Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

7th Bond : ทำความรู้จัก

ชื่อตอน : 7th Bond : ทำความรู้จัก

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 299

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2562 23:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7th Bond : ทำความรู้จัก
แบบอักษร

7th Bond : ทำความรู้จัก

“แล้วข้าจะรอคำตอบของเจ้า ครอส” เสียงห้าวดุดันแต่นอบน้อมดังขึ้นในสวนหน้าคฤหาสน์ ร่างสูงแต่ค่อนข้างเจ้าเนื้อลุกขึ้นจากเก้าอี้ขาวก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อยตามมารยาทแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีอายุน้อยกว่าก็ตามที

“...” ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าบ้านไม่ตอบอะไรนอกจากลุกขึ้น และโน้มตัวคำนับเช่นกัน ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉยแม้ว่าดวงตาสีทองแดงของอีกฝ่ายจะมองมาอย่างไม่พอใจเล็กน้อยก็ตาม

เขาขยับกายหลีกทางให้แขกผู้มาเยือนก้าวออกจากสวนก่อนที่ตนจะเดินตามไปจนถึงรั้วเหล็กขนาดใหญ่ ประตูใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนเปิดเองโดยอัตโนมัติ          ราวกับรู้ว่ามีผู้ต้องการก้าวผ่านมันไป

“เจ้ามัวรีรออะไรอยู่?” ชายร่างอวบหยุดเดินพร้อมกับเอ่ยถามอีกครั้งก่อนจะหันใบหน้ากลับมา “เพราะเหตุใดยังครองตนเป็นโสดอยู่เช่นนี้?”

“ตามที่ข้าได้ตอบท่านไป ตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องเช่นนั้นท่านพาลอส” ครอสตอบเสียงเรียบ “ท่านก็ทราบสถานการณ์ตอนนี้ดี”

“ข้ารู้ ข้ารู้ พ่อหนุ่มแวมไพร์” ชายเจ้าของนามพูดพลางยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ “แต่หากผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้ว เจ้าอาจจะไม่ได้พบใครที่จะมาช่วยเติมเต็มบางส่วนของชีวิตอันยาวนานเช่นนี้นะ”

“ขอบคุณสำหรับความห่วงใย” ชายหนุ่มร่างสูงตอบอย่างนอบน้อม “แต่ถึงกระนั้น การดูแล ‘โลกเบื้องหลัง’ และ ‘โลกเบื้องหน้า’ ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับข้า”

พาลอสถอนหายใจเบา ๆ อย่างปลงตกพลางคิดว่า คงยากหากจะเปลี่ยนใจแวมไพร์หนุ่มตนนี้ “ตามใจเจ้า แต่ข้าก็ยังหวังให้เตอบเจ้ารับลูกสาวข้าอยู่นะ” เขาเอ่ยก่อนจะหันหน้ากลับไป พอดีกับที่รถคันงามวิ่งมาจอดตรงหน้าเจ้าของอย่างรู้หน้าที่

ชายร่างอวบเคลื่อนกายเข้าไปในตัวพาหนะสีดำที่เปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ประตูจะปิดลง ดวงตาสีทองแดงก็ลอบมองใบหน้าคมคายของเจ้าบ้านที่ยังคงนิ่งเฉยไม่เปลี่ยนแปลง

แล้วรถยนต์คันหรูก็วิ่งหายลับสายตาไป...

ครอสลอบหายใจเบา ๆ ด้วยความรู้สึกหนักใจก่อนจะหันหลัง และเดินกลับเข้าไปในบ้าน ในใจนึกหวนไปถึงบทสนทนาที่เพิ่งจบไป...


...”ขอบคุณที่ให้การต้อนรับข้าอย่างดีเสมอมา ครอส” เสียงห้าวดุดันเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมกับยกมือขึ้นข้างหน้า และชายหนุ่มผมดำตรงหน้าก็ยื่นมือมาสัมผัสเช่นกัน

"ยินดีเสมอ ท่านพาลอส พาลันเซ” อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบ และผายมืออีกข้างเชื้อเชิญให้นั่งลง “วันนี้มีเหตุใดท่านถึงมาเยี่ยมข้าถึงที่นี่?”

พาลอสหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยพอเป็นพิธีก่อนจะตอบ “ข้าก็แค่อยากมาเยี่ยมลูกชายของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของข้าน่ะซี” ว่าแล้วก็เลิกคิ้วน้อย ๆ เป็นเชิงถาม “เป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”

ครอสเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ และประสานมือวางบนเข่า “สถานการณ์ตอนนี้ยังคงตัวอยู่ พวกเลือดผสมส่วนใหญ่ยังพอฟังเหตุผลอยู่บ้าง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกนั้นถึงก่อการจลาจลขึ้นมา” เขาตอบเสียงเครียด “ราวกับว่ามีใครยุยงให้ก่อความไม่สงบ...”

ชายร่างอวบส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น พ่อหนุ่ม” เขาว่า “ข้าพูดถึงเจ้าต่างหากล่ะ เจ้าสบายดีไหม?”

“...” แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบอะไรนอกจากปิดเปลือกตาลงช้า ๆ “ก็ดี”

พาลอสกระตุกยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจ “เจ้าจำกราเซีย..ลูกสาวของข้าได้หรือไม่?” ในที่สุดก็ถึงเรื่องที่เขาต้องการมากที่สุด หรือจะพูดง่าย ๆ ...สาเหตุที่เขามาถึงนี่ก็เพราะเรื่องต่อไปนี้โดยเฉพาะ

เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าคมคายแสดงสีหน้าอื่นนอกจากเรียบเฉย “ท่านหญิงน้อยแห่งตระกูลพาลันเซสินะ?” เขาถามเบา ๆ  ดูเหมือนว่าเขาจะพอจับเค้าอะไรบางอย่างได้

“เจ้าจำนางได้!” ชายร่างอวบเอ่ยขึ้นอย่างปีติ “ข้าเดาว่านางคงทำให้เจ้าสนใจไม่น้อย”

“ข้าจำนางได้ ไม่ได้หมายความว่าข้าสนใจนาง” ครอสตอบเสียงเรียบ “หากนี่คือเรื่องที่ท่านต้องการจะเสวนาด้วยในวันนี้...เห็นทีข้าคงต้องอภัย”

รอยยิ้มพลันเลือนหายไปจากใบหน้าของอีกฝ่ายเมื่อได้ยินคำตอบ “เพราะเหตุใด? หรือว่าลูกสาวข้ามียศฐาบรรดาศักดิ์ไม่ทัดเทียมกับเจ้างั้นรึ?” พาลอสถามเสียงเครียด และไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ?” ชายหนุ่มย้อนกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม “ท่านหญิงกราเซียมี ทั้งรูปโฉม และฐานะ ข้าไม่ปฏิเสธว่านางช่างเพียบพร้อม”

“งั้นเพราะเหตุใดกันเล่า?”

“เพราะสำหรับข้ามันยังไม่ถึงเวลา” ครอสตอบก่อนจะผ่อนคลายท่าทีลงบ้างเล็กน้อย “แต่ท่านเป็นมิตรเก่าแก่ของท่านพ่อ ข้าขอเวลาสักวันสองวันเพื่อไตร่ตรองคำตอบ”

อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกเสียงดัง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจเพียงใด แต่คนยื่นข้อเสนอก็มั่นใจว่าชายร่างอวบจะยอมตกลงเป็นแน่...

...และก็เป็นเช่นนั้น...

ร่างสูงเดินเนือย ๆ อย่างเชื่องช้าไปยังบันไดทางขึ้นด้วยสมองอันหนักอึ้ง หนักด้วยภาระหน้าที่ และการรับมือของเหล่าบรรดาคนเก่าคนแก่ที่พากันอยากให้เขาเข้าประตูวิวาห์ในเร็ววัน เรียกได้ว่าเดี๋ยวนี้อย่างหลังชักจะเริ่มทำให้เขาปวดหัวมากกว่าเรื่องแรกเสียด้วยซ้ำ

รู้ทั้งรู้สถานการณ์ตอนนี้ดี ยังจะมามัวคิดเรื่องพรรค์นี้...

ครอสปรามาสในใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก ขณะกำลังจะก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกนั้น เสียงหัวเราะร่าที่ไม่คุ้นหูก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท และดึงขายาวให้ชะงัก

ใบหน้าที่คิ้วขมวดหันไปมองทางต้นเสียงด้วยความฉงน แสงไฟที่ลอดผ่านธรณีประตูทางปีกขวาของตัวคฤหาสน์ทำให้เขารู้ว่ามีใครคนอื่นนอกจากแม่บ้าน และแม่ครัวอย่างลูน่าอยู่ในห้องครัว

เขาหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเลี้ยวขวา และเดินไปที่ห้องครัวอย่างเงียบเชียบ อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานร่าเริง และจริงใจมานานแล้วก็ไปได้ที่กระตุ้นให้เขาอยากรู้อยากเห็นถึงขนาดนี้เป็นครั้งแรก หรือว่าอาจจะเป็นเพราะเขาคนนั้น

อีกหนึ่ง ‘คน’ ที่อยู่ในบ้านหลังนี้...

