โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 25

คำค้น : นิยายเกาหลี สัมผัสร้าย คุณชายปีศาจ นิยายวาย yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 เม.ย. 2562 22:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25
แบบอักษร


เขาตั้งสติได้ในทันที รู้ตัวอีกทีแววตาของจูวอนที่เห็นก็หายไปและสบตากับเลขาที่รอให้ตนออกมาจากห้องอยู่ เลขารอให้ฮีวอนออกมาจากห้องพร้อมกับพูดขึ้นเบาๆ ว่า ‘ไปกันเถอะค่ะ’ ฮีวอนเหลือบมองแทยองที่มองมาที่ตนอย่างเคร่งเครียดจากที่ที่ห่างออกไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเลขาออกจากห้องไป เลขาปิดประตูโดยไม่มีเสียงและเดินนำหน้าทั้งสองคน

แจวอนต้อนรับฮีวอนด้วยใบหน้าที่ดูเป็นกังวลกว่าครั้งก่อน และดูไม่ค่อยยินดีต้อนรับฮีวอนเท่าไหร่ เขาใช้มือชี้ให้ฮีวอนนั่งโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง โซฟาหนังธรรมชาติสีน้ำตาลเข้มรับฮีวอนไว้อย่างนุ่มนวล ฮีวอนรอให้แจวอนพูดเหตุผลที่เรียกตัวเองมา แต่เขาก็ยังไม่พูดในทันที กลับจ้องมองไปยังที่หนึ่งโดยไม่คลายหน้าผากที่ย่นลงราวกับถูกขังอยู่ในห้วงความคิด ฮีวอนดื่มชาที่เลขานำมาเสิร์ฟและนั่งรอ

“สบายดีใช่ไหม”

ฮีวอนยืนยันได้เลยว่ามันไม่ใช่การทักทายถามสารทุกข์สุกดิบ คำถามที่แจวอนถามไม่ใช่คำถามสำหรับตน แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับจูวอนที่อาศัยอยู่ที่บ้านเล็ก ฮีวอนพยักหน้าพลางตอบว่า ‘ครับ’ แจวอนถูหน้าผากที่ยังไม่คลายออกด้วยนิ้วหัวแม่มือ คงเป็นเพราะไม่พอใจกับคำตอบของฮีวอน

“ฉันก็ยังไม่พอใจอยู่เหมือนเดิมที่นายไปอยู่ที่นั่น”

แจวอนไม่ปกปิดความในใจซึ่งน่าจะตั้งแต่ตอนที่พ่อของตนตัดสินใจอย่างนั้น ฮีวอนผงกศีรษะเบาๆให้กับคำพูดนั้น เขามองมาที่ฮีวอน สังเกตสีหน้าแล้วหันหน้ากลับไปพร้อมกับพูดขึ้น

“พวกเขาอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่”

ได้ยินเสียงลมจากหมัดที่กำไว้แน่น

“ไอ้เด็กที่ไม่ควรจะเกิดมากับคนที่ไม่สมควรจะอยู่”

ฮีวอนได้ยินเสียงของแจวอนที่กล่าวออกมาเบาๆ

แจวอนเกลียดการมีอยู่ของหญิงวัยกลางคนและจูวอนอย่างที่สุด ทั้งในตอนที่ได้ยินเรื่องที่เจอกับจูวอน ทั้งในตอนที่หญิงวัยกลางคนปรากฏตัวออกมา ฮีวอนคิดว่าถ้าเป็นคนระดับแจวอนไม่น่าจะมีเหตุผลที่ต้องมาสนใจพวกเขาขนาดนี้ อีกทั้งยังไม่สามารถสันนิษฐานเหตุผลได้ด้วยว่าทำไมแจวอนถึงได้ทำสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนั้น

ฮีวอนผละริมฝีปากออกจากถ้วยชาแล้วมองไปที่กลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่ในนั้น จากนั้นก็มองดูภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ เห็นอีกแล้ว ฮีวอนขมวดคิ้ว นัยน์ตาที่เจ็บปวดของจูวอนสะท้อนบนผิวน้ำแวบๆ ฮีวอนไม่สามารถเก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้ได้ บางทีเขาอาจคิดถึงจูวอนโดยไม่รู้ตัว จูวอนโผล่ออกมาในทุกๆ ที่ เขาปรากฏออกมาแล้วหายไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ฮีวอนไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นอย่างนั้นเลย

