Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: Eight :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มี.ค. 2562 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: Eight :: 100%
แบบอักษร

White Lily

:: Eight ::



            นี่ต้องไม่ใช่วันดี ๆ ของเขาแน่นอน

            ให้ตายเถอะ

            "...." ดวงตาคมขวาง ๆ ที่แผ่ออร่าออกมาว่าถ้าไม่อยากตายก็ไม่ต้องมายุ่งกวาดมองไปทั่วห้อง มือหนาใหญ่ดันหน้าผากของตัวเองไว้ไม่ให้ทิ่มลงไปกับกองเอกสารมากมายเต็มโต๊ะ ส่วนมืออีกข้างก็มีขวดแก้วที่บรรจุสมุนไพรแก้อาการวิงเวียนขนานใหญ่ซึ่งเลขาผู้พากเพียรเตรียมให้ตามคำสั่งพี่สาวของเขา

            พี่อี้เฟยหัวเราะจนแทบจะร่วงลงจากรถเข็น ยิ่งเห็นเขาวิ่งไปอ้วกต่อหน้าต่อตา ฝ่ายนั้นก็ยิ่งหัวเราะนานขึ้นไปอีกจนเสียงแหลม ๆ ยังฝังอยู่ในหัวของเขาให้หลอกหลอนกันอยู่เลย

            ไม่มีความอ่อนโยนใด  ๆ ต่อน้องชายผู้น่าสงสารคนนี้เลย

            มีอย่างที่ไหนน้องชายป่วยหนักอ้วกมันทั้งวัน แถมไปพบแพทย์แล้วหาสาเหตุไม่ได้ ตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาลามไปสแกนสมองหาเนื้องอกก็ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ พอเห็นแบบนั้นแล้ว

แม่ของเขาก็สรุปออกมาเสียงมีความสุขว่าเห็นที อู๋ อี้ฝานจะแพ้ท้องแทนเมีย

            นั่นล่ะ แค่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพี่สาวดังต่อเนื่องกันยาวนาน แต่สิ่งที่น่าหมั่นไส้และมันเขี้ยวที่สุดคือในเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้มชอบอกชอบใจของตัวสาเหตุ

            แม่ของลูกเขายิ้มหวานจนตาปิด หัวเราะเสียงใสขึ้นจมูกน้อย ๆ ดังอยู่ข้างหูจนเห็นลักยิ้มขุดบ่อความน่ารักลงไปในแก้มเนียนนุ่มนั่นเต็มตา

            หยิน อี้ชิงดูจะมีความสุขที่สุดแล้วตั้งแต่เขารับออกมาจากรั้วสกุลหยินก็คืนนั้นแหละ

            น่าทำโทษที่มีความสุขบนความทุกข์ของเขาจริง ๆ เริ่มจากแก้มนุ่มขาวนั่นก่อนต้องจูบเสียให้เป็นรอย

            "อึ่ก" คิดไม่ทันจบดี ขายาว ๆ ก็แทบจะลุกวิ่งพุ่งตรงไปห้องน้ำ ชุดสูทหรูหราทั้งราคาและการตัดเย็บวันนี้มีรอยยับมากกว่าปกติเพราะไม่ใช่ครั้งแรกของวันหรอกที่คริสต้องสูญเสียอาหารที่กินเข้าไปแบบนี้

            ถ้าไม่ได้มีห้องน้ำส่วนตัวอยู่ในห้องทำงานอยู่แล้ว คริสไม่อยากจะนึกว่าสภาพท่านรองตัวโตนั่งคุกเข่าอยู่ข้างชักโครกอ้วกออกมาอย่างหมดท่านี่มันจะไม่น่ามองขนาดไหนถ้าพนักงานผ่านมาเห็น

            เสียภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาจริง ๆ

            หมับ

            เสียงจับพร้อมความรู้สึกเย็นกับกลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้ที่คุ้นจมูกทำให้คริสรู้สึกผ่อนคลายได้ฉับพลัน และเพราะรู้ดีโดยไม่ต้องหันไปมองจากประสาทสัมผัสส่วนอื่น มือหนาใหญ่จึงรวบเอาฝ่ามือนุ่มขาวที่แตะแก้มแนบชิดกว่าเดิมทันที

            เขานึกประโยชน์ที่อี้ชิงเป็นคนมือเย็นได้มากที่สุดก็คือเวลานี้นี่ล่ะ แค่จับ แค่แตะกันก็ขับไล่ความรู้สึกขุ่นมัวเจ็บป่วยนี้ไปอย่างง่ายดาย คริสยอมแลกโฮมทาวน์ครึ่งหนึ่งให้อี้ชิงเชียวล่ะถ้าได้ซบหน้ากับผิวที่ทั้งนุ่มทั้งเย็นทั้งหอมนี้อีกสักครึ่งชั่วโมง

            "อ้วกอีกแล้วหรือครับ เวียนหัวไหม" น้ำเสียงหวานนุ่มชิดใกล้ที่ถามยิ่งทำให้รู้สึกดีมากขึ้นเป็นเท่าตัว ดวงตาคมรียาวที่ยามนี้คลอน้ำตาจากการโก่งตัวอาเจียนครั้งใหญ่ทำให้ทั้งดูดุและน่าเห็นใจในเวลาเดียวกันเหลือบมามองคนตัวขาว       

