พาราแรว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

C11: โปรแกรม มาวิน รัตนสมบัติ [70%]

ชื่อตอน : C11: โปรแกรม มาวิน รัตนสมบัติ [70%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 263

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
C11: โปรแกรม มาวิน รัตนสมบัติ [70%]
แบบอักษร

ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจขึ้นมาแล้วว่าเด็กคนนี้น่าจะใช่คนเดียวกันกับลูกบุญธรรมของพิชชา แต่มันก็ติดที่ทรงผมและดวงตานี่แหละที่ไม่เหมือนคืนนั้น จะว่าไปคืนนั้นโปรแกรมก็ร้องไห้กลับมาจากโรงเรียนด้วยนี่นา ช่างมันเถอะค่อยๆต้อนถามไปเรื่อยๆดีกว่า

“งั้นให้พี่เรียกหนูว่ามาวินนะ ตกลงไหม” เด็กตัวเล็กผงกหัวตอบรับ “ว่าแต่คุณแม่ชื่อว่าพิชชาหรือเปล่า” ผมถามกลับ

“คุณรู้จักแม่ผมหรอ”

นั่นไง ใช่จริงๆด้วย หึ! เปลี่ยนทรงผมนี่เอง แต่ทำไมถึงได้ดูหยิ่งๆ เข้ากับคนยาก ไม่เหมือนตอนอยู่กับพิชชาและหน้ากากไอรอนแมนเลยหละ แปลกจริง!

“รู้จักสิ ก็วันนั้นเรายัง...” พูดไม่ได้เว้ยฮาย เดี๋ยวเด็กรู้หมดว่าคนที่ใส่หน้ากากไอรอนแมนคือเราไม่ใช่แดดดี๊ของเขา “ก็วันนั้นยังเจอแม่ของหนูอยู่เลย” ดีนะยังพอเฉไฉไปได้บ้าง

“...” เด็กน้อยนิ่งไม่ตอบโต้อะไร จากนั้นก็มีเด็กลูกครึ่งเกาหลีหน้าฝรั่งๆหน่อยเดินมาทัก

“Hey Program! I’m here” (เฮ้ โปรแกรม! ฉันมาแล้ว)

“What took you so long?” (ทำไมช้าจังเลย)

พูดไปก็ขมวดคิ้วไป ด้วยแววตาขุ่นมัว จากนั้นโปรแกรมก็ไม่สนใจผมแล้ว หันไปคุยกับเพื่อนของเขาเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว เด็กสมัยนี้เก่งจังแฮะ! พูดคุยภาษาอังกฤษสื่อสารกันตั้งแต่เด็ก ผมอดที่จะยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปไว้ไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่รูปโปรแกรมกับเพื่อนๆ แต่ถ่ายรูปบรรยากาศของเด็กๆที่มาทัศนศึกษาที่ศูนย์ด้วย

“อ่าวฮาย! ก็ว่านายหายไปไหน ที่จริงมาดูการแสดงทรายนี่เอง”

ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะแห่งชาติ ซึ่งเป็นคุณอาของผมทักขึ้น

“อ๋อครับ พอดีเห็นเด็กๆมุงดูกันเยอะก็เลยอยากลองมาดูบ้างครับ”

“ชมงานทั่วหรือยัง”

“อ๋อยังเลยครับ ผมเพิ่งมาถึงได้ไม่นานเอง”

“มาๆ เดี๋ยวอาเป็นเจ้าบ้านพาชมเอง”

“ขอบคุณครับ”

ผมเดินชมงานกับอาของผมจนทั่วงานและมาหยุดชมงานที่โซนศิลปะด้านภาษา โดยจะทำการเขียนคำพูดคำคมภาษาต่างๆ ที่ผสมหลายๆภาษาไว้บนเฟรมแทนการวาดภาพ ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนิยมเขียนคำคมบนผ้า หรือกระดาษและเขียนเพียงแค่ภาษาเดียวโดยนักปราชญ์ แต่ปัจจุบันศิลปะแนวนี้ก็กำลังมาเช่นกันโดยศิลปินจำเป็นจะต้องรู้หลากหลายภาษาและเขียนออกมาให้มีความหมายจะเรียงอักษรสวยๆ หรือเรียงก็ได้แล้วแต่ออกแบบ

“ศิลปะแนวนี้เพิ่งจะมาฮิตกัน ราคาค่อนข้างสูงเลยนะ นายสนใจไหม?”