ฮีวอนเกลียดจูวอน เกลียดที่จูวอนไร้มารยาทและเห็นแก่ตัว เขาระวังแล้วระวังอีกเพื่อไม่ให้เผชิญหน้ากับจูวอน ดังนั้นจึงคิดว่าน่าจะผ่านวันนี้ไปได้แบบง่ายดาย แต่มันก็เป็นเพียงความปรารถนาของฮีวอนเท่านั้น ฮีวอนมองดูด้านในถ้วยชาที่มีกลีบดอกไม้อีกครั้ง ครั้งนี้ไม่เห็นดวงตาของจูวอนอีกต่อไป มีเพียงดวงตาของตัวเองที่ถูกกลืนกินด้วยความหวั่นวิตก

ฮีวอนวางถ้วยชาลงและประสานมือบนหัวเข่า ฮีวอนคาดเดาจากเงาที่เห็นรางๆ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นไปมองแจวอน ใบหน้าของแจวอนที่ผ่อนคลายลงมาบ้างแล้วนั้นทั้งเหมือนและไม่เหมือนจูวอน แจวอนจะดูคมกว่าจูวอน ฮีวอนถอนหายใจให้กับความจริงที่ว่าจูวอนกับแจวอนเป็นพี่น้องกันเหมือนกับไม่เคยรู้มาก่อน ความจริงที่ว่าจูวอนเป็นน้องชาย ไม่ใช่ตนเองที่เอาแต่หวังว่าจะได้เป็นพี่น้องของพี่ชายที่อยู่สูงกว่าตนเสมอ ถึงจะเป็นพี่น้องคนละแม่ แต่ก็มีสายเลือดเดียวกัน ฮีวอนกดความรู้สึกขมขื่นไว้แล้วกลืนมันลงไป

“น้องชายของฉันก็คือนายนะ ฮีวอน”

เขาตกใจจนมือที่ประสานกันไว้หลุดออก ฮีวอนมองไปที่ตาของแจวอนที่กำลังมองมาที่ตนเองอยู่พร้อมกับเลียริมฝีปาก แจวอนหลุบตาต่ำลงมองถ้วยชาแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“น้องชายของฉันก็คือนาย ไม่ใช่ไอ้คนน่าอดสูนั่นแต่เป็นนาย”

แม้ฮีวอนจะฟังสิ่งที่แจวอนพูดแต่ก็ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจเลย คำพูดของแจวอนเป็นเหมือนคำสั่ง ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ นอกเหนือจากนั้นเลย


***


เขาตั้งใจจะทำงานอยู่ที่บริษัทจนถึงดึกเพราะโปรเจกต์ แต่พ่อฝากเลขาคังให้มาบอกเขาว่าถ้าเลิกงานแล้วให้กลับไปที่บ้านเล็กโดยทันที ฮีวอนใส่ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นลงในยูเอสบี จากนั้นตรวจเช็คข้อมูลที่ถูกใส่ลงไปในยูเอสบีอีกรอบหนึ่งก่อนจะเก็บโน้ตบุ๊ก จัดเรียงแฟ้มเอกสารที่กระจัดกระจายไปทั่วโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ และมองไปที่แผนกวางแผนผ่านหน้าต่าง ไฟทุกดวงถูกปิดหมดเว้นแต่ทางเดินที่เชื่อมกับทางเดินในตึก คนที่เลิกงานคนสุดท้ายคือฮีวอนเสมอ

ฮีวอนกลอกตามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตามองเห็นห้องออฟฟิศที่สว่างไสวท่ามกลางตึกระฟ้า ตอนนี้ความรู้สึกต่างๆ ในหัวของเขานั้นไม่ได้ยุ่งเหยิงสักเท่าไหร่ เขาหลับตาและลืมตาขึ้นสองสามครั้ง จากนั้นหมุนตัวดูรอบๆ ห้องหัวหน้าแผนกที่ตัวเองยืนอยู่ งานที่เขาหวังไว้เริ่มปรากฏออกมาเป็นความจริงแล้ว แต่ฮีวอนก็ยังคงไม่พึงพอใจ ต้องไปยังที่ที่สูงกว่านี้ ต้องไปยังที่ที่กว้างกว่านี้ เขาพูดอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกและพยายามอย่างเต็มที่ในทุกงานที่เขาได้รับ ฮีวอนพยักหน้าและทำใจให้สงบ

