โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

​ตอนที่ 8-1 สถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 8-1 สถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 252

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มี.ค. 2562 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 8-1 สถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน
แบบอักษร

8. สถานการณ์พลิกผันอย่างชัดเจน

คิดว่าเป็นความฝันยังจะดีเสียกว่า ซอนอูอยากจะตบตีความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าตอนนี้จริงๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะตบตีลีโดยอง แต่แค่อยากจะตบความเป็นจริงเฉยๆ ถึงเลือดกำเดาจะกำลังไหลเพราะเอาหน้าไปกระแทกกับกำแพง แต่เรื่องนั้นก็คือเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็คือเรื่องนี้

มีความรู้สึกหลายอย่างที่ทั้งสองคนรู้สึกภายในสถานการณ์เดียวกัน ซอนอูกำลังคิดถึงชีวิตหลังความตายของตัวเอง แต่ตรงกันข้าม โดยองกลับสนุกสนานกับสถานการณ์นี้เหลือเกิน ถึงจะเห็นก็ทำเป็นไม่เห็น รู้แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วกับการถูกกระทำเหมือนเป็นเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานเข้าบ้านสามี จนอยากขอบคุณพระเจ้าที่คงเห็นชีวิตอันน่าสงสารของเขาถึงช่วยพลิกสถานการณ์ในตอนนี้ เขาจึงตั้งใจจะเพลิดเพลินกับช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่ จากที่ถูกทั้งงานของตัวเองและงานของรุ่นพี่ทับตัวอยู่เสมอจนไม่ได้หลับได้นอน ตอนนี้ก็กินอิ่มนอนหลับ กินข้าวมื้อกลางวันได้อย่างสบายใจ มื้อเย็นก็ได้กินข้าวร้อนๆ ที่บ้าน ถึงมันจะแค่นั้น โดยองก็มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่นี้ แม้การที่ซอนอูรับรู้ถึงตัวตนทั้งหมดของเขา จะทำให้หวนนึกถึงช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ออกปากว่า ‘ถ้านายรู้แล้วว่าฉันเป็นคนยังไง ก็คุกเข่าซะ’ แล้วปล่อยผ่านไป เจ้านั่นก็ยังดั้นด้นมาถึงคลับอีกรอบ เพื่อมาดูให้มั่นใจว่าธาตุแท้ของเขาเป็นยังไง และย้ำความจริงว่าตอนนี้ชีวิตของยูซอนอูคงจะไม่ราบรื่นต่อไปแล้ว


“รุ่นพี่มาทำอะไรถึงที่นี่เหรอครับ”

“อะ ฉัน... คือ เอ่อ...”

โดยองเป็นคนเปิดฉากพูดก่อน ชั่วขณะนึงเขาก็อยากจะทำตัวเหมือนแข็งกร้าว เหมือนรับตำแหน่งต่อจากรุ่นพี่ยูผู้มีชื่อเสียงด้านลบกระฉ่อน แต่ก็ยังไม่อยากปล่อยซอนอูไป ก็แหง ที่ฉันเจอมามันตั้งเท่าไหร่ ถึงยังไงเขาก็สรุปต้นเหตุที่ชัดเจนไปแล้ว

โดยองยิ้มแล้วพูดขึ้น ส่วนซอนอูเม้มปากอ้ำๆ อึ้งๆ จนตอบอะไรไม่ได้ บวกกับเลือดกำเดาที่ไหลมาจนถึงด้านบนริมฝีปากด้วย โดยองมองภาพนั้นก่อนจะส่ายหน้า ‘รุ่นพี่ซุ่มซ่ามก็เลยเจ็บแบบนั้นสินะครับ’ น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่เคยได้ยินก็ทะลุผ่านเสียงดนตรีดังอึกทึกครึกโครมภายในคลับมาแตะเข้าที่หูของซอนอู โดยองหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าด้านในสูทแล้วยื่นให้ ผ้าเช็ดหน้าสีม่วงอ่อนมีชื่อโดยองปักไว้ ถูกพับอย่างสบมุมและประณีต จากนั้นผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดเรียบร้อยนั่นก็เลอะไปด้วยเลือดสีแดงเถือก ซึ่งหลังจากเห็นผ้าเช็ดหน้าชุ่มไปด้วยเลือด ก็ไม่รู้ว่าทำไมซอนอูถึงจินตนาการว่าในอนาคต ตัวเขาเองอาจจะได้เลือดไหลมากกว่านี้ 10 เท่า ช่างเป็นนักศึกษาที่จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ


‘รุ่นพี่ซอนอู’ โดยองทำลายบรรยากาศอันหนักหน่วงด้วยการเรียกซอนอู ซอนอูที่ยังคงนั่งงอตัวอยู่บนพื้นจึงสูดลมหายใจก่อนจะเงยหน้ามองคุณรุ่นน้อง ยังคงเป็นใบหน้าที่ดูดีเหมือนเดิม ถึงการใส่ชุดสูทและใช้เจลเซ็ตผมจะทำให้โดยองดูมีอายุขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว ก็แค่ดูดีมากๆ ทว่าก็สามารถชื่นชมใบหน้าที่ตัวเองเคยหลงใหลอยู่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น

“รุ่นพี่ เคยได้ยินคำว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราไหมครับ”

“ห้ะ”

“แล้วรู้จักคำว่าสถานการณ์พลิกผัน ไหมครับ”

“เอ่อ...”

มีความรู้สึกบางอย่างที่ซอนอูไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้แทรกเข้ามา จะไม่เข้ามาไม่ได้ ถึงคำพูดจากปากเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาจะทะลุเข้าไปในหู แต่ซอนอูยังไม่ตื่นจากสภาวะเหม่อลอยจึงพูดได้ไม่ชัดถ้อยชัดคำ เขาพูดออกมาแค่ ‘อ่า...’ ไม่ก็ ‘เอ่อ...’ เหมือนกับเครื่องจักร โดยองมองสภาพเหม่อลอยของซอนอูก่อนจะยิ้มแป้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะมีเสียงพร่ำบ่นว่า มองรุ่นพี่อะไรแบบนั้น ตาจะจ้องเขม็งอะไรขนาดนั้น แต่ตอนนี้แค่จะส่งเสียงจิ๊ปากยังทำไม่ได้


โดยองจับมือของซอนอูที่ล้มอยู่แล้วช่วยประครองขึ้นมา ซอนอูจึงลุกขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนจะจ้องมองคุณรุ่นน้องด้วยสีหน้านิ่งอึ้ง โอ้โห ดูดีถึงขนาดที่ไปโม้ว่าเป็นลูกชายบ้านไหนก็ไม่อาย แต่ในขณะเดียวกันก็น่ากลัวด้วย จนซอนอูรู้สึกว่าถ้ามีใครเกิดทำผิดขึ้นมาก็อาจจะตายได้เลย

“ถ้างั้นรุ่นพี่รู้จักปลาใหญ่กินปลาเล็กไหมครับ”

“...”

“ยุคสมัยนี้ใครๆ ก็ให้เกียรติผู้อาวุโสกว่าใช่ไหมล่ะครับ”

“ฮะ ฮ่า ฮ่าๆๆ!”

