Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

6th Bond : ร่วมชายคา

ชื่อตอน : 6th Bond : ร่วมชายคา

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 316

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2562 23:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6th Bond : ร่วมชายคา
แบบอักษร

6th Bond : ร่วมชายคา

ก้อนเมฆสีเทาลอยล่องบนท้องฟ้าสีหม่นที่ไร้แสงตะวันแม้ยามนี้จะเป็นเวลาเที่ยงวันก็ตามที ลมเย็น ๆ พัดมาเอื่อย ๆ ลอดผ่านหน้าต่างบนผนังหินเก่าแก่จนกระทบใบหน้าคมของร่างสูงที่เผลอหยุดเดินเมื่อได้รับสายลมอันแสนผ่อนคลาย

ดวงตาสีแดงปรายมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเหนื่อยล้า และว้าวุ่นโดยเฉพาะเมื่อต้องไปรับมือกับอีกคนที่ไม่รู้ว่าสงบสติอารมณ์ได้หรือยัง

เขาหยุดชะงักกึกก่อนที่จะก้าวเดินต่อเมื่อนึกถึงใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีบลอนด์ ทั้งรอยยิ้ม และคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกไม่รำคาญเหมือนที่เคยเป็นกับมนุษย์คนไหน

ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างดี ให้ไปนอนในห้องใต้ดิน หรือให้งดอาหารสักวันสองวันเพื่อให้เชื่อฟังยังจะง่ายเสียกว่า แต่ทำไมคราวนี้กลับมีบางอย่างดึงความคิดของเขาให้กลายเป็นคนไร้เหตุผลเช่นนี้?...

ครอสส่ายหน้าเบา ๆ อย่างยอมแพ้ เพราะคงต้องปล่อยให้ตัวเองสงสัยเช่นนี้ต่อไป เพราะคำถามก่อนหน้านี้เขาก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย

*...คิดแล้วมันก็น่าหงุดหงิด...* 

เสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบพื้นที่ดังขึ้นข้างหน้าเรียกให้ดวงตาสีแดงเบือนไปมอง หญิงสาวร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีชมพูเข้มกำลังเดินลงมาจากบันได ในมือของเธอมีถาดเงินที่มีจานอาหารว่างเปล่า และแก้วน้ำที่น้ำเหลือก้นแก้ว ใบหน้าน่ารักคลี่ยิ้มจนดวงตาโตเล็กหยีอย่างน่าเอ็นดู

“อ๊ะ นายท่าน กลับมาแล้วเหรอเจ้าคะ?” ลูน่าเอ่ยปากถาม

ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้ารับน้อย ๆ ก่อนจะมองไปที่จานอาหารที่ว่างเปล่า “แล้วนั่น...”

สาวใช้ยิ่งฉีกยิ้มกว้างมากกว่าเดิมด้วยความดีใจ “เขายอมกินแล้วเจ้าค่ะนายท่าน” เธอตอบอย่างเป็นสุข “แล้วก็ไม่มองแบบหวาดระแวงเท่าคราวก่อนแล้วด้วย และเขาถามชื่อข้าด้วยล่ะ”

ครอสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ยอมรับเร็วดีนี่

“คราวหน้าก็ไม่ต้องยกอาหารขึ้นไปให้แล้วนะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายหายไปอย่างรวดเร็ว

“ท..ทำไมล่ะเจ้าคะ? หรือข้าทำอะไรผิด?” ลูน่าถามเสียงสั่น ใบหน้างอง้ำเล็กน้อยด้วยความกลัวความผิดที่ไม่แน่ใจว่าตนได้ก่อไว้หรือไม่

“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ลูน่า” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เพราะครั้งหน้าคงจะให้เขามาร่วมโต๊ะกับเราได้”

เท่านั้นแหละ สาวใช้ร่างเล็กก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาทันที ผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ “จริงเหรอเจ้าคะ? งั้นแบบนี้ข้ายิ่งต้องทำอาหารสุดฝีมือเลย!” เธอพูดเสียงเริงร่าอย่างเป็นสุขพร้อมกับกระโดดเล็กน้อยราวกับเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ “ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ จะลองไปคิดสูตรอาหารใหม่ ๆ มาเสิร์ฟเจ้าค่ะ”

“ไปเถอะ” เสียงเรียบเอ่ยด้วยความเอ็นดูที่เจือมาในน้ำเสียงก่อนที่ลูน่าจะเดินละลิ่วลัลล้าผ่านไปโดยมีสายตาของผู้เป็นนายมองตามไปชั่วครู่

ช่างไร้เดียงสา และร่าเริง...

ครอสก้มลงมองมองตัวเอง ความสนุกสนาน? ความร่าเริง? เท่าที่จำได้ เขาไม่ได้สัมผัสมันมานานแล้ว และถ้าจำไม่ผิด เขาก็ไม่ได้มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่จริงใจมาแสนนานจนคิดว่าลืมแม้กระทั่งวิธีการหัวเราะไปแล้ว

ความรู้สึกหนักอึ้งที่อยู่บนบ่าสองข้างเป็นตัวฉุดรั้งให้เขาต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้น เพราะว่ามันไม่สามารถทำให้เขาเข้มแข็ง และกลายเป็นมาผู้นำตระกูลได้จนถึงทุกวันนี้

 ผู้นำตระกูลคนสุดท้าย...

แม้จะมีเอเกิล และลูน่าเป็นข้ารับใช้ แต่เขากลับรู้สึกว่าเหมือนกับขาดอะไรไป สองคนนั้นเปรียบเสมือนคนในครอบครัว และน่าจะทดแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่สูญเสียไปได้

...แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่ใช่...

