facebook-icon

เมื่อรุ่นพี่ตัวป่วน 'ยูซอนโฮ' แอบชอบรุ่นน้อง 'ลีโดยอง' แต่หารู้ไม่... ว่าจริงๆ แล้วรุ่นน้องโดยองน่ะ ไม่ได้เนิร์ดๆ อย่างที่คิด!

ตอนที่ 7-2 วันที่โชคดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 7-2 วันที่โชคดี

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 695

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7-2 วันที่โชคดี
แบบอักษร

“ทำไมช้าแบบนี้ล่ะครับ”

ใบหน้าของซอนอูหลังจากมาถึงห้องบรรยายที่โดยองนั่งอยู่ลึกโบ๋ไปมาก

ทำไมถึงสายน่ะเหรอ ก็ฉันกลัวการอยู่กับนายเลยเดินมาให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ตั้งใจว่าวันนี้จะไม่โผล่มาที่มหาลัย แต่แม่ง มันไม่เป็นแบบนั้นไง ฉันเลยต้องมาอยู่ตรงนี้

ซอนอูกระตุกริมฝีปากขึ้นเพื่อสกัดกั้นคำที่เกือบจะโพล่งออกมาตามใจ โดยองเองก็รู้อยู่แล้วว่าตอนนี้ซอนอูกำลังคิดหรืออยากพูดอะไรแต่เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมา ก่อนจะย้ายกระเป๋าที่วางอยู่ข้างๆ ออกอย่างเป็นธรรมชาติยกที่นั่งที่จองไว้ให้ซอนอูด้วยความยินดี พร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายรีบนั่งลงตรงนั้นแล้วแก้รายงานให้เขา ล้างแค้นที่บางวันตัวเองถูกสั่งให้จดเลคเชอร์ อดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อทำงานแทน


ซอนอูจึงได้แตะแปะก้นลงตรงที่นั่งข้างๆ โดยองอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะเปิดกระเป๋าเอารายงานที่เก็บไว้อย่างลวกๆ ออกมาอีกครั้ง ใช้มือรีดตัวรายงานที่เหมือนเป็นเศษทิชชู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้มันกลับมาเป็นสภาพเดิม ใครๆ ก็ต้องพกปากกาเพื่อเอามาจดงานบ้าง ทว่าในกระเป๋านั้นกลับไม่มีเครื่องเขียนใดๆ ที่พอจะเอามาจดเลคเชอร์ได้เลย ไปมหาลัยด้วยใจกับกายที่สนุกสนานและเบาสบาย บทเรียนทั้งหมดจะได้เข้าไปในสมองแบบพรวดพราดยังไงล่ะ! ซึ่งมันเป็นหลักการที่คิดขึ้นมาเองของรุ่นพี่ไม่เอาอ่าวอย่างซอนอู จริงๆ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้พกกระเป๋ามาด้วยซ้ำ ถึงแม้จะเอามาในกระเป๋าโล่งๆ นั้นก็มีเพียงแค่กระเป๋าสตางค์ใบเดียว โดยองส่ายหน้าไปมากับภาพลักษณ์ของคุณรุ่นพี่ที่ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เอาซะเลยก่อนจะยื่นกล่องดินสอให้

“ใช้ปากกาน้ำเงินกับปากกาเน้นข้อความสำคัญนะครับ เขียนใส่กระดาษนี้”

“เอ่อ... โอเค”

“ทำไมเหรอครับรุ่นพี่ หรือว่าอึดอัดที่ผมรบกวนแบบนี้”

“ไม่! ม๊ายยยยเลยนี่!”

