร้าวขึ้น และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และเกลียดชังถึงขั้วหัวใจ

เมื่อเธอรู้สึกได้ว่าผู้มาเยือนนั้นมายืนอยู่ข้างกายแล้ว เธอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และหันไปมองอีกฝ่ายที่มีโครงใบหน้าไม่ต่างกัน หากแต่อีกคนนั้นมีดวงตาสีแดงที่กล้าแข็ง และเฉียบคมกว่า จมูกโด่งเป็นสันพอดี และใบหน้าคมคายเยี่ยงบุรุษล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีทองแซมเงินซอยสั้นระต้นคอ ริมฝีปากบางที่ขยับยิ้มเล็กน้อยยิ่งทำให้ชายผู้นี้หล่อเหลา และน่าหลงใหล

“ข้าจะแก้แค้นมัน!!” น้ำเสียงแข็งกร้าวผิดกับรูปลักษณ์ของหญิงสาวผู้งดงาม ดวงตาที่บัดนี้กลายเป็นสีแดงทอประกายโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด มือเรียว    กำหมัดแน่นจนสั่นระริก

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบเรือนผมสีทองสวยอย่างเบามือก่อนจะรั้งศีรษะนั้นเข้ามาแนบอกของตนอย่างปลอบประโลม “ใจเย็น ๆ น้องพี่ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา” เขาเอ่ยด้วยเสียงนุ่มลึก แต่หากดวงตาสีทองเข้มที่กลายเป็นสีแดงสดนั้นกลับไม่อ่อนโยนตามน้ำเสียง

แข็งกร้าว ดุดัน และเย็นชา...

“อีกไม่นานพวกดีแฟนธ่อมจะต้องชดใช้!!”

###

ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีขาว และยีนส์สีน้ำเงินเข้มกำลังเดินไล่ไปตามตู้หนังสือต่าง ๆ พร้อมกับที่ดวงตาสีฟ้าใสไล่มองสันหนังสือที่วางอย่างแน่นเอี๊ยดบนชั้น ในมือข้างหนึ่งถือหนังสือปกแข็งเล่มหนาไว้ ส่วนอีกมือก็ใช้แทนต่างไม้ในการไล่ชื่อหนังสือ

ในที่สุดก็ได้หนังสือที่ต้องการจนครบซึ่งใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมง เพราะห้องสมุดของคฤหาสน์แห่งนี้กว้าง และมีหนังสือเป็นพันเป็นหมื่นเล่มเลยทีเดียว เขาเชื่อว่าถ้าคนที่ไม่ได้รักหนังสือจริง คงไม่กล้าเข้ามาใช้แน่

และดูเหมือนว่าห้องสมุดแห่งนี้จะเต็มใจให้เขาใช้บริการเสียเหลือเกิน เพราะว่าตู้หนังสือขยับนิด ๆ ราวกับมีชีวิต และรู้ว่าชายหนุ่มกำลังหาตำราประเภทใดอยู่ ยอมรับว่าตอนแรกตกใจจนแทบอยากจะวิ่งหนี แต่พอนาน ๆ ไปก็พบว่ามันน่าสนุกดี แถมสะดวกสบายไม่ใช่น้อย เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปกับการหาหนังสือ

เซดริกดึงหนังสือเล่มสุดท้ายออกมาจากชั้นขณะนึกไปถึงบทสนทนาเมื่อครู่กับลูน่าขณะที่ตนกำลังลงมือจัดการอาหารว่าง

“จริงสิลูน่า ผมได้ยินคุณพูดคำแปลก ๆ บ่อย ๆ มันคืออะไรเหรอครับ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามขึ้นขณะใช้ส้อมจิ้มสตรอเบอร์รี่บนหน้าเค้ก

“อ๋อ ภา-ซาละตินนาค่ะ” ลูน่าตอบขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมน้ำชา “แต่ก่อนนี้ฉานใช้แต่ภา*-ซาละตินในการสื่อสารน่ะค่ะ ก้อ-เลยไม่ค่อยถนัดพูดภา-ซาอังกฤษเท่าไหร แต่ท่านเอเกิลกับนายท่านคล่องมาก ๆ เลยล่ะค่ะ”*

เซดริกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “ภาษาละติน? ไม่ใช่ว่าประเทศโรมาเนียใช้ภาษา ‘โรมาเนียน’ ในการสื่อสารเหรอครับ?” เขาถามก่อนจะตักเค้กชิ้นเล็กเข้าปาก

“ใช้ค่ะ คือ...ภา-ซาโรมาเนียนดัดแปลงมาจากภา-ซาละตินนาค่ะ”  หญิงสาวตอบขณะยกถาดเงินที่มีกาน้ำชาสีขาวอันเล็ก และถ้วยน้ำชาหนึ่งถ้วยวางข้างกัน และวางถาดเงินนั้นข้าง ๆ จานเค้ก “แต่พวกเราที่อยู่มานานจะชินกับภา-ซาละตินมากกว่า จนเวลาผ่านไปการใช้ภา-ซาละตินก็ลดลง พวกเราก็เลยต้องปรับตัวตามน่ะค่ะ”

ด้วยเหตุนี้เอง...เซดริกจึงเริ่มเข้ามาขลุกอยู่ในห้องสมุดตั้งแต่เวลาสาย ตั้งใจว่าจะลองศึกษาภาษาละตินด้วยตนเอง เพราะอยู่ที่นี่เฉย ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ และภาษาละตินเองก็เป็นภาษาที่สำคัญ ถึงแม้ว่าจะเป็นภาษาที่ตายแล้ว และไม่เป็นที่นิยม แต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำก็ได้รากศัพท์มาจากภาษาละตินไม่น้อย เขาคิดว่าคงจะมีประโยชน์พอสมควรในอนาคต

ถ้าหากว่าได้กลับไปก็คงจะมีประโยชน์ล่ะนะ ชายหนุ่มคิดอย่างปลงตกขณะเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานกลางห้อง พอดีกับที่ร่างบางของหญิงสาวชุดเมดเดินเข้ามาในห้องสมุดพอดี

“ฉานเอากระดาษ กับปากกาที่ท่านขอไว้มาให้แล้วค่ะ” ลูน่าเอ่ยเสียงใสพร้อมกับวางปึกกระดาษหนา และปากกาประมาณสามถึงสี่แท่งบนโต๊ะ “ต้องการอะไรอีกไหมคะ?”

อีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีแล้วล่ะครับ ขอบคุณมาก” เขาตอบหลังจากที่วางหนังสือในมือลงบนโต๊ะเช่นกัน มือขวายกขึ้นปาดหน้าผากที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยขณะถอนหายใจเบา ๆ

“ท่านเซดริกจะกินอา-ฮานกลางวันบนนี้ หรือว่าจะลงไปข้างล่างคะ?”

“ผมลงไปทานดีกว่าครับ อย่าลำบากเอาขึ้นมาเลย” เซดริกตอบด้วยความเกรงใจ ก่อนที่หญิงสาวจพยักหน้ารับ และฉีกยิ้มกว้างเหมือนเช่นทุกครั้ง

“มีอะไรก็เรียกได้ตลอดเลยนะคะ” แล้วเธอก็เดินออกจากห้องไปโดยมีสายตาจองชายหนุ่มมองตามไป

เมื่อแผ่นหลังเล็กหายไปจากครรลองสายตาแล้ว เขาก็ดึงเก้าอี้ออกมาจากโต๊ะและนั่งลง ดวงตาสีฟ้ามองกองหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความมุ่งมั่น

”เอาวะ มาลองกันสักตั้ง!!”

