oziris

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ

ชื่อตอน : สานสัมพันธ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 202

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2562 10:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สานสัมพันธ์
แบบอักษร

            หญิงสาวใจดีถึงขนาดขับมาส่งถึงหน้าบ้านคนทั้งคู่เลยทีเดียว อรนุชกวาดตามองไปทางทาวน์เฮาส์สีขาวหลังคาแดงอย่างสนใจ รับรู้มาจากในรถตอนกำลังเดินทางกันมาว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทุกคนแชร์กันจ่ายค่าเช่าเพื่อเอาไว้เป็นแหล่งสุมหัวร่วมกันยามไม่อยากกลับบ้าน 

            อรนุชออกจะซาบซึ้งใจถึงความห่วงใยของเพื่อนๆ ที่มีต่อพีรดามากพอดู เพราะเมื่อมาถึงก็เห็นเพื่อนๆ เขาอีก 3 คนมารอท่าคอยกันอยู่หน้าบ้านแล้ว และพอรถจอดทั้งหมดก็เข้ามาดูอาการเพื่อนสาวเลยทันที นัยว่าโดนมาหนักกว่าใคร เพราะดูอาการแต่ละคนแล้วก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น

            “ขอบคุณนะครับที่มาส่งและช่วยเหลือเราทุกอย่าง” อานนท์หันมากล่าวกับเธอ

            อรนุชยิ้มรับ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ช่วยแล้วก็อยากจะช่วยให้ถึงที่สุด” เธอว่าพยักหน้าให้วิบูลขึ้นมานั่งด้านหน้ารถด้วยกัน

            “ใครวะแพท สวยจังว่ะ” คมกริชสะกิดถามเพื่อนสาวเมื่อเห็นหน้าคนขับ แม้จะไม่ค่อยชัดนักเพราะความมืดมิดปกคลุม แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความสวยสดงดงามนั้น

            “เขาช่วยพวกเราไว้” พีรดาบอกมางั้นๆ มองอานนท์ที่ยังคงร่ำลาอีกฝ่ายไม่เลิกอย่างหงุดหงิด มันมีอะไรคุยกันนักหนาวะ... เขาจะได้ไปๆ สักที ดูสิ... พวกมันมองกันตาแทบจะถลนออกมาแล้ว

            พีรดาเหลือบมองพวกมัน นัยว่าเพื่อนทั้ง 3 คนของเธอนั่นเอง

            “เอ็งไปลาเขาสิแพท” อภิยุศหรือต่อเข้ามากระแซะบอก

            “ทำไมต้องทำอย่างนั้นวะ เดี๋ยวไอ้นนท์ก็พูดให้เอง” เธอโบ๊ยทิ้งไปซะงั้น

            “มันไม่เหมือนกันนะเว๊ย อย่างน้อยเขาก็ช่วยเอ็งเอาไว้ไม่ใช่เหรอ” อภิยุศยังเซ้าซี้และเพื่อนอีก 2 คนก็เห็นด้วย ทั้งยุทั้งลากเธอให้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่นั่งมองเธอตื่นๆ อยู่หลังพวงมาลัยรถ

            “เอ่อ... ขอบคุณนะที่มาส่ง” พีรดาก้มหน้าก้มตาบอกไป รู้สึกเขินๆ ปากยังไงก็ไม่รู้สิ 

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... คราวหลังก็อย่าไปมีเรื่องกับพวกนักเลงแบบนั้นอีกนะคะ เดี๋ยวจะเจ็บตัวเอาอย่างวันนี้ แล้วถ้ายังไงพรุ่งนี้ลองไปให้หมอเขาตรวจดูอีกทีด้วยนะคะ จะได้ให้เขาทำแผลให้ใหม่ด้วย” อรนุชเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ

            อีกฝ่ายได้แต่พยักหน้ารับคำแบบเสียไม่ได้ ก่อนจะถอยฉากออกมาเพราะรู้สึกว่าอานนท์จะคุยผูกขาดกับหญิงสาวเจ้าของร้านต้นไม้ไว้เพียงคนเดียวอีกแล้ว

            พีรดาลากเพื่อนๆ อีกสามคนให้กลับเข้าไปในบ้านด้วยกัน ไม่อยากรับรู้ว่าสองคนนั้นคุยอะไรกันต่อหรือจะร่ำลากันอีกนานแค่ไหน ตอนนี้เธอมีอารมณ์เดียวเท่านั้น