ภาพที่เห็น คือ หญิงสาวในชุดสาวใช้ก็กำลังทำท่าทางคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นการทำเค้กที่เธอถนัด ส่วนชายชราก็มองนิ่ง ๆ แม้จะมีสีหน้าแปลก ๆ และอีกคนก็ฉีกยิ้มกว้าง และเอ่ยคำเหน็บแหนมทีเล่นทีจริง จนในที่สุด...ก็โดนครีมเค้กป้ายเข้าที่แก้มขวาเข้าอย่างจัง

เซดริกถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และพยายามยื้อแย่งถาดเค้กมาจากมือของสาวใช้ ใบหน้าคมคายดูบูดบึ้งราวกับเด็ก และท่าทางก็ไม่สมกับอายุเกือบขึ้นเลขสองเลยจริง ๆ ครอสเอนตัวพิงขอบประตูเพื่อเฝ้าดู และยกมือขึ้นกอดอกอย่างสงบ

หึ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในใจอย่างขบขันพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

แต่ดูเหมือนว่าพ่อบ้านชราที่ยืนนิ่งเงียบจะรู้สึกถึงการมาเยือนของเจ้าของคฤหาสน์ เขาหันหน้าไปข้างหลัง และมองไปยังนายท่านที่เหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้า

นายท่าน...ไม่รู้ตัวเลยหรือ*?* เอเกิลส่งยิ้มให้เล็กน้อยราวกับรู้ทัน ทำให้ร่างสูงรู้ตัวว่าเขากำลังยิ้มอยู่ และหุบยิ้มโดยทันที ทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ และสาวใช้ที่หันหน้ามองตามไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง

เซดริกมองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายที่สงบนิ่ง และไร้อารมณ์ พลัน คำพูดของพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ดังขึ้นในห้วงความคิด

“นายท่านใหญ่ และนายหญิงเสียแล้วล่ะขอรับ หลังจากที่ถ่ายรูปนี้ได้ไม่กี่วัน”

“หลังจากวันนั้นนายท่านก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เคยยิ้ม และหัวเราะอย่างมีความสุขอีกเลย...”

ดวงตาสีฟ้าพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มกว่าด้วยความหวังว่าจะพบตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้ แต่ก็ไม่เป็นผล แต่เขาก็พบริ้วความโศกเศร้า และเดียวดายซ่อนอยู่ในแววตาที่พยายามปกปิด

ความรู้สึกปวดร้าวแปลก ๆ แล่นผ่านร่างกาย ชวนก้อนเนื้อที่อกซ้ายชาวาบ

“ตอนนี้คุณคงว่างแล้วสินะครับ?” เซดริกถามหลังจากที่เช็ดคราบครีมที่แก้มขวาเรียบร้อยแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบอะไรเช่นทุกครั้ง คนถามจึงตีความเอาเองว่าว่างแล้ว “เมื่อกี้ผมเห็นสวนข้างนอกด้วย คุณช่วยเป็นไกด์พาผมทัวร์สวนของคุณหน่อยได้ไหม?” เขาถามพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

ครอสเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ แต่ไม่ทันได้ตอบอะไรพ่อบ้านชราก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ต้องรบกวนนายท่านด้วยขอรับ ถึงเวลาที่กระผมต้องเตรียมน้ำชายามบ่ายแล้ว” น้ำเสียงอ่อนน้อมของคนเก่าคนแก่ และรอยยิ้มจริงใจของคนชวน  ทำให้ร่างสูงต้องถอนหายใจเบา ๆ

“ตามมา” เขาเอ่ยสั้น ๆ และเดินออกจากห้องครัวไป ส่วนคนชวนก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะหันไปก้มหัวขอบคุณเอเกิลปลก ๆ และรีบเดินตามไป ในห้องครัวจึงเหลือเพียงแค่ชายชรา และสาวใช้แค่สองคน ลูน่าขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“เอ....ยังไม่ถึงเวลาน้ำชานี่ท่านเอเกิล”

เอเกิลไม่ตอบอะไรนอกจากคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างอ่อนโยนเช่นเดิมก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนงวยงงอยู่อย่างนั้น...