ฮีวอนขึ้นไปยังที่นั่งด้านหลังของรถเก๋งสีดำที่จอดรออยู่หน้าบริษัทและซุกตัวเข้าไปด้านในลึกๆ พยักหน้าทักทายให้กับคนขับรถที่มองตัวเองอยู่ผ่านกระจกมองหลัง คนขับรถคนนี้คุ้นหน้าค่าตาดีเพราะเป็นคนเดิมกับทุกครั้ง คนขับรถกำลังจะออกตัวแต่ก็ตกใจและเอื้อมมือออกไปขวางเพราะเงามืดที่จู่ๆ ก็เปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับและเข้ามาในรถ

“สวัสดีครับ รู้จักผมใช่ไหมครับ”

“เอ่อ ครับ”

“วันนี้รับผมไปด้วยได้ไหมครับ”

คนขับรถมองดูฮีวอนผ่านกระจกมองหลัง แต่ก็เห็นเพียงแค่ฮีวอนที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง คนขับรถจึงพยักหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฮีวอนส่ายหน้าเบาๆ ให้กับท่าทีของแทยองที่นั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ และรอให้รถเคลื่อนตัวออกแม้ว่าตัวเองจะเอารถมาก็ตาม

เมื่อรถเก๋งสีดำขับผ่านตึกรามบ้านช่องและแล่นอยู่บนถนนสายรอบเมือง ฮีวอนก็รู้สึกโล่งโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกอึดอัดและว่างเปล่ายามที่อยู่ท่ามกล่างตึกระฟ้าที่มองไม่เห็นแม้แต่ท้องฟ้า ด้วยเหตุนั้นฮีวอนจึงก้าวเท้าไปยังสถานที่ที่คิดว่าเป็นพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งก็คือด้านในสวนบ่อยครั้ง ฮีวอนไม่สามารถละสายตาไปจากนอกหน้าต่างรถที่ตึกระฟ้าหายไปกลายเป็นตึกเตี้ยๆ แทน

“ไม่เหนื่อยเหรอ”

แทยองหันหน้ามาถามฮีวอน ฮีวอนคิดไว้ว่าจะไม่ตอบ แต่เขารู้ว่าที่นี่ไม่ใด้มีเพียงแค่ตัวเองจึงตอบออกไป

“ไม่เป็นไรครับ”

“อย่าหักโหมนะ มันไม่ดีต่อร่างกาย”

“ผมจัดการเองได้ครับ”

“เพราะเป็นนายนะฮีวอน ฉันถึงเป็นห่วง”

แทยองพูดเช่นนั้นก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้า

ฮีวอนไม่ได้รู้สึกอะไรคำพูดของแทยอง เขาอยากหาจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น แต่แทยองเป็นคนที่ซ่อนตัวตนเก่งกว่าคนอื่น ดังนั้นฮีวอนจึงไม่อยากคุยอะไรยาวๆ กับแทยอง เขาตระหนักแล้วว่ายิ่งคุยกันก็ยิ่งกลายเป็นการเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเองให้กับแทยองมากกว่ารู้เรื่องของเขา ฮีวอนทำได้แค่เพียงภาวนาให้ถึงคฤหาสน์เร็วขึ้นอีกนิดหนึ่งก็ยังดี

ประตูเหล็กขนาดใหญ่ถูกเปิด รถเก๋งสีดำเคลื่อนตัวเข้ามาด้านใน แสงไฟส่องสว่างไปที่สวนและคฤหาสน์ ฮีวอนทอดสายตามองไปที่คฤหาสน์ที่เผยให้เห็นความงดงาม

“หวังว่านายจะรีบกลับมานะ”

ฮีวอนหัวเราะอยู่ภายในใจ ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์หรือบ้านเล็ก สถานที่ที่ฮีวอนพอจะอยู่ได้อย่างสบายใจก็มีเพียงแค่ห้องหัวหน้าแผนกในบริษัทเท่านั้น

“ถ้าเหนื่อยก็ช่วยลงไปด้วยครับ ผมเองก็ต้องไปเหมือนกันครับ”

