facebook-icon

เมื่อรุ่นพี่ตัวป่วน 'ยูซอนโฮ' แอบชอบรุ่นน้อง 'ลีโดยอง' แต่หารู้ไม่... ว่าจริงๆ แล้วรุ่นน้องโดยองน่ะ ไม่ได้เนิร์ดๆ อย่างที่คิด!

​ตอนที่ 7-1 วันที่โชคดี

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 7-1 วันที่โชคดี

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 769

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 7-1 วันที่โชคดี
แบบอักษร

7. วันที่โชคดี


ซอนอูนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มาเกินแปดชั่วโมง เขาไม่ได้มานั่งหา จัดวางข้อมูลแล้วจัดทำมันขึ้นมาด้วยตัวเองนานมากแล้ว เพราะทุกๆ ครั้งก็เอาแต่สั่งรุ่นน้องตลอดใช่ไหมล่ะ นึกถึงตอนเข้าเรียนใหม่ๆ เลย ซอนอูในตอนนั้นไม่สามารถรับมือกับรุ่นพี่บ้าๆ ได้เหมือนกัน หนึ่งวันช่างยาวนานแถมยังต้องทำรายงานให้กับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรุ่นพี่ทุกครั้ง เมื่อเขาได้พบเจอเรื่องแบบนั้นกับตัวเองจึงยืนกรานว่าจะทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่น่ายกย่องไม่มีทางโบ้ยงานของตัวเองไปให้รุ่นน้องเด็ดขาด แต่ก็ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นวัวลืมตีนซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตัวเองได้หว่านเอาไว้*

ไม่ได้อยู่จนโต้รุ่งมานานแล้ว เครื่องปรินเตอร์ที่อยู่ข้างๆ คอมพิวเตอร์กำลังปรินต์งานที่เขาหามาทั้งคืน และด้วยการดิ้นรนแบบไร้เสียงกว่าหลายสิบครั้งเส้นผมของซอนอูจึงชี้โด่ชี้เด่ไปหมด และเมื่อได้เห็นเอกสารที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยน้ำตาก็เอ่อคลอเพราะความดีใจ ฉันทำมันเสร็จแล้ว ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จ! แต่ไม่สามารถตะโกนออกมาได้ทำเพียงแค่โอดครวญและกลืนความดีใจลงไป เวลาตอนนี้คือหกโมงครึ่ง ซอนอูต้องไปเจอโดยองที่มีเรียนตอนสิบโมง และถ้าตั้งใจจะเอางานไปให้อีกฝ่ายอย่างน้อยเขาก็ต้องไปถึงก่อนเก้าโมง ห้าสิบนาทีถึงจะได้เจอกัน เพื่อให้มันเป็นไปตามที่คิดจึงเตรียมตัวจะออกจากบ้านอย่างไม่รีบเร่งตั้งแต่ตอนนี้แล้วนั่งรถประจำทางจะได้ไปถึงไม่สายหรือเร็วไป แต่คนเราจะเอาชนะสัญชาตญาณได้ไหมนะ ซอนอูวางใจกับความรู้สึกสุขสงบก่อนจะไม่สามารถฝืนทนกับความง่วงจึงฟุบนอนลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์แบบนั้น แต่ช่วงเวลาที่เปลือกตาหนักอึ้งเป็นสิบเป็นร้อยกิโลปรือขึ้นมาได้สำเร็จก็คือสิบโมงเช้า

“แม่คร้าบบ!”

