แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 27

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 208

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2562 10:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27
แบบอักษร

​แสงไฟเรืองๆที่ลอดมาจากภายนอกปลุกเหล่ฟั้นให้ลืมตาตื่น แต่สิ่งที่ทำให้เธอสร่างง่วงเป็นปลิดทิ้งคือเสียงดุด่าอื้ออึงระคนเสียงทุบตีที่ค่อยๆชัดขึ้นทุกขณะจิต ครั้นเธอชะเง้อหาต้นเสียง ก็เห็นคุณท่านกระชากแขนคุณชายน้อย กระฟัดกระเฟียดเข้ามาในห้องรับแขกด้วยความโกรธพลุ่งพล่านดุจภูเขาไฟปะทุ

“มึงมันลูกแม่มึงจริงๆ” คุณท่านสบถ “บ้านช่องดีๆมีไม่อยู่ ชอบเตร็ดเตร่ไปข้างนอกมืดๆค่ำๆ ทำตัวไม่ต่างจากพวกชั้นต่ำ เห็นแก่หน้ากูบ้างมั้ย”

หนุ่มใหญ่ผลักบุตรชายให้หมอบลงหน้าแท่นบูชาบรรพชน ขณะที่ปากยังพรั่งพรูผรุสวาจาไม่ลดละ แต่ละคำล้วนหยาบโลนไม่แพ้คำที่ภรรยาของเขาดุด่าบรรดาสาวใช้ สร้างความงงงันแก่เหล่ฟั้นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเธอไม่เคยเห็นนายใหญ่ของบ้านโมโหโกรธาใครขนาดนี้แม้แต่ครั้งเดียว

ความกังขาตรึงใจเธออยู่นาน จวบจนหลายวันหลังจากนั้น เธอถึงได้รู้ว่ามูลเหตุที่ทำให้คุณท่านลุแก่โทสะไม่ได้เป็นเพราะทะเลาะกับคุณนายจนฝ่ายหญิงหนีไปกบดานที่บ้านพักตากอากาศเท่านั้น หากในคืนเกิดเหตุตัวเขาเพิ่งทุ่มเถียงกับสมาชิกสภาบริหารคนอื่นมาหยกๆ เหตุเพราะเห็นแย้งกันเรื่องนโยบายการค้า ซึ่งเสียงส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางคู่กรณีของเขา เป็นเหตุให้เขาฉุนจัด

“โขกหัวขอขมาบรรพชนหนึ่งร้อยครั้ง!”

ไหว่เชิงทำตามคำสั่งอย่างจำใจ ก่อนที่ไม้เรียวในมือบิดาจะหวดลงที่บั้นท้ายของเขาอย่างแรงเสียจนรู้สึกแสบสะท้านถึงขั้วหัวใจ

“กูตีมึงให้มึงจำ มึงยังกล้าหนีไปเที่ยวเล่นอีกมั้ย ยังกล้าขัดคำสั่งกูอีกมั้ย” บิดาตะคอกย้ำหลายที มือเฆี่ยนต่อไปอย่างไร้ความปรานี “กูเลี้ยงอาปั๋น – พี่ชายมึงมาแต่เล็กจนโต มันยังไม่เคยทำให้กูเสียใจเท่ากับมึงสักครั้ง มึงมันลูกนอกคอก”

เด็กชายฝืนทนความเจ็บปวดจนเส้นเลือดขึ้นหน้า ทั้งโขกศีรษะคารวะแบบเกาเตาทั้งโดนเฆี่ยน เขาเชิดหน้าขึ้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความร้าวรานไหลย้อนกลับสู่ภายในอย่างทระนง เป็นภาพที่น่าสังเวชจนเหล่ฟั้นทนดูไม่ได้

ช่งจีเงื้อไม้เรียวขึ้นอีกครั้ง แต่เขาก็ต้องชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงห้าม

“ช้าก่อนเจ้าค่ะ” เด็กหญิงโพล่งขึ้น “ลงโทษหนูแทนเถอะ”