ในคำพูดอันแสนเย็นชานั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกอยากจบบทสนทนากับแทยอง แทยองบอกกับคนขับรถว่าฝากด้วยนะครับ ก่อนจะลงจากที่นั่งข้างคนขับไป ฮีวอนเลื่อนสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างเข้ามาด้านใน ทันใดนั้นเองเขาได้ยินเสียงก๊อกๆ จากที่นั่งด้านหลัง แทยองโน้มตัวลงมามองฮีวอน ฮีวอนเหลือบมองแทยองแล้วบอกกับคนขับรถว่า ‘ออกรถเลยครับ’ พร้อมกับท่าทางของเขาที่ส่งยิ้มมองมา รถเก๋งสีดำเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ปล่อยให้แทยองยืนอยู่คนเดียว

ฮีวอนลงตรงที่ที่ห่างจากบ้านเล็กนิดหน่อยเพราะอยากเดิน อยากผ่อนคลายความรู้สึกภายในหัวที่ยุ่งเหยิง ฮีวอนปรับสายกระเป๋าเอกสารและโน้ตบุ๊กก่อนจะเดินออกไปช้าๆ ท้องฟ้าที่มองไม่เห็นดวงดาว มีแต่พระจันทร์ที่ส่องลงมาที่ใบหน้าผ่านก้อนเมฆที่ลอยไปมา ฮีวอนเดินดูท้องฟ้าและเมื่อไฟข้างถนนบดบังท้องฟ้า เขาจึงรู้ตัวว่าเดินมาถึงบ้านเล็กแล้ว ในตอนที่สายตามองไปที่ประตูรั้ว ฮีวอนก็นึกว่าตัวเองหยุดหายใจไปเสียแล้ว ผมที่มัดลวกๆ กับบุหรี่ที่คาบอยู่ในปาก ดวงตาที่ปรากฏออกมาหลังจากควันที่พวยพุ่งจางหายไป ฮีวอนกอดโน้ตบุ๊กที่เกือบทำร่วงเอาไว้และหลุบตาต่ำลงอย่างอึดอัดใจ

เท้าหยุดชะงักลงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี ได้แต่ยืนใจลอยอยู่กับที่ จะต้องเดินผ่านเขาเข้าไปข้างในแต่ร่างกายกลับไม่ฟังเลย แขนที่กอดกระเป๋าเอกสารกับโน้ตบุ๊กเอาไว้ค่อยๆ หมดแรง ในหัวก็สับสนไปหมด แต่จะอยู่แบบนี้ไม่ได้ ฮีวอนฝืนใจก้าวเท้าออกไปทั้งที่ยังคงหลุบตามองต่ำอยู่ เท้าที่ขยับเข้าใกล้จูวอนทีละก้าว ทีละก้าวนั้นหนักจนเหมือนจะยุบลงไปกับพื้น

“ให้ช่วยถือไหม”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ทำไมพอเห็นนายแล้วถึงไม่อยากปล่อยไปทั้งแบบนี้กันนะ”

สีหน้าของฮีวอนเริ่มซีดเผือด เมื่อมือของเขาสัมผัสฮีวอน ฮีวอนจึงรีบหลบไปข้างๆ พร้อมกับพูดขึ้นโดยที่ไม่มองจูวอน

“กรุณาอย่าทำอะไรที่ทำให้พ่อเสื่อมเสียชื่อเสียงครับ”

สายตาที่เย็นชากลายมาเป็นเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงจิตใจของจูวอนอย่างไม่ลังเล แต่สีหน้ากลับตรงกันข้าม รอยยิ้มที่หัวเราะเยาะตัวเองถูกเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดังลั่นเหมือนสนุกสนาน ฮีวอนไม่อยากฟังเสียงหัวเราะนั้น ใบหน้าของเขากำลังยิ้ม และเสียงที่ได้ยินก็คือเสียงหัวเราะ แต่ดวงตาของเขาที่กำลังมองฮีวอนอยู่นั้นช่างเย็นชา