            ‘อยากเมา’

          วงเหล้าย่อยๆ ถูกจัดขึ้นภายในห้องนั่งเล่นชั้นล่างของบ้านทาวน์เฮาส์หลังสีขาวนี่เอง กับแกล้ม 3-4 อย่างก็มากพอสำหรับคนกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มแล้ว เนื่องด้วยไม่ค่อยมีใครจะสนใจกินกันสักเท่าไหร่นัก แต่ที่ขาดไม่ได้นั้นคือเหล้าสัก 2 ขวดใหญ่ๆ และเบียร์อีกสักลังสองลังต่างหาก แค่นี้ก็อยู่กันได้จนเมาหลับครบคนแล้ว

            “เอ็งยังไม่หายดีนะไอ้แพท จะดื่มด้วยเหรอวะ?” อภิยุศเอ่ยถามมาทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายผสมเหล้าแรงๆ ตามสเปคเพื่อนให้เองแท้ๆ

            “พูดงี้หมายความว่าไง เหล้านี่ข้าก็มีเอี่ยวนะโว๊ย แล้วเอ็งจะมากันเจ้าภาพออกได้ไง” พีรดาว่ามายิ้มๆ พรางกระดกเหล้ารินลงคอทองแดงตามไป

            “เฮ้ยไอ้นนท์ เห็นเอ็งคุยกับเขาเสียตั้งนาน จะจีบเหรอวะ?” คมกริชเอ่ยถามมาอย่างข้องใจ ก็ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยเห็นเพื่อนหนุ่มมาดเข้มคนนี้จีบใครเลยนี่หน่า วันๆ ก็เห็นแต่ตัวติดอยู่กับพีรดาเท่านั้น

            อานนท์เพียงแค่อมยิ้มในหน้า แต่ไม่ยักตอบ พวกๆ ที่คอยเงี่ยหูฟังคำตอบอยู่เลยโวยวาย

            “เฮ้ย! จีบไม่จีบก็บอกมาสิวะ อมพะนำอยู่ได้ไอ้บ้านี่” 

            “จีบไม่จีบแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเอ็งด้วยวะ?” อานนท์ถามขึ้นมากวนๆ ปรายตามองไปทางเพื่อนซี้ข้างๆ ที่รินเหล้าใส่ปากไม่ขาดมืออยู่

            “แพท เอ็งบาดเจ็บอยู่นะ เลือดหยุดไหลหรือยังก็ไม่รู้ ข้าว่าเอ็งไปคลินิกหน้าปากทางหน่อยไหม?”

            แพทหันมองคนเป็นห่วงเคืองๆ “หุบปากแล้วสนเรื่องเอ็งไปเหอะ... ตกลงจีบไม่จีบ?”

            “เอ็งอยากรู้เหมือนกันหรือเนี้ย?”

            “เออดิ... เอ็งไม่จีบข้าจะได้เสียบกลางไง ฮะฮ่าฮ่า...”

            “เอ็งจะเอาอะไรไปเสียบเขาวะไอ้แพท! เอ็งมีหรือไงวะ?” คมกริชหันมาถามเร็วๆ เรียกเสียงฮาได้ทั้งวง

            “ไอ้กริช... มึงอยากกินเหล้าสบายๆ หรือต้องเอา Teen ตูไปยัดปากไว้ด้วยวะ!” พูดไม่พูดเปล่า ช่วงขาเรียวๆ ของเพื่อนสาวใจนักเลงก็หวดไปทางคมกริชซะแล้ว 

            เสียอย่างเดียว... มันดันหลบทัน!

            เขาเรียกว่ารู้ทางมวย เพราะโดนมาเยอะแล้ว

            สมาคมไม่เมาไม่เลิกยังคงตั้งหน้าตั้งตาดื่มกินกันอยู่เนืองๆ แล้วก็เริ่มฟุบหลับคาวงไปทีละคนๆ  จนกระทั่งเหลือเพียงอานนท์และพีรดา

            “แพท” เขาเอ่ยเรียกขึ้นแผ่วเบา มองดูอีกฝ่ายที่เริ่มนั่งโอนไปเอนมาแต่ยังไม่ล้มด้วยแววตาขำๆ

            “ราย?”