“ไสหัวออกไป นี่ไม่ใช่เรื่องของแก” หนุ่มใหญ่เอ็ดอึง แววตาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจที่ถูกหมุ่ยไจ๋ขัดขวาง

“คุณท่านอย่าลงโทษคุณชายน้อยเลยนะเจ้าคะ” เธอวิงวอน

“ทำไมฉันจะเฆี่ยนมันไม่ได้ในเมื่อมันเป็นลูกฉัน ฉันตีมันเพื่อลงโทษที่มันทำตัวสำมะเลเทเมา หนีไปมั่วสุมนอกบ้าน”

“แต่ถ้าหนูไม่ปล่อยให้คุณชายน้อยออกไปเสียอย่าง เขาก็จะกลับไปนั่งทบทวนตำราในห้องตามเดิม ฉะนั้นนี่จึงเป็นความผิดของตัวหนูเอง...” เหล่ฟั้นออกรับแทนอย่างฉาดฉาน “...และอีกอย่าง หนูเป็นแค่หมุ่ยไจ๋คนหนึ่ง บ่าวต้องถูกนายดุด่าและเฆี่ยนตีเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ในขณะที่พ่อกับลูกควรรักใคร่กลมเกลียวกัน ฉะนั้นคุณท่านตีหนูแทนเถอะเจ้าค่ะ โปรดอย่าตีคุณชายน้อยเลย”

“อาฟั้น” ไหว่เชิงหลุดปากราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง

“ถ้าแกอยากลองดีนักก็ตามใจ”

สิ้นเสียง ช่งจีก็หันมาหาเหล่ฟั้นซึ่งทรุดตัวนั่งคุกเข่ารอรับการลงโทษ ฟาดไม้เรียวอันเดิมเต็มกำลัง เด็กหญิงเจ็บแปลบ หากเธอกัดฟันแน่น ไม่หลุดปากครวญครางสักแอะ ทั้งที่ฤทธิ์ไม้เรียวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกนาบด้วยเหล็กร้อนเผาไฟจนเดือดได้ที่

เจ้าของบ้านซึ่งถูกครอบงำด้วยความฉุนเฉียวกระหน่ำเฆี่ยนสาวใช้ชุดใหญ่ ตลอดเวลาเหล่านี้ ผู้เป็นบุตรเพียงแต่เฝ้ามองอย่างทำอะไรไม่ถูก

“ดูไว้ แล้วอย่าคิดทำอะไรนอกลู่นอกรอยอีก” คุณท่านหันมาพูดกับไหว่เชิง เขวี้ยงไม้เรียวที่แตกลุ่ยทั้งอันไปทางหนึ่ง แล้วจึงกระแทกส้นจากไปโดยไม่เหลียวกลับมาเด็กทั้งสองคน

“เธอรับผิดแทนฉันทำไม” เสียงของไหว่เชิงสั่นเครือ ขณะที่เขาปราดเข้าไปดูอาการของเหล่ฟั้น “ทำไมเธอต้องปกป้องฉันด้วย”

“ลืมมันไปเถอะเจ้าค่ะ” หมุ่ยไจ๋ฝืนยิ้ม “บ่าวก็ต้องรับใช้นายอยู่แล้ว”

“ฉันละอายใจจริงๆ” คุณชายน้อยพึมพำ ในหัวคิดวกวนกับแบบเรียนวิชาศีลธรรมที่สอนถึงคุณสมบัติความเป็นสุภาพบุรุษที่กล่าวว่า ผู้ชายต้องให้ความคุ้มครองผู้หญิง หากสิ่งที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้ มันช่างขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง “ฉันให้สัญญา...” เขาให้สัตยาบัน “...สักวันฉันจะปกป้องเธอเอง”


แดดอ่อนยามเช้าตรู่อาบผิวน้ำทะเลเป็นเลื่อมลายสีทอง แนวเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปแฝงกายในสายหมอก ยามมองออกไปนอกหน้าต่างของตึกนี้จะเห็นตึกรามบ้านช่องบนฝั่งเกาลูนที่ยังคงเงียบสงัดราวกับพักผ่อนจากบรรยากาศคึกคักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ส่วนในเวิ้งอ่าววิกตอเรียด้านล่าง มีเรือสำเภาลอยลำอยู่ละลิบ

หญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำเหม่อมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเพลิดเพลิน หล่อนไม่ได้ละสายตาจากมัน แม้เมื่อชู้รักก้าวเข้ามาประชิดตัว

“เคียนติสักแก้วมั้ยครับ ขวดนี้ส่งตรงมาจากแคว้นทัสกานีเชียวนะ” ชายหนุ่มเสนอพลางเปิดจุกคอร์กอย่างละเมียดละไม

“ดีค่ะ” หล่อนยิ้มกริ่ม ส่งแก้วในมือให้

“ผมเชื่อแล้วว่าคุณชอบวิวที่นี่จริงๆ เพราะตั้งแต่คุณมาอยู่กับผม ผมเห็นคุณนั่งมองมันได้ทุกเช้าค่ำยังกับไม่เคยเห็นมาก่อน ชีวิตกลางย่านชุมชนแออัดคงน่าเบื่อน่าดู มองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกเก่าสกปรก”

“ทำไมฉันจะไม่เคยเห็นละคะ” หยิงโถวยกไวน์แดงขึ้นจิบบางๆ “คุณพูดเหมือนกับว่าตระกูลหมั่นมีบ้านอยู่ที่จิมซาโจ๋ยแค่หลังเดียว ในความเป็นจริงแล้วสามีฉันครอบครองบ้านตากอากาศที่อื่นๆอีกตั้งสามหลัง หลังหนึ่งที่อ่าวรีพัลส์ หลังหนึ่งที่เกาะลานเถ่า และอีกหลังหนึ่งที่โคโลอานนู่น แต่เราก็ไม่ได้ไปที่นั่นกันบ่อยนัก อย่างหลังที่โคโลอานนี่เขาซื้อไว้ช่วงสงคราม และอพยพไปอยู่ที่นั่นชั่วระยะหนึ่ง พอสงครามจบก็ไม่ได้แวะเวียนไปอีก มาวันนี้ก็แทบจะกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว”

“จริงรึ” สแตนลีย์เลิกคิ้วอย่างสนใจ

คุณนายหมั่นกล่าวต่อไปด้วยความกระหยิ่ม “และเพราะบ้านพวกนั้นแหละ ฉันถึงแอบมาที่นี่ได้โดยใช้พวกมันเป็นข้ออ้าง จนถึงป่านนี้สามีฉันก็ยังคิดว่าฉันหลบไปอยู่บ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งหลังใดอยู่”

“ประทานโทษที่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมว่าท่านสมาชิกสภาก็แปลกคน เมียตัวเองหายหน้าไปหลายวัน แต่ไม่คิดตามง้อขอคืนดี ถ้าผมหรือผู้ชายคนอื่นๆตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ ตลอดเวลาคงกระวนกระวายจนไม่เป็นอันทำอะไร จะหายได้ก็ต่อเมื่อตามตัวคุณกลับมาได้สำเร็จแล้วนั่นแหละ”

“หัวใจคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกค่ะ” สาวงามพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “คนอย่างหมั่น ช่งจี หัวใจของเขามีให้แค่รัฐบาลและประชาชนฮ่องกง ทุกลมหายใจเข้าออกของเขามีแต่งานกับงาน ส่วนเมียอย่างฉันน่ะเป็นได้แค่วิหคในกรงทองที่เขาเลี้ยงไว้เชยชมแก้เบื่อเท่านั้นเอง”

“เพราะแบบนี้สินะ เขาถึงได้เฉยเมยกับการที่คุณจากมา” ชายชู้เอ่ยอย่างเอาใจ “เท่าที่ผมได้ฟังคุณเล่า เขาเป็นผู้ชายที่ใจจืดใจดำที่สุดที่ผมรู้จักมาเลยทีเดียว คนอะไรมีคู่ครองที่ทั้งสวยและฉลาดอย่างคุณ ยังข่มเหงได้ลงคออีก”