***


ท้องฟ้าสีครามที่ในตอนเช้ามืดที่กำลังเข้าสู้ช่วงเช้าเล็ดลอดเข้ามาในห้องทำให้ฮีวอนลืมตาขึ้นมา ช่วงต้นฤดูร้อนที่กลางวันยาวนานขึ้น ฮีวอนรูดผ้าม่านแล้วมองไปดูสวนเชียวชอุ่มที่อยู่นอกหน้าต่าง โลกภายนอกที่สว่างขึ้นอย่างรวดเร็วส่องสว่างไปยังสวนที่เต็มไปด้วยสีเขียวสดใสทำให้ตากับหัวปลอดโปร่ง ฮีวอนเปิดหน้าต่าง เสียงนกไพเราะที่ไม่เคยได้ยินเข้ามาที่หูอย่างนุ่มนวล แสงแดดเล็ดลอดมาทางหน้าต่างอย่างอบอุ่นและส่องมาถึงมือของฮีวอน ฮีวอนขยับนิ้วขึ้นไปรับแสงแดด เป็นเช้าที่ไม่วุ่นวาย ความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัสจากคฤหาสน์กลับได้สัมผัสจากที่นี่

เสียงวุ่นวายดังมาจากชั้นหนึ่ง ตาของฮีวอนแอบมองลงไปข้างล่างด้านนอกหน้าต่างแต่ก็ไม่เห็นอะไร ฮีวอนจึงออกมาจากห้อง ได้ยินเสียงวุ่นวายดังกว่าตอนที่ได้ยินจากนอกหน้าต่าง ฮีวอนที่คิดว่าจะลงไปอาบน้ำดีไหมก็สำรวจดูชุดนอนก่อนจะปัดส่วนที่ยับยู่ยี่และลงไปที่ชั้นหนึ่ง

ยิ่งก้าวขาลงไปทีละขั้นๆ ความวุ่นวายก็เปลี่ยนไปเป็นความสนุกสนาน เสียงวุ่นวายมาจากการพูดคุยอย่างสนุกสนานและเสียงหัวเราะไม่หยุด เมื่อฮีวอนเดินลงบันไดมาก็รู้เหตุผลนั้นทันที เสียงของจูวอนที่ดังทุ้ม หญิงวัยกลางคนที่ตอบกลับด้วยเสียงเบาและเสียงหัวเราะของยูชานที่ชัดขึ้นมาอีกขั้น

ฮีวอนรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ตัวเองควรจะอยู่ แม้จะไม่ได้เดินต่อก็ตาม หากตัวเองออกไปก็จะทำให้พวกเขาอึดอัดและตนยังเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น ฮีวอนไม่สามารถออกไปจากตรงนั้นได้เลย ตอนเช้าที่หนาวเย็นยิ่งกว่าฤดูหนาวเท่านั้นที่เป็นทิวทัศน์ที่ฮีวอนรู้จัก ส่วนตอนเช้าที่สดใสและสดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลินั้นเป็นทิวทัศน์ที่ฮีวอนไม่รู้จัก อยากรู้สึกไปทั่วทั้งร่างกาย อยากกอดไว้ด้วยทั้งร่างกาย

เป็นความรู้สึกแบบไหนกันนะ ใจของฮีวอนกำลังเดินออกไปไกล แต่ตัวกลับอยู่ใกล้กับพวกเขา เสียงหัวเราะเจื่อนๆ ดังขึ้น ในความเป็นจริงเขาที่ไม่น่าจะขยับเขยื้อนได้นั้น กำลังก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น

“จะไปไหน”

ฮีวอนตัวเซไปมาอย่างแรงบนบันได จับกำแพงไว้ได้อย่างหวุดหวิดและยืนถอนหายใจด้วยความโล่งอกโดนไม่หันกลับมามองข้างหลัง

“ขึ้นข้างบนครับ”

ฮีวอนตอบโดยที่ไม่รู้ว่าจูวอนยืนอยู่ข้างหลังเขาหรือไม่ แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นบันได

“กินข้าวเช้าก่อนค่อยขึ้นดีไหม”

คำพูดของจูวอนทำให้ฮีวอนมองดูสภาพของตัวเอง เขาคงไม่สามารถออกไปกินข้าวเช้าด้วยสภาพนี้ได้

“ยังไม่ได้อาบน้ำเลยครับ”

“กินข้าวก่อนค่อยอาบน้ำก็ได้นี่”

ทั้งที่เขาพูดชัดเจนอยู่แล้ว แต่จูวอนก็ยังไม่เข้าใจ ทำให้ฮีวอนทำหน้าบึ้งตึง เขายืนอยู่บนขั้นบันไดแล้วหันไปด้านหลัง ลังเลว่าจะเดินขึ้นหรือเดินลงไปดี จูวอนยืนพิงกำแพงที่เชื่อมกับบันไดและมองดูฮีวอนด้วยใบหน้าที่ดูอ่อนเพลียสุดๆ

“เหนื่อย...”