เขายังคงรู้สึกว่าอ้างว้าง และโดดเดี่ยว และรู้สึกเช่นนี้มาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา จนกระทั่งชาชินไปเสียแล้วเคยชิน และยอมรับกับการที่ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้

กึก...

ขายาวหยุดก้าวเมื่อรู้สึกตัวว่าตอนนี้ตนอยู่หน้าห้องที่เป็นจุดหมายแล้ว ครอสถอนหายใจเบา ๆ ลบความรู้สึกเมื่อครู่ออกไปก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นผลักประตูตรงหน้า  

ภาพที่เขาภายในห้องสี่เหลี่ยมคือ ร่างของชายหนุ่มผมบลอนด์ในเสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงยีนที่เขาเตรียมไว้ให้กำลังเดินสำรวจเครื่องเรือนภายในห้องอย่าง   สนอกสนใจ ครอสเห็นศีรษะของอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก็พอเดาได้ว่ารายนั้นรู้แล้วว่าเขาเข้ามาในห้อง

“ยอมรับได้แล้วสินะ” ในที่สุดแวมไพร์หนุ่มก็เป็นฝ่ายเอ่ยก่อน เขาเดินเข้ามาใกล้ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันกลับมาเผชิญหน้าพร้อมกับรักษาระยะห่างไว้ราวหนึ่งเมตร ครอสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจกับการกระทำนั้น

“ผมยังไม่ได้ไว้ใจคุณร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ” เขาตอบพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก ดวงตาสีฟ้าจ้องใบหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ทำให้เขาเพิ่งสังเกตว่าดวงตาของคู่สนทนาไม่ได้เป็นสีดำเหมือนที่ตนเคยเห็นไม่

มันคือสีแดง... สีแดงสดราวกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้งเพื่อสงบจิตใจสงบใจ “แต่ก็นะ ผมไม่มีทางเลือกนี่ ดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า เพราะยังไง ๆ ก็กลับเองไม่ได้ อีกอย่างโทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณ จะโทรหาใครก็ไม่ติด แถมยังเปลืองเงินใช่เล่น...” แล้วจึงก้าวเข้าใกล้ก้าวหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

“...ผมยอมทำตัวดี ๆ ก็ได้ แต่ว่าต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสักหน่อย”

ครอสหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างจับผิด “นายมีสิทธิตั้งเงื่อนไขด้วย?”     

“จับตัวผมมาโดยพลการ ผมก็ต้องมีสิทธิสิ”

“แต่นายบอกว่าอยากช่วยเองนะ”

เซดริกทำเสียงจิ๊ในลำคออย่างไม่พอใจ “ก็ใครจะรู้ล่ะว่า ‘ช่วย’ ที่คุณว่าคือแบบนี้?” เขาย้อน

ดวงตาสีฟ้า และแดงสบกันนิ่ง เจ้าของดวงตาสีเข้มกว่าพินิจมองดวงตาอีกคู่ เขาเห็นแต่ความดื้อรั้นและความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ “ตกลง ว่ามา”

“ข้อแรก คุณต้องให้สัญญากับสวัสดิภาพของเลือดของผม”

ครอสอดขำในใจไม่ได้ “ตกลง” เขาตอบสั้น ๆ ทำเอาคนตั้งเงื่อนไขเลิกคิ้วขึ้นสูง เพราะไม่นึกว่าจะตอบได้รวดเร็วทันใจเช่นนี้

“ดี งั้นข้อต่อไป ช่วยตอบผมที่เถอะว่า ทำไมผมถึงกลับไปไม่ได้?” น้ำเสียงจริงจังมากกว่าเมื่อครู่ กอปรกับคำถามทำให้แวมไพร์หนุ่มชะงักเล็กน้อย ใบหน้าคมคายนิ่งขึงขึ้นจนอีกฝ่ายจับสังเกตได้

ดวงตาสีแดงที่เผลอหลบไปทางซ้ายและหลุบต่ำลงทำให้เซดริกเดาว่า เขาคงกำลังใช้ความคิด อาจดูเหมือนว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างจะไร้สาระ แต่สำหรับเขาแล้ว การไม่รู้เรื่องอะไรเลยเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบ และการที่ถูกปิดหู ปิดตา เขาก็ยิ่งเกลียดเป็นเท่าตัว

อย่างน้อยเขาก็อยากรู้สถานะของตัวเองในโลกที่ไม่ใช่ของเขา

“ว่าไงครับ?”

“นายรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับแวมไพร์?” ในที่สุดดวงตาที่หลุบต่ำเมื่อครู่เบือนขึ้นมาสบพร้อมกับคำถามถูกส่งออกมาแทนคำตอบ ทำเอาชายหนุ่มผมบลอนด์เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจก่อนใบหน้าจะฉายแววครุ่นคิด

“กลัวแสงแดด กลัวกระเทียม กลัวไม้กางเขน และมีชีวิตเป็นอมตะโดยการดูดเลือด แล้วคนที่ถูกดูดเลือดไปนั้นจะกลายเป็นแวมไพร์...ล่ะมั้ง” เขาตอบ

เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบา ๆ จากแวมไพร์หนุ่ม “หึ เรื่องเล่าจากปลายปากกาของมนุษย์” ครอสเอ่ยพร้อมกับริมฝีปากที่เหยียดยิ้มบาง ๆ ด้วยความดูถูก ดวงตาสีฟ้าเรียบตึงขึ้นมาทันทีอย่างมีน้ำโห เพราะทำให้เขานึกถึงครั้งแรกที่เจอกันข้างป้ายรถเมล์นั่น

“ขอโทษทีที่ผมไม่ได้เป็นแวมไพร์เลยไม่รู้น่ะนะ!?” เซดริกแหวลั่นด้วยความไม่พอใจ “แล้วอีกอย่าง มันเกี่ยวอะไรกับคำถามของผมไม่ทราบ?”

