Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 3 [Rewrite]

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 3 [Rewrite]

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.7k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2563 17:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 3 [Rewrite]
แบบอักษร

 

 

 

พี่ชายเพื่อน 3 

 

 

 

ในช่วงบ่ายของวันหยุด เขมินท์ก็ได้ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทำความสะอาดบ้านและซักผ้าให้เรียบร้อยก่อนลูกชายจะตื่นขึ้นมาเพราะวันนี้ตนเองได้สัญญากับลูกชายไว้ว่าจะไปพาไปเที่ยวห้างพร้อมกินอาหารเที่ยงและขนมหวานร้านที่ลูกชายอยากกิน ทำให้โมเดลที่วันนี้ได้ตื่นสายเป็นพิเศษก็รีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยตัวเองเพื่อที่จะรอไปห้างอย่างใจจดใจจ่อ 

 

“คุณแม่ครับ โมเดลหม่ำไอศกรีมได้มั้ยครับ” พอเข้ามาในห้างโมเดลที่เห็นร้านไอศกรีมก็เงยหน้าขึ้นถามคุณแม่ที่กำลังจูงมืออยู่ด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ 

 

“ได้สิครับ แต่ว่าเราไปกินข้าวเที่ยงกันก่อนนะครับคนเก่ง” 

 

“ได้ครับ โมเดลรักคุณแม่ที่สุด” โมเดลยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะเดินตามคุณแม่ไปที่ร้านอาหารที่เป็นร้านโปรดของตนเองแล้วก็เป็นร้านที่ในหนึ่งอาทิตย์คุณแม่จะพาโมเดลมากินเสมอ 

 

และพอเข้ามาในร้านอาหารแล้วเขมินท์ก็สั่งของโปรดให้ลูกชายและอาหารสำหรับตนเองโดยสั่งออเดิร์ฟให้ลูกชายก่อนที่จะกินมื้อหลักเป็นสลัดกุ้ง โมเดลเองก็กินสลัดกุ้งจนแก้มกลม ทำให้เขมินท์ที่กำลังมองดูลูกชายกินอยู่ก็รู้สึกเอ็นดูไม่ได้  

 

เรื่องเล็กๆแค่นี้ก็ทำให้โมเดลมีความสุขได้ เขมินท์รู้สึกดีมากจริงๆ 

 

ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังนั่งกินอาหารกันอย่างมีความสุขในร้านอาหารฝั่งตรงข้ามที่สามารถมองเห็นเขมินท์และโมเดลได้ชัด ซึ่งการกระทำของคนทั้งคู่ก็อยู่ในสายตาของเตชิตทุกอย่างตั้งแต่เริ่มเข้าร้าน เพราะในวันนี้เตชิตเองมีนัดคุยงานกับลูกค้าแต่ก็ไม่คิดว่าจะโลกกลมจนมาเจอสองแม่ลูกที่เตชิตกำลังวางแผนอะไรบางอย่างไว้อยู่ และเตชิตก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้! 

 

“คุณเตชิตครับ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะครับและทางเราก็ยินดีมากจริงๆที่ได้คุณร่วมลงทุนด้วย” 

 

“ด้วยความยินดีครับ” 

 

“ถ้ายังไงเดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อนนะครับมีนัดกับลูกสาวต่อ” 

 

“ได้ครับ ชัชวาลเดี๋ยวเดินไปส่งคุณวิวัฒน์ด้วยนะ” 

 

“ครับคุณเตชิต” 

 

พอชัชวาลเดินออกไป เตชิตเองก็ลุกขึ้นเช่นเดียวกันก่อนจะเดินเข้าไปในร้านฝั่งตรงข้าม โดยเตชิตนั้นเดินเข้าไปนั่งหันหลังชนกับเขมินท์โดยที่เขมินท์ไม่รู้ตัว ซึ่งเตชิตก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตนเองต้องทำเช่นนี้ 

 

“หั่นได้มั้ยครับโมเดล ให้คุณแม่ช่วยมั้ยครับ” เขมินท์ถามลูกชายหลังจากที่เจ้าตัวได้สเต็กจานโปรด แต่ด้วยความที่ยังเด็กเกินไปที่จะจับมีดได้คล่อง ตนเองเลยต้องถามลูกชายขึ้นมา 

 

“ไม่ได้ครับ คุณแม่หั่นให้โมเดลได้มั้ยครับ” 

 