            คริสพอนึกออกว่าสภาพตัวเองคงดูแย่สุดจะทน มือขาวคู่นั้นถึงยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ แถมคนตัวเล็กกว่ามากพยายามที่จะดึงเขาให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล และแน่นอนว่าคริสสามารถลุกขึ้นยืนเองได้อย่างสบาย

            เขาทำแบบนั้น

            ปึง

            "โอ๊ะ คุณคริสไหวไหมครับ"

            "สงสัยจะอ้วกมากไปหน่อย"

            แล้วก็เข่าอ่อน เขาไม่ได้แกล้งนะ แค่รู้ตัวตอนทำก็เลยเซนิดหน่อยแค่พอได้ซบหน้าลงกับผมของอี้ชิง ส่วนมือหนาก็รวบเอวบางมากอดเป็นที่พักพิง

            "นั่งพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปเอาน้ำกับยามาให้" อี้ชิงปล่อยมือและรีบเขยิบออกห่างไปทันที คริสพยายามจะคว้ามาแต่คนท้องตรงหน้าขับตัวไวเดินไวเสียเหลือเกิน

            พออี้ชิงเดินออกไปจากห้องทำงาน คราวนี้อาการเสแสร้งแกล้งทำทั้งหลายก็กลายเป็นความจริงในทันที มือหนาคว้าขวดยาดมบนโต๊ะใกล้โซฟาขึ้นมาสูด ที่จริงกลิ่นพวกนี้ช่วยอะไรไม่ได้มากแต่ก็ยังพอช่วยได้

             ข้อมือใหญ่พลิกดูเวลาจากนาฬิกาเรือนหรู คริสรู้สึกว่าอี้ชิงจะออกไปนานเกินไปแล้ว

            และนี่แหละสิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุด

            เขาไม่ชอบเวลาที่อี้ชิงออกไปจากห้องนี้นาน ๆ ไม่ชอบเวลาที่อีกฝ่ายไม่ได้มาอยู่ให้เขาเห็นในกรอบสายตา ส่งกลิ่นหอมและสัมผัสเย็น ๆ ให้เขาคลายความคลื่นไส้ลงได้

            ปึก

            ประตูบานโตเปิดออกพร้อมร่างสูงใหญ่และสีหน้าไม่สบอารมณ์จนคิ้วขมวดของอู๋ อี้ฝานท่านรองคนเก่งแห่งโฮมทาวน์ 

            หงุดหงิด

            ความหงุดหงิดวันนี้มันพุ่งขึ้นสูงไวเสียยิ่งกว่าหุ้นของโฮมทาวน์เสียอีก

            หงุดหงิดจริง ๆ โว้ย

ขายาวเดินตรงดิ่งไปทางคนตัวขาวที่กำลังยืนยิ้มหวานอยู่ตรงหน้าเขาทันที

            จำเป็นต้องยิ้มหวานให้ผู้ชายคนอื่นขนาดนั้นเชียวหรือไง ถึงจงเหรินจะเป็นรุ่นน้องที่เขาสนิทมากตอนเรียนมหาวิทยาลัยจนถึงขั้นทาบทามให้เด็กมือดีอย่างมันทำงานที่โฮมทาวน์ด้วยกัน รู้ดีว่าจงเหรินเป็นพวกนิสัยดี มีคุณธรรมค้ำจุนโลกสวนทางกับความเจ้าเล่ห์ของหน้าตา

แต่เขาก็ไม่ชอบอยู่ดีเว้ย

            คริสรู้ดีแก่ใจว่าการพาอี้ชิงมาบริษัทครั้งนี้มันต่างจากครั้งก่อน ๆ มากแค่ไหน

            ครั้งก่อนที่มาตอนช่วงวันแรก ๆ ที่เราเจอกัน อี้ชิงจะไปอยู่ตรงไหนของบริษัทก็ได้ขอแค่ให้เขาได้แกล้งนิดหน่อยก็พอ

            แต่ครั้งนี้มันต่าง เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายห่างไปไหน ขนาดประชุมเขาก็ยังไม่อยากจะไป แล้วยิ่งมีผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เมียเขามากเกินไป ยกเว้นตัวเขาเอง มันก็ชวนให้คริสหงุดหงิดทั้งนั้นนั่นแหละ

            "ทำไมช้าจัง" คริสถามทันทีที่ขยับตัวแทรกไประหว่างร่างน้อยตัวขาวกับร่างสูงโปร่งของจงเหริน

            "อี้ชิงเขาอยากเอาคุกกี้ขิงพวกนี้ไปให้พี่กินรองท้อง เห็นว่าอ้วกเยอะนี่" จงเหรินตอบรุ่นพี่ของตัวเองแทนให้ มือใหญ่ก็จัดเรียงคุกกี้จากในโหลลงจานสีขาวใบโตต่อ คริสพ่นลมหายใจหงุดหงิดพร้อมถลึงตาใส่ แต่เด็กหนุ่มอย่างจงเหรินไม่มีสะท้านหยิบคุกกี้ในมือเข้าปาก ส่งยิ้มมาให้อย่างกวนอารมณ์ไปอีกอย่าง

            "ไม่มีงานมีการทำหรือไง" คริสถามเสียงแข็ง ช่วงนี้โฮมทาวน์ขยายตัวขึ้นกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว หน่วยงานไหนก็มีอะไรให้รับผิดชอบเยอะขึ้นทั้งนั้น รองประธานอย่างเขายังทำงานจนอ้วกไปแล้วสองสามรอบต่อวัน