“เกี่ยวสิ” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ

“ยังไง?”

“พันธะสัญญา...” ชายหนุ่มผมดำเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัด ส่วนอีกคนในห้องก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย

“พันธะสัญญา?”

“ใช่...” ครอสตอบก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายจนทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงความยาวหนึ่งศอกกั้น ดวงตาสีแดงปรายมองดวงตาอีกคู่นิ่ง และจ้องอยู่เช่นนั้นไม่ต่างจากอีกคนที่ไม่หลบ

มือหนายกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะสัมผัสที่ผิวหนังขาวละเอียดบริเวณซอกคอที่มีผ้าพันแผลปิดอยู่อย่างแผ่วเบา “...การที่แวมไพร์หนึ่งตนฝังคมเขี้ยว และดูดเลือดจากมนุษย์คนใดก็ตาม จะเกิดพันธะสัญญาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันกำหนดให้แวมไพร์ และมนุษย์คนนั้นต้องอยู่ด้วยกันตราบจนอีกฝ่ายจะสิ้นชีพ ไม่ว่าจะหลีกหนีอย่างไรก็ไม่อาจทำลายลงได้ นอกเสียจากความตายจะมาเยือนไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง...”

เซดริกยืนนิ่ง แม้ว่าความรู้สึกอุ่นร้อน แต่กลับเย็นเยียบในเวลาเดียวกันจากปลายนิ้วเหนือบาดแผลจะทำให้ในอกรู้สึกหวิว ๆ อย่างประหลาด

“หมายความว่ามนุษย์กลายเป็นผู้ติดตามของแวมไพร์งั้นเหรอ?” เขาถาม

ชายหนุ่มผมดำเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ แสยะยิ้มจนกระทั่งเห็นคมเขี้ยวสีขาวที่น่าพรั่นพรึง ดวงตาสีแดงเริ่มประกายความโหดเหี้ยม และเย็นชาอย่างอมนุษย์ ชั่ววินาทีหนึ่งที่อีกฝ่ายเห็นรูม่านตาลีบเล็กลงจนเป็นเส้นเรียวอย่างน่ากลัว

“คิดว่าพวกเราจะปล่อยให้มนุษย์พวกนั้นมีชีวิตรอดหรือ? จะปล่อยเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอเช่นนั้นไว้ทำไมในเมื่อสามารถหาเหยื่อได้ต่อไปเรื่อย ๆ” เขาตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สึกใด ๆ ทำให้อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัว

นี่แหละปิศาจ

เซดริกเผลอก้าวถอยหลังด้วยความพรั่นพรึง สัมผัสเหนือรอยแผลหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว ดวงตาสีฟ้าไหววูบเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า แม้จะเงียบขรึม และเยือกเย็นเพียงใด คนตรงหน้าก็คือแวมไพร์ ปิศาจร้ายยามราตรีที่โหดเหี้ยม และไร้ความรู้สึกใดนอกจากความสุขสมยามได้ต้องรสเลือดที่หอมหวาน

แต่แล้วความสงสัยหนึ่งก็ผุดขึ้นในความคิด “คุณเคยทำแบบนั้นกับมนุษย์คนอื่นสินะ?” เขาถามเกริ่น ๆ

อีกฝ่ายหรี่ตาลงเล็กน้อย “ใช่”

“แล้วทำไมคุณถึงไม่ฆ่าผมเสียตั้งแต่ตอนนั้น?”

ดวงตาสีแดงหรี่เล็กลงราวกับกำลังใช้ความคิด “เพราะว่านายเป็น...”

แอ๊ด...

เสียงประตูเปิดที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ครอสกลืนคำตอบทั้งหมดลงคอเช่นเดียวกับเซดริกที่สะดุ้งด้วยความตกใจ ทั้งสองหันไปมองทางต้นเสียงแล้วก็พบกับร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดพ่อบ้านเต็มยศดูน่าเกรงขาม ใบหน้าที่มีรอยแห่งวัยนิ่งสงบ แต่นอบน้อมสุดหัวใจโน้มลงเล็กน้อย

“ขออภัยที่มารบกวนขอรับ” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยก่อนที่เอเกิลจะกลับมายืนในท่าตรง “มีแขกมารอพบนายท่านขอรับ”

ครอสขยับตัวเล็กน้อย และสบดวงตาสีแดงซีดของพ่อบ้านชรา ข้อความบางอย่างที่สื่อออกมาทางดวงตาทำให้ผละจากชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยเพราะยังไม่ทันได้คำตอบที่ต้องการไปหาอีกคน ร่างสูงเดินไปหาเอเกิล และพูดอะไรบางอย่างเบา ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้ารับแทนการรับคำสั่ง เขาปรายตามองคนข้างหลังแวบหนึ่งแล้วจึงเดินจากไป

บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป...