“ผมไม่ค่อยชอบแนวนี้เท่าไหร่ ผมชอบแนวที่เล่นสีสันเยอะๆหน่อย แนวความรู้คำคมปรัชญา ผมไม่ค่อยถนัดจริงๆ”

“หรอ? ถ้าสนใจเดี๋ยวแนะนำศิลปินให้ อย่างนี่เขียนโดยสุกิยามะ เค้าเขียนผสม 5 ภาษา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อังกฤษ ไทย ราคาอยู่ประมาณ 10 ล้านบาท ตกภาษาละ 2 ล้านเชียวนะ คำคมเค้าค่อนข้างดีเลยหละ ทั้ง 5 ภาษา ความหมายเดียวกัน”

“ครับ” ผมผงกหัวรับ และเดินดูไปเรื่อยๆ

“ส่วนนี่ปู่ของอาเป็นคนเขียน จะว่าไปก็ทวดของนายอีกทีนะฮาย เขียน 7 ภาษา เมื่อก่อนแทบไม่มีราคา แต่ปัจจุบันฟุ่งไปที่ 145 ล้านบาท แทบจะประเมินราคาไม่ได้ เพราะว่าอายุประมาณเกือบ 100 ปี”

“ฮ๊ะ!!?? แพงมาก”

“ใช่ ความหมายที่ทวดเขียนไว้ดีมากเลยด้วย เมื่อก่อนคนก็ว่าท่านว่าบ้าการศึกษาภาษามากไป จนได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เอกด้านภาษาโดยเฉพาะ ถ้านายอยากลองอ่านหนังสือของท่านก็ไปหาอ่านได้นะที่มหาลัยซอนซา ทวดเป็นคนสนับสนุนและก่อตั้งก็เลยมีตำราของท่านเก็บอยู่ในห้องสมุด”

“มหาลัยซอนซาหรอครับ”

“ใช่แล้ว ว่างๆก็ลองไปหาอ่านดูสิ ตอนแรกอาก็ว่าจะเอามาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ด้วย 1 เล่มนะ แต่ว่าไปขอกับทางมหาลัยไม่ทันวันเปิดงานหนะสิ อาก็มัวแต่ยุ่งๆเลยไม่มีเวลาจัดการเรื่องนี้เลย”

“แค่นี้พิพิธภัณฑ์และศูนย์จัดงานศิลป์ของอาก็ดูดีและยิ่งใหญ่มากแล้วครับ”

“เออจริงสิ มีอีกชิ้นที่จะให้ดู ชิ้นนี้เพิ่งมาส่งหลังจากอัดกรอบแล้วเมื่อ 1 อาทิตย์ก่อนงานเปิด ชิ้นนี้อาได้มาฟรีจากคนไทยเธอไม่ได้เป็นศิลปินอะไร แต่ว่าจู่ๆเธอก็ติดต่ออามาจวบจังหวะที่อาก็อยากได้ศิลปะแนวนี้พอดี เชื่อไหมเธอมาเขียนภาษาสดๆให้ดูที่นี่เลยภายใน 2 ชั่วโมง อาเลยรับทันที สีก็เตรียมมาเองด้วย มาดูสิ”

ผมเดินตามอาไป ผมไม่ชอบภาษาอะไรแบบนี้เลย เพราะผมไม่ชอบเรียนหนังสือตั้งแต่เด็ก ผมชอบศิลปะที่เป็นภาพวาดระบายสีมากกว่า ซึ่งไม่ต้องมาคำนึงถึงไวยากรณ์ว่าจะถูกหรือผิด ไม่ต้องมากังวลใจว่าเป็นคำคมที่คนจะต่อต้านไหม เฮ้อ! ผมหละเซงชะมัด แต่ก็ต้องเดินตามอาไป เพราะว่าผมไม่อยากขัด