“ได้สิครับ เดี๋ยวคุณแม่หั่นให้นะ” เขมินท์บอกลูกชายก่อนจะหยิบจานสเต็กของโมเดลมาหั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำและพอหั่นเสร็จก็วางจานให้ลูกชายเหมือนเดิม โมเดลพอได้จานคืนก็ใช้ส้อมเริ่มจิ้มกิน เขมินท์เองก็คอยมองลูกชายตอนกินตลอดเวลาและคอยถามลูกชายเรื่อยๆ ซึ่งการสนทนาของทั้งคู่ทำให้เตชิตที่นั่งอยู่ได้ยินหมดทุกคำและยิ่งตนเองได้มองเด็กที่มีสายเลือดเดียวกันที่กำลังส่งยิ้มหวานให้เพื่อนของน้องสาวก็ยิ่งทำให้เตชิตมีความรู้สึกแปลกๆ แต่เตชิตก็ปัดตกไปเพราะสิ่งที่เตชิตต้องการคือการนำเด็กมาเป็นสิทธิ์ขาดของตนเอง คุณแม่จะได้เลิกจับคู่ดูตัวให้เตชิตเสียที 

 

หลังจากที่กินอาหารเที่ยงเสร็จเรียบแล้วเขมินท์ก็พาลูกชายมาเดินย่อยก่อนที่จะไปกินไอศกรีมก่อนกลับบ้าน เขมินท์นั้นได้พาลูกชายมาเลือกของเล่นที่โซนขายของเล่นเด็กแต่โมเดลก็ไม่หยิบหรืออยากได้อะไร แถมยังร้องขอเปลี่ยนใจให้พาไปร้านหนังสือแทน ใช่….. ร้านหนังสือ มันอาจจะเป็นที่ไม่ใช่สำหรับเด็กวัยนี้เท่าไร แต่สำหรับโมเดลที่มีพัฒนาการเติบโตเร็วกว่าเด็กทั่วไป โดยเฉพาะไอคิวของโมเดลที่มีไอคิวสูงมากกว่าเด็กวัยเดียวกันและหมอก็ยังบอกว่าไอคิวของโมเดลจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งการที่โมเดลอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ทำให้ลูกชายของเขมินท์ค่อนจะมีนิสัยที่โตเร็วมากๆ หรือเรียกง่ายๆว่ามีความแก่แดดเกินวัย 

 

“ซื้อสมุดระบายสีเล่มใหม่ดีมั้ยครับ เล่มเก่าคุณแม่เห็นว่ามันจะหมดเล่มแล้ว” 

 

“ดีครับ โมเดลอยากได้เล่มนี้” โมเดลชี้ไปที่เป็นสมุดระบายสีของผู้ใหญ่สำหรับผู้ใหญ่แทนที่จะเป็นสมุดระบายสีสำหรับเด็ก เขมินท์เห็นสมุดระบายสีที่ลูกเลือกเลยคิดว่าอาจจะต้องซื้อสีเซ็ทใหม่ให้ลูกชายด้วย เพราะเซ็ทเดิมก็ใช้จนแทบหมดแท่งแล้ว 

 

“งั้นเราไปจ่ายเงินกันนะครับ” พอลูกชายเลือกได้แล้ว เขมินท์ก็พาลูกชายไปจ่ายเงิน ก่อนจะเดินออกจากร้านไปร้านเครื่องเขียนเพื่อเลือกซื้อสีใหม่ ทั้งเขมินท์และโมเดลไม่ได้รู้เลยว่ากำลังถูกเตชิตเดินตามอยู่ตลอดเวลาจนเตชิตอดที่จะตำหนิในใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่สองแม่ลูกนี่เป็นเหมือนกันก็คือการไม่สังเกตสิ่งรอบข้างเอาเสียเลย โดนเดินตามขนาดนี้ยังไม่รู้ตัว ช่างไม่รู้จักระวังตัวเอาเสียเลย 

 

“คุณเตชิตครับ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ครับ” ขณะที่เตชิตกำลังเดินตามดูสองแม่ลูก ชัชวาลที่โผล่มาจากทางด้านหลังก็เอ่ยถามเตชิตขึ้นด้วยความสงสัยว่าเจ้านายของตนเองนั้นกำลังทำอะไรอยู่ 

 

“เปล่า” 

 

“นั่นคุณเขมินท์ที่คุณให้ผมไปหาประวัตินี่ครับ” 

 