เซดริกขยับตัวถอยห่างอีกเล็กน้อยอย่างไม่วางใจ แม้ว่าแวมไพร์ผมดำ    คนนั้นจะให้สัญญาว่าจะไม่มีใครทำร้ายเขา แต่มันก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี เพราะถึงยังไงคนตรงหน้าตอนนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็น ‘แวมไพร์’ เหมือนกัน

“กระผม ‘เอเกิล’ ขอรับ เป็นพ่อบ้านประจำตระกูลของนายท่าน” เอเกิลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับคุณตาคนหนึ่งกำลังพูดกับหลานชาย “ไม่ต้องกังวลไปขอรับ กระผมไม่ทำอะไรท่านแน่นอน ท่านเอเลนอฟ” ริมฝีปากใต้หนวดสีเทาบางกระตุกยิ้มน้อย ๆ อย่างใจดีทำให้อีกฝ่ายเบาใจเล็กน้อย

“เอ่อ ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านก็ได้ครับ” ชายหนุ่มว่าเก้ ๆ กัง ๆ อย่างไม่คุ้นเคย “เรียกว่าเซดริกก็ได้”

“ไม่ได้หรอกขอรับ” พ่อบ้านชราตอบ แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยน แต่กลับเด็ดขาดอยู่ในตัวทำให้คนไม่ชินต้องถอนหายใจเบา ๆ อย่างยอมแพ้

“ก็ได้ครับ งั้นเรียกผมด้วยชื่อละกัน อย่าเรียกนามสกุลเลย”

“ตามที่ท่านต้องการขอรับ ท่านเซดริก” แวมไพร์ชราเอ่ยอย่างนอบน้อม “นายท่านสั่งให้ผมพาท่านเดินชมรอบคฤหาสน์ขอรับ”

เซดริกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จำเป็นด้วยเหรอครับ?” เพราะใจจริงเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับคฤหาสน์นี้เท่าใดนัก เพราะกลัวใจตัวเองที่จะเกิดความผูกพันกับที่นี่ และอีกอย่าง เขาก็กลัวว่าจะมีแวมไพร์ตนอื่นแอบซ่อนอยู่ในมุมในมุมหนึ่งของคฤหาสน์

ถึงจะมั่นใจในฝีมือการต่อสู้ของตน แต่มันก็น่าจะไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าอมนุษย์พวกนี้!

เอเกิลพยักหน้าเล็กน้อย “นายท่านบอกว่า ท่านไม่ใช่นักโทษขอรับ เพราะฉะนั้นท่านย่อมมีสิทธิจะไปไหนมาไหนในคฤหาสน์แห่งนี้” เขาตอบพร้อมกับยิ้มบาง ๆ “และกระผมคิดว่าท่านคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ คงต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิตที่นี่ขอรับ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับตามอย่างเห็นด้วยก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิ คุณรู้ไหมว่าทำไมเจ้านายคุณถึงไม่...เอ่อ...ฆ่าผม?” เขาถามขณะที่แวมไพร์ชรากำลังจะเปิดประตู

“แล้วนายท่านตอบว่าอย่างไรขอรับ?”

“ยังไม่ทันได้ตอบน่ะครับ” เซดริกตอบพลางหัวเราะแห้ง ๆ

เอเกิลคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย “ต้องขออภัยด้วยขอรับ หากนายท่านไม่ตอบ...กระผมก็ไม่อาจตอบได้” เขาว่าพร้อมกับผายมือไปทางข้างของตนเมื่อผลักประตูให้เปิดกว้างแล้ว “เชิญขอรับท่านเซดริก กระผมขออาสาพาท่านชมคฤหาสน์หลังนี้เอง”

ร่างสูงเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างยอมแพ้ ไม่รู้จะมีความลับอะไรนักหนา       น่ารำคาญจริงแต่ถึงจะคิดเช่นนั้น เขาก็เดินตามพ่อบ้านชราผมสีดอกเลาไปแต่โดยดี

###

**“คฤหาสน์หลังนี้มีทั้งหมดสามชั้นขอรับ” เสียงแหบเล็กน้อยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่น่าฟังราวกับไกด์นำทัวร์ โดยมีชายหนุ่มร่างสูงอีกคนเดินตามต้อย ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น“**ชั้นที่กระผมและท่านเซดริกอยู่นี้ก็คือชั้นที่สามขอรับ ทั้งชั้นนี้ก็จะมีแต่ห้องนอน และห้องพักผ่อนเท่านั้น” แล้วพ่อบ้านก็หยุดเดินตรงหน้าบันไดก่อนจะ ยกมือที่สวมถุงมือสีขาวขึ้น และชี้ไปทางขวามือ

“ห้องของท่านอยู่ทางปีกตะวันออกซึ่งเป็นส่วนที่เคยใช้รับแขกขอรับ ส่วนห้องของนายท่านอยู่ทางปีกตะวันตก”

ดวงตาสีฟ้ากวาดมองรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ สิ่งก่อสร้างภายในคฤหาสน์นั้นค่อนข้างตรงกับที่คาดไว้ แต่เมื่อมาเห็นของจริงก็ตระหนักได้ว่า มัน ‘มาก’ กว่าที่คิดไว้นัก 

ภายในนั้นกว้างขวางมากราวกับพระราชวังของกษัตริย์ โถงใหญ่ชั้นล่างมีพรมแดงปูตั้งแต่ขั้นบันไดจนถึงพื้นหินเงา ผนังหินสีเทาหม่นประดับด้วยโคมไฟติดผนังหรูหราทุกตารางเมตร หน้าต่างขนาดใหญ่รูปร่างผอมยาวตั้งไว้ในทิศทางที่ลมเข้า ทำให้ภายในคฤหาสน์เย็นสบายตลอดเวลา ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างต่างมีอายุ และราคาก็คงเหยียบหลักแสน

ให้ตาย ของพวกนี้ของจริงหมดเลยเหรอเนี่ย?

เขาคงจะได้ชื่นชมกับความอลังการของสถานที่แห่งนี้ต่อไปหากไม่สะกิดใจกับคำพูดเมื่อครู่ “เคยใช้รับแขก? หมายความว่าตอนนี้ไม่ใช้แล้วเหรอครับ?” เขาถามด้วยความสงสัย

"ขอรับ เพราะตอนนี้ไม่มีความจำเป็นแล้ว” เอเกิลตอบเสียงเรียบ “อันที่จริงก็ไม่ได้ใช้มานานแล้วขอรับ ตั้งแต่...”