“เรื่องปกติ ก็ฉันมันนังเมียน้อยของเขานี่คะ พื้นเพเป็นแค่ขี้ครอกในสลัม เขาเลยนึกจะรังแกยังไงก็ได้ และไม่ว่าฉันจะทำตัวดีเพียงใด ก็มิอาจเทียบชั้นแม่เมียหลวงสุดประเสริฐของเขาได้หรอก...รายนั้นอย่าว่าแต่มึนตึงใส่กันเลย ตลอดเวลาที่หล่อนยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่เคยเห็นช่งจีขึ้นเสียงใส่อย่างที่ทำกับฉันด้วยซ้ำ”

ภริยานักการเมืองพูดกลั้วหัวเราะ ทว่าน้ำตาคลอ

สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ นั่งลงข้างหล่อนทันที แล้วจึงเอื้อมมือไปซับน้ำตาหล่อนด้วยกิริยาอันนิ่มนวล “ไม่ว่าช่งจีจะมองคุณเป็นวิหคในกรงทองหรืออะไร แต่ส่วนตัวผมแล้ว คุณคือเทพธิดาในใจผมเสมอ”

หมั่น ซน หยิงโถว ชม้อยตามองเขา

“ฉันเชื่อมานานแล้วว่านิสัยขาดการเอาใจใส่ลูกเมียของช่งจีมีส่วนทำให้ฉันมาพบผู้ชายที่น่ารักอย่างคุณ” หล่อนโผเข้าซบอกชายหนุ่มอย่างจะออดอ้อน “วันนี้ท่าทางจะอากาศดี สักบ่ายแก่ๆไปนั่งรถเล่นกันนะคะ”

“ดีเลยครับ ผมจะได้สอนคุณขับรถตามที่คุณรบเร้าสักที”

“คุณเป็นผู้ชายที่รักษาสัจจะ ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง” หล่อนหลับตาพริ้ม กดไหล่อีกฝ่ายให้นอนราบ “ฉันขอตอบแทนคุณด้วยวิธีนี้ก็แล้วกัน”


ผ่านไปเกือบเดือน กว่าคุณนายหยิงโถวจะยอมจากชายชู้กลับมาสู่บ้านสามีตน ซึ่งประจวบกับวันแข่งรักบี้สี่เส้าของไหว่เชิงพอดี สำหรับสมาชิกสภาหมั่นแล้ว การหวนคืนมาของภริยาสาวนับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

แม้เขาจะระแคะระคายกับการที่หล่อนไม่ได้สาธยายร่ายความถึงบ้านตากอากาศซึ่งหล่อนไปพักเลยแม้แต่คำเดียว หากว่าเขาก็ไม่กล้าตอแยมาก ด้วยเกรงว่าจะเป็นการสาดน้ำมันใส่กองไฟเก่าเปล่าๆ อีกทั้งวันสำคัญของบุตรชายกำลังจะมาถึง ในฐานะบิดา เขาจึงได้แต่รักษาน้ำใจของหล่อนเพื่อไม่ให้เกิดความร้าวฉานขึ้นอีก

จริงอยู่ที่ทางโรงเรียนจะเคยพาเหล่านักรักบี้เยาวชนมาตระเวนชมสนามที่ใช้แข่งและลงซ้อมเพื่อลดความกดดันถึงสองครั้งสองครา แต่อย่างไรก็ตาม วันซ้อมกับวันจริงก็เป็นคนละเรื่อง เพราะนอกจากจะได้พบกับคู่แข่งตัวจริงเสียงจริงแล้ว บรรยากาศสนามยังผิดกับตอนซ้อมลิบลิ่ว จากอัฒจันทร์ที่ว่างเปล่า กลับอุดมไปด้วยกองเชียร์หลากเชื้อชาติที่ตีตั๋วเข้ามาชมจนเต็มความจุสนามกีฬารัฐบาลที่คอสเวย์เบย์ ธงทิวซึ่งประดับประดาทั่วตัวอาคาร เสียงโห่ร้องของผู้คน ตลอดจนเสียงปี่สกอตของวงโยธวาทิตในเครื่องแต่งกายหลากสีสันที่บรรเลงเพลง ‘ก๊อด เซฟ เดอะ ควีน’ ยังคงสร้างความประหม่าแก่บรรดานักกีฬาฮ่องกงอย่างเหลือล้นพ้นประมาณ