            "ก็จะเอาโครงการมาให้พี่เซ็นนี่แหละ แต่เห็นอี้ชิงจะปีนบันไดหยิบของในตู้ก็เลยช่วยหยิบ พี่อี้เฟยบอกแล้วว่าคุณเขามาจากสกุลหยิน คนดี ๆ ก็ต้องดูแลคนท้องป่ะ" จงเหรินเหล่ตามองเหมือนจะเขวี้ยงคำว่าคนเลวไม่ดูแลลูกเมียใส่หน้า

ทำเอาคริสอยากจะเตะมันสักที พอเขาพ่นลมหายใจทำหน้าหงิก กลิ่นหอมข้างกายก็หายไปดื้อ ๆ

            อี้ชิงเดินออกห่างตรงไปที่อีกฝั่งของห้องครัว ง่วนอยู่กับแก้วชาและเครื่องทำน้ำร้อน คริสมองตามร่างผอมบางตรงหน้าจนลืมกระทั่งรุ่นน้องอย่างจงเหริน

            "คุณคริสเข้าไปคุยธุระในห้องก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมยกชาเข้าไปให้" อี้ชิงหันมาบอกด้วยรอยยิ้มประจำตัวก่อนจะหันกลับไปสนใจแก้วชาต่อ คริสถอนหายใจ

            "อย่างนั้นฉันจะเข้าไปก่อนพร้อมคุกกี้นี่ ถ้ายกชาไม่ไหวเรียกให้แมร์รี่มาช่วยนะรู้ไหม"

            "ครับ" เสียงขานตอบจบไปครู่ใหญ่ แต่คนตัวโตก็ยังไม่ขยับ จนเป็นจงเหรินนั่นแหละที่สะกิดเรียก คริสจึงเดินเข้าห้องทำงานตัวเองไปอย่างที่ปากบอก

"เดี๋ยวตอนบ่ายท่านมีประชุมค่ะน่าจะเสร็จราว ๆ ห้าโมงเย็น" เลขาคนสวยอย่างคัง แมร์รี่อธิบายเสียงฉะฉาน คริสพยักหน้ารับตารางงานที่ถูกย้ำบอก

            "งั้นวันนี้แวะหาอะไรกินที่ร้านอาหารก่อนกลับบ้านแล้วกันนะอี้ชิง จะได้กินข้าวกินยาตรงเวลา" คริสบอกร่างน้อยที่นั่งอยู่ตรงโซฟาตัวตรงข้าม

            "ได้ครับ" อี้ชิงขานตอบ ยังไม่เงยหน้าจากหนังสือเล่มโตที่กำลังนั่งเล่นปริศนาอักษรไขว้อย่างเพลิดเพลิน คริสเฉย ๆ กับเกมลับสมองพวกนี้มาตลอด ตอนนี้ชักจะเกลียดมันเสียแล้วสิ

            เขานั่งหัวโด่เด่อยู่ตรงหน้า หยิน อี้ชิงยังไม่แม้แต่จะเงยขึ้นมามองกันเลยหรือไง

            เห็นทีจะต้องกระตุ้นกันสักหน่อย

            "แมร์รี่"

            "คะท่าน ?" เลขาสาวเดินกลับมาหาแทบทันที

            "คุณช่วยเอาแฟ้มพวกนี้ไปเก็บที่โต๊ะให้ทีนะ" คริสหมายถึงแฟ้มสองสามอันที่วางอยู่ตรงหน้าตน และเขาก็นั่งนิ่งแบบนั้นตอนที่เลขาสาวโน้มตัวมาใกล้เพื่อหยิบไป แต่คนที่คริสอยากให้เห็นกลับเอาแต่ก้มหน้าสนใจแต่ปริศนาอักษรไขว้

            "อี้ชิง" เรียกให้หันมามองทันในตอนที่แมร์รี่กำลังโน้มตัวหยิบแฟ้มสุดท้ายที่อยู่ตรงหน้าคริส ใกล้จนหน้าอกหน้าใจแทบจะชนกับไหล่กว้าง

            "..." แก้วตาวาวใสยังนิ่งสงบคู่รอยยิ้มหวานเหมือนเดิม พอเห็นคนเรียกไม่เอ่ยหรือมีท่าทีอะไรก็หันไปสนใจหนังสือในมือต่อ

            คริสมุ่นคิ้วแทบทันที

            "แมร์รี่ช่วยเก็บกาแฟด้วย ผมว่าจะดื่มชาแทน" คริสเอ่ยบอกเลขาสาวที่กำลังเอาแฟ้มไปวางที่ชั้น ขณะที่ดวงตาคมก็จ้องมองลิลลี่ตรงหน้าเขม็ง

            "อี้ชิง" คริสอดจะเรียกอีกรอบไม่ได้ ร่างน้อยตรงหน้าก็มองตามคนเรียกอีกครั้งจังหวะเดียวกับที่เลขาสาวโน้มตัวหยิบแก้วกาแฟใกล้จนเส้นผมยาวสีดำขลับของเธอตกละลงมาเฉียดหน้าขาของคริส ใกล้จนคริสเองยังรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม

            แต่เขาก็เห็นตลอดที่จ้องมองว่าอี้ชิงไม่ได้มีแววตาเปลี่ยนไปสักนิดจนถึงตอนที่หลุบลงสนใจหนังสือในมือต่อ เมื่อเลขาสาวเดินออกไปจากห้องพร้อมแก้วกาแฟ

            แววตาสงบนิ่งดังเดิม รอยยิ้มหวาน ๆ ติดริมฝีปากก็เหมือนเดิม

            อะไรกันทำไมทำเป็นนิ่งได้ขนาดนั้น สำหรับคริสแค่พนักงานในบริษัทจ้องมองอี้ชิงมากเกินไปเขาก็หงุดหงิดจะแย่แล้ว ยิ่งตอนที่ผู้ชายหล่อๆ อย่างจงเหรินเข้ามาใกล้ คริสหึงจนแทบจะจุกอก

            "ลิลลี่"

            "คุณคริสมีอะไรหรือเปล่าครับ" อี้ชิงทั้งมองทั้งถามในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มเย็นตายังเหมือนเดิม ซึ่งตอนนี้อู๋ อี้ฝานชอบมันน้อยกว่าปกติเล็กน้อย

            เขาอยากได้สีหน้าบึ้งตึง การชักสีหน้าไม่พอใจ ความขุ่นมัวในแววตา หรืออะไรก็ได้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวจากลิลลี่ ให้ได้เสี้ยวกับที่เขารู้สึกหึงอีกฝ่ายก็ยังดี

            ทั้งหึงทั้งหวง คริสรู้ตัวดีว่าเขาเป็นหนักแค่ไหนกับหยิน อี้ชิง

            คริสเคยมีความรักมาหลายต่อหลายครั้งในชีวิต เขารู้ดีเมื่อยามที่ใจตนถูกครอบงำด้วยความรู้สึกจำพวกนั้นแล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อเขากำลังตกหลุมและรัก

            และตอนนี้กับลิลลี่ตรงหน้า

            คริสรู้ดีว่าบ่อใหญ่ที่ความรักขุดล่อไว้ ฉุดเขาลงไปได้เรียบร้อยแล้ว

            ไม่รู้ว่าตอนไหนเมื่อไหร่แน่ชัด แต่ตอนนี้มันกำลังแผงฤทธิ์ให้เขาคันยุบยิบไปทั้งใจ คริสรู้ รู้สึกอย่างมากว่าเขากำลังรัก

            "คุณคริสไม่มีอะไรใช่ไหมครับ" หลังจากเล่นจ้องตากันอยู่พักใหญ่ เสียงนุ่มก็เอ่ยขานขึ้น อี้ชิงไม่ได้หยิบหนังสือเล่มเดิมขึ้นมาแต่เป็นแก้วชาดอกไม้หอมกรุ่นตรงหน้าขึ้นจิบแทน

            คริสถอนหายใจ กลอกตาครั้งใหญ่ ขัดใจจริงเชียว เขาทั้งเรียกหาทั้งส่งสายตา ทั้งใกล้ชิดกับคนอื่น ๆ ในแบบที่น่าหงุดหงิดใจขนาดนี้แล้วนะ

            ในเมื่อเขารักแล้ว อี้ชิงก็ควรจะสนใจเขาหน่อยสิ

            อย่าให้ถึงขั้นเขาต้องคุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอนขอความรักจากลิลลี่หน่อยเลย

            "ป้อนหน่อยสิ" คริสพ่นลมหายใจ ชี้ไปที่จานขนมตรงหน้า อี้ชิงประคองแก้วชาไว้ด้วยสองมือแล้วมองจานคุกกี้กับพ่อของลูกสลับกัน

            "คุณคริสหยิบคุกกี้ชิ้นนั้นได้ง่ายกว่าผมหยิบอีกนะครับ" อี้ชิงพูดความจริง ถ้าให้หยิบร่างน้อยต้องเขยิบมาข้างหน้าเกือบช่วงตัวเพราะแขนไม่ได้ยาวขนาดนั้น

            คริสเดาะลิ้นในปาก ลิลลี่นี่กล้าจริงเขาอ้อนขนาดนี้แล้วยังจะมาปฏิเสธตาใส

            "งั้นฉันป้อน" คริสคว้าคุกกี้ยื่นจ่อปากอิ่มสวยของอี้ชิงทันที ร่างน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง

            "ขอบคุณครับ" แต่ก็อ้าปากรับขนมชิ้นนั้นแต่โดยดี พอเป็นแบบนี้แล้วคริสก็ยิ้มได้หน่อย ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นคุณหนูสกุลหยินผู้ละเมียดทุกการขยับตัวมีขนมเปื้อนมุมปาก

            นิ้วโป้งได้รูปกวาดเช็ดมันออกอย่างเชื่องช้าจนรู้สึกถึงความนุ่มของริมฝีปากนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะลงแรงสัมผัสมันอีกนิด อี้ชิงชะงักนิ่งไปทันที ดวงตาโตคู่นั้นมีบางความรู้สึกแล่นวาบขึ้นมาและคริสก็เห็นมันชัดเจน

            “....”