“ตั้งแต่...?”

พ่อบ้านชราคลี่ยิ้มบาง ๆ กลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรหรอกขอรับ เพราะตอนนี้   ผู้ที่ใช้ห้องทางปีกตะวันออกก็มีแต่ท่านเซดริกคนเดียวเท่านั้นขอรับ”

ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องไปพูดถึงเรื่องนั้นอีก เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้อยู่แล้ว...

ดวงตาสีแดงซีดหม่นหมองลงชั่วครู่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตก่อนจะกลับมาอ่อนโยนเช่นเดิมอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายจับไม่ทัน “ลงไปชั้นสองกันเลยนะขอรับ” ว่าแล้ว เขาก็นำทางอีกคนลงบันไดไปที่ชั้นสอง สิ่งแรกที่พบ คือ รูปวาดเสมือนจริงขนาดใหญ่ในกรอบสีทองอร่ามที่เรียกให้ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสนเท่ห์

ในภาพนั้นมีชายในวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดสูทสีดำดูน่าเกรงขาม เรือนผม  สีดำยาวรวบตึงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักที่มีรอยยิ้มประดับบาง ๆ ข้าง เขานั้นมีหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองในชุดราตรีสีชมพูอ่อนเปิดไหล่ขาวนวลเนียน ใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ คลี่ยิ้มจนอาจทำให้คนมองอ่อนระทวยได้ง่าย ๆ

และอีกคน...เด็กชายตัวเล็กในชุดสูท สีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าน่ารักแต่เรียบเฉยล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีดำสั้นช่างคุ้นตาอย่างน่าประหลาด

แล้วยิ่งดวงตาสีแดงที่มีประกายระริกด้วยความสุขนั่น...

“ครอสเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ ด้วยความไม่แน่ใจ เพราะประกายในดวงตาคู่นั้นช่างแตกต่างจากตอนนี้ราวกับพลิกฝ่ามือ “นี่รูปครอบครัวของเจ้านายคุณเหรอครับ?”

“ใช่ขอรับ” เอเกิลตอบ น้ำเสียงเจือด้วยความเศร้าหมองที่พยายามปิดบัง “นายท่านใหญ่ นายหญิง และท่านครอส...”

เซดริกหันมามองพ่อบ้านนำทางอย่างสงสัย เขาจับถึงกระแสความโศกเศร้าในน้ำเสียงนั้นได้ “แล้วพวกท่านล่ะครับ?”

เอเกิลไม่ตอบอะไรนอกจากคลี่ยิ้มบาง ๆ “นายท่านใหญ่ และนายหญิงเสียแล้วล่ะขอรับ หลังจากที่รูปนี้ถูกวาดได้ไม่กี่วัน” เขาตอบเสียงแผ่วเบาก่อนจะเดินเข้าไปใกล้กรอบรูปนั้นมากกว่าเดิม ดวงตาสีแดงซีดหม่นหมองลงจนคนมองอดรู้สึกวูบในอกไม่ได้

“หลังจากวันนั้นนายท่านก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เคยยิ้ม และหัวเราะอย่างมีความสุขอีกเลย...”

ชายหนุ่มผมบลอนด์รู้สึกได้ถึงความผิดที่แล่นวาบเข้าสู่อก “ผม...ขอโทษ ผมไม่น่าถามเลย...” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ ราวกับมีภาพบางอย่างซ้อนทับ ภาพที่คุ้นเคยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ทั้งเจ็บปวด แต่กลับถวิลหา...

...เหมือนกัน...

“ไม่เป็นไรขอรับ” อีกฝ่ายว่าระบายยิ้มจาง ๆ “เราไปต่อกันเถอะขอรับ”

แล้วแวมไพร์ชราก็เดินนำไปทางขวาของบันไดโดยคนข้างหลังลอบมองรูปนั้นอีกครั้งก่อนจะรีบตามไป ห้องถัดไปที่เอเกิลพาเขาไปนั้น คือห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มืดสลัว แต่ก็พอเห็นราง ๆ ว่ามีโต๊ะไม้มะฮอกกานีขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีกองเอกสารหลายกองวางอย่างลวก ๆ จนน่ากลัวว่าจะล้มลงไปหากสะกิดเพียงแค่นิดเดียว ข้าง ๆ กันนั้นเป็นตู้หนังสือหลายตู้ที่บนชั้นค่อนข้างว่างเปล่า ผ้าม่านสีทึบที่หน้าต่างบานใหญ่ข้างโต๊ะตัวนั้นปลิวไหวน้อย ๆ ด้วยแรงลมเย็น

“นี่เป็นห้องทำงานของนายท่านขอรับ” เอเกิลบอก “แรก ๆ ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร แต่หลายสัปดาห์มานี้นายท่านมักจะอยู่ในห้องนี้ตลอด”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “งานยุ่งเหรอครับ?” เขาถามด้วยความสงสัย

“ก็...ประมาณนั้นขอรับ ช่วงนี้ค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย”

เซดริกขมวดคิ้วอย่างฉงนใจ พยายามจินตนาการว่าแวมไพร์มีงานอะไรให้ทำบ้างนอกจาก...ล่าเหยื่อในเวลากลางคืนอย่างที่เห็นในนิยายทั่วไป  แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เขาพยายามวาดภาพของชายหนุ่มผมดำในสูทสีดำของนักธุรกิจ และกำลังนั่งประชุมด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง

อย่างกับจะเป็นไปได้...