“ใช่ และฉันมีอะไรให้นายไปหามาอีกอย่าง ใบเกิดของเด็กคนนั้น เด็กที่อยู่กับเขมินท์” 

 

“ได้ครับ แต่ผมอยากรู้เหตุผล” 

 

“เพราะเด็กคนนั้นอาจเป็นทายาทของวินิชราชกุล เราถึงต้องหาใบเกิดและฉันต้องการที่จะทำยังไงก็ได้ที่จะได้ตรวจดีเอ็นเอเพื่อความแน่ใจอีกที” คำตอบของเตชิตทำให้ชัชวาลตกใจไม่น้อย เพราะนึกไม่ถึงจริงๆว่าท่านประธานของตนเองจะมีลูกโตขนาดนี้แล้วแม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดก็ตาม แต่เด็กคนนั้นมองดูดีๆก็หน้าคล้ายท่านประธานของตนเองเสียขนาดนั้น ยังไงก็เป็นลูกชายของท่านประธานของตนเองอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าเรื่องนี้คนในวินิชราชกุลก็ไม่มีใครรู้แน่ๆ  

 

“แล้วคุณเขมินท์” 

 

“ก็แค่ความผิดพลาด ทั้งสองคนนั้นคือความผิดพลาด แต่มันจะเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ฉันเป็นอิสระจากคุณแม่ หึ! จัดการตามที่สั่งให้เรียบร้อยนะชัชวาล” เตชิตบอกเลขาของตนเองก่อนจะเดินออกมาจากจุดนั้น แต่ก่อนจะเดินจากไปจริงๆก็ไม่ลืมที่จะหันไปมองสองแม่ลูกนั้นอีกครั้ง  

 

ยิ้มให้มากๆล่ะ เพราะอีกไม่นาน คนที่แสนดีเกินไปจนน่ารำคาญแบบนายจะไม่เหลือแม้แต่รอยยิ้ม! 

 

 

 

 

ในวันนี้เป็นวันที่เขมินท์รู้สึกไม่อยากมาทำงานเป็นครั้งแรกในชีวิตเลย เพราะวันนี้ตนเองต้องเข้าไปพรีเซ้นแบบงานที่แก้ให้คุณเตชิตได้ดูอีกครั้ง เขมินท์รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการพบหน้าของตนเองเท่าไรและตัวของเขมินท์เองก็ไม่ได้อยากเผชิญหน้ากับอีกคนเหมือนกัน เพราะยังมีความรู้สึกกลัวเตชิตจะมาพรากลูกไปจากอกและถ้าหากผู้ชายคนนั้นต้องการเอาตัวโมเดลไปจากเขมินท์ก็สามารถทำได้ง่ายเพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าเตชิตคิดจะทำขึ้นมาจริงๆ  

 

ผู้ชายคนนั้นมีอำนาจในมือที่เขมินท์คงไม่อาจต่อสู้กับเตชิตได้อยู่แล้ว 

 

“โมเดลครับ อยู่กับลุงบอสนะครับ เดี๋ยวคุณแม่จะไปทำงานข้างนอกแล้วจะซื้อขนมเค้กกลับมาฝากนะครับ” 

 

“โมเดลไปด้วยไม่ได้เหรอครับ” 

 

“ไม่ได้ครับ คุณแม่ไปทำงาน” 

 

“ก็ได้ครับ คุณแม่รีบกลับมานะครับ โมเดลจะรอ” 

 

“ครับคนเก่ง ฟอด!” เขมินท์รับคำลูกชายก่อนจะหอมแก้มยุ้ยๆของลูกชายก่อนจะออกไปแต่ก็ไม่ลืมหันไปฝากลูกชายกับประธานบริษัทอีกครั้ง 

 

“ฝากด้วยนะครับพี่บอส” 

 

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวพี่ดูให้” 

 

“คุณแม่ไปแล้วนะครับโมเดล” เขมินท์โบกมือลาลูกชายก่อนจะรีบหอบงานลงไปที่รถของตนเองเพื่อที่จะขับไปยังบริษัทของวินิชราชกุล การเดินทางมาในวันนี้ถือว่าโชคดีที่รถไม่ติดอย่างที่คิด ทำให้เขมินท์มาถึงที่หมายก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง พอเข้ามาในบริษัทก็เดินเข้าไปแจ้งพนักงานต้อนรับ ซึ่งพนักงานก็ให้ความต้อนรับอย่างดีจนเขมินท์อดแปลกใจไม่ได้  

 