            ร่างน้อยเบี่ยงตัวลุกขึ้น แม้คริสจะเช็ดคราบแป้งหวานหอมออกจากปากอี้ชิงไม่เสร็จก็ตาม

            "ผม ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำ" เสียงนุ่มเอ่ยเร็วกว่าปกติ ขาขาวจ้ำเดินตรงไปที่ห้องน้ำไม่ไกล หนีหายไปให้พ้นจากตรงนี้

            ไม่ใช่ความยินดี ไม่ใช่สิ่งอ่อนหวานต่อจิตใจนักที่คริสเห็นในแววตาของลิลลี่

มันแปดเปื้อนบอบช้ำ พอกับความรู้สึกที่ถูกทิ้งไว้ในใจของอู๋ อี้ฝาน

❀❀❀

               อาหารมื้อเย็นของวันนั้นเกิดขึ้นที่ห้องรับประทานอาหารของสุกลอู๋ ไม่ได้แวะที่ร้านอาหารมีชื่อสักร้านตามที่คริสตั้งใจไว้ในทีแรก ทว่าคนท้องก็ได้กินข้าวเย็นและยาตรงตามเวลาอย่างที่ควรเป็น

               บรรยากาศตลอดการนั่งกลับมาในรถตกอยู่ในความเงียบเสียเป็นส่วนใหญ่

               เงียบจากการไร้บทสนทนา ทว่าเป็นเจ้าของรถเช่นคุณชายสกุลอู๋เองที่กดเปิดเพลงเพื่อหวังบรรเทาบรรยากาศที่อึดอัด

               คริสไม่รู้หรอกว่าจะมีเพียงแค่เขาหรือไม่ที่อึดอัด หรือว่า หยิน อี้ชิงเองก็จะรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน

               "คุณคริสโกรธผมหรือครับ" น้ำเสียงหวานกับถ้อยคำถามที่รั้งสองขายาวไว้ก่อนเขาจะเดินออกจากประตูไป หลังจากที่คริสเดินมาส่งคนท้องในห้องนอนของอี้ชิงเองตามอย่างที่ควรเป็น

               คริสหันกลับมามองร่างน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าต่างห้องนัก ดวงตาคู่สวยกำลังจ้องมองมา คริสถอนหายใจกับตัวเขาเอง

               ทำไมคริสจะไม่รู้ตัว จากเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันที่บริษัท ทันทีที่เขาแทรกตัวไประหว่างกลางอี้ชิงกับจงเหริน ทันทีที่แผ่นอกเขาแนบชิดกับแผ่นหลังผอมบาง อี้ชิงก็ก้าวออกห่างไปทันทีหนึ่งก้าว

               ตอนที่เขาพูดกับจงเหรินนั่นก็ด้วย จะเอื้อมคว้ามือน้อยมากุมไว้อี้ชิงกลับเดินไปอีกมุมห้อง

               แม้ว่าการที่อ้วกอยู่บ่อย ๆ จะมีข้อดีคืออี้ชิงจะเข้ามาดูแลใกล้ชิดมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่วาดแขนกอด ทุกครั้งที่โอบร่างนั้นไว้ในวงแขนคริสรู้สึกได้เสมอว่าอีกฝ่ายขืนตัวจนเกร็งมากแค่ไหน

               คริสไม่พึงพอใจกับความรู้สึกตอนนี้ของตัวเองเอาเสียเลย

               แต่ไม่หรอก เขาไม่ได้โกรธ

               มันร้อนในใจน้อยกว่าความโกรธเกรี้ยว ทว่าฝังลึกมากกว่ามาก ...มันดูคล้ายกับความเสียใจ

               และมันคงแปลกสำหรับอี้ชิง เมื่อคริสเงียบด้วยท่าทีประหลาด เพราะเมื่อเครียดหรือวิตกคริสไม่เคยเงียบแบบนี้ ปกติเขาจะระบายอารมณ์ออกผ่านกีฬาที่เสียเหงื่อเยอะ ๆ หรือการทุบทำลายเครื่องเรือนที่มีมากมายนั่นคือทางออกของเขา

               ทว่าตอนนี้เขาไม่อยากทำแบบนั้นอีกแล้ว โดยเฉพาะกับเรื่องนี้ เพราะผลแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้มันก็เกิดจากการใช้อารมณ์ที่ผ่านมา

               "ผมขอโทษ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผมทำให้คุณคริสโกรธ" อี้ชิง ยังคงเป็นอี้ชิง ประนีประนอมทุกอย่างให้อยู่ในจุดที่ดีที่สุด อู๋ อี้ฟานจ้องมองร่างน้อยที่ยืนอยู่ห่างหลายก้าว เขาเดินไปหา อี้ชิงขยับตัวอย่างเป็นธรรมชาติไปที่วางแก้วน้ำเพื่อรินน้ำดื่ม

               ซึ่งห่างคริสมากเท่ากับก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวเข้ามา

               คริสไม่ได้หูหนวก ตาบอด แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองบ่อย ๆ เขาก็ไม่ได้มองไม่เห็น

               ร่างสูงใหญ่นั่งลงปลายเตียงสีขาวที่หอมคล้ายเนื้อตัวของลิลลี่สกุลหยิน คริสไม่ชอบหลอกตัวเอง เขาเชื่อแบบนั้นมาตลอด และจะลองทำตามความเชื่ออีกสักหน

               "ฉันอยากคุยกับนายอี้ชิง" น้ำเสียงทุ้มเจือกระแสแห้งผากเอ่ยขึ้น

               "ครับคุณคริส" อี้ชิงตอบรับ แต่ไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ยังคงระแวดระวัง