###


**“โห!”**เสียงทุ้มเล็กน้อยอุทานขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อก้าวเข้ามาในเขตสวนอันกว้างใหญ่รอบคฤหาสน์ รองเท้าผ้าใบเหยียบลงไปบนพรมหญ้าสีเขียวหนานุ่มจนชวนให้อยากเอนหลัง พุ่มดอกไม้นานาชนิด ทั้งดอกสีแดง ชมพู และขาวปะปนกันละลานตา แต่กลับดูสวย และน่าหลงใหล ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่หลายต้นได้รับการจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่พอดี แสงแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมากระทบใบหน้าคมคายที่เปื้อนด้วยรอยยิ้ม

เซดริกหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อต้องแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ริมฝีปากขยับยิ้มอย่างเป็นสุขเมื่อได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะว่าเขาอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีแต่ตึกระฟ้ามานาน ทำให้ไม่ได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้

“สวนนี้คุณเป็นคนออกแบบเองเหรอ?” เขาถามด้วยความตื่นเต้น และเดินไปดูพุ่มไม้นู้นทีนี้ทีราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่

“ก็ไม่เชิง” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ

“เป็นต้นไม้สมัยนี้ หรือสมัยคุณยังเด็ก ๆ อยู่ล่ะครับ?” เซดริกแกล้งถามอย่างอารมณ์ดีขณะก้มลงมองไม้ล้มลุกต้นหนึ่งที่ดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่อังกฤษ

“ต้นไม้อะไรมีชีวิตเป็นเกือบพันปี?”

ชายหนุ่มผมบลอนด์หัวเราะเบา ๆ อย่างขบขัน แล้วดวงตาสีฟ้าก็พบกับอะไรบางอย่างที่วิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือหัวตน          

นั่นมัน...

เขายื่นมือไปบนกิ่งไม้ และกระดิกนิ้วเล็กน้อยเพื่อเรียกเจ้าสัตว์ตัวจ้อยขนสีน้ำตาล น่าแปลกที่เจ้ากระรอกน้อยวิ่งมาบนมือของชายหนุ่มอย่างไม่รีรอ แถมยังจ้องหน้าเขานิ่งเสียจนทำให้คนเรียกอดอมยิ้มไม่ได้ มันเชื่องกับคนมากจนน่าแปลกใจจนเผลอมองอย่างนั้นอยู่นานสองนาน

คนนำทางรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเงียบผิดปกติจึงหันไปมอง ได้ทันเห็นว่ากระรอกตัวน้อยไต่ตามแขนของชายหนุ่ม และขึ้นไปนั่งบนเส้นผมสีบลอนด์หน้าตาเฉย ส่วนคนที่โดนทำเป็นที่นั่งชั่วคราวก็ไม่ว่าอะไร แถมยังทิ้งตัวลงบนพรมหญ้านุ่ม เข่าสองข้างตั้งชัน และใช้มืออีกสองข้างดันพื้นข้างหลังไว้ ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองไปไกลอย่างไร้จุดหมายราวกับคนกำลังใช้ความคิด

สีหน้าที่เปลี่ยนไปทำให้คนมองขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เขาจึงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ อีกคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว กระรอกน้อยที่ตกใจกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ตัวสูงก็กระโดดตัวเบาจากศีรษะสีบลอนด์ และวิ่งจากไปพร้อมกับพวงหางที่ส่ายไปมาอย่างน่าเอ็นดู

“ผมรู้เรื่องครอบครัวของคุณแล้ว...” แล้วฝ่ายที่เงียบมานานก็เริ่มพูดเมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนมานั่งข้าง ๆ “...เสียใจด้วยครับ”

ครอสหันหน้ามามองแวบหนึ่งด้วยความแปลกใจก่อนจะกลับไปมองข้างหน้าเช่นเดิม ไม่แปลกใจว่าทำไมคนข้าง ๆ ถึงรู้ คงไม่พ้นพ่อบ้านชราคนนั้นเป็นแน่ “เรื่องมันผ่านมานานแล้ว” เขาตอบสั้น ๆ แต่ไม่ห้วนจนระคายหู แล้วก็เงียบไปอีกครั้ง

บรรยากาศเงียบงัน...เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงใบไม้พลิ้วไหวสอดคล้องไปกับจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ...