“ทั้งหมด 12 ภาษา จากพิชชา รัตนสมบัติ” คุณอาอ่านชื่อตามป้ายที่ติดไว้ใต้ภาพ เล่นเอาผมตกใจ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ นั่นมันชื่อจริงของพิชชาหรือเปล่านะ ผมไม่แน่ใจแต่ผมพอจะจำได้ตอนที่เธอบอกกับผมที่เมืองไทยว่าเธอชื่อพิชญา “มีภาษาไทย ลาว พม่า เกาหลี จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น สเปน เวียดนาม รัสเซีย เยอรมัน ฝรั่งเศส แล้วคำคมทุกอันมีความหมายไม่เหมือนกันด้วย เธอบอกว่าแบบนั้นนะ ต้องให้เจ้าของภาษามาแปลหรือผู้รู้ภาษาจริงๆเท่านั้น สุดยอดไหม ตอนนี้อาไม่รู้จะตีราคาเท่าไหร่ดี เธอบอกว่าถ้าคิดจะขายจะไม่ได้ขาย แต่ถ้าคิดว่าไม่ขายจะมีคนมาขอซื้อ ตลกดี!”

“แล้วอาคิดว่าไง ถ้าผมจะซื้อ”

“ฮ๊ะ!!? นายเนี่ยนะจะซื้อ ไหนบอกว่าไม่ชอบแนวนี้ไง”

“หรือว่าอาไม่คิดจะขาย”

“ใช่ อาไม่คิดจะขายหรอก หายากนะ 12 ภาษาเขียนโดยคนคนเดียว ภายใน 2 ชั่วโมงเนี่ย อายังไม่เคยเจอใครนักคิดคำคมสดๆ เขียนสดๆให้ดูเลย”

“ผมไม่ซื้อก็ได้ งั้นอาพอจะมีเบอร์ติดต่อเธอไหมครับ”

“ไม่มีหรอก เธอไม่ได้ให้อะไรไว้เลย”

“เสียดายจัง ทำไมอาไม่ขอไว้หละครับ ศิลปินดีๆแบบนี้”

“อาไม่มีเบอร์ติดต่อเธอ แต่อามีเบอร์เลขาเธอที่ติดต่ออามา ถ้านายสนใจเดี๋ยวอาให้เบอร์เลขาไป โอเคไหม”

ผมตอบรับอาทันที ไม่ได้เบอร์เจ้าตัว ก็เอาเบอร์เลขามาก็ได้ไม่มีปัญหา ก็แค่แกล้งติดต่อว่าสนใจอยากได้ภาพ จากนั้นก็นัดเจอกัน หึ! ง่ายนิดเดียว ในเมื่อไม่ให้ไปหาที่บ้าน ก็ไปที่ทำงานก็แล้วกันเว้ย!!

“ไปดูห้องการแสดงนิทานหุ่นพื้นบ้านไหม”

“ไม่ดีกว่าครับ ไม่ใช่แนวผมเลย”

“ไปดูเถอะน่า มาถึงที่ทั้งที ต้องดูให้ครบ เพราะว่าผสมผสานกับเทคโนโลยีเข้าไปด้วย ไม่ได้โบราณขนาดนั้น เป็นแนวประยุคให้ทันสมัยมากขึ้น”

ผมเดินตามอาไปดูห้องการแสดงหุ่นผ้า ที่ค่อนข้างปิดมืด และมีแสงไฟยิงมาหลากสีสวยงามอลังการ ผมยกมือถือขึ้นมาถ่ายห้องการแสดง เพราะว่าชอบสีสันที่สวยงามและการแสดงที่แปลกใหม่แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ในห้องมีแต่เด็กๆ ที่นั่งดูการแสดงและหัวเราะกันใหญ่ เฮ้ย! เจอเด็กแก๊งเสื้อส้มอีกแล้ว ว่าแต่หนุ่มน้อยโปรแกรมนั่งอยู่ไหนหละเนี่ย ไหนดูซิ๊ ผมมองไปรอบๆห้อง เพื่อมองหาทรงผมเท่ๆของเด็กน้อยแต่ก็ไม่พบ ใช่แก๊งนี้เปล่าเนี่ย ก็ใช่นี่นาที่เสื้อก็พิมพ์ติดว่า Great Well International ไม่ผิดแน่ๆ