*“*จะเป็นอะไรไหมครับถ้าผมจะถามว่าครอสทำงานอะไร?” ว่าแล้วก็เปิดปากถามอย่างไม่รอช้า

เอเกิลนิ่งไปพักหนึ่งจนอีกฝ่ายคิดว่าตนถามคำถามที่ไม่ควรถามออกไปอีกแล้ว “จะเรียกว่างานก็ไม่เชิงน่ะขอรับ” เขาตอบพร้อมกับคลี่ยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท ทำเอาชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้อารมณ์

เอาเข้าไป... สงสัยคงต้องทำใจถ้าจะหาคำตอบอะไรตรง ๆ

“ห้องข้าง ๆ นี้เป็นห้องสมุด ท่านเซดริกสนใจไหมขอรับ?”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ห้องสมุด’ ความสงสัยทั้งหมดก็พลันสลายไปเป็นปลิดทิ้ง “ห้องสมุดเหรอครับ? สนใจสิครับ สนใจมาก ๆ เลยด้วย” ดวงตาสีฟ้าพราวระยับด้วยความตื่นเต้นจนคนมองอดอมยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้

“ตามกระผมมาเลยขอรับ” พ่อบ้านชราเอ่ยเสียงขบขันเล็กน้อยก่อนจะนำทางไปยังอีกห้องที่ติดกัน ร่างสูงรีบก้าวตามไปติด ๆ ด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องเมื่อครู่กว่ากันมากก็ปรากฏสู่สายตา 

ตู้หนังสือสูงเกือบจรดเพดานวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทั้งชิดติดผนัง และวางเป็นล็อค ๆ เหมือนที่เขาเคยเห็นในห้องสมุดทั่วไป กลางห้องมีโต๊ะ ไม้กลมขนาดใหญ่วางอยู่ และมีเก้าอี้ที่ออกแบบมาให้เข้ากันวางรายล้อมราว ๆ หกตัว

ชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปสำรวจ ดวงตาสีฟ้าพราวระยับด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นว่าทุกชั้นมีหนังสือเรียงกันอัดแน่น และเป็นระเบียบเรียบร้อย

มนต์ขลังของ ‘ห้องสมุด’ ที่ไม่เคยได้สัมผัสจากที่ใดมากเท่าที่นี่ทำให้เขาไม่อาจละความสนใจไปได้...

“สุดยอด...” เสียงทุ้มครางแผ่วเบาอย่างอัศจรรย์ใจก่อนที่ใบหน้าคมคายจะหันมาหาคนนำทาง “นี่มันเยี่ยมไปเลย”

ใบหน้าริ้วรอยระบายยิ้มจาง ๆ ด้วยความเอ็นดู “ห้องสมุดของคฤหาสน์หลังนี้รวบรวมหนังสือหลากหลายประเภท และจากทั่วทุกมุมโลกขอรับ” เขาเอ่ย “นายท่านใหญ่รักการอ่านหนังสือขอรับ ท่านจึงสร้างห้องนี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นห้องสมุดที่ดีที่สุด และหาหนังสือเล่มใหม่ ๆ มาเสมอ แม้ว่านายท่านใหญ่จะเสียไปแล้ว แต่ท่านครอสก็ยังคงสืบสานความตั้งใจของนายท่านใหญ่ขอรับ”

เซดริกทำตาโตเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ “ยอดไปเลยนะครับ...” เขาพึมพำเสียงเบา “...ถ้าผมจะมาใช้ห้องนี้บ้างจะได้ไหมครับ?”

“ได้สิขอรับ นายท่านก็พูดเช่นกันว่าถ้าท่านเซดริกได้มาเห็นห้องนี้จะต้องชอบแน่ ๆ”

“เขาว่างั้นเหรอครับ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนเท่ห์

“ขอรับ”

เซดริกยกมือขึ้นเกาหัวเล็กน้อยพร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อน 

รู้ได้ไง*?*

“ท่านเซดริกจะมาใช้ห้องสมุดเวลาไหนก็ได้ขอรับ หากต้องการอะไรเพิ่มก็เรียกลูน่า หรือกระผมก็ได้ขอรับ” เอเกิลพูดและคลี่ยิ้มเล็กน้อยราวกับคุณตากำลังดูแลหลานชาย “เอาล่ะ เหลืออีกหนึ่งชั้น เชิญขอรับ”

แล้วเขาก็ออกเดินนำไปที่บันไดอีกครั้งโดยที่มีสายตามองมาด้วยความเสียดายเล็กน้อย เพราะอยากอยู่ต่ออีกสักพัก แต่ชายหนุ่มก็หมายมั่นตั้งใจแล้ว

คลังสมบัติขนาดนี้ ถ้าปล่อยไปเฉย ๆ ก็ไม่ใช่เซดริด เอเลนอฟแล้ว!

“ชั้นหนึ่งนี้ก็จะมีห้องโถงใหญ่ที่อยู่หน้าประตูใหญ่ ทางขวามือเป็นห้องพักผ่อน และห้องรับแขก ส่วนทางซ้ายมือก็จะเป็นห้องครัว และห้องรับประทานอาหารขอรับ” เอเกิลอธิบายพร้อมกับผายมือประกอบคำพูดไปด้วย ส่วนอีกคนก็พยักหน้าตามหงึก ๆ

แต่แล้วเขาก็สะกิดใจอะไรบางอย่างเมื่อตระหนักได้ถึงความใหญ่โอ่โถงอลังการของคฤหาสน์หลังนี้

“คฤหาสน์หลังนี้มีแค่พวกคุณเหรอครับ?” เซดริกถามด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องรีบเอ่ยต่อเมื่อเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย “ผมเห็นว่าที่นี่มันใหญ่มาก แต่ผมยังไม่เห็นใครเลยนอกจากพวกคุณ”

พ่อบ้านชรานิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่ดวงตาสีแดงซีดก็กวาดมองรอบกายอย่างสงบนิ่ง “ขอรับ ที่นี่มีแต่กระผม นายท่าน และลูน่าเท่านั้น” เขาตอบเสียงเบาพร้อมกับจงใจหันหลังให้อีกฝ่าย

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “ทำไมล่ะครับ?”