###

**“ยินดีต้อนรับกลับขอรับนายท่าน”**น้ำเสียงแหบของชายชราเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมพร้อมกับโค้งคำนับเมื่อร่างสูงในชุดดำทั้งชุดเดินเข้ามาภายในคฤหาสน์ มือขวายื่นไปรับโค้ทสีดำสนิทของผู้เป็นเจ้านายเช่นทุกครั้ง “วันนี้ที่อังกฤษเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำยาวรวบสูงถอดถุงมือหนาสีเทาออกก่อนจะตอบ “ทุกอย่างเรียบร้อย ข้าอาจวางใจไม่ต้องไปบ่อยครั้งแล้ว” แล้วเขาก็ส่งถุงมือให้พ่อบ้านประจำตระกูล เขากำลังจะเดินขึ้นไปพักผ่อนบนห้องแต่ทว่าก็เห็นสายตาของคนสนิทที่แปลกไปจากทุกครั้ง

“มีอะไรงั้นหรือ?”

เอเกิลนิ่งไปสักพักราวกับว่ากำลังไตร่ตรองสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไป “เรื่องของท่านเซดริกน่ะขอรับ ที่อังกฤษ...” แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายก็พอเดาสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้

“มีป้ายประกาศตามหาทั่วลอนดอน แล้วก็ในอินเตอร์เน็ตด้วย” ครอสตอบเสียงเรียบ “แต่ข้าคงบอกเรื่องนี้กับเขาไม่ได้”

“แต่สักวันหนึ่งเขาก็ต้องรู้นะขอรับ”

“ข้ารู้ แต่ถึงกระนั้นรู้ไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้” ชายหนุ่มตอบก่อนจะเหลือบมองไปที่ชั้นสองทางที่เป็นที่ตั้งของห้องนอนของบุคคลที่กล่าวถึง “ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เขาก็ยังกลับไปไม่ได้”

พ่อบ้านชราถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลงชั่วครู่ “รับทราบขอรับ” เขาตอบรับเสียงแผ่วเบา

ครอสหันกลับมามองคนสนิทอีกครั้ง แล้วคำพูดของใครคนนั้นก็ดังขึ้นมาในความคิด...

“เอเกิล และลูน่าเป็นห่วงคุณมากนะครับ”...

เพราะความคิดนั้นทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างยอมแพ้  “ข้ารู้ว่านี่เป็นหนทางที่ไม่ดีนัก แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่ข้าคิดออก” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงที่ อ่อนลงก่อนจะระบายยิ้มจาง ๆ “หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”

เอเกิลนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ไม่เคยเลยสักครั้ง...หรือนี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวามากกว่าทุกครั้ง สิ่งใดกันที่ทลายกำแพงน้ำแข็งที่แข็งแกร่ง และสลายความรู้สึกด้านชา?

หรือเป็นเพราะมนุษย์หนุ่มผู้นั้น?

...ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็ดี...

“ขอรับ...ข้าเข้าใจ” เขาตอบ ทำให้อีกฝ่ายหันหลังกลับ และเดินไปทางบันไดกลาง แต่แล้วอะไรบางอย่างก็ดลใจให้เขาเรียกนายเหนือหัวไว้ “นายท่าน”

ร่างสูงที่ก้าวขึ้นขั้นบันไดไปแล้วหนึ่งขั้นชะงักกึกก่อนจะผินใบหน้าเสี้ยวหนึ่งมามองแทนคำถาม “นายท่าน...กำลังพยายามรั้งตัวเขาไว้ที่นี่หรือเปล่าขอรับ?”    ชายชราถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจเดาอารมณ์ได้ ดวงตาสีแดงซีดสบกับดวงตาสีแดงที่เข้มกว่า และเริ่มไหววูบเล็กน้อย

ครอสหรี่ตาลงก่อนจะหันกลับไปทางเดิม “นั่นสินะ...”

...เขากำลังทำอะไรอยู่?....