               "อี้ชิง นายเคย ...นาย ... ตอนนี้นายรักฉันบ้างไหม" เป็นคำถามที่โง่ที่สุดที่คริสคิดว่าตัวเองจะเอ่ยถาม แต่คงเป็นคำถามที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก นั่นคือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากแววตาของอี้ชิง

               "ผม..." ร่างน้อยขาวจัดเงียบอยู่ชั่วครู่ ราวกับไตร่ตรองคำตอบที่เหมาะสมมากพอ ริมฝีปากเต่งบางเม้มเข้าหากัน

               เขาเองก็กลัวกับคำตอบจากสิ่งที่ถาม แต่ก็ถามไปแล้ว

คริสรอคอยด้วยความลุ้นระลึก กำมือจนเส้นเลือดปูดโปนหลังเหยียดตรงนิ่ง ในใจเต้นตุบ

               "หน้าที่ของผมคือถูกสอนมาให้รัก"

               จนเจ็บยอก

               คำตอบของอี้ชิงคุ้นหูนัก คริสได้ยินร่างน้อยตอบเช่นนี้มาตลอด เมื่อก่อนเลยไม่นึกจะเข้าใจ หรือสนใจมัน แต่เมื่อความโลภมันครอบงำใจ คริสไม่อยากได้คำตอบเช่นนี้

               หน้าที่ของอี้ชิง ถูกสอนมาให้รัก ...แต่ทว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกรักเขา

               แต่เขาอยากได้ยินคำว่ารัก อยากให้รัก

               เหมือนที่เขารักอี้ชิง เขาก็อยากได้สิ่งเดียวกันตอบแทนมา แต่ว่าตอนนี้เขารู้ตัวแล้วสิ่งที่เขาเป็น แม้แต่ลิลลี่จากสกุลหยินก็ยังยากจะส่งรักตอบกลับมา เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเคยทำร้ายอี้ชิงมันยากต่อการให้อภัยแค่ไหน

               อย่าว่าแต่อภัยเลย ถ้าเขาเป็นอี้ชิง คริสคงไม่แม้มองหน้า สนทนา หรืออยู่ร่วมโลกกับนายอู๋ อี้ฟานได้

               คริสเองก็พอจะตระหนักได้ว่าตอนนี้อี้ชิงใจดีด้วยแค่ไหนแล้ว

               "ฉันรู้ว่าบ้านนายสอนนายมาอย่างดีอี้ชิง ให้ตอบอย่างอ่อนหวานและประนีประนอม นายตอบแบบใจดีกับฉันเสมอ แต่ฉันอยากรู้ อยากรู้จริง ๆ ช่วยบอกแบบไม่ต้องกลัวว่าฉันจะโกรธ แบบไม่ต้องพยายามรักษาน้ำใจฉัน อี้ชิง" คริสเอ่ยทะลายเงื่อนไขทางมารยาท ร้องขอใจความแท้จริงในใจของอี้ชิง

               เขาจำได้วันที่อี้ชิงเข้าโรงพยาบาล หลังคืนเลวร้ายนั้น อี้ชิงพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ทำเอาเจ็บยิบ ๆ เมื่อฟังแต่มันก็ตรงไปตรงมา ทว่าหลังจากนั้นอี้ชิงจะเลือกบอกโดยสรรค์คำมาอย่างดี ให้ฟังไม่หมางเมินมากนัก ไม่ได้โกหกแต่ก็ไม่ทำร้ายใจคนฟัง

               แต่คริสเป็นคนโลภมาก

               มากเหลือเกิน

               "ฉันอยากรู้อี้ชิง ที่นายเคยบอกฉันว่ากำแพงรอบล้อมหัวใจของแต่ละคนย่อมมีหลายชั้น และเลือกที่จะเปิดให้แต่ละคนเข้ามาแล้วแต่กรณีไป แล้วกำแพงหัวใจของนายล่ะอี้ชิง ถ้าชั้นที่สิบคือชั้นที่ใกล้หัวใจของนายที่สุด และชั้นที่หนึ่งไกลความรักของนายที่สุด ฉันอยู่ตรงไหนเหรออี้ชิง"

               อี้ชิงเงียบไปครู่ใหญ่เมื่อได้ฟัง

               "คุณคริสจะไม่โกรธเหรอครับ" อี้ชิงถามอย่างระแวดระวัง

               "ฉันอยากรู้ตอบฉันได้ไหม ลิลลี่ ไม่ต้องรักษาน้ำใจ ขอความจริง" คริสย้ำอีกหนด้วยเสียงร้องขอ แต่ก็ไม่ตอบคำถามที่อี้ชิงถาม เราสบตากัน ท่ามกลางความเงียบที่กัดกินในใจคนรอ

อี้ชิงมองอย่างชั่งใจอีกครู่ใหญ่

               "หนึ่งครับ"

               เป็นตัวเลขง่าย ๆ ที่สร้างความเจ็บปวดทรมานในใจได้ดีเหลือเกิน คริสกลืนก้อนขมลงไปในคอ ทั้งตัวร้อนขึ้นแต่ไม่ได้โกรธ มันต่างไป มันร้อนที่ใจกลับดวงตา

               "...." พอคริสเงียบ อี้ชิงก็เงียบ คริสจิกมือไปกับผ้าปูที่นอน กัดฟันจนสันกรามปูดนูน เพิ่งจะรู้ก็คราวนี้ว่าห้ามอารมณ์โกรธยังไม่ยากเย็นเท่ากับห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล

               "เคย ... ฉันเคยจะได้เข้าใกล้ความรักของนายมากกว่านี้ไหม" คริสถามเสียงนิ่งกว่าปกติเพราะพยายามข่มไว้ไม่ให้สั่นสะอื้น

               "เคยครับ ตอนที่พาผมไปดูสวนในเขตโรงงาน ตอนนั้นคุณคริสขยับเข้ามาอยู่ราวชั้นเจ็ด" อี้ชิงยิ้มน้อย ๆ พยายามปลอบใจคนฟังให้รู้สึกดีขึ้น แต่คริสยิ่งขมขื่นกว่าเดิม

               "แต่ฉันก็ถีบตัวเองออกไปจากใจนายเพราะเรื่องคืนนั้น  ...ใช่ไหม" คริสเปรยถาม แม้จะรู้ตัวเองดี

               เขาทำตัวเองทั้งนั้น

               "คุณคริสไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ" ร่างน้อยขยับตัวเคลื่อนที่ยามเอ่ยเสียงนุ่ม รอยยิ้มจาง ๆ ยังพยายามปลอบประโลม

               "อย่างที่ผมบอก ผมรู้หน้าที่ตัวเองดี ผมจะดูแลลูก ดูแลทายาทของสกุลอู๋ให้ดี และดูแลคุณในฐานะสามีให้คุ้มค่าเงินสกุลอู๋ทุกหยวน" ถ้อยเสียงหวานไม่มีการประชดแม้สักนิด สะท้อนว่าคนพูดเชื่ออย่างที่พูดจริง ๆ 

               เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ให้เสียชื่อลูกหลานสกุลหยิน

               "อี้ชิง..." น้ำเสียงของคริสแหบแห้ง ร่างสูงใหญ่ยันตัวลุกขึ้น และในจังหวะเดียวกันนั้นร่างน้อยที่ขยับเดินถอยหลังถึงประตูห้องน้ำก็ผลุบตัวเข้าไปด้านใน

               กิก

               เสียงประตูปิดลงกลอนดังลั่น

               "ผมขอโทษ ผมขอเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ" อี้ชิงบอกออกไปด้านนอก แม้ความจริงร่างน้อยจะยืนแนบชิดเกาะลูกบิดไม่ไปไหน ความกลัวที่เกิดในคืนที่ถูกคริสทำร้ายยังตกค้างในใจให้สั่นวูบและคอยระแวดระวังทุกอย่าง

               อี้ชิงมองภาษากายของคริสอยู่ตลอด และมองเห็นได้ว่าคนตรงหน้ากำลังอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติ ป้องกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ไข ยิ่งยามนี้ไม่ได้มีแต่ตัวเอง ทว่ามีลูกอยู่ในท้องด้วย อี้ชิงยิ่งต้องระวังตัว และประตูห้องน้ำนี้ก็พังได้ยาก

               อย่างน้อยก็พังยากกว่าแค่ลิลลี่แน่นอน

               และคริสไม่ได้โง่ ที่จะไม่รู้ว่าสิ่งที่อี้ชิงกังวลคืออะไร และพออยู่เพียงลำพัง มันจึงง่ายกว่าที่คริสจะปล่อยน้ำตาตัวเองให้ไหลออกมา เพราะเขารู้ดีว่าอี้ชิงไม่ยอมออกมาแน่หากเขายังอยู่ในห้อง

               อี้ชิงกลัว กลัวเขาจะโมโหและทำร้าย ...และเพราะมันสมควรแล้วที่อี้ชิงจะกลัว

               คริสเลยยิ่งรู้สึกถึงความเลวร้ายที่กัดกินในใจตัวเอง

               เขารู้สึกผิดและเกลียดชังทุกสิ่งที่ตนเคยทำเพราะอารมณ์

               ขายาวเดินตรงไปที่ประตูห้องน้ำ ซึ่งร่างน้อยเลือกใช้เป็นปราการกั้นเพื่อปกป้องตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนน้ำตาพิงหน้าผากไปกับแผ่นไม้เนื้อดี

               "นายกลัวฉันมากเลยใช่ไหมอี้ชิง" คริสถามด้วยเสียงที่มันดังให้คนอีกฝั่งประตูได้ยิน แต่ก็เบากว่าจะมีแรงสะอื้นเจือปน

               "ผมรู้ว่าคุณคริสอาจจะรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ แต่ผมยืนยันว่า ผมถูกสอนมาให้รัก ผมถูกสอนมาให้ดูแลลูกและสามีอย่างดีที่สุด ในฐานะพี่ใหญ่ของน้อง ๆ ผมจะไม่ทำให้คุณคริสขาดทุนแน่ ๆ ผมสัญญา"

               ไม่เลยอี้ชิง นายไม่รู้หรอก

               ไม่รู้อะไรเลย

               "นายให้ในสิ่งที่ฉันอยากได้ไม่ได้อี้ชิง ตอนนี้ฉันรู้แล้ว" คริสตะโกนบอก น้ำเสียงนั้นแปลกกว่าปกติแต่อี้ชิงก็ไม่ได้คาดเดาว่าคนอีกฝั่งประตูกำลังร้องไห้

               "สิ่งที่ฉันอยากได้คือความรักของนายอี้ชิง ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่คือความรัก" คริสบอกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ บอกไปอย่างไม่เก็บซ่อน