เจ้านายของคนที่นี่นิสัยแย่ขนาดนั้น…… แต่ลูกน้องกลับมีแต่คนอัธยาศัยดี น่าแปลกใจจัง 

 

“สวัสดีครับคุณเขมินท์ นั่งรอสักครู่นะครับ ท่านประธานกำลังประชุมอยู่ อีกสิบนาทีก็คงจะเสร็จ” ชัชวาลออกมาต้อนรับเขมินท์ด้วยตัวเองหลังจากพนักงานต้อนรับโทรขึ้นมาแจ้ง  

 

คุณเขมินท์ตัวจริงชัชวาลก็เพิ่งเจอตัวเป็นๆใกล้ถึงขนาดนี้ รอยยิ้มบางๆที่ติดบนใบหน้าที่ส่งยิ้มมาทำให้ชัชวาลอดคิดไม่ได้ว่าคนตรงหน้าช่างเหมาะสมกับเจ้านายของตนเองที่มีเพียงหน้าเดียวเหลือเกิน ยิ่งทั้งสองมีลูกด้วยกันแบบนี้ ทำไมถึงไม่หันหน้าคุยกันดีๆนะ  

 

ที่ชัชวาลพูดแบบนี้ก็เพราะว่าตนเองนั้นได้ผลตรวจของลูกชายคุณเขมินท์แล้ว เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาชัชวาลได้จ้างให้พวกรับจ้างมืออาชีพไปจัดการนำตัวอย่างเลือดของคุณหนูโมเดลและคุณเขมินท์มาตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งวิธีการของคนพวกนี้สามารถเอาตัวอย่างเลือดของทั้งคู่มาได้โดยง่ายและพอได้มาตนเองก็ได้นำไปตรวจจึงพบว่าคุณโมเดลเป็นลูกของคุณเขมินท์และคุณเตชิตอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์  

 

คุณเตชิตที่ทราบผลการตรวจก็เร่งให้ชัชวาลโทรไปตามคุณเขมินท์ให้นำงานที่สั่งแก้มาให้ดูภายในวันนี้ ซึ่งคุณเขมินท์ก็คงไม่เอะใจอะไรนอกจากเรื่องงานเลยเข้ามาอยู่ในถ้ำเสือด้วยตัวคนเดียว และชัชวาลก็ขอภาวนาว่าขอให้คุณเขมินท์พ้นภัยจากคุณเตชิตที่คิดจะทำอะไรไม่ดีด้วยเถอะ…. 

 

“ขอบคุณครับ” เขมินท์เอ่ยขอบคุณและอดที่จะเกรงใจไม่ได้ เพราะเลขาของคนนิสัยไม่ดีต้อนรับตนเองดีเสียเหลือเกินจนรู้สึกเกร็งไปหมด 

 

“เดี๋ยวผมจะนำของว่างมาให้นะครับ คุณเขมินท์รอสักครู่”  

 

“เกรงใจจังครับ ไม่ต้องก็ได้” 

 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ รอสักครู่นะครับ” เขมินท์มองชัชวาลที่เดินหายไปก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือของตนเองแล้วถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขมินท์อยากพรีเซ้นงานที่แก้ให้จบแล้วรีบออกจากบริษัทนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเขมินท์เริ่มรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย  

 

“น้ำส้มและของว่างครับ ทานรองท้องก่อนนะครับ” 

 

“ขอบคุณมากครับ” เขมินท์จำใจยกน้ำดื่มเพื่อไม่ให้เสียมารยาท แต่ก็ไม่ได้ดื่มจนหมดแก้ว จนเวลาผ่านไปสักพัก เขมินท์ก็เห็นเตชิตเดินเข้ามาก่อนจะปลายสายตามองตนเองเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทำงาน ทำให้ชัชวาลเดินเข้ามาเชิญเขมินท์ให้เดินเข้าห้องตามเตชิตเข้าไปและพอเข้ามาในห้องทำงานของเตชิต เขมินท์ก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศอึมครึมที่เหมือนปกคลุมด้วยหมอกหนายิ่งทำให้อยากกลับออกไปให้เร็วที่สุดเสียจริง 

 