“...ไม่ต้องตอบเสียงสูงขนาดนั้นก็ได้ครับ”

จะลืมความจริงว่าในห้องนี้มีนักศึกษาเกือบร้อยคนกำลังฟังบรรยายอยู่ไม่ได้นะครับ ซอนอูหุบปากฉับกับคำพูดเหน็บแนมของโดยอง หลังจากได้รับสายตาจากคนอื่นๆ ซอนอูจึงกล่าวขอโทษแล้วเริ่มแก้รายงานของคุณรุ่นน้อง ทุ่มเทเขียนใส่กระดาษที่โดยองให้มาสามสี่แผ่นแล้วเจ็บมือเหลือเกิน ซึ่งลายมือของซอนอูอยู่ในขั้นร้ายแรง เป็นลายมือแย่ๆ ที่แย่มากจริงๆ ทว่าจะแก้รายงานของคุณรุ่นน้องด้วยลายมือแบบนั้นไม่ได้ เขาเลยตั้งใจเขียนแล้วเขียนอีกแต่เพราะออกแรงมากเกินไปเลยเริ่มเจ็บมือรวมถึงข้อมือด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์ก็เหมือนจะออกมาเป็นแบบนั้น แต่ทำไมอีกด้านหนึ่งถึงได้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจก่อนที่ความรู้สึกสะอื้นจะตีขึ้นมา รู้สึกเสียดายช่วงวัยประถมตอนที่แม่บอกว่าจะส่งไปที่โรงเรียนคัดลายมือ เพราะตอนนี้มันสายเกินไปมากแล้ว

ซอนอูบีบจมูกเอาไว้และเขียนแก้รายงานต่อ แต่ก็ต้องหยุดชะงักแล้วกลั้นหายใจเพราะสะดุดกับสายตาของคุณรุ่นน้องที่จ้องเขานิ่งงันไปชั่วขณะแบบนั้น โดยองทอดสายตามองผลงานของซอนอู

ปิกัซโซ่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือไงกันนะ งานแสดงรูปภาพด้วยลายมืองั้นเหรอ ไอ้รุ่นพี่คนนี้นี่

โดยองยิงคำบ่นพึมพำอย่างแผ่วเบาแต่เหมือนกับลมมรสุม

“ทำไมลายมือเป็นแบบนั้นล่ะครับ”

“ฉันเลยบอกว่าจะพิมพ์ให้ไง”

“แล้วผมเคยเห็นลายมือของรุ่นพี่เหรอครับ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ผมก็คงขอให้พิมพ์มาให้อยู่แล้ว”

“อือ โอเคๆ เข้าใจแล้ว! ก็บอกแล้วว่าจะพิมพ์!”

“นี่นักศึกษาตรงนั้นน่ะ เงียบหน่อยสิ!”

“อ่า... ครับ! ขอโทษครับ!”

ซอนอูขอโทษอาจารย์เต็มเสียงด้วยนิสัยโผงผางแทนโดยอง หลังจากกลั้นหายใจก็จับปากกาไว้ก่อนจะตั้งใจทำรายงาน คิดว่ามันจะทำให้เสร็จเรียบร้อยแบบนั้น จนกระทั่งได้อ่านลายมือขอโดยองที่เขียนไว้ตรงมุมกระดาษ

‘ดูเหมือนว่าคุณรุ่นพี่อยากจะตะโกนใส่ผมนะครับ’

ซอนอูอ่านแล้วก็อยากจะชกหน้าตัวเองเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้แรงๆ


* * *


หลังจากได้รับหน้าที่เป็นคนใช้ของลีโดยองมาสัปดาห์นึงใบหน้าเรียวของซอนอูก็ซูบลงไปอีก เมื่อเห็นว่าถึงจะมีอาหารที่ชอบวางไว้ตรงหน้าก็ใช้เพียงตะเกียบเขี่ยเม็ดข้าวเหมือนมีเรื่องกังวลอย่างร้ายแรงบางอย่างอยู่  จนจีซูที่นั่งประจันหน้ากินข้าวอยู่ตรงข้ามทนไม่ได้จึงดึงตะเกียบออกจากมือของซอนอู และทั้งๆ ที่ช้อนกับตะเกียบหายไปจากมือแต่เจ้านั่นก็ไม่พูดขอ และทำเพียงแค่เหม่อน้ำลายยยืดเหมือนวิญญาณหลุด สุดท้ายจีซูก็อึดอัดใจจนทนไม่ไหว