            “พรุ่งนี้เราไปหาคุณหวานด้วยกันนะ” 

            พีรดาหันหน้าแดงๆ ด้วยพิษเหล้ามามองคนชวนงงๆ

            “ปายทามมาย... ต้นไม้มันกินไม่ได้นาเว๊ย...”

            “ไอ้บ้า... ใครเขาชวนเอ็งไปกินต้นไม้วะ ข้าจะชวนเอ็งไปขอบคุณคุณหวานเขาต่างหากล่ะ”

            พีรดาพยายามเบิกตาที่ใกล้จะหลับ มองแววตาจริงจังของเพื่อนหนุ่มอย่างค้นคว้า ก่อนแสยะยิ้มแปลกๆ เมื่อรู้ถึงเจตนารมณ์ลึกๆ ของอีกฝ่าย

            “เอ็งไม่กินต้นไม้... แต่เอ็งจะกินเขาแทนใช่ไหมวะ... เหอๆๆๆ”

            “โธ่... ไอ้บ้านี่” อานนท์พยายามที่จะไม่ยิ้มด้วยความเขิน เขาผลักหัวเพื่อนให้ล้มลงไปนอนเร็วๆ เพื่อแก้อาย

            “โอ๊ย! ไอ้นนท์... ตูเจ็บหัว” เพื่อนสาวพึมพำด่าอะไรมาอีกเล็กน้อยก่อนจะม่อยหลับไปทั้งอย่างนั้น

            อานนท์ส่ายหน้ายิ้มๆ กับท่าทางเดิมๆ เวลาเมาแล้วหลับไปของเพื่อน และทุกครั้งเขาก็ต้องเป็นคนลากหญิงสาวไปนอนแยกกับทุกคนอีกด้าน พร้อมหาหมอนหาผ้ามาห่มให้เหมือนทุกๆ ครั้ง

            ‘มาอีกล่ะ?’

            อรนุชซะโงกหน้าผ่านซุ้มต้นไม้ที่กั้นระหว่างส่วนหน้าร้านกับหลังร้านไปทางคนทั้งคู่ที่เธอรู้จักเมื่อวาน

            คนหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อแจ๊คเก็ตสีดำเป็นเงากับยีนส์สีเข้มๆ ส่วนอีกคนแค่เสื้อเชิ้ตเข้ารูปกับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ เท่านั้น กลับดูดีได้โดยไม่ต้องแต่งเติมใดๆ เพิ่มอีก

            ไม่ว่าจะอยู่ในชุดไหนเธอก็ดูดีเสมอ...

            “เขามาทำไมอีกคะพี่หวาน” เสียงกระซิบแผ่วๆ ข้างหูทำเอาอรนุชสะดุ้งโหย่ง หัวจิตหัวใจแทบกระเจิง

            “มาทำไมเงียบๆ ล่ะเนตร... พี่ตกใจหมด” เจ้านายสาวหันไปแว๊ดใส่ แต่ลดวอร์ลุ่มลงจนแทบไม่ได้ยิน

            “เอ้า! ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้พี่หวาน แล้วนี่... เขามาที่นี่ทำไมอีกเนี้ย? อุ๊ยนั่น... คุณอานนท์ของเนตรก็มาด้วย เห็นไหมๆ เห็นคุณอานนท์ของเนตรไหม” เนตราโดดเหย็งๆ ชี้ให้เจ้านายสาวมองตามอย่างตื่นเต้น 

            “เขาไปเป็นของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กันจ๊ะ ไอ้เรื่องเออออเองนี่ไม่มีใครเกินเลยนะ”

            “แหมพี่หวานก็... อุ๊ย! เขาเดินมาทางนี้แล้ว” เนตราว่าอย่างตกใจแล้วก็วิ่งจู๊ดเข้าบ้านไปเลย เมื่อหนึ่งในสองที่มองอยู่ชักฝีเท้าเดินมาทางนี้ ทิ้งนายจ้างสาวอยู่รับหน้าแขกคนเดียว

            “อยู่นี่เองเหรอหวาน? ยืนคอยตั้งนาน เห็นน้องคนเมื่อกี้บอกว่าเรียกตัวให้แล้ว แต่รอตั้งนานก็ไม่มาเสียที นี่นนท์มันก็เดินไปหาอยู่ทางด้านนู้น แล้วมาทำอะไรตรงนี้เนี้ย? ไม่เห็นเหรอว่าเรามากัน” แขกเอ่ยถามมายาวเหยียด ถือวิสาสะเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนม แถมมาหาเขาเองแล้วยังมาอารมณ์เสียใส่อีก

            ตกลงนี่ใครเป็นเจ้าของร้านกันแน่นะ? 