คำถามนี้เฝ้าเวียนวนถามในความคิดตลอดทางที่เดินขึ้นบันได ทุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้นปูพรมช่างหนักอึ้งเต็มไปด้วยความรู้สึก

ความคิดหลากหลายตีกันจนสบสนวุ่นวาย

ตอนแรกเขารู้ดีว่าเหตุผลที่ไม่อาจปล่อยให้มนุษย์ผู้นี้กลับสู่สังคมปกติสุขได้ คือ พันธะสัญญา และสิ่งที่ชายคนนั้นเป็น แต่ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเพราะเหตุใด บทสนทนาเมื่อคราวก่อนเป็นตัวป่วนความคิดของเขาให้ตีกันยุ่งเหยิง และขมวดเป็นปมแน่น

ไม่เคยมีใครพูดกับเขาตรง ๆ เช่นนี้...

ขายาวชะงักกึกเมื่อมาถึงชั้นสอง คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจตัวเอง เพียงแค่ได้คุยกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยปราศจากอคติ และความต่างของเผ่าพันธุ์เพียงไม่กี่นาที กลับทำให้เหตุผลหลาย ๆ อย่างเริ่มเอนเอียง

ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำที่ต้องคิดมาถึงขนาดนี้....

ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำที่ต้องสนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเท่านี้...

ครอสรู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่อาการปวด แต่แล้วดวงตาสีแดงก็เห็นแสงไฟสีอ่อนจากทางขวาของคฤหาสน์ลอดผ่านช่องประตูออกมา จากการคาดเดาเวลาแล้ว ตอนนี้ก็ราว ๆ ห้าทุ่มครึ่ง

เขาแทบไม่ต้องเดาเลยว่าใครที่จะมาอยู่ในห้องสมุดเวลานี้

ไม่รอช้า ขายาวก็พาเจ้าของไปยังห้องนั้นอย่างรวดเร็ว และเงียบกริบ เพียงแค่ไม่ถึงนาที ร่างสูงก็มาถึงหน้าประตู มือแกร่งยื่นไปแตะประตูก่อนจะผลักเบา ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงมากที่สุด

โต๊ะสี่เหลี่ยมกลางห้องที่เคยว่างเปล่ามาเป็นเวลานาน บัดนี้มีร่างของ      ชายหนุ่มคนหนึ่งนอนฟุบเข้าสู้ห้วงนิทราตรงหน้าเขามีกองหนังสือหลายเล่มวางเปิดไว้ บางเล่มก็อยู่ใต้แขนสองแขนที่ใช้แทนต่างหมอน

ครอสผลักประตูให้เปิดกว้างมากกว่าเดิมก่อนจะก้าวเข้าไปหาร่างนั้นที่    หลับสนิทไม่รู้เรื่องราวใด ๆ

แวมไพร์หนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาใจเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายดันหลับไปโดยที่ใส่เสื้อเชิ้ตเพียงแค่ตัวเดียว จะว่าไปแล้วอากาศคืนนี้ค่อนข้างหนาว แต่หลับไปทั้ง ๆ เสื้อเชิ้ตตัวเดียวแบบนี้น่ะหรอ?

เมื่อเข้าไปใกล้ก็พอทำให้อ่านชื่อหนังสือที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ *ภาษาละตินเบื้องต้น?*แล้วดวงตาก็เลื่อนไปมองเสี้ยวหนึ่งของใบหน้า จ้องอยู่เช่นนั้นราวกับต้องมนต์สะกด

วินาทีนั้น บทสนทนาเมื่อคราวก่อนก็กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง

“แต่ดูเหมือนเอเกิล และลูน่าจะเป็นห่วงคุณมาก เพราะฉะนั้น...คุณน่ะ พักผ่อนบ้างเถอะ และที่สำคัญ...**”

แล้วมือหนาก็ยกขึ้นปัดเส้นผมสีบลอนด์ที่ระพวงแก้มออกอย่างแผ่วเบา และเผลอไผล...