“พูดมา ทำไมเอาแต่นั่งประท้วงอยู่ตรงหัวโต๊ะ”

ดวงตาของซอนอูที่กลัวคำพูดแบบนั้นจะออกมาเปล่งประกาย เขาไม่ได้ดีใจ... ที่ตัวเองจะได้ระบายความกังวล เพราะคราวที่แล้ว ถึงแม้ซอนอูจะบอกเหตุผลที่ตัวเองกังวลแบบนั้นก็เห็นได้ชัดว่าโดนไอ้คนที่สนิทสนมกันมากอย่างเจ้านี่หาว่าเขาขี้โม้ มาคราวนี้ยังจะมาถามเหตุผลอีกก็เลยรู้สึกไม่ยุติธรรม ซอนอูจึงลุกพรวดออกจากเก้าอี้แล้วเขยิบไปข้างๆ จีซู

“อะไรเนี่ย! อะไรของแก! เป็นอะไร!”

ซอนอูกำคอเสื้อของจีซูที่ตื่นกลัวสุดขีดเขย่าไปมา

“ตอนนั้นฉันก็พูดไปหมดแล้วไง ทำไมถึงมาถามฉันอีกวะ บอกมาตรงๆ แกก็เห็นว่าฉันเป็นคนหัวอ่อนสินะ! ใช่ไหม?!”

“เฮ้ย! ดะ... เดี๋ยวก่อน หาย หายใจ...”

เมื่อกี้บอกว่าคอเสื้อใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ฝ่ามือใหญ่ๆ ของซอนอูจับอยู่ก็คือลำคอของจีซู ซอนอูก่อกวนจนจีซูหน้าเขียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สติของจีซูจะหายวับไปซอนอูก็ร้องไห้โฮแล้วปล่อยมือออก


ในรายการอาหารที่สั่งเป็นปลาหมึกและเนื้อผัดแบบแพ็กปัน* มีโซจูหนึ่งขวดด้วย ซอนอูสั่งไปเพราะบอกว่าเรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีเหล้าก็เล่าไม่ได้ จีซูกำลังกังวลอยู่เพราะเพื่อนเขาดื่มได้แค่ไม่กี่แก้วก็ไม่มีสติแล้ว แต่ซอนอูก็ไม่ได้ดื่มมากกว่าที่กังวล ในขณะที่ฝากเหล้าเอาไว้ในร่างกายแบบนั้นเจ้านั่นก็พึมพำเรื่องราวที่เหมือนจะได้ประสบพบเจอจริงๆ ก่อนจะกระดกไปแค่ครึ่งแก้วแล้วจัดการกับลมหายใจตัวเองต่อ

เฮ้อ เหลือเพียงพวกเขาสองคนอยู่ในร้านแพ็กปันที่เงียบสงบในช่วงเวลามื้อกลางวันแบบนี้ จีซูฟังเรื่องที่ทำให้พูดไม่ออกจากปากของซอนอูที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจอีกครั้ง

“งั้นที่นายบอกคราวก่อนว่าลีโดยอง... อะแฮ่ม เจ้านั่นเป็นนักเลงก็ไม่ได้ล้อเล่นสินะ”

“เออ ตอนนั้นฉันไปคลับกับนายแล้วก็เจ้าพวกนั้นใช่ป่ะ คลับ A ที่คังนัมอะ เจ้านั่นแบบ... แบบ แบบว่าทำร้ายคนน่ะ!”

“จุ๊ๆ อย่าร้อง ค่อยๆ เล่า ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เชื่อที่นายพูดทั้งหมด...”

“อ่า ไอ้เวร จริงๆ เลย! บอกว่าไม่ได้โกหกไง!”