“แต่ก็ยังดึงดันที่จะ... มาถึงที่นี่เพื่อมาเห็นด้วยตาของตัวเอง”

โดยองจัดความเรียบร้อยของเสื้อผ้าให้ซอนอู ปัดไหล่ทั้งสองข้างแล้วยิ้มให้อีกหนึ่งครั้ง และทุกๆ ครั้งที่อีกฝ่ายยิ้ม ซอนอูก็จะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอไป มือก็สั่นกับความกระวนกระวายที่มากมาย เขากำมือตัวเองเอาไว้แน่นและลองกลั้นหายใจ เพื่อไม่ให้ถูกจับได้จากอาการของตัวเอง แต่มันก็ยังไม่พอ โดยองแอบจับมือเย็นเฉียบของซอนอูไว้แน่น ถ้าเป็นความรักเลิฟๆ ตึกตักๆ แบบเมื่อก่อนแล้วล่ะก็ เขาคงจะรู้สึกเหมือนคุณรุ่นน้องจับมือฉันในวันที่ท้องฟ้าสดใส แต่ตอนนี้มีแต่ความรู้สึกเหมือนตัวเองทำความผิดแล้วกำลังจะได้รับโทษด้วยการตัดแขน

“ตอนนี้ก็รู้เกี่ยวกับตัวผมอย่างชัดเจนแล้ว ต่อไปก็ฝากตัวมากกว่าเดิมด้วยนะครับ คุณรุ่นพี่”

คำนิยามความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงถูกสรุปผ่านความเงียบงันแบบนั้น ด้วยการลั่นวาจาที่เหมือนเป็นการประทับตราทำสัญญาอย่างข่มขู่จากลีโดยอง ซอนอูจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันยิ้มแล้วยอมรับมัน ชีวิตมหาวิทยาลัยของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับพลิกฝ่ามือ ตอนนี้ซอนอูก็สำนึกผิดและรู้สึกจนเข้าไปถึงกระดูกดำแล้วว่าคำว่าสถานการณ์พลิกผัน กับปลาใหญ่กินปลาเล็กคืออะไร และเหตุผลที่ในอนาคตต้องใช้ชีวิตอย่างดีเพราะอะไร ที่ตัวเองต้องมาเจอความทุกข์ทรมานแบบนี้ ก็เพราะว่าชอบ เพราะว่ารักลีโดยอง คุณรุ่นน้องที่หล่อเหลาดูดีเลยเข้าไปแหย่เล่นแบบนั้น ถึงจะดูโหดร้าย แต่มันก็ย้อนอะไรกลับไปไม่ได้ จึงทำได้แค่เสียใจกับเมล็ดที่ตัวเองเป็นคนโปรยลงไป ปลูกถั่วแดงก็ได้ถั่วแดง* นั่นก็เป็นกฎของของโลกใบนี้


* * *

เป็นเพราะชีวิตมหาวิทยาลัยอันพลิกผัน ซอนอูจึงยุ่งมากๆ ในแต่ละวัน ดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิร่วงโรยหมดแล้ว แสงแดดที่เคยอบอุ่นก็เริ่มร้อนขึ้น เหล่านักศึกษาก็ไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวแต่เตรียมตัวสอบกลางภาค งานและการบ้านทำให้วันแต่ละวันยืดยาวออกไปอย่างจำเจ และเพราะโดยองต้องเตรียมคุณสมบัติในหลายๆ ด้าน ซอนอูจึงเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าเขาต้องเขียนเล็คเชอร์ข้อสอบกลางภาคกับรายงานต่างๆ ของโดยองที่ลงเรียนแม้กระทั่งภาษาต่างประเทศแทนทั้งหมดไงล่ะ แถมยังไม่สามารถสั่งให้ใครช่วยทำรายงานของตัวเองได้อีก ก็เลยทำได้แต่น้ำตาคลอแล้วรับผิดชอบงานมากมายนั่นทั้งหมด

อ่า ทำไมฉันต้องมารู้ว่าลีโดยองเป็นพวกนักเลงแบบนั้น แล้วต้องมาใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ก่อนช่วงสอบด้วยนะ ทำไมตอนนั้นฉันถึงได้ใจร้ายใจดำกับรุ่นน้องที่ตัวเองแอบชอบล่ะ ถ้าสารภาพไปว่าชอบ ก็คงไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานทั้งทางกายและใจแบบนี้! แต่มานั่งเสียใจภายหลังมันก็สายไปแล้ว