“เพราะนายท่านไม่ชอบคนหมู่มากน่ะขอรับ”

“มีพวกคุณแค่สองคน งี้เวลาทำความสะอาดไม่เหนื่อยแย่เหรอครับ?”

เอเกิลหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนถาม “ไม่หรอกขอรับ ก็แค่ทำความสะอาดบางส่วนที่ใช้งานบ่อย ๆ ก็เท่านั้นแหละขอรับ”

เซดริกก็ได้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ถึงกระนั้นเขาจะว่าอะไรได้ เพราะตัวเองก็เป็นคนที่ต้อง (จำใจ) ทนอยู่ต่อไปสักระยะ 

แล้วพ่อบ้านชราก็พาเขาเดินไปทางปีกซ้ายของคฤหาสน์ที่มีห้องนั่งเล่น และห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นนั้นมีโซฟาตัวยาวสีแดงดูนุ่มน่านั่ง และมีโต๊ะตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งวางอยู่ข้างหนึ่ง และตรงข้ามชุดโต๊ะโซฟาแล้ว ก็มีเตาผิงขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไฟสีส้มแดงที่ลุกโชนข้างในทำให้เซดริกที่รู้สึกหนาวตัวค่อยอบอุ่นขึ้นมาบ้าง

บนเตาผิงนั้นมีนาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็กแบบโบราณตั้งอยู่ ข้าง ๆ กันนั้นเป็นนาฬิกาทรายที่มีเม็ดทรายสีน้ำตาลอ่อนค่อย ๆ ร่วงลงกระเปาะล่างอย่างเชื่องช้า เหนือเตาผิงขึ้นไปก็มีดาบสองเล่มติดผนังอยู่อย่างแน่นหนา ส่วนผนังอีกด้านหนึ่งก็มีโทรทัศน์จอแอลซีดีขนาด 41 นิ้วติดผนังไว้

ย่างน้อยก็ไม่ได้ล้าหลังไปซะทีเดียวแฮะ

“ท่านเซดริกคงสงสัยเรื่องโทรทัศน์สินะขอรับ” พ่อบ้านชราเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทันเมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มที่มองห้องนั่งเล่นด้วยความฉงน

“ไม่เชิงครับ” เซดริกยิ้มแห้ง “มันออกจะเกินความคาดหมายไปหน่อย”

เอเกิลยิ้มรับ “พวกเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกปัจจุบันขอรับ พวกเราจะพึ่งแต่เวทมนต์อย่างเดียวก็ไม่ได้แล้ว ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างจึงค่อนข้างทันสมัยขอรับ มีเพียงเครือข่ายโทรศัพท์กับอินเตอร์เน็ตเท่านั้นที่ไม่สามารถติดตั้งได้”        เขาอธิบาย

“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”

“มันรบกวนเขตอาคมขอรับ”

“อ้อ...” ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามไปส่วนห้องรับแขกซึ่งมีชุดโต๊ะรับแขกหรูหราแบบยุโรปสีขาวบริสุทธิ์เบาะนั่งสีแดงอ่อนสีเข้ากับเก้าอี้ช่างเชิญชวนให้สัมผัส เหนือชุดรับแขกนั้นก็มีโคมไฟระยิบระยับติดเพดานห้อยระย้า รอบห้องประดับตกแต่งด้วยรูปภาพหลากหลายสไตล์ชั้นวางเครื่องแก้วต่าง ๆ ของทุกอย่างดูมีราคา และหรูหราจนเซดริกไม่อาจนึกภาพตัวเองสัมผัสของเหล่านี้ได้เลย

จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่ปีกขวาของคฤหาสน์ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องครัว และห้องทานอาหาร ทันทีที่ก้าวเข้าไปใกล้ห้องครัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ยั่วน้ำลายก็ลอยออกมาจนคนที่เพิ่งทานอาหารกลางวันไปได้ไม่นานเริ่มหิวขึ้นมาตงิด ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

“สงสัยว่าลูน่าคงกำลังทำของว่างอยู่น่ะขอรับ” เอเกิลอธิบายก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องนั้น

ชายหนุ่มผมบลอนด์เห็นหญิงสาวร่างเล็กในชุดสาวใช้ขนาดพอดีตัวกำลังง่วนอยู่หน้าเตาอบขนาดใหญ่ที่เขาเคยเห็นในโทรทัศน์ซึ่งบรรยายสรรพคุณไว้ละเอียดยิบ ทำให้เขารู้ว่านั่นเป็นเตาอบรุ่นใหม่ล่าสุดเลยทีเดียว

“ทำของว่างอยู่เหรอลูน่า?” น้ำเสียงเป็นกันเองถาม เรียกให้ใบหน้าที่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ ขนมให้หันมามอง

“อ้าว ท่านเซดริก มาได้-งายคะเนี่ย?” ลูน่าถามพร้อมกับเอียงคอด้วยความแปลกใจเล็กน้อย

“เอเกิลพาผมเดินชมคฤหาสน์น่ะครับ” อีกฝ่ายตอบ และมองไปที่เตาอบ “หอมจังเลย ขนมอะไรเหรอ?”