“...ยิ้มบ้างนะครับ ให้รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณน่ะออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เพราะว่า ‘ต้อง’ ยิ้ม เลยยิ้มผมว่าถ้าเป็นแบบนั้น พวกเขาจะต้องดีใจแน่ ๆ”

“ถ้าฉันยิ้ม...นายจะดีใจไหม?” เสียงห้าวพึมพำเบา ๆ ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อใบหน้านั้นขยับเข้ามาใกล้ฝ่ามือของตน และรีบขยับหนีราวกับว่าต้องของหนาว ครอสรีบชักมือกลับมาก่อนจะก้มลงมองฝ่ามือ

...อุ่น...

ผิวสัมผัสของมนุษย์ช่างอบอุ่น ต่างจากอุณหภูมิร่างกายของเขาที่เย็นเยียบ คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่นอนหลับปุ๋ยรีบขยับใบหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว

ดวงตาสีแดงจ้องมองฝ่ามือของตนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยโดนผิวกายของมนุษย์ และแต่ละครั้งก็ไม่เคยรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ และแวมไพร์

นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ถึงความแตกต่างนั้น

ครอสถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความหนักใจ จนแล้วจนรอด ทุกคำถามที่เฝ้าเพียรถามตัวเองนั้นก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้คำตอบเสียด้วยซ้ำ 

*ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย...* เขาคิดอย่างปลงตกก่อนจะมองชายหนุ่ม      ผมบลอนด์อีกครั้ง คราวนี้รายนี้เริ่มขดตัวเพราะอุณหภูมิในอากาศที่ลดลงจนคนที่ยืนมองอดสงสารไม่ได้

“อย่างกับเด็ก ๆ...” ร่างสูงพึมพำเบา ๆ อย่างหน่ายใจก่อนจะตัดสินใจช้อนร่างที่เล็กกว่าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วก็พบว่าน้ำหนักตัวนั้นช่างเบาหวิวเสียเหลือเกิน ดวงตาสีแดงตวัดมองโคมไฟรอบห้องสมุดก่อนที่ดวงไฟจะค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็เหลือเพียงห้องที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งแสงไฟ...    

ครอสก้าวยาว ๆ ไปที่บันไดทางขึ้นชั้นสามพร้อมกับร่างที่หลับใหลในวงแขน พยายามเดินให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว เพราะถ้าหากตื่นขึ้นมาในเวลานี้ ทั้งคนอุ้ม และคนถูกอุ้มคงทำอะไรไม่ถูก และเข้าหน้ากันไม่ติดไปสักระยะเป็นแน่  

เขาเผลอก้มมองใบหน้าที่หลับสนิทเมื่อมาถึงห้องของชายผมบลอนด์หลับได้หลับดีจริง ๆ... แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นก่อนที่ประตูจะเปิดเองโดยอัตโนมัติ ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องที่มืดสลัว และตรงไปที่เตียงนอนริมหน้าต่าง เขาค่อย ๆ วางร่างของเซดริกลงบนเตียงนุ่ม จากนั้นจึงหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มร่างที่เริ่มขดตัวเพราะความหนาวที่ต้องผิวกาย

วิ้ว...

สายลมหวีดหวิวภายนอกหน้าต่าง พัดใบไม้สีเขียวใบเล็กให้ลอยล่องเข้ามาภายในห้อง และตกลงบนพวงแก้มที่ขึ้นสีชมพูเล็กน้อย เซดริกผินใบหน้าหนีโดยไม่รู้ตัวก่อนจะขยับกายหามุมสบายที่สุดบนเตียง และหลับลึกลงไปในนิทราอีกครั้ง

ครอสอดคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ตอนที่ตื่นนอนดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่พอตอนนอนกลับดูเด็กกว่าที่ควรเป็น... ชายหนุ่มขยับกายเข้าไปใกล้และหยิบเศษใบไม้ที่ตกอยู่บนข้างหมอนออกไป

วิ้ว...