หลังจากซอนอูทำงานวิชาพื้นฐานของโดยองเสร็จก็รู้สึกเหนื่อยใจ ไม่กี่วันมานี้ผิวเขาหยาบกร้านขึ้น กับการโต้รุ่งเป็นคืนที่สองเข้าไปแล้ว ยังไงก็คิดว่าคงจะหยาบกร้านไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะตอนนี้มันก็หยาบพอจะเป็นกระดาษทรายได้เลย ซอนอูจับแก้มที่โหนกนูนขึ้นอย่างแห้งหยาบก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเงียบๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของพี่สาวคนโต ในตู้เก็บใส่เครื่องสำอางที่อยู่บนโต๊ะเครื่องสำอางของพี่สาวมีแผ่นมาสก์ที่ให้ความรู้สึกดีๆ และเย็นสบายอยู่ เขาจึงเลือกที่จะขโมยมันมา ถ้าเธอนับจำนวนมาสก์แล้วเจอว่ามันหายไปเขาก็คงแค่โดนฟาด แต่ตอนนี้ใบหน้าที่กลายเป็นทะเลทรายมันน่าเวทนากว่า ซอนอูเลยตัดสินใจจัดการเป็นอย่างแรกอย่างรีบเร่ง

เมื่อวางแผ่นมาสก์เย็นๆ ลงใบหน้าหนึ่งแผ่นแล้วก็มองนาฬิกา วันนี้คือวันอังคาร ถึงจะเป็นวันที่ยูซอนอูมีคาบว่าง แต่ลีโดยองมีเรียนอย่างอัดแน่นตั้งแต่เช้ายันเย็นแบบไม่ได้พัก โดยองที่ไม่มีเวลาพักกินข้าวจึงแสร้งทำเป็นรบกวนซอนอูพร้อมกับคำสั่งพิเศษ

‘ทุกๆ วันอังคารช่วยเตรียมข้าวกล่องเป็นมื้อกลางวันให้หน่อยนะครับ เพราะวันนั้นผมไม่มีเวลากินข้าวเลย’

พอลองคิดดูแบบเงียบๆ ก็รู้สึกไม่พอใจ ‘ไม่ได้บอกให้ฉันซื้อข้าวไปให้ ทั้งๆ ที่ฉันก็ต้องไปซื้อด้วยตัวเอง แต่กลับบอกให้ห่อข้าวกล่องมาให้ นี่มันเกินไปจริงๆ’ ซอนอูกระโดดลงบนเตียงเพื่อพักสายตาสักครู่พลางบ่นพึมพำ แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็หลับสนิทเลยไปจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่จะต้องออกไปส่งข้าวกล่องมื้อกลางวันให้โดยอง


โชคดีที่ลืมตาขึ้นมาพอดี แต่ปัญหาก็คือเขาไม่มีเวลาห่อข้าวกล่อง อาหารที่ขายตามท้องตลาดแบบนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยกิน ซึ่งนั่นไม่ใช่การพูดเกินจริงหรือโกหกแน่นอน เพราะถึงเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ จะชวนไปกินข้าว โดยองก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ ‘ไปกินอะไรข้างนอกไม่ได้เหรอ วันนั้นฉันไม่มีเรียนอะ ไม่ได้มามหาลัยด้วย...’ แม้ซอนอูจะแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นการปฏิเสธโดยนัยๆ ทว่าโดยองก็แน่วแน่ ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ข่มขู่อย่างรุนแรงอะไร เพียงแค่ยิ้มแล้วหัวเราะให้ซอนอูอย่างเซ็งๆ เมื่อเห็นใบหน้าแบบนั้นซอนอูจึงรู้สึกห่อเหี่ยวก่อนจะบอกไปว่าเข้าใจแล้ว แต่ยูซอนอูผู้ยิ่งใหญ่จะห่อข้าวกล่องเองน่ะเหรอ ไม่มีทาง ก่อนอื่นการไปถึงมหาวิทยาลัยให้ทันเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เขาจึงตัดสินย้ายร่างตัวเองออกไปทันที และโชคดีที่มาถึงมหาวิทยาลัยก่อนเวลาที่ต้องไปเจอโดยอง ซอนอูจึงซื้อข้าวกล่องจากร้านค้าตรงหน้ามหาวิทยาลัย ‘ช่วยเอาอันที่ทำเสร็จเร็วที่สุดมาหน่อยครับ!’ เมื่อได้ยินการสั่งออเดอร์อย่างเร่งด่วน มือของพนักงานก็พลอยรีบเร่งตามขึ้นไปด้วย และเมื่อมองภาพนักศึกษาเปิดกระเป๋าสตางค์รออยู่หน้าแคชเชียร์ก็รู้สึกเวทนา แต่ซอนอูไม่รู้ถึงความเป็นจริงข้อนั้น