            “เอ่อ...” อรนุชยิ้มให้เจื่อนๆ จะให้ตอบยังไงดี ก็มาแอบพวกคุณอยู่ตรงนี้ไงคะ งั้นเหรอ?

            “อยู่นี่กันเองหรือครับ... สวัสดีครับคุณหวาน” อานนท์ทักทายพร้อมรอยยิ้มสวยๆ ใกล้เข้ามาทุกทีและหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งคู่

            “สวัสดีค่ะ” อรนุชหันไปยิ้มทักทายแบบเสียไม่ได้ “ว่าแต่... เมื่อวานลืมอะไรกันไว้หรือคะถึงได้ย้อนกลับกันมาอีก”

            “เปล่าหรอก... นนท์มันอยากมาขอบคุณคุณน่ะ ก็เลยจะพาไปกินข้าวด้วยกัน” พีรดาชิงอธิบายรวบรัดมาเร็วๆ

            “เอ่อ... ฉันไม่อยากทิ้งร้านน่ะค่ะ วันนี้วิบูลก็ไปส่งต้นไม้ให้ลูกค้ายังไม่กลับเลย เนตรเขาอยู่ร้านคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะฉันเป็นห่วง” คำแก้ตัวของเธอน่ะสมบูรณ์ไม่มีที่ติ แต่อีกฝ่ายนี่สิ ชักสีหน้ามองตาขวางๆ ยังไงชอบกลอยู่

            “ไปแป๊บเดียวก็ไม่ได้เหรอ? หิวแล้วนะเนี้ย?” 

            อ้าว! ตกลงนี่ฉันผิดอีกแล้วหรือเนี้ย? (T^T)

            “เอางี้ไหมครับ ถ้าคุณหวานไม่สะดวกไป ผมว่าเราสั่งมาทานที่นี่เลยดีไหมครับ?” อานนท์เสนอขึ้นมา

            “เอ่อ...”

            “เออ... ดีๆๆๆ เอ็งนี่ฉลาดไม่เปลี่ยนเลยว่ะ นั่งกินตรงไหนดีอ่ะ?” หันมาถามเจ้าของร้านเร็วๆ ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทางกระอักกระอ่วนของอีกฝ่ายด้วยเลย

            พีรดาหันไปเจอเนตราที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าบ้านพอดี เธอเดินลิ่วๆ ไปหาเลย ทิ้งให้เพื่อนหนุ่มกับเจ้าของบ้านตกลงกันเองล่ะกัน

            “ขอโทษด้วยนะครับ แพทมันเกรงใจใครไม่ค่อยเป็น มันถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กเลยเสียนิสัยไปหน่อย” 

            “พอเข้าใจค่ะ...” อรนุชยิ้มแห้งๆ กับเขาก่อนหันไปมองดูสองคนที่หน้าบ้านอีกที ทั้งคู่คุยอะไรกันอยู่ชั่วครู่ ฝ่ายลูกน้องสาวของเธอก็แทบจะร้องกรี๊ดหน้าตาตื่นขึ้นมาด้วยความดีใจ รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเดี๋ยวเดียวก็หอบเอาเสื่อผืนใหญ่มาปูตรงเฉลียงหน้าบ้านนั่นแหละ โดยมีแขก (หรือเปล่าก็ชักไม่แน่ใจ) ยกโต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆ ที่เธอไว้ใช้นั่งทำบัญชีที่ห้องนั่งเล่นออกมาวาง ทั้งคู่ช่วยกันขนนู่นขนนี่ออกมาจัดกันจนกลายเป็นโต๊ะอาหารขนาดย่อมไปเสียแล้ว