เกมเปิดสนามเป็นการพบกันระหว่างเจ้าภาพกับตัวแทนจากภูมิภาคเอเชียใต้อย่างซีลอนซึ่งมีสถิติคู่คี่สูสีกับฮ่องกงมาแต่ไหนแต่ไร แม้ฮ่องกงจะได้เปรียบด้านความเป็นเจ้าภาพทั้งยังมีผู้เล่นฝีมือฉกาจฉกรรจ์มากมาย แต่ซีลอนก็ไม่ใช่หมูสนามที่ใครต่อใครจะต้อนได้ง่ายๆ และออกจะเหนือชั้นกว่าทีมคู่แข่งเล็กน้อย เนื่องจากผู้เล่นชุดนี้เกือบทุกคนเคยลงเล่นในรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว จนสื่อมวลชนต่างพากันยกให้พวกเขาเป็นเต็งสองรองจากนิวซีแลนด์ที่กินขาดแชมป์ถ้วยนี้ตลอดมา

ผลที่เกิดขึ้นคือทั้งสองทีมแลกหมัดกันอย่างสนุก ผลัดกันรับผลัดกันรุกตลอดครึ่งเวลาแรก ฮ่องกงโกยแต้มขึ้นนำได้หลายครั้ง ทว่าซีลอนก็ทำคะแนนไล่บี้มาติดๆด้วยการวางทรัยที่เฉียบคมกว่า เริ่มครึ่งหลังเกมก็ยังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า กระทั่งลุเข้าสู่ช่วงท้ายเกม เรี่ยวแรงของผู้เล่นฮ่องกงเริ่มตก และด้วยความเลินเล่อของจอห์นทำให้ทีมต้องเสียจุดโทษอย่างไม่น่าเสีย ส่งผลให้ทีมฮ่องกงตกที่นั่งลำบากทันที

“บ้าเอ๊ย” จอห์นขยุ้มผมสีทองของเขาอย่างหัวเสีย...ขณะนี้ฝ่ายเขาตามหลังคู่ต่อสู้อยู่ถึงห้าจุด ภายในเวลาไม่ถึงสองนาทีที่เหลือนับว่าไม่มากไม่น้อย หากสำหรับทีมซึ่งกำลังร่อแร่ทั้งร่างกายและจิตใจ เรียกว่าหมดหวังแล้วก็คงไม่ผิด

ญาติห่างๆของข้าหลวงใหญ่กัดฟันฮึดสู้ พยายามประคองลูกไปข้างหน้า แต่กลับถูกผู้เล่นซีลอนสองคนเบียดเข้าประกบอย่างว่องไว จนลูกหล่นไปข้างตัว...ภายในเวลาน้อยนิดแค่นั้น โอกาสช่างริบหรี่ ซึ่งเขาเตรียมใจสำหรับความพ่ายแพ้ไว้เป็นที่เรียบร้อย แม้ใจจะคัดค้านไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็ตามที

แต่ทันใดนั้น เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งก็สอดตัวเข้ามารับไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะวิ่งปราดขึ้นไป กระชากตัวหลบคู่แข่งคนแล้วคนเล่าด้วยลีลาดุจสายฟ้า โลดทะยานไปยังเขตประตูด้วยสุดแรงเกิด

“ไหว่เชิง”

จอห์นแผดเสียงเรียก ทว่าเจ้าของชื่อนั้นหูอื้อจนไม่รับรู้สรรพสำเนียงใดๆอีก รู้แต่เพียงว่าลูกในมือตนได้ร่วงลงหลังเส้นประตูดังใจปรารถนา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น