ซอนอูรีบวิ่งแล้ววิ่งอีกไปยังอาคารหน้าประตูหลักที่นัดเจอกับคุณรุ่นน้อง และเจอกับโดยองที่เลิกเรียนแล้วเดินออกมาข้างนอกพอดี จึงตะโกนเรียก ‘โดยองอา!’ พร้อมกับโบกมือไปมา แต่หลังจากนั้นก็สงสัยขึ้นมาว่าตัวเองจะดีใจอะไรขนาดนั้น


“แล้วที่ผ่านมา นายกินข้าวที่ไหนอะ โดยอง”

“โรงอาหารมอ ไม่ก็ตรงสนาม ถ้าไม่งั้นก็อดข้าวไปแหละครับ”

“อดทำไมอะ เบื่ออาหารเหรอ หรือว่าข้าวข้างนอกไม่อร่อย แต่ข้าวข้างนอกน่ะ อร่อยกว่าข้าวที่บ้านฉันอีกนะ!”

“ไม่ค่อยชอบอาหารที่มีกลิ่นเครื่องปรุงแรงๆ น่ะครับ” “งั้นนายก็ไม่กินพวกรามยอนด้วยเหรอ”

“ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ค่อยกินครับ เพราะข้าวที่บ้านก็อร่อยกว่าเยอะ”

ทั้งสองคนเลือกนั่งตรงโต๊ะฝั่งหนึ่งของโรงอาหารมหาวิทยาลัย แล้ววางข้าวของลงพร้อมกับพูดคุยกัน ซอนอูไม่เคยเห็นคนโปรดปรานอาหารที่บ้านเท่าโดยองเลย อย่างมากก็เป็นพวกคุณอาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานหรือไม่ก็ในกรณีที่แม่ทำอาหารเก่งเลิศเลอ เพราะฉะนั้นโดยองก็เลยดูเหมือนเป็นคนแบบพิเศษหน่อยๆ โดยปริยาย ซึ่งอีกฝ่ายก็มีเหตุผลที่ชื่นชอบอาหารที่บ้านอยู่

“เพราะคุณป้าเตรียมอาหารไว้ให้ที่บ้าน เป็นนักวิจัยอาหาร มันก็เลยอร่อยกว่าข้าวที่แม่ทำให้น่ะครับ”

“อ่า... นักวิจัยอาหาร...”

อย่างนี้นี่เอง บ้านของนายอยู่ดีกินดีมากๆ เลยสินะ ขนาดคนที่ทำกับข้าวให้ก็ยังเป็นนักวิจัยอาหารเลย เป็นคุณชายผู้สูงส่งจริงๆ ด้วย ขอโทษด้วยที่ตอนนั้นเข้าไปวุ่นวายกับนาย หน้าซอนอูซีดเผือดก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่ให้มีพิรุธ แล้วเปิดข้าวกล่องที่ซื้อมา ถึงเขาจะพยายามซื้อข้าวกล่องที่ไม่ได้ดูเหมือนข้าวกล่องที่ทำขายมามากที่สุดแล้ว แต่พอได้ฟังเรื่องที่คุณรุ่นน้องเล่า หัวใจก็กระวนกระวาย ถ้าไปยั่วโมโหขึ้นมาจะทำไงดี ถ้าชวนคุยฉันจะตอบว่าอะไรดีนะ ทว่าแม้จะคิดด้วยความไม่มั่นใจแต่มันก็เป็นแบบนั้นเป๊ะๆ อยู่ดี