ซอนอูมองหาแม่ที่ไม่ได้อยู่บ้านในเวลานี้ก่อนจะลุกพรวดออกจากที่นั่ง เขาวิ่งแล้ววิ่งอีกจนขนคิ้วแทบร่วงในชุดออกกำลังกาย และแน่นอนว่าถึงเขาจะเร่งรีบแค่ไหนแต่รถไฟหรือรถเมล์ก็ไม่ได้รีบไปด้วยเลย กว่าจะถึงมหาวิทยาลัยก็ใช้เวลาตั้งสามสิบนาที ถ้าช้าแม้แต่นิดเดียวคุณรุ่นน้องลีโดยองก็คงจะเข้าเรียนไปแล้วแน่ๆ ถึงจะแย้งขึ้นมาว่าเลิกเรียนก็ค่อยเจอก็ได้ไม่ใช่เหรอ! แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่พูดเลย คุณรุ่นน้องฝากทำการบ้านเมื่อตอนบ่ายวันพฤหัส เขาต้องใช้เวลาทั้งสุดสัปดาห์เพื่อทำให้เสร็จแล้วส่งให้ในวันจันทร์ ซึ่งจริงๆ แล้วเวลาตามที่นัดไว้คือสามวัน และถ้าเป็นไปตามที่นัดคือเขาต้องส่งเมลไปให้โดยองตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่ซอนอูก็อ้อนวอนขอเวลาแล้วขอเวลาอีก

‘มันไม่ใช่การแก้ตัวอะไรนะ แต่ช่วยฟังฉันหน่อยเถอะโดยอง...’ เริ่มจากพูดแบบนั้นแล้วก็สร้างเรื่องว่าญาติห่างๆ ที่ไม่เคยมีอยู่จริงเสียชีวิต จากนั้นก็จบบทสนทนาด้วยประโยค ‘เดี๋ยวจะเอาไปให้ก่อนจะเข้าเรียนคลาสเช้าวันจันทร์นะ’ ถ้าจะให้พูดง่ายๆ มันก็คือการขอเวลาเอาไว้ทำงานเพิ่มนั่นเอง แน่นอนว่าโดยองไม่มีทางไม่รู้ว่าธุระของซอนอูคืออะไร อีกฝ่ายจึงพยักหน้าตอบตกลงอย่างใจกว้าง เพราะยังไงกำหนดส่งงานก็เป็นหลังวันที่ซอนอูตกลงว่าจะเอางานมาให้ ซอนอูก็มีเพียงแค่ความขอบคุณต่อคุณรุ่นน้องที่เพิ่มเวลาให้ตัวเขา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปแล้วนึกถึงตอนนั้นขึ้นมาเขาก็อยากฟาดตัวเองที่โง่เง่าเอาเสียมากๆ สักที


เมื่อกำหนดเอางานมาให้กลายเป็นวันจันทร์ ซอนอูจึงจะต้องรักษาคำพูดเอาไว้ให้ได้ ถึงจะต้องตาย เขาก็ต้องไปให้ถึงก่อนเวลาที่โดยองจะเข้าเรียนเพื่อเอาส่งงานที่ตัวเองพูดว่าจะเอามาให้วันนี้ให้ถึงมืออีกฝ่าย และการแข่งขันสำหรับตัวซอนอูคนเดียวจึงเริ่มขึ้นมาเป็นเวลาสิบนาทีแล้ว เขาวิ่งแล้ววิ่งอีกจนอากาศเกือบหมดปอดกว่าจะถึงเส้นชัยที่สถานีรถไฟใต้ดิน เหงื่อที่ออกบนใบหน้าท่ามกลางช่วงฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นนี้ไหลย้อยลงมาราวกับเม็ดฝน ลมหายใจเหนื่อยหอบก็ไม่กลับไปคงที่ตามเดิม ยิ่งไปกว่านั้นรถไฟใต้ดินเองก็ไม่เป็นไปอย่างที่ซอนอูหวังด้วย

“รถไฟขบวนนี้จะหยุดเดินรถที่สถานีปัจจุบันเพื่อเว้นระยะห่างกับรถไฟขบวนหน้า ประกาศอีกครั้ง รถไฟขบวนนี้...”