               "คุณคริสจะอยากได้ไปทำไมครับ ก็แค่ความรักของดอกไม้ ก็แค่ความรักของลิลลี่" อี้ชิงตอบกลับมา และมันยิ่งเจ็บนักสำหรับคริส เมื่อน้ำเสียงนั้นไม่ได้ประชดประชัน

               มันแปลว่าอี้ชิงเชื่อว่าการที่ไม่ต้องรักเขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ว่าเช่นไรร่างน้อยก็ต้องอยู่เคียงข้างเขาเรื่อยไปอยู่แล้ว

               แต่คริสอยากได้ความรักของอี้ชิง

               น้ำตาหยดใสไหลทะลักลงมาจนเปียกชื้นใบหน้าคมคาย คริสร้องไห้โดยไร้เสียงสะอื้น ทว่ารู้สึกปวดไปทั้งหัวลามทั่วสองขมับ ร้าวเจ็บทั้งสองกระบอกตา

               แต่น่าแปลก มันเจ็บที่ใจมากกว่าเสียอีก รู้สึกเหมือนอากาศที่สูดเข้าเป็นเข็ม

               คริสไม่เคยรู้สึกเจ็บในอกขนาดนี้มาก่อน วันที่พี่อี้เฟยต้องนั่งรถเข็นเขาโกรธ เขาร้อนใจ เขาอยากจะพังทำลายอะไรสักอย่าง ฉีกทึ้งใครสักคนที่อาจหาญทำร้ายพี่สาวของเขา

แต่ไม่เจ็บ ไม่ได้เจ็บแบบนี้

“ความรักของนายมันสำคัญสิอี้ชิง สำคัญมากด้วยสำหรับฉัน”

“....”

“เพราะว่าฉันรักนาย” คริสพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังแม้ไร้เรี่ยวแรง

               คริสอยากให้อี้ชิงได้ยิน และเขารู้ว่าอีกฝ่ายรับรู้แล้วในสิ่งที่เขาบอก

               "....."

               มันมีเพียงความเงียบ ที่บอกอะไรได้มากมายหลายอย่าง

"ผมขอโทษ" น้ำเสียงขออภัยยังคงตอบกลับมาอย่างประนีประนอมเหมือนเคย

               อี้ชิงขอโทษเขาทำไม ขอโทษที่ไม่อาจมอบความรักคืนมาให้คริสได้อย่างนั้นใช่ไหม อู๋ อี้ฟานยิ้มขื่น หลังมือหนาต้อนเช็ดน้ำตาบนหน้าของตัวเอง ที่หยดรินลงมาเพิ่มขึ้น

               “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ” คริสนึกชื่นชมตัวเองที่เขายังคุมน้ำเสียงไว้ได้มากขนาดนี้

               "พอพูดออกมาในตอนนี้ มันคงเหมือนคำแก้ตัว หรือแค่ข้ออ้างเพื่อเอาชนะของฉันแล้วสินะ"

               ถ้าอี้ชิงรู้ว่าเขายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ คงไม่พ้นลิลลี่จะรู้สึกผิด

               “ช่างมันเถอะ ลิลลี่ ถือว่าฉันไม่ได้พูดไป”

               “....”

“ฉันจะไปนอน นาย... นายก็ออกมานอนได้แล้ว”

เขาไม่อยากให้คนท้องต้องยืนซ่อนตัวในความกลัวหลังประตูห้องน้ำไปทั้งคืน อี้ชิงควรจะได้นอนอยู่อย่างสบายใจบนเตียงนอนมากกว่า

               แกรก

               เมื่อถึงห้องตัวเอง คริสปิดประตู ร่างสูงใหญ่ไม่ได้ไปจากตรงนั้น แค่นั่งลงและร้องไห้ ร้องแบบที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็น

               “ฮึก ...อึก ..อี้ชิง”

               ความใจดีไม่ใช่ความรัก ทำไมเขาจะไม่รู้

               อี้ชิงให้ความใจดีมาแทนเพราะให้รักคริสไม่ได้

               ไม่ได้อีกแล้ว

               แต่จะไปโทษใครได้ ในเมื่อเขาทำตัวเอง คริสรู้ตัวและเจ็บ เจ็บเหลือเกิน


ฝากรักเอาไว้เป็นน้ำปุ๋ย ผ่านทางแท็ก #ลิลลี่ชิงชิง ให้น้องหน่อยนะคะ

เขาว่าเด็กดีไม่ค่อยแจ้งเตือน ยังไงก็ฝากติดแท็กเรื่อง ฝากรีในทวิต ฝากบอกต่อว่าอัปแล้วหน่อยนะคะ รบกวนด้วยค่ะ ; ;

ตั้งแต่ต้นเรื่องมามีคนอยากให้ลิลลี่แปดเปื้อนบอบช้ำคามือ และดูเหมือนว่าจะทำสำเร็จแล้วจริง ๆ แต่ทำช้ำเองเจ็บเอง สงสารพี่เขาอยู่หน่อยๆเหมือนกัน 55555555555555555555555555555555555555 

ฝากเอ็นดูน้องลิลลี่กับเฮียคริสด้วยนะคะ  *ฮาร์ททึ ฮาร์ททึ*

#ลิลลี่ชิงชิง

-----------------------

----------------------------------------------------------

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น