“ทำไมถึงพูดเรื่องนี้?” ในที่สุด คนที่ไม่เคยเปิดบทสนทนากับใครก่อนก็เป็นฝ่ายถามก่อนจะชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งและพาดแขนบนเข่า เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย

“ผมก็แค่คิดว่าคุณ...ดูเหงา” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก แต่มันก็ทำให้คนถามอดแค่นหัวเราะในลำคอไม่ได้

“หึ....พูดเหมือนรู้ดี”

เซดริกทำหน้าบูดเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคถัดมาแม้ว่าจะพอเดาคำตอบได้ก็ตาม “ผมไม่รู้หรอกว่าคุณเจออะไรมา หรือแม้กระทั่งอดีตอันยาวนานของคุณ แต่ผม...รู้ว่ามันรู้สึกยังไง”

คำสุดท้ายเสียงเบาหวิวจนอีกคนอดหันมามองอีกครั้งไม่ได้ด้วยความแปลกใจ “ตอนผมอายุประมาณแปดขวบ บ้านของผมถูกโจรปล้น พวกมันเอาไปทุกอย่าง ทั้งเงินทอง และชีวิตของพ่อกับแม่...”

ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นระริก และไม่หันมาสบตาคนข้าง ๆ ทำให้ไม่รู้ว่าลมหายใจของอีกฝ่ายสะดุด และแววตาในดวงตาสีแดงนั้นเปลี่ยนไป

“...ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ก็ยังไม่มีใครเหลียวแลผม รวมถึงป้ากับลุงที่แทบอยากจะถีบหัวผมออกจากบ้านอยู่ทุกวี่วัน” เขาเล่าต่อ “หนึ่งปีต่อมา พวกเขาก็พาผมไปฝากไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าเพราะต้องไปทำงานที่เมืองอื่นสักระยะ แล้วจะกลับมารับผมเมื่องานเสร็จแล้ว แต่เวลาผ่านไปจนกระทั่งผมขึ้นไฮสคูล พวกเขาก็ยังไม่กลับมารับ”

เซดริกหยุดชั่วครู่ก่อนจะหันมามองใบหน้าคมคาย “ผมน่ะอิจฉาคุณ ที่ยังมีคนที่เปรียบเสมือนครอบครัว มีคุณเอเกิลและลูน่ารอคุณเมื่อคุณกลับถึงบ้าน” เขาว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมไม่รู้หรอกนะว่างานของคุณคืออะไร แต่ดูเหมือนว่าเอเกิล และลูน่าจะเป็นห่วงคุณมาก เพราะฉะนั้นคุณน่ะ พักผ่อนบ้างเถอะ และที่สำคัญ...”

ชายหนุ่มหลับตาลง และสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมกับ  คลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน “...ยิ้มบ้างนะครับ ให้รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เพราะว่า ‘ต้อง’ ยิ้ม...เลยยิ้ม” เขาพูด และฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ผมว่าถ้าเป็นแบบนั้น พวกเขาจะต้องดีใจแน่ ๆ ครับ”

ครอสนิ่งอึ้ง หัวใจหล่นวูบ และเบาหวิว...ราวกับกำแพงค่อย ๆ มีรอยร้าว และพังทลายลง ไม่เคยเลย...ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีใครพูดกับเขาเช่นนี้ เพราะตลอดชีวิตหลายร้อยปีที่ผ่านมานับจากวันที่สูญเสียบุพการีไป ชีวิตของเขาก็จมปลักอยู่กับงาน และหน้าที่...หน้าที่ และงาน

...จนกระทั่งมองข้ามบางอย่างที่สำคัญไป...