ทันทีที่มีประกาศว่ารถไฟขบวนนี้จะจอดเพื่อให้เว้นระยะกับรถไฟขบวนหน้า สติกับร่างกายของซอนอูก็ค่อยๆ เว้นระยะห่างกันออกไปพร้อมๆ กัน ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็เขาไม่มีทางถึงได้ทันเวลาแน่ๆ จากนี่ถึงมหาวิทยาลัยอีกประมาณสี่ป้ายรถเมล์ ดูท่าการที่เขาออกมานั่งแท็กซี่คงจะเป็นวิธีที่ทำให้ถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าการรอให้รถไฟออกตัวซะอีก

ก็แค่ค่าแท็กซี่ คงไม่ได้มากไปกว่าค่าลมหายใจหรอก

ซอนอูลงข้อสรุปอย่างรวดเร็วก่อนจะดึงกระเป๋าเข้ามากอดแล้วออกจากรถไฟใต้ดิน เขาเดินขึ้นบันไดที่นับขั้นไม่ถ้วนทีละสองสามขั้นเพื่อไปถึงขั้นบนสุด โชคดีที่ข้างๆ สถานีรถไฟใต้ดินมีแท็กซี่จอดรออยู่พอดี เขาจึงเรียกแท็กซี่แล้วขึ้นไปในทันทีตรงไปยังมหาวิทยาลัยอย่างเร่งรีบ

“ลุง มอคยองแดครับ เร็วๆ หน่อยครับ รีบเลย!”

และเป็นเพราะคนขับแท็กซี่ที่ร้อนใจไปด้วยกับความร้อนรนของซอนอู เขาก็เลยมาถึงมหาวิทยาลัยทันอย่างหวุดหวิด


ตรงข้ามกับรุ่นพี่ที่กำลังต่อสู้กับระบบขนส่งสาธารณะอยู่พักใหญ่ คุณรุ่นน้องอย่างโดยองก็ลงมาจากรถอย่างสบายๆ แล้วค่อยๆ เดินไปทางประตูหลักด้วยการก้าวเดินที่ไม่รีบเร่ง เขาคาดการณ์ไว้ว่าประมาณสิบโมงคงจะได้เจอกับซอนอูพอดีตรงนั้น แต่ตอนนี้ก็เลยเวลาที่คาดไว้มาสิบนาทีแล้วและเขาก็ต้องเข้าไปในห้องบรรยายภายในสิบโมงครึ่งเพื่อจองที่นั่งดีๆ แล้วด้วย แต่คุณรุ่นพี่ที่เขาอยากฆ่าทิ้งก็ไม่ยอมรักษาเวลา

ไม่ได้เรื่องเลยนะ เจ้ารุ่นพี่คนนี้

โดยองตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยซอนอูไป ทว่าอยู่ๆ อีกฝ่ายก็โผล่เข้ามาตรงข้างหน้าเขาพร้อมกับทำตัวอ่อนปวกเปียกเอามากๆ

“โทษที! ฉัน ฉันสาย... แค่กๆ อะแค่ก!”

“หายใจก่อนแล้วค่อยพูดก็ได้ครับ เดี๋ยวก็ตายหรอก”

“แฮ่ก แฮ่ก... ฮ่า... ฮ่า”

“...หายใจแบบเปิดเผยมากๆ เลยนะครับ”

“ฮึบ”

“อ้าว อย่ากลั้นไว้สิครับ”

“เฮือกก”

โดยองสนุกกับรีแอ็คชั่นของซอนอูที่ตอบรับกับคำพูดแต่ละคำของเขา จากรุ่นพี่ที่เมื่อก่อนแค่หายใจในอยู่ที่เดียวกันก็หงุดหงิดแล้ว แต่ตอนนี้ถ้าได้อยู่ด้วยวันๆ หนึ่งก็จะกลายเป็นความสนุกสนานอย่างไม่น่าเบื่อแทน สิ่งที่มีเหมือนกันก็นับเป็นข้อที่สองแต่ตอนนี้เขาต้องเข้าไปในห้องบรรยายแล้ว โดยองจึงยื่นมือไปทางซอนอูที่ยังจัดการกับจังหวะลมหายใจไม่ได้เพื่อของานมาเร็วๆ แต่ทว่า