“ดูเด็กคนนั้นสิฮาย เพื่อนๆดูการแสดงกัน กลับไปนั่งพิงกำแพงหลับหัวเอียงไปมา 555+ น่ารักจริงๆเลย”

คุณอาพูดพร้อมกับหัวเราะคิกคักใหญ่ จนผมต้องหันไปมอง อ่าวเฮ้ย!! มองดูตั้งนานก็ว่าหายไปไหน ที่แท้ก็ไปนั่งพิงกำแพงนอน โถ่เอ้ย!! เด็กหนอเด็ก ผมอดไม่ได้ที่จะยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปโปรแกรมเด็กจอมหยิ่ง จากนั้นก็ขอตัวคุณอาเดินเข้าไปหาโปรแกรมที่นอนหลับหัวเอียงไปเอียงมา และถ่ายรูปแกล้งเอาซะเต็มจอเลย ตลกชะมัด เจอพิชชาเมื่อไหร่จะได้เอารูปฮาๆของโปรแกรมให้ดูแน่ๆ

“โปรแกรมหมูน้อย” ผมบีบแก้มโปรแกรมเล่น โปรแกรมค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยสายตาปรือๆ ห้องคงมืดไปหรือกินอิ่มถึงได้ง่วงขนาดนี้ นี่แค่บ่าย 2 โมงเองนะ พอลืมตามาแล้วพบผมที่ยิ้มให้ เจ้าเด็กจอมหยิ่งก็ขมวดคิ้วใส่ทันที แล้วเบือนหน้าหนีด้วยสายตาขุ่นมัว ทำท่าจะลุกขึ้น สงสัยคงจะหงุดหงิด

“ง่วงหรอเราหนะ ทำไมไม่ไปนั่งดูตุ๊กตาผ้ากับเพื่อนๆ”

“ไม่สนุก ผมชอบไอรอนแมนมากกว่า”

“อะไรกัน นายก็เลยมานั่งหลับเนี่ยนะ”

“เด็กเกิน ผมไม่ชอบ” เดี๋ยว!! นายก็เด็กไม่ใช่หรอโปรแกรมเอ้ย!!

“แล้วนี่นายก็เด็กไม่ใช่หรอไง แถมยังไม่ชอบดื่มนมด้วย”

โปรแกรมมองผมอย่างตกใจ 0-0

“รู้ได้ยังไงฮะ ว่าผมไม่ชอบดื่มนม”

“หึ! ก็เพราะว่าพี่เก่งไง”

“นมไม่อร่อย!!” ทำเสียงดังขึ้นมาเชียว ทีก่อนหน้านี้หละทำเสียงงัวเงียๆ แถมยังทำหน้าหงุดหงิดใส่อีก

“งั้นเอาลูกอมไปกินไหม พี่มีนะ” ผมล้วงไปในถุงเสื้อแล้วยื่นจูปาจุ๊บให้โปรแกรม

ช่วงนี้ผมหันมากินลูกอม หมากฝรั่ง แล้วก็พกติดตัวตลอด เพราะว่ากำลังจะเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นพิชชาอาเจียนอย่างหนักวันนั้นแล้วผมก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที ที่เป็นต้นเหตุให้เธอมีอาการหลอนกลิ่นบุหรี่จนต้องอาเจียนออกมาอย่างหนัก

“เด็กกินไม่ได้ ฟันจะผุ”

“นิดเดียวเอง กินให้สดชื่นไง จะได้ไม่เบื่อ ไม่ง่วงด้วย”

“มามี๊บอกว่ากินจูปาจุ๊บทำให้ฟันผุ มีหนอนขึ้นในปาก คุณหมอก็จะถอนฟัน ถ้าฟันผุก็จะปวดฟัน ปวดเหงือก แถมทำให้มีกลิ่นปากด้วย”

“แต่ตอนนี้มามี๊ไม่อยู่ซะหน่อย แค่อันเดียวเอง”

“ไม่ได้! มามี๊จะดุเอานะ!” พูดเสร็จก็เบือนหน้าหนี ทำท่าจะเดินไปหาเพื่อนๆด้วย

“งั้นก็อมแค่คำเดียวพอ” นี่ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ จู่ๆจะมาคะยั้นคะยอเด็กให้กินลูกอมของตัวเองทำไมเนี่ย ผมแกะลูกอมยื่นให้เด็กชายจอมหยิ่ง เขาชายตามองและยืนนิ่ง สงสัยจะอยากกินสินะ หึ!!