คนข้าง ๆ ‘เหมือน’ กับเขาที่สูญเสียครอบครัว แต่ ‘ต่าง’ จากเขาตรงที่ชายคนนี้เข้มแข็งกว่า ทั้ง ๆ ที่เขาเคยเชื่อว่า ‘มนุษย์’ ช่างอ่อนแอ และพังทลายง่ายไม่ต่างจากกำแพงทรายที่โดนน้ำสาดใส่ แต่ในครานี้กลับคิดว่ามนุษย์ผู้นี้เข้มแข็งกว่าแวมไพร์เช่นเขาหลายร้อยเท่านัก

เมื่อเห็นชายหนุ่มผมดำเงียบไป ทำให้เซดริกรู้สึกตัวว่าพูดมากเกินไปแล้ว เขาจึงเกาศีรษะด้วยความกระดากอายเล็กน้อย ลืมนึกไปเลยว่าชายผู้นี้มีชีวิตมานานกว่าเขาหลายร้อยปี ย่อมต้องรู้อะไร ๆ กว่ามนุษย์อยู่แล้ว

“เอ่อ...ขอโทษด้วยครับที่พูดเหมือนรู้ดี” ว่าแล้วก็ตั้งท่าจะลุกขึ้น เพราะไม่อาจทนนั่งต่อไปไหว

“พวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัวก็จริง” แต่เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้เขาหยุดชะงัก และทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายหันกลับไปมองข้างหน้าเช่นเดิม “แต่ฉันกลับคิดว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง”

เซดริกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “นี่คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอ?” เขาถามก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างขบขัน และพูดต่อโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ “คู่ชีวิตไงครับ คู่ชีวิตน่ะ อย่างคุณผมพนันได้เลยว่าคงมีผู้หญิงหลายคนรอต่อแถวยาวเป็นหางว่าวเพื่อจะได้เกี่ยวดองกับคุณแน่ ๆ ทั้งหน้าตา ฐานะ และชาติตระกูล หรือไม่จริงครับ?

“คฤหาสน์ตั้งใหญ่โตขนาดนี้น่ะ อยู่กันแค่สามคนออกจะเงียบเหงาอยู่นะครับ คุณไม่คิดว่างั้นเหรอ?”

ดวงตาสีแดงกระตุกเล็กน้อยราวกับว่าคำพูดนั้นมันทำให้สิ่งที่เคยคิดว่ามันไร้สาระกลับเป็นสิ่งที่ควรนำมาไตร่ตรองอีกครั้ง ครอสหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะ    คลี่ยิ้มจาง ๆ

รอยยิ้มที่เขาเชื่อว่าออกมาจากใจจริง ๆ ไม่ใช่เพราะว่าต้องยิ้ม “ปากดี” เขาเอ่ยสั้น ๆ พร้อมกับยกมือขึ้นดีดหน้าผากของอีกฝ่ายเบา ๆ แต่เซดริกกลับนิ่งอึ้งเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความรู้สึกแปลก ๆ แล่นทั่วร่างทำให้รู้สึกชาวาบ และใบหน้าร้อนผ่าวชอบกลจนตัวเองอดแปลกใจไม่ได้

“เอ่อ...” แล้วเสียงที่เปล่งออกมาก็สั่นระริกจนเขาเองยังตกใจ “นั่นน่ะเป็นข้อดีของผมเลยล่ะ” เขาว่าโดยพยายามควบคุมเสียงให้เป็นปกติ “เห็นอย่างนี้แต่ผมก็พอจะเดารสนิยมผู้หญิงได้นะ”

ก็ยิ้มสวยนี่นา

แม้จะคิดอย่างไม่เข้าใจตัวเอง แต่ก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า เซดริกยันตัวให้ลุกขึ้นก่อนจะเงยหน้ามองกิ่งไม้เหนือหัว

“ต้นไม้พวกนี้ก็สวยดีนะครับ” แล้วก็ก้มลงมองคนที่ยังนั่งอยู่บนพรมหญ้า “แต่เหมือนมันขาดสีสัน คุณคิดว่างั้นไหม?” แล้วเขาก็เดินจากไปโดยมีสายตาของชายหนุ่มดำมองตามไปจนกระทั่งแผ่นหลังหายเข้าไปในตัวบ้าน

ครอสนิ่งคิดโดยในสมองมีคำพูดเมื่อครู่เล่นซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่หยุดพัก เขาเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นอย่างดี ต้นไม้ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วดูน่าเกรงขาม และหลงใหล แต่กลับไร้สิ่งใดมาแต่งเติมสีสัน

ไม่ต่างอะไรจากคฤหาสน์ของเขาในตอนนี้ที่เหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป

...บางอย่างที่จะแต่งแต้มให้ชีวิตที่ยาวนาน และจืดชืดนี้ให้มีความสุขมากกว่าเดิม...

แล้วเขาก็นึกถึงบทสนทนากับพาลอส พาลันเซ... 

หรือว่าเราต้องนึกถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง?

ความคิดเห็น