“นี่งานที่คุณต้องการให้แก้ครับ ถ้าหากคุณไม่พอใจในส่วนที่แก้ไขมาแล้ว ทางเรายินดีจะแก้ไขให้อีกจนกว่าคุณจะพอใจ” เขมินท์เริ่มต้นบทสนทนาก่อนจะยื่นโครงร่างแบบของงานที่เขมินท์แก้ไขตามที่อีกคนต้องการลงบนโต๊ะทำงานของเตชิต แบบงานที่เขมินท์แก้ไขมาเตชิตยอมรับว่าอีกฝ่ายแก้ไขได้ตามที่เตชิตต้องการไม่มีอะไรผิดพลาด แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก็ไม่มีตกหล่น เป็นงานที่เตชิตพึงพอใจไม่น้อยเลยจริงๆ 

 

“แบบที่แก้มาโอเคแล้ว ไม่มีอะไรต้องแก้ ส่วนเรื่องระยะเวลาที่จะเริ่มงานชัชวาลจะแจ้งไปอีกครั้ง” 

 

“ถ้าคุณโอเคแล้ว งั้นผมก็คงต้องขอตัวกลับก่อน ขอตัวนะครับ” 

 

“เดี๋ยวสิ ฉันมีอะไรจะให้นายดูก่อน เอกสารฉบับนี้ฉันอยากจะให้นายอ่านและดูมัน” เตชิตบอกก่อนจะหยิบเอกสารลงตรงหน้าของเขมินท์ที่ยอมรับเอกสารไปอ่านดู ซึ่งพอได้อ่านเอกสารจนจบ เขมินท์ก็เริ่มหน้าซีด มือที่ถือเอกสารอยู่สั่นไปหมดจนเตชิตที่เห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจที่เห็นอาการของเขมินท์เป็นแบบนี้ 

 

“คุณ…. ไปเอามาได้ยังไง” เขมินท์ถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารการตรวจดีเอ็นเอที่เป็นการตรวจโดยใช้ผลเลือด เขมินท์ไม่รู้ว่าเตชิตไปเอาเลือดของโมเดลมาจากไหน  

 

มันเป็นไปไม่ได้..... เลือดของเด็กอายุเท่าโมเดลที่ยังบริจาคเลือดไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่เตชิตจะไปหามาจากโรงพยาบาลอย่างแน่นอน 

 

“ตกใจเหรอ นายคนแบบฉันทำได้ทุกอย่าง ฉันแค่อยากแน่ใจว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของฉันจริงๆ ไม่ใช่ลูกของคนอื่น และในเมื่อเด็กคนนั้นเป็นสายเลือดวินิชราชกุล เด็กคนนั้นก็ควรจะต้องมาอยู่ในความดูแลของฉันไม่ใช่นายที่เป็นพนักงานหาเช้ากินค่ำ แถมยังเอาลูกไปเลี้ยงในที่ทำงาน นายไม่มีคุณสมบัติที่จะดูแลทายาทของวินิชราชกุล” 

 

“แต่คุณไม่มีสิทธิ์ในตัวของเค้า!! คุณบอกไม่ให้เราสองคนไปยุ่งกับคุณ แล้วคุณมายุ่งกับเราสองคนได้ยังไง!” เขมินท์ถามออกไปเสียงดังด้วยความรู้สึกโมโห ผู้ชายคนนี้จะมาแย่งโมเดลไปจากเขมินท์ จะมาแย่งลูกเพียงคนเดียวของเขมินท์ไปจากอ้อมกอด เขมินท์ไม่ยอมและจะไม่มีวันยอม! 

 

“แต่ตอนนี้ฉันอยากจะได้ลูกของฉันคืน” 

 

“เค้าเป็นลูกของผม ของผมคนเดียว!” 

 

“ถ้าฉันไม่มีอะไรกับนาย นายจะมีลูกเหรอ คิดสิเขมินท์ คนแบบนายจะท้องเองได้งั้นเหรอ น้ำเชื้อของฉันที่ทำให้นายท้อง เด็กที่เกิดมาก็ต้องเป็นของฉัน” 

 

“ไม่มีวัน ผมไม่มีวันยอม โมเดลไม่มีพ่อและจะไม่มีพ่อตลอดไป ผมบอกเค้าตั้งแต่เด็กแล้วว่าพ่อของเค้าตาย โมเดลจะไม่มีวันเชื่อคุณ สำหรับโมเดล คุณก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายแปลกหน้าเท่านั้น” 

 

“งั้นเรามาลองดูกันมั้ยล่ะ ว่าฉันจะเอาลูกมาจากนายได้มั้ย” 

 

เพี๊ยะ! 