“คำเดียวจะผุไหม?” พูดจบก็เงยหน้ามาถามผม นี่ขนาดผมนั่งลงแล้วนะยังสูงกว่าเจ้าตัวเสียอีก ตัวเล็กจริงๆเลยเด็ก 5 ขวบจริงๆหรอเนี่ย

“ไม่ผุหรอก คำเดียวเองจากนั้นก็ไปกินน้ำเยอะๆ ฟันก็จะได้ไม่ผุไง”

“...” ยังคงจ้องลูกผมนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา ตกลงจะยอมกินไหมนะ

“รับไปถือสิ ถ้าไม่กินก็เอาไปทิ้งก็ได้”

“แต่มามี๊บอกว่าไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า”

“มามี๊กับพี่รู้จักกัน พี่อาจจะแปลกหน้าสำหรับโปรแกรมในวันนี้ แต่รับรองว่าอนาคตได้เจอกันที่บ้านแน่นอน”

“บ้านใคร”

“บ้านโปรแกรมไง ที่ข้างในบ้านมีตัวต่อเต็มไปหมดเลย แถมยังมีเพ้นท์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ฝาผนังด้วย”

“ใช่ พี่เคยไปบ้านผมหรอ”

“เคยสิ ทำไมจะไม่เคย” เริ่มเปลี่ยนแววตาแล้ว หึ!! เด็กหนอเด็ก

“ถ้าผมลองกินคำนึง พี่จะบอกมามี๊ไหม”

“ไม่บอกหรอกน่า เดี๋ยวมามี๊ก็จะมาด่าพี่ด้วยสิ”

“งั้นสัญญานะ ว่าจะไม่บอกมามี๊” โปรแกรมยกนิ้วก้อยยื่นมาให้ผม

“สัญญาเลย ไม่บอกแน่นอน”

“ผมจะแค่ชิมแค่คำเดียวครับ”

เด็กน้อยจอมหยิ่งเลียปากเล็กโดยรอบบริเวณ สายตาจ้องมาที่ลูกอมก่อนที่จะค่อยๆเดินมาใกล้มือผมที่ยื่นลูกอมให้ จากนั้นก็อ้าปากอมลูกอมในขณะที่มือผมถืออยู่ น่ารักชะมัดเลย!! พออมลุกอมได้แล้วก็อมนานมาก อมไม่ยอมปล่อย แล้วก็ชายตามองผมเหมือนดูปฏิกิริยาว่าผมจะว่ายังไงบ้าง ผมจะว่าอะไรได้ก็ได้แต่ยิ้มส่งไปให้สิครับ เป็นเด็กผู้ชายมันต้องแบบนี้กล้าๆหน่อย จะมาขี้กลัวไม่ได้หรอก

“เป็นไงอร่อยไหม”

“...” ไร้เสียงการตอบรับ แต่กลับอมลูกอมไม่ยอมอ้าปากคลายเลยสักนิด

“เอาไปถือทานต่อเลยไหม”

“จ๊วฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ” เสียงดูดลูกอมดังขึ้นหลังจากที่ผมตั้งคำถามออกไป

“คำเดียว”

ฮ๊ะ??? คำเดียวแบบปากโปรแกรมว่าจริงๆแต่นานขนาดนี้เลยหรอ

“อร่อยไหม? ถ้าอร่อยก็เอาไปทานต่อสิ” ผมว่าพร้อมกับยื่นลูกอมยัดใส่มือ แต่ทว่าโปรแกรมกับมองนิ่งๆ แล้วก็ส่ายหัวไปมา

“มามี๊บอกว่าคนเราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น ถ้าผมทานต่อมันจะไม่ใช่แค่ คำเดียว”