“...จับมือผมทำไมครับ”

“ห้ะ อ่า... ฮ่าฮ่า จะ... ประครอง ฉันไม่ใช่เหรอ”

การกระทำปัญญาอ่อนแบบนี้มันเรียกว่าอะไรกันนะ สิ่งที่เคยเจอมามันก็ไม่เท่าไหร่แต่ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะคิดว่าเขาจะช่วยประครองตัวเองอีกเหรอ โดยองเริ่มหงุดหงิดกับการกระทำที่ไม่สามารถเข้าใจได้ของรุ่นพี่ก่อนจะดันมือของซอนอูออกอย่างสุภาพ

“ขอการบ้านครับ การบ้าน”

“ฮ้ะ อ๋อ ใช่! เช้านี้ฉันไม่มีคลาส มีตอนบ่ายสองนู้น แต่ก็มาถึงมหาลัยตั้งแต่ตอนนี้เพราะจะเอางานมาให้คุณรุ่นน้องเลยนะ!”

“เข้าใจแล้ว เพราะงั้นก็ขอหน่อยครับ”

ซอนอูพยายามยกมุมปากขึ้นฉีกยิ้มอย่างสดใสให้กับคำพูดสั้นกระชับของโดยอง ก่อนจะพลิกกระเป๋าสะพายมาข้างหน้าแล้ววางรายงานที่ตัวเองพิมพ์ข้ามคืนช่วงสุดสัปดาห์ลงบนมือของโดยองอย่างภาคภูมิใจ หน้าปกสะอาดเรียบร้อยเต็มเปี่ยมไปด้วยความทุ่มเท ไม่ว่าอาจารย์ท่านไหนอ่านก็ต้องหลงรักเนื้อหาที่ประณีตพิถีพิถัน ถึงเขาจะเชื่อมั่นในตัวเองมันก็ยังเป็นรายงานที่ขาดตกบกพร่องอยู่ แต่ซอนอูคิดว่าแค่นี้คุณรุ่นน้องโดยองก็คงจะพอใจมากๆ แล้ว ทว่ามันกลับผิดคาด โดยองมองปราดเล่มรายงานที่มีเนื้อหาเกือบสิบหน้ากระดาษแล้วยิ้มก่อนจะถอนหายใจออกมา ซอนอูรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างมากกับสีหน้าของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะเคลือบแคลงใจตรงไหนสักที่ และความรู้สึกแบบนั้นมันก็แม่นเป๊ะๆ อย่างไม่คลาดเคลื่อนเลยสักนิด


“รุ่นพี่ไม่ได้อ่านรายงานที่อาจารย์สั่งใช่ไหมครับ”

“อ๊ะ ทำไมเหรอ มีอะไร”

“รูปที่เห็นตัวเองชัดที่สุดหนึ่งรูป เนื้อหารายงานประมาณสามหน้ากระดาษ แต่ที่รุ่นพี่ทำ... ”

รูปสองรูป เนื้อหารายงานสิบหน้ากระดาษ ถึงโดยองไม่เพิ่มอะไรพิเศษต่อไปหลังประโยคนั้นซอนอูก็พอจะรู้ได้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะเป็นยังไง เขามองคุณรุ่นน้องที่กระตุกยิ้มก่อนจะตกอยู่ในความคิดที่ว่าอีกฝ่ายดูดีอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นรายงานที่อยู่บนมือโดยองก็ถูกเก็บกลับไปอีกครั้ง ซอนอูหัวเราะ วะฮ่าฮ่าๆ อย่างเขินๆ แล้วถอยกลับไปยืนข้างๆ รุ่นน้องก้าวหนึ่ง โดยองมองมาที่ตัวเองด้วยใบหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘ไม่ได้ทำมาตามที่อาจารย์สั่งนี่ครับ คุณรุ่นพี่ไม่ได้เอาสติมาเหรอ ให้ผมตบเรียกสติหน่อยไหมครับ’ แต่เรื่องแบบนั้นมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่แล้ว