 

“คนแบบคุณมันเลว และคนแบบคุณมันไม่สมควรเป็นพ่อใครทั้งนั้น….” เขมินท์ใช้ฝ่ามือตบเข้าข้างแก้มของเตชิตด้วยความเกลียด…. เกลียดที่ผู้ชายคนนี้เห็นแก่ตัว เกลียดที่ผู้ชายคนนี้พูดเหมือนโมเดลเป็นของเล่นที่อยากจะได้ก็จะมาแย่งไป พอไม่อยากได้ก็ผลักไส  

 

คนแบบนี้… คนแบบนี้ จะให้โมเดลเรียกว่าพ่อได้ยังไง เพราะเตชิตไม่มีคุณสมบัติเป็นพ่อคนเลย………… 

 

 

 

 

“พี่เตคะ มาดูนี่สิคะ รูปหนูพลอย คนนี้น่ารักนะคะ พูดจาเพราะ ทำอาหารเก่ง มีความเป็นแม่ศรีเรือน คุณแม่ว่าเหมาะสมกับพี่เต” เตชิตที่กลับมาถึงบ้านในช่วงเย็นหลังจากที่ปะทะอารมณ์กับเขมินท์จบลงก็รู้สึกปวดหัวจนอยากจะนอนพักแต่พอกลับถึงบ้านก็โดนคุณแม่เรียกเข้าไปหาเสียก่อนและพอเข้ามาคุณแม่ก็พูดถึงเรื่องที่พูดทุกวัน  

 

เรื่องหาคู่ครองให้ตนเอง 

 

“ผมไม่สนครับ” 

 

“ไม่สนไม่ได้ คุณแม่ไม่ยอมแล้วนะคะ คุณแม่อยากอุ้มหลาน พี่เตชิตต้องแต่งงานให้คุณแม่ได้แล้ว” 

 

“ถ้าผมมีหลานให้คุณแม่จะเลิกหาคนมาแต่งให้ผมมั้ยครับ” 

 

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ อย่าบอกนะว่าพี่เตชิตไปแอบมีเมียมีลูกแล้วไม่บอกคุณแม่” 

 

“จะว่าแอบคงไม่ถูก เรียกว่าไม่ได้ตั้งใจมีมากกว่า นี่คือเอกสารยืนยันและรูปของเด็กที่เป็นลูกผม เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ต้องหาคนมาแต่งกับผมแล้วนะครับเดี๋ยวผมจะพาหลานมาหาคุณแม่เอง” เตชิตยื่นเอกสารให้คุณแม่ดูก่อนจะเดินหนีขึ้นห้อง ทิ้งให้คุณหญิงรวีวรรณแทบจะเป็นลมอยู่ตรงนี้ แต่เธอก็ยังตั้งสติและหยิบเอกสารและรูปขึ้นมาดูให้ระเอียดและถี่ถ้วนไม่มีตกหล่น ซึ่งในใบเอกสารที่ตรวจดีเอ็นเอมีชื่อของแม่เด็กด้วย ชื่อที่รวีวรรณคุ้นเคยและมั่นใจว่าเคยรู้จัก 

 

“เขมินท์ สิริธรณ์…. นี่มันหนูเขมนี่นา เป็นไปได้ยังไงกัน พี่เตกับหนูเขมมีลูกจนโตขนาดนี้ได้ยังไง” คุณหญิงรวีวรรณรู้สึกสับสนไปหมด เธอรู้จักเขมินท์เพราะเป็นเพื่อนสนิทลูกสาวที่เธอรักเหมือนลูกอีกคน ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่เรียนจบมหาลัยเธอก็ไม่เคยเห็นหนูเขมมาที่บ้านอีกเลย ทีแรกเธอคิดว่าอาจจะเพราะศศิตาลูกสาวเธอไปเรียนต่อต่างประเทศเลยไม่ได้แวะมาเยี่ยมเธอ แต่เหตุผลนี้คงไม่ใช่แล้ว เพราะหนูเขมกลายเป็นเมียของลูกชายคนโตแถมยังมีลูกด้วยกันอีก เรื่องนี้มันต้องมีอะไรที่เธอยังไม่รู้แน่ๆ และเธอก็คงไม่ปล่อยให้ความไม่รู้คาใจ เธอจะต้องสืบจนรู้ให้ได้! 

 

.............................................................................................. 

ตอนนี้ก็ร้ายใส่เค้า เดี๋ยวรักเค้าขึ้นมาก็กลายเป็นลูกแมว หึหึ 

ความคิดเห็น