“มามี๊นะมามี๊ หื้มมมมม” ผมถอนหายใจออกมาโฮกใหญ่อย่างห้ามไม่ได้

ถึงแม้ว่าโปรแกรมจะดูขี้กลัวคนและดูขี้อายนิดๆ แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือชอบพูดจามีเหตุมีผลเหมือนผู้ใหญ่ พูดจาฉะฉานแม้จะดูกลัวๆ แต่ที่ผมรู้สึกถูกชะตาด้วยมากก็คือนิสัยที่โปรแกรมเป็นอยู่ เหมือนกับผมตอนเด็กไม่มีผิดเพี้ยน ตอนเด็กผมเป็นคนที่ติดแม่มาก แม่พูดอะไรผมก็ฟังแม่ทุกอย่าง ผมเป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออก และกลัวผู้คนที่เข้ามาคุยด้วย ต่างจากตอนนี้ลิบลับ ที่กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคุย รักการแสดง ชอบอยู่ที่คนเยอะๆ จึงไม่แปลกที่ผมจะชอบนัดกับเพื่อนสังสรรค์ ไม่ก็ไปนั่งร้านอาหาร ถึงจะอยู่บ้านก็ต้องเรียกเพื่อนมาบ้านอยู่ดี เวลาอยู่คนเดียวทีไรก็ฟุ้งซ้าน จิตตกทุกที แม้ทุกวันนี้จะลดลงไปบ้างแล้วเพราะเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนที่ทำให้ผมจำเรื่องราวบางส่วนไม่ได้ จึงทำให้ผมหันหน้ามาโฟกัสเรื่องงานและออกกำลังกายแทน นั่นแหละถึงทำให้ผมเป็นผู้เป็นคนขึ้นหลังจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานหลายปี

“งั้นเดี๋ยวพี่กินเอง” ผมพูดจบก็ยัดใส่ปากตัวเองทันที

“0-0 ผมอมไปแล้ว ทำไมถึงมากินต่อจากผม”

“ก็นายไม่ทานแล้วพี่ก็ทานต่อสิ หรือนายจะกินต่อ” ผมเอาลูกอมออกจากปากแล้วยื่นให้โปรแกรมที่ทำหน้าสงสัย

“ไม่กินแล้วครับ คุณเป็นโรคอะไรหรือเปล่าบ้างก็ไม่รู้ มามี๊บอกว่าอย่ากินของต่อคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว อาจจะมีไวรัสตับอักเสบบี”

วิชาการไปอีก นี่เด็ก 5 ขวบจริงๆหรอ เล่นเอาผมโง่เลยทีนี้

“นายเป็นหรือเปล่าไวรัสตับอักเสบบี” ผมถามโปรแกรม

“ผมไม่ได้เป็น”

“งั้นพี่ก็กินลูกอมต่อได้สิใช่ไหม ดีเลย อร่อยด้วย” ผมว่าพร้อมกับทำหน้ากินลูกอมแล้วอร่อยฟินนาเล่ และทำท่ากวนประสาทใส่โปรแกรมที่มองผมนิ่งๆ ก่อนที่จะยกยิ้มที่มุมปากเล็ก

“Hey!! All students fall into line” เสียงอาจารย์ฝรั่ง และอาจารย์เกาหลีดังขึ้น พร้อมกับเรียกเด็กๆไปจัดแถว พอโปรแกรมได้ยินดังนั้นก็วิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆในห้อง ส่วนผมก็เดินไปหาอาที่ยืนคุยอยู่กับพนักงานในห้องควบคุมเสียงและการแสดงต่างๆ น่ารักจริงๆเชียวเด็กพวกนี้ ผมยกมือถือขึ้นมาดูรูปผมที่ถ่ายเซลฟี่กับโปรแกรมก่อนที่เด็กน้อยจะวิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ^_^ เห็นรูปแล้วก็อดยิ้มไม่ได้จริงๆ เด็กอะไรทั้งประหลาดและน่ารัก มีหลายบุคลิกเหลือเกินก๊อปปี้แม่บุญธรรมมาขนาดนี้เลยหรอไง หืมม

พาราแรว : พ่อลูกเค้าก็จะค่อยๆเรียนรู้กันไปแบบไม่รู้ตัวเนอะ... ฝากรีวิว คอมเม้นทักทายกันได้ตลอดน๊าาาา เราไมไ่ด้หายไปไหน แค่งานเยอะแค่นั้นเองหลังปีใหม่จะมาปั๊มเรื่องให้ไวขึ้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น