เพราะจีซูไม่เชื่อคำพูดของเขาได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซอนอูเลยอึดอัดใจจนแทบจะหันหลังให้  ถึงจะเล่าไปแค่ไหน เน้นว่าความจริงก็คือความจริงเท่าไหร่ จีซูก็ทำแค่พยักหน้ารับเงียบๆ ซอนอูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่คนขี้โกหกและไม่สามารถข้ามพ้นคำครหาแบบนั้นไปได้ พื้นที่รูจมูกของซอนอูที่เตรียมพร้อมกับความเศร้าสลดก็ขยายออก หลังจากจีซูมองสีหน้านั้นของซอนอู ขนที่แผ่นหลังก็ลุกซู่อย่างน่าประหลาด

“วันนี้ไปกัน ฉันกับนายที่คลับนั้น”

“ไอ้บ้า นี่! อีกสองอาทิตย์จะสอบแล้วนะเว้ย ไอ้ปัญญาอ่อน!”

“แล้วเรื่องของฉันอะ! ชีวิตของฉันถูกบีบๆ คลายๆ อยู่ในมือเจ้านั่นนะ จะมาพูดถึงเรื่องเรียนอะไรอีก ช่างมันก่อนเหอะ!”


อีกสองสัปดาห์จะเป็นช่วงสอบกลางภาคของทั้งสองคนแล้วแต่พวกเขาก็ย่างเท้าเข้ามาที่คลับนั้นอีกครั้ง ในเวลาเที่ยงคืนซึ่งเลยเวลาเคอร์ฟิวของหอพักแล้ว และนักศึกษายูซอนอูที่ได้รับคำเตือนอย่างมากมายตั้งแต่ครึ่งเทอมแรกก็ถูกแจ้งกำหนดการให้ออกจากหอพักในภาคเรียนถัดไป แต่สำหรับเจ้าตัวแล้วตอนนี้ที่พักอาศัยไม่ใช่เป็นปัญหา เพราะการทำให้ฮันจีซูที่ถึงจะตายก็ไม่เชื่อคำพูดของเขาได้เห็นธาตุแท้ของลีโดยองมันสำคัญกว่า ยิ่งเวลาผ่านไปแสงไฟในคลับก็ยิ่งคึกคักมากขึ้น เหล่าผู้คนหน้าตาดีทั้งหลายก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละสองสามคน ซอนอูกับจีซูยืนซ่อนตัวอยู่ตรงมุมทางเดินที่มุ่งไปทางห้องน้ำโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรและรอแค่ให้ลีโดยองปรากฏตัว ซึ่งรอมาเกินสามสิบนาทีแล้วแต่ก็ยังคงไม่เห็นวี่แววอะไร จีซูอึดอัดกับสถานการณ์ตอนนี้เหลือทนจึงตั้งใจจะตะโกนใส่ซอนอู แต่มือที่ร้อนรนของซอนอูก็ตีที่ไหล่ข้างหนึ่งของเขา

“มาแล้ว! เฮ้ย มาแล้วๆๆ ไอ้เวร เห็นโน่นไหม บอกว่าลีโดยองมาโน่นแล้วโว้ย!”

“เจ็บโว้ย ไอ้บ้านี่ อย่าตี!”

“ความเจ็บมันสำคัญรึไง! บอกให้ดูโน่น ตรงโน้นน”

ซอนอูดันคอจีซูให้ยื่นออกไปข้างนอกอีกนิดหน่อย จีซูมองตามจุดที่ซอนอูชี้ให้ดูพลางบ่นอุบก่อนจะมองคนที่เหมือนลีโดยองอยู่แปดในสิบส่วน แล้วสงสัยสายตาของตัวเองว่ามองผิดไปเองหรือเปล่า

ใบหน้าของคนที่ใช้เจลปาดเส้นผมที่เคยปรกลงคือรุ่นน้องลีโดยองคนนิสัยดีไม่ผิดแน่ จีซูอ้าปากค้างก่อนจะคิดว่าก็แค่รุ่นน้องที่แต่งตัวเนี้ยบมาเที่ยวในคลับแค่นั้นเอง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะมองข้ามไปได้เพราะมีพวกพี่ชายที่มีรูปร่างและบรรยากาศดุเดือดอยู่บริเวณรอบๆ โดยองเยอะแยะไปหมด