สายลมหวีดหวิวอีกครั้ง...ครานี้พัดกลิ่นหอมประหลาดให้ต้องจมูก ใบหน้าคมคายเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เพราะแถวนี้ไม่ได้มีดอกไม้เสียหน่อย และถึงมี...ช่วงเวลานี้ก็ไม่มีดอกไม้ที่ไหนเบ่งบานอยู่หรอก

แต่แล้วเขา ก็ตระหนักได้ว่า กลิ่นหอมนั้นมาจากร่างที่หลับใหลเบื้องหน้าตน เป็นกลิ่นหอมจาง ๆ ที่เหมือนครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัส...

...ราวกับมีมนต์สะกดให้หลงใหล และเผลอไผลโดยไม่รู้ตัว...

“กลิ่น...” เสียงห้าวพึมพำเบา ๆ แต่กลับทำให้อีกฝ่ายขยับใบหน้าหนีเสียงอันแผ่วเบานั้น ราวกับว่าเสียงเพียงแค่นิดเดียวก็สามารถทำให้ตนออกมาจากประตูแห่งความฝัน

แต่เพราะเหตุนั้น...ทำให้บางอย่างปรากฏแก่สายตา

ดวงตาสีแดงเผลอจ้องลำคอขาวที่ปราศจากสิ่งใดบดบัง บางอย่าง จากจิตใต้สำนึกถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเงียบ ๆ

ใบหน้าคมคายค่อย ๆ โน้มลงใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนกระทบผิวหนังของอีกฝ่ายพร้อมกับริมฝีปากที่แสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวยาวที่มุมปากที่พร้อมจะฝังลงบนผิวเนื้อได้ทุกเมื่อ

“ข้อแรก คุณต้องให้สัญญากับสวัสดิภาพของเลือดของผม”

เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในความคิด ฉุดสัญชาตญาณให้กลับมาสงบดังเดิม ครอสรีบชักใบหน้ากลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้าง เพราะตกใจกับการกระทำของตัวเอง

ทั้ง ๆ ที่สัญญาไว้แล้วแท้ ๆ

และดีแฟนธ่อมไม่เคยผิดสัญญา

ชายหนุ่มกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจนอยากจะชกหน้าตัวเอง ความรู้สึกผิดไหลทะลัก และจู่โจมให้ร่างกายสั่นเทิ้ม ทั้งอาย ทั้งโกรธผสมปนเปกันจนยุ่งเหยิง

“ขอโทษ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาล่องลอยไปกับอากาศก่อนที่ร่างสูงนั้นอันตรธานหายไปพร้อมกับเสียงครวญครางหวีดหวิวของสายลมยามตรี เหลือไว้เพียงใบไม้ที่พลิ้วไหว และลอยละล่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่คนที่จากไปแล้วนั้นคิดว่าหลับไปแล้ว

เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าที่สั่นระริกด้วยความตกใจพร้อมกับเสียงลมหายใจถี่ราวกับว่าผ่านการวิ่งมาหลายร้อยไมล์  มืออันสั่นเทาค่อย ๆ เลื่อนมาแตะบริเวณลำคอของตน

...อุ่น และร้อนผ่าว...

ใบหน้าคมคายก็พลันขึ้นสีระเรื่อ และร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน   ก้อนเนื้อที่อกซ้ายเริ่มเต้นเร็วขึ้น พอยิ่งจินตนาการถึงตอนที่ใบหน้าของอีกฝ่ายโน้มเข้ามาใกล้ และลมหายใจที่เป่ารดต้นคอ...มันก็ยิ่งเต้นระรัวจนได้ยินชัดเจน

ก็รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นแวมไพร์ และที่ทำแบบนั้นก็คงเพราะเกิดกระหายเลือดขึ้นมาชั่วขณะ แต่ว่า...

ให้ตายเถอะ...

เซดริกเลื่อนมือมาปิดใบหน้าที่ร้อนฉ่าจนสัมผัสถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจน แม้กระทั่งตัวเองยังสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดถึงเป็นขนาดนี้

ทำไมถึงใจเต้น?

ทำไมถึงหวั่นไหว?

...ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายก็เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ ๆ

เป็นบ้าอะไรเนี่ยเรา...

ความคิดเห็น