            “พี่แพทเค้าจะเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นค่ะ เนี้ยกำลังโทรฯ สั่งอยู่ ให้เนตรมาตามพวกพี่ไปนั่งได้แล้วค่ะ” เนตราวิ่งลงมาบอกร่าเริง แถมเรียกพี่แพทได้สนิทปากสนิทใจเสียอีก ทีตอนแรกน่ะตั้งแง่กับเค้านัก แค่เค้าเอาของกินมาล่อแค่นี้ ยัยนี่ยอมสวามิภักดิ์เลย

            ชั่วโมงถัดมาอาหารที่โทรฯ ไปสั่งก็ถูกจัดส่งมาจนครบถ้วน

            พีรดาดูท่าจะเป็นผู้ที่สนุกสนานที่สุดในเวลานี้ ยิ่งอาหารตกเข้าท้องมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ดีมากขึ้นเท่านั้น

            “เอ๋? หวานจบมาจาก.... เหมือนกันหรือครับ?” อานนท์เอ่ยถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ ก็มันเป็นที่ๆ เดียวกับที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่น่ะสิ 

            “ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย?” พีรดาตั้งข้อสงสัยแต่ตาและมือยังคงจ้องเนื้อย่างในเตาอยู่

            “อาจจะเคยก็ได้ค่ะ แต่เพราะเราไม่รู้จักกันก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่า”

            “เก่งจัง... อายุ 24 เท่าเราแต่รับปริญญาพร้อมกับรุ่นพี่เราไปแล้ว นี่เรียนวิศวะมันยากหรือเราโง่มากกันแน่วะแพท?” หันไปถามเพื่อนที่จ้องแต่จะกินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ตั้งใจจะมาเลี้ยงจริงๆ กลับแทบไม่ค่อยทานอะไรเลย

            “วิศวะหลักสูตร 4 ปี เรารักสถาบันเลยเรียนเพิ่มอีกปีสองปีมันจะเป็นอะไรไปวะ”

            “แล้วนี่พวกพี่ใกล้จะจบกันหรือยังคะ?” เนตราถามขึ้นมาบ้างเดี๋ยวทุกคนจะหาว่าเธอเป็นใบ้ไปซะก่อน

            “ถ้าเทอมนี้รายงานผ่านแล้วเทอมหน้าไม่ติดอะไรก็... เอ่อ... จบมั้งครับ”   

            “เรียนยากมากขนาดนั้นเลยหรือคะ?” 

            “ไอ้นนท์มันโง่น่ะอย่าถามมันเลย” แพทตัดปัญหา

            “เอ็งฉลาดตายล่ะ!”

            “ฝึกงานกันหรือยังคะ?” อรนุชถามเพราะสนใจขึ้นมาบ้าง

            “ผ่านกันหมดแล้วครับ พวกเราน่ะเหลือไม่กี่หน่วยกิตหรอก นี่เดี๋ยวเทอมสุดท้ายนี้ก็มีเรียนคณะเดียวกับที่หวานจบมาด้วยนะครับ วิชาอะไรนะแพท?”

            “Human” เธอหมายถึงวิชามนุษยสัมพันธ์พรางเอ่ยลอยลมมาอย่างไม่เข้าใจนัก “ไม่รู้จะเรียนทำไม... ก็เข้ากับใครๆ ง่ายดีอยู่แล้ว”

            “โห... อย่างเอ็งน่ะมันเลือกเข้าหาเป็นบางคนเว๊ย! ลองไม่ชอบขี้หน้าใครแม่เตะก่อนถามชื่ออีก”

            หวานยิ้มขันๆ สองคนนี้ดูๆ ไปก็เหมือนจะเป็นเพื่อนรักกันมาก แต่เวลาคุยกันทีไรอย่างกับจะท้าตีท้าต่อย

            และหลังจากการพบปะกันในวันนั้นแล้ว อานนท์ก็เพียรมาหาอรนุชอยู่เรื่อยๆ นัยว่าเป็นเพื่อนกันคบหากันไว้ไม่เสียหาย แรกๆ นั้นก็ลากเอาเพื่อนคนนู่นคนนี้มาด้วย พักหลังๆ เขาถึงกล้าฉายเดี่ยว

            อรนุชเองก็ให้การต้อนรับขับสู้เขาเป็นอย่างดี เคยรู้สึกว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าอานนท์จะหยิบคว้าเอาเพื่อนห้าวๆ นักเลงโตคนนั้นมาด้วยอีก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงอยากเจอเธอคนนั้นอีกสักครั้งจัง

ความคิดเห็น