ปกติแล้วก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาสอบอย่างเป็นทางการ โดยองก็จะออกมาตรวจความเรียบร้อยของคลับเป็นครั้งสุดท้าย เขามองไปรอบๆ ทั้งด้านนอกด้านในสเตจก่อนจะสแกนบรรยากาศโดยรวม แต่จู่ๆ ก็มีใบหน้าที่คุ้นเคยมากๆ สะดุดตาเขาตอนที่กำลังกวาดมองไปทั่วทุกทิศอยู่ เหมือนจะมีคนที่เหมือนกับยูซอนอูและฮันจีซูอยู่ตรงมุมทางเดินไปห้องน้ำ โดยองจึงหันไปมองที่ฝั่งนั้นอีกครั้งและก็ได้สบตากับจีซู ส่วนจีซูก็รู้สึกเหมือนอายุขัยตัวเองจะสั้นลง

“ดูสิ ไอ้ชั่วนี่ ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ ฉันไม่ใช่คนขี้โม้ใช่ไหม”

“เฮ้ย นี่ๆๆๆๆ เฮ้ย! มาแล้ว บอกว่ามาแล้วไง! พวกเรารีบออกไปกันเถอะ!”

“ฉันไม่ใช่คนขี้โม้ไง! เห็นหรือยังล่ะ ฉันไปโกหกนายตอนไหน!”

“ก็บอกว่าเข้าใจแล้วไงโว้ย! ไม่ใช่ นายไม่ใช่คนขี้โม้ แม่งไอ้เวร! เลยชวนให้รีบไปนี่ไง!”

ถึงซอนอูที่หันหลังให้โดยองจะมองไม่เห็นแต่สายตาของจีซูที่จ้องมองอยู่ก็เห็นภาพลีโดยองกำลังใกล้เข้ามาทางฝั่งนี้ชัดเหลือเกิน สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับว่าถึงจะวิ่งออกไปตรงทางเข้าแล้วถูกโดยองจับไว้ได้ ไอ้ยูซอนอูคนนี้ก็ขอให้เขาตะโกนออกมาดังๆ สามครั้งอย่างไร้ประโยชน์ว่า ‘ยูซอนอูไม่ใช่คนขี้โม้’ จีซูไม่อยากจะยืดเยื้อเวลากับคำขอที่ไร้สาระแบบนั้นอีกต่อไปแล้วเลยจับไหล่แล้วเขย่าตัวซอนอู ก่อนจะผลักไปอย่างเต็มแรงดึงทึ้งดันมันไปตรงทางออก แต่เมื่อซอนอูคนไร้เรี่ยวแรงถูกจีซูผลักจมูกเลยปักเข้าที่กำแพงแล้วล้มลง ในขณะที่ใบหน้ากระแทกเข้ากับมุมกำแพงที่คับแคบและล้มลง เขาก็ทุบเข่าจีซูแรงๆ จนสั่นเทา

“ฮันจีซู ไอ้เลว ทำผิดแบบนั้นแล้วเชิ่ดเหรอ ไอ้กางเกงในเลอะขี้ ไอ้ชั่ว ไอ้... ฮึ่ย”

แต่เมื่อซอนอูพยุงตัวขึ้นพร้อมกับพ่นคำหยาบคายที่ไม่น่าฟัง กลับมีใบหน้าสุดแสนจะดูดีของคุณรุ่นน้องลีโดยองปรากฏขึ้นตรงหน้า และมันไม่ใช่ความเพ้อฝันแต่เป็นความจริง... อย่างสง่าผ่าเผยมากทีเดียวด้วย


* อาหารหนึ่งชุดที่ขายในร้านอาหารซึ่งประกอบด้วยข้าว น้ำซุป และกับข้าวสองสามชนิด

ความคิดเห็น