หญิงสาวฉีกยิ้มด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “มัฟฟินบลูเบอร์รี่ค่ะ อ๊ะ เสด-พอดีเลย” ว่าแล้วเธอก็หยิบถุงมือหนาข้าง ๆ มาใส่ และเปิดฝาเตาอบออกก่อนจะหยิบถาดสีเงินที่มีขนมรูปร่างเหมือนถ้วยสีน้ำตาลอ่อนวางอยู่ออกมา “แต่ว่าฉานคิดสูตรขึ้นมา-หม่ายน่ะค่ะ รับรองว่าอร่อยไม่เหมือนใครแน่”

“ลูน่าชอบทำอาหารน่ะขอรับ คิดสูตรขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ จนพวกเราแทบกินอาหารได้ไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว” เอเกิลเอ่ยขณะหญิงสาววางถาดเงินลงบนโต๊ะข้างหลัง

“ไม่ขนาดนั้นหรอกท่านเอเกิล” ใบหน้าน่ารักแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอาย ทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์อดมองด้วยความเอ็นดูไม่ได้

เซดริกระบายยิ้มจาง ๆ อย่างน้อยกับหญิงสาวคนนี้ที่เขาไม่รู้สึกกดดันหรือหวาดกลัวเมื่ออยู่ด้วยถึงแม้เธอจะเป็นแวมไพร์เช่นเดียวกับพ่อบ้าน และเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ อาจเป็นเพราะว่าเธอดูอายุไล่เลี่ยกันกอปรกับนิสัยที่ร่าเริง และช่างเจรจาก็เป็นได้

“ลองชิมซีคะ” เสียงใสเรียกทำเอาเซดริกสะดุ้งเล็กน้อย ลูน่ายื่นจานใบเล็กใบหนึ่งที่มีมัฟฟินหนึ่งชิ้นวางอยู่มาให้

“จะดีเหรอครับ? ไม่ใช่ว่าคุณทำไปให้ครอสเหรอ?”

“ดีซีคะ อันที่จริงแล้วขนมนี้น่ะ ฉานทำเพื่อต้อนรับท่านน่ะค่ะ” ลูน่าตอบ และฉีกยิ้มกว้าง “เพราะเห็นนายท่านว่าท่านอาจจะมาร่วมโต๊ะอา-ฮานกับนายท่าน ฉานก็เลยคิดสูตรอาหารมาต้อนรับ ไม่ใช่แค่ขนมนะคะ ยังมีอา-ฮานอีกอย่างสองอย่างที่ฉานตั้งใจทำสุดฝีมือเลยล่ะค่ะ”

เซดริกเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “ร่วมโต๊ะอาหาร? ผมหรอ?” 

“ค่ะ” อีกฝ่ายตอบก่อนที่สีหน้าจะหมองลงเล็กน้อย “รือ-ว่าท่านเซดริกจะไม่ลงมา...เหรอคะ?”

“เอ้อ เปล่าครับ เปล่า” ชายหนุ่มปฏิเสธพัลวันเมื่อเห็นว่าทำให้อีกฝ่ายเศร้า “มาสิครับ มาแน่นอน” แล้วเขาก็หยิบมัฟฟินขึ้นมากัดคำหนึ่ง ทันทีที่กัดลงไปนั้น ความหวานของน้ำตาลและบลูเบอร์รี่ที่เข้ากันได้ดีผสมกับเนื้อแป้งที่ไม่ร่วนและไม่เหนียวจนเกินไปก็ละลายในปาก กลิ่นหอมหวานของเนย และผลไม้สีม่วงยิ่งทำให้รสชาติดีขึ้นเป็นเท่าตัว

“เป็นไงบ้างคะ?” ลูน่าถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

เซดริกฉีกยิ้มกว้างด้วยความพอใจ “อร่อยมากเลยครับ ผมไม่เคยกินมัฟฟินที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย” เขาตอบพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้หญิงสาวก่อนจะหันไปหาพ่อบ้านชราที่ยืนเงียบ แต่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความเอ็นดูมาตลอด

“ลองชิมดูสิครับเอเกิล”

“ไม่ล่ะขอรับ กระผมไม่ค่อยชอบของหวาน ๆ เท่าไหร่”

“ท่านเอเกิลชอบชาน่ะค่ะก็เลยปติ๊เสธขนมพวกนี้อยู่เรื่อยทั้ง ๆ ที่ฉานคิดว่าขนมพวกนี้น่าจาเข้ากันได้กับชาขม ๆ แท้ ๆ” หญิงสาวพูดแทน และฉีกยิ้มทะเล้น “เคยลองแกล้งบอกว่านี่น่ะไม่ใช่ขนมนะ แต่เป็นของคาวที่รูปร่างเหมือนขนมต่างหาก แต่ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี บอกว่าได้กลิ่นน้ำตาลกับเนย นี่ฉานใส่ไปไม่เยอะนะคะ ยังรู้ได้เลย”

“ของหวานประเภทไหนก็มีน้ำตาล และเนยอยู่ดีนะ” เอเกิลโต้กลับ

ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างขบขัน และเอ็นดูกับเสียงเจื้อยแจ้วที่พูดไม่หยุด โดยเฉพาะเมื่อเห็นสาวเจ้าแขวะพ่อบ้านชรา และอีกฝ่ายก็โต้กลับด้วยท่าทีสงบ บรรยากาศที่ไม่ต่างอะไรกับที่เขาเคยสัมผัสที่ห้องเช่าที่อังกฤษทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนความคิด

บางที...การอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป

ความคิดเห็น