เพราะความจริงโดยองเพียงแค่หัวเราะกับรีแอ็คชั่นของซอนอูเท่านั้น ถึงจะน่าแปลกใจแต่มันก็แค่นั้นจริงๆ

แน่นอนว่าคนทึ่มอย่างยูซอนอูไม่มีทางรู้ถึงความจริงข้อนั้น เขาคิดแต่ว่าโดยองคงจะโมโหมากๆ ถ้าไม่ได้ส่งรายงานภายในวันนี้และมั่นใจว่าพอลืมตาขึ้นใบหน้าตัวเองต้องถูกฝังอยู่ในโคลน

“เดี๋ยวฉันทำใหม่แล้วส่งให้ภายในวันนี้”

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ครับ แค่ส่งมาทางเมลพรุ่งนี้...”

“ไม่ๆ เดี๋ยวทำให้วันนี้ จริงๆ นะ! ก็ฉันบอกว่าจะทำวันนี้ไง ฮะ!?”

“...เอ่อ แบบนั้นก็ได้ครับ แล้วโมโหอะไรแบบนั้นล่ะครับ”

“นั่นแหละ! นะ... นั่นแหละ ฉัน ฉันไปล่ะ!”

ซอนอูคิดคำพูดต่อจากคำแย้งของคุณรุ่นน้องไม่ออกก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังเดินไกลออกไปจากโดยอง โชคดีขนาดไหนที่พกโน้ตบุ๊กมาด้วย เพราะเนื้อหาของรายงานมันเยอะมากเขาเลยจะพิมพ์แค่เนื้อหาที่จำเป็นใหม่ ตัดเอาส่วนที่ไม่จำเป็นออกแล้วค่อยส่งเท่านั้นก็เรียบร้อย


ซอนอูเข้าไปนั่งในคาเฟ่หน้ามหาวิทยาลัยจึงสั่งกาแฟเย็นไว้ก่อนจะเปิดกระเป๋าออกมา เมื่อคิดว่าจะเริ่มทำอีกครั้งตอนนี้เลยดีไหม เขาก็กางโน้ตบุ๊กแล้วเปิดเครื่องแต่ก็ต้องโยนตัวเองลงไปในหลุมของความสิ้นหวังแบบไร้เชือกอีกครั้ง โน้ตบุ๊กไม่ได้ชาร์จแบตฯ แบตเตอรี่มันว่างเปล่าจนแม้กระทั่งหนึ่งเปอร์เซ็นก็ไม่มี มิหนำซ้ำยังไม่มีสายชาร์จด้วย ซอนอูก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะแล้วสูดจมูกฟืดฟาดจนกระทั่งน้ำแข็งในกาแฟที่สั่งมาละลายไปหมด น่าสงสารจริงๆ

เขาทิ้งเวลาให้เสียเปล่าไปกว่าสามสิบนาทีก่อนจะตั้งสติด้วยตัวเองแล้วยืดตัวขึ้น ไม่มีเรื่องที่จะต้องนั่งฟุบหน้าอยู่แบบนั้นแล้ว ในเวลาแบบนี้ไปร้านเกมหรือกลับบ้านไปทำงานใหม่อีกครั้งน่าจะเร็วกว่า หลังจากซอนอูจัดการกับความคิดตัวเองได้แบบนั้นเขาก็ค่อยๆ เก็บของที่วางกระจายเกลื่อนเข้ากระเป๋าแล้วลุกออกจากที่นั่งไป ถือเครื่องดื่มที่ยังดื่มไม่หมดเดินลงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินด้วย ซอนอูขึ้นรถไฟขบวนที่มุ่งหน้าไปทางบ้านตัวเอง แต่ในขณะที่ประตูปิดรถลงก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์มือถือ ใครกันนะ และนั่นก็คือลีโดยองล่ะ