“อันนี้ไม่ใช่อันที่รุ่นพี่ทำเองนี่ครับ”

“เอ่อ มัน... คือฉันมัวแต่ทำงานที่นายฝากไว้จนถึงเช้าเลยน่ะ!”

“งั้นเหรอครับ”

“อ้อ”

“งานก็งานสิครับ”

‘ทำไมนายถึงเป็นแบบนี้กัน ฉันเป็นเบ๊อย่างซื่อสัตย์มาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว มันไม่ใจร้ายกับฉันเกินไปเหรอ!’ มันเป็นเพียงแค่เสียงตะโกนในใจของซอนอู เขายู่ปากด้วยสีหน้าสลดก่อนจะพึมพำกล่าวขอโทษ

ฉันขอโทษที่ซื้อมาให้ แต่ฉันเองก็ไม่ได้นอนมา 2 คืนแล้วจะทำไงได้ ถ้าเอนตัวนอนปุ๊บก็คงจะหลับยาวไปเลย มันเป็นเหตุสุดวิสัยน้าาา

ซอนอูก้มหน้าก้มตานับเม็ดข้าวพลางบ่นอู้อี้ ซึ่งโดยองก็ไม่ได้ยินเสียงบ่นนั้นหรอก แต่เพราะกระหม่อมที่ดูหมดแรงและหมดสนุกมันน่าตลกดี เขามองเพียงศีรษะของซอนอูแล้วหัวเราะคิกคักแบบไร้เสียง


เจ้ารุ่นพี่คนนี้ ดูๆ แล้วก็น่ารักดี ด้วยความเป็นน้องเล็กของบ้าน ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแล้วล่ะก็จะเริ่มกลอกตาไปมา เพราะไม่อยากได้ยินเสียงก่นด่า แล้วค่อยเอ่ยปากขอโทษ ไปจนถึงร้องบอกว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเองเลยสักนิด จริงๆ แล้วโดยองก็ตั้งใจจะยกโทษให้ด้วยความใจกว้างมหาศาลกับชีวิตในหลายๆ วันที่ผ่านมาของรุ่นพี่ แต่พอแกล้งแล้วมีรีแอ็คชั่นที่ตลกแบบนี้ เขาก็เลยไม่อยากปล่อยไปง่ายๆ เลยคิดว่าจะแกล้งต่อไปอีกสักหน่อยจนกว่าจะจบเทอม เพราะถึงอย่างไร ปิดเทอมแล้วคงจะไม่ได้เจอกัน แล้วก็คงไม่มีเรื่องจำเป็นอะไรจะต้องโทรเรียกมาเจอด้วย โดยองเพลิดเพลินเท่าที่จะเพลิดเพลินได้ และคิดจะทำให้ซอนอูต้องมีชีวิตแบบเป็นเบ๊อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ให้เจ้าตัวจับได้ว่าตัวเขามีแพลนจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ

“กินข้าวแล้วรอแป๊บนึงนะครับ รุ่นพี่”

“รอทำไม”

“มีที่ที่จะต้องไปกับผมน่ะ”

“ที่ไหน”

“รุ่นพี่ วันนี้... พูดมากนะครับ”

“เฮ้ย เปล่าๆ เปล่า! ไปสิ! ไปกันเถอะครับ!”

ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นก็ดังสนั่นไปทั่วโรงอาหารมหาวิทยาลัย


* * *


* ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น