“ดูเหนื่อยเหรอ”

ฮีวอนอยากจะปิดปาก มันเป็นความสนใจที่เปล่าประโยชน์และเป็นคำถามที่ที่เปล่าประโยชน์ เขาลบคำพูดพวกนั้นที่เกิดภายในหัวพร้อมกับพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบว่าไม่อยากรู้เลย จูวอนมองฮีวอนซึ่งทำหน้าไม่พอใจพร้อมกับเบนสายตาแล้วยิ้มออกมา ใบหน้าแบบนั้นเขาไม่คุ้นเคยเลย คิ้วของจูวอนที่กำลังเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผากเพราะความเหนื่อยและความเครียด พลางมองไปที่ฮีวอนนั้นขมวดเข้าหากัน ดวงตาที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่นั้นจ้องมองมาที่ริมฝีปากของจูวอน

จูวอนกอดอกและโลมเลียไปทั่วทั้งตัวของฮีวอนทางสายตาโดยไม่ส่งเสียงอะไรเพื่อให้ฮีวอนสามารถรู้สึกได้ มีปฏิกิริยาตอบกลับโดยทันที ฮีวอนรีบหลบสายตานั้นและรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าดวงตาคู่นั้นกำลังสื่อถึงอะไร จูวอนไม่ได้เอื้อมมือหรือพูดอะไรออกมาจริงๆ แต่ฮีวอนกลับรู้สึกราวกับว่าจูวอนกำลังขยับเข้าใกล้มาหาตัวเอง ไม่ ไม่ใช่ ไม่ว่าจะเตือนสติตัวเองเท่าไหร่ หัวใจที่เต้นเบาๆ ก็ส่งเสียงดังโครมครามราวกับกลองโดยไม่รู้ว่าหัวใจตัวเองรู้สึกอย่างไร

นิ้วของจูวอนปล่อยจากแขนที่กอดอกอยู่ ก่อนจะตบไปที่กำแพงดังปัง มันเป็นเสียงที่เบาแต่ฮีวอนได้ยินราวกับมันดังขึ้นข้างๆ หู ไหล่ที่สะดุ้งขึ้นอย่างแรงทำให้ตัวสั่นอย่างหนัก อาการปวดที่ไหล่ก็เหมือนจะกลับมาอีกครั้ง จูวอนไม่ปิดบังเสียงหัวเราะเอาไว้ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากริมฝีปากนั้นเหมือนกับว่ายกหัวใจของฮีวอนให้สูงขึ้นและปล่อยมันร่วงลงสู่พื้นข้างล่าง สายตาขยับมองลงข้างล่างอย่างเป็นธรรมชาติ เท้าที่เห็นอยู่ตรงหน้าดูแปลกตาราวกับเป็นของคนอื่น เท้าเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ใบหูร้อนวูบวาบขึ้น หัวใจร้อนผ่าว แม้กระทั่งการขยับตัวเล็กน้อยของจูวอนก็ทำให้ฮีวอนกระสับกระส่าย นับตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ ร่างกายก็เริ่มร้อนรุ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเท้า ร่างกายของเขาเหมือนจะทนไม่ไหวและพาลจะล้มลง แต่แล้วเสียงของยูชานก็แทรกขึ้นระหว่างทั้งสอง

“ทานข้าวครับคุณนักเขียน!”

สายตาของจูวอนยังคงจับจ้องไปที่ฮีวอนพร้อมกับขยับตัวไปข้างหลังเล็กน้อย

“ยังมีอีกคนนึง”

ทันทีที่พูดจบยูชานก็ยื่นหน้าออกมาจากครัวแล้วมองไปที่จูวอน เมื่อเห็นด้านข้างของจูวอน ยูชานก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย

“อ๋า~! ตื่นแล้วสินะครับ”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น