‘รุ่นพี่อยู่ไหนครับ’

‘กำลังจะกลับบ้านไปทำงานอีกรอบ โน้ตบุ๊กแบตฯ หมดอะ ㅠㅠ’

‘มาเรียนด้วยกันครับ’

‘ของานภายในวันนี้ไม่ใช่หรือไง’

‘ตอนที่ฟังบรรยายกับผมก็เขียนแก้ไปด้วยสิครับ’


อะไรนะครับ เขียนแก้งั้นเหรอครับ

สีหน้าของซอนอูงงงวยและยู่ยี่กับคำขอที่คาดไม่ถึง

เดี๋ยวนะ จะให้ทำรายงานแบบอนาล็อกในโลกดิจิตอลศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดงั้นเหรอ คงไม่ได้หมายถึงขอให้ทำรายงานด้วยการเขียนทั้งหมดหรอกใช่ไหม

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงจะตำหนิคุณรุ่นน้องด้วยการเหน็บแนมทางคำพูด แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทนอดกลั้นคำพูดและการกระทำเอาไว้

ฉันเป็นคนอ่อนแอ ชื่อของฉันคือคนหัวอ่อน

ซอนอูจับจุดไม่ได้ไม่รู้ว่าจะตอบโต้ด้วยวิธีไหนกับการพูดที่ไม่เหมาะสมของโดยอง เขาต้องนอบน้อมพร้อมกับระมัดระวังอย่างมาก แต่ก็ปล่อยคำพูดที่ไม่ได้ดูน่าขัดใจมากเกินกลับไปอย่างพองาม

‘ตอนนี้ฉันนั่งรถไฟมาแล้วอะ’

‘สถานีใกล้บ้านแล้วเหรอครับ’

‘เปล่า’

‘ถ้างั้นก็ลงมาก็ได้นี่ครับ ^^’

ซอนอูไม่สามารถแย้งอะไรกับคำพูดหาเรื่องที่เหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักที่ สุดท้ายเขาจึงลงมาจากรถไฟใต้ดินที่นั่งอยู่ก่อนจะเดินข้ามกลับไปยังชานชาลาฝั่งตรงข้าม

ปีหน้าซอนอูก็จะเป็นนักศึกษาปีสี่ที่จะต้องค่อยๆ กระโดดเข้าสู้การแข่งขันในการหางาน พวกรุ่นพี่สาขาเดียวกันทั้งหลายที่เตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันไปก่อนต่างพูดกันบ่อยๆ ว่าถ้าออกจากสังคมนี้ไปแล้วล่ะก็มันจะกลายเป็นเรื่องราวแบบเจ้านายกับลูกน้องโดยอัตโนมัติเลย ส่วนใหญ่สถานะของเจ้านายที่ทำการจ้างใครสักคนอย่างบริษัทก็คือผู้ก่อตั้ง และลูกน้องก็คือคนที่มีตำแหน่งเป็นพนักงานหรือก็คือแรงงาน ซึ่งการเรียกแบบนั้นใครๆ ก็สามารถเข้าใจมันได้โดยธรรมชาติ อย่าว่าแต่ร่างกายเลย... ตอนนี้จิตใจของซอนอูกำลังสัมผัสได้ถึงอารมณ์คล้ายๆ เจ้านายกับลูกน้องก่อนที่นิ้วเท้าเขาจะแตะสถานที่ที่เรียกว่าบริษัทเสียอีก และมันก็เป็นเวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์มากๆ ในฐานะเจ้านายลีโดยองกับลูกน้องยูซอนอู ถึงแม้ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาจะคิดว่าตัวเองมีตำแหน่งเป็นเจ้านายแน่ๆ แต่การต่อสู้ก็กลับตาลปัตรราวกับพลิกฝ่ามือเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเกินไป


* รับกรรมที่ตัวเองก่อ

ความคิดเห็น