Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

5th Bond : สู่จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

ชื่อตอน : 5th Bond : สู่จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 298

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 22:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
5th Bond : สู่จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน
แบบอักษร

5th Bond : สู่จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

ถนนยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บ และทุกสิ่งทุกอย่างปกคลุมด้วยหิมะช่างดูขาวโพลนจนไร้สี พื้นปูนสีเข้มถูกแต่งแต้มด้วยปุยนุ่นสีขาวหม่น ต้นไม้ไร้ใบที่เรียงรายอยู่ข้างถนนล้วนแต่ทำให้บรรยากาศหดหู่ และเศร้าหมอง 

ชายหนุ่มร่างสูงเดินไปตามทางเดินเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้าคมคายซ่อนอยู่ในผ้าพันคอผืนหนาสีเขียวเข้ม ส่วนเส้นผมสีบลอนด์ก็ถูกทับด้วยหมวกไหมพรม   สีน้ำเงินเข้มที่เริ่มมีหิมะเกาะบ้างประปราย

ดวงตาสีฟ้ากวาดสายตามองรอบตัวด้วยความฉงน เพราะที่นี่ที่เคยมีผู้คนพลุกพล่านกลับเงียบสงัด และไร้ซึ่งสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด ๆ นอกจากต้นไม้โล้นเรียงกันเป็นแถวยาว

กิดอะไรขึ้น**?

บรรยากาศมันเงียบสงัดจนน่ากลัว แม้ว่าเขาจะชอบความสงบ แต่แบบนี้มันก็สงบจนเกินไป...

เซดริกเดินต่อไปเรื่อย ๆ ขณะมองหาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารชื่อดัง แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน จึงอดถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลงตกไม่ได้

“หายไปไหนกันหมดเนี่ย?” เขาพึมพำเบา ๆ แต่แล้วก็เห็นเงาดำที่ทอดผ่านบนพื้นปูนไม่ไกลจากที่เขายืนอยู่นัก เขาฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเงยหน้าขึ้น และเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนหันหลังให้ทำให้เซดริกไม่เห็นใบหน้า เรือนผมสีดำยาวถึงกลางหลังเฉกเช่นสตรีเพศทำให้อีกฝ่ายชักเริ่มไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ความรู้สึกหนึ่งก็ร้องเตือนเขา

อย่าเข้าไปใกล้นะ*!!*

แต่ถึงกระนั้น...ขาสองข้างก็ยังคงก้าวเข้าไปใกล้ราวกับมีบางอย่างฉุดดึงให้เดินไปข้างหน้า

เมื่อเข้าไปใกล้ รูปร่าง และสไตล์การแต่งตัวก็ทำให้เขานึกถึงใครบางคนได้ “ครอส?” เสียงทุ้มเอ่ยเรียก แต่ร่างตรงหน้าก็ยังคงไม่หันกลับมา “ครอสใช่ไหมครับ?” เซดริกจึงเรียกอีกครั้ง

คราวนี้เป็นผล ร่างสูงค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าที่คุ้นเคยที่ผินมาเรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นบนใบหน้า แต่แล้วมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อชายหนุ่มผมดำเริ่ม คลี่ยิ้มพร้อมกับที่ดวงตากลายเป็นสีแดงฉานพร้อมกับรูม่านตาที่หดลีบจนเรียวเล็กอย่างน่ากลัว  

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนที่อีกฝ่ายจะพุ่งเข้าหาพร้อมกับแสยะยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวสีขาวที่พร้อมจะฝังลงบนผิวหนัง 

“****!!!”

ดวงตาสีฟ้าใสเบิกโพลงด้วยความตกใจ  เสียงหอบหายใจราวกับผ่านการวิ่งมาหลายร้อยเมตรดังขึ้นพร้อมกับหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเร็วระรัว ไม่นานนักจังหวะการหายใจจะกลับมาเป็นปกติเมื่อตั้งสติ และระลึกได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน...

ดวงตาค่อย ๆ ปรือปิดลงอีกครั้งหมายจะกลับสู่นิทราอีกครั้ง แต่แล้วก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อนึกถึงความฝันนั้น

เขี้ยวสีขาว... 

มือขาวยกขึ้นแตะที่ซอกคอของตัวเองอย่างรวดเร็วจนต้องทำหน้าเบ้เมื่อเผลอกดพลาสเตอร์แรงไป 

ร...เรื่องจริงเหรอเนี่ย*!?  นี่มันบ้าอะไรกัน!!!?* ใบหน้าคมคายเริ่มซีดเผือด เมื่อความทรงจำที่ซอยตรงนั้นวิ่งกลับเข้าสมองอย่างรวดเร็วทำให้มือหนาเริ่มสั่น

ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ กวาดสายตามองรอบตัวอย่างระแวดระวัง  

ผนังห้องหินสีเทาหม่นโดยรอบมีโคมไฟติดผนังสามตัวเปิดให้ความสว่างสลัว ๆ เครื่องเรือนไม้ดูมีราคา และอายุได้รับการจัดวางอย่างลงตัว แล้วเขาก็ย้อนกลับมามองที่ ๆ ตนนอนอยู่

เตียงขนาดใหญ่สำหรับมากกว่าสองคนพร้อมด้วยผ้าปูที่นอน และผ้าห่ม     สีขาวน่าสัมผัส ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้นอนบนที่นอนดี ๆ แบบนี้เลยสักครั้ง

แต่มันจะดีมากถ้ารู้ว่าเราอยู่ที่ไหน*!!*

“แล้วที่นี่มันที่ไหนวะเนี่ย?” เซดริกพึมพำเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก แถมยังความรู้สึกปวดหนึบ ๆ ที่แผลทำให้อารมณ์ยิ่งขุ่นมัว และพาลคิดแต่เรื่องในแง่ร้าย “หวังว่าคงไม่ใช่รังของ...”

แอ๊ด...

“ขอ อา-นุญาติค่ะ” เสียงหวานใสดังขึ้นหลังจากเสียงเปิดประตูไม้บานใหญ่ทำเอาชายหนุ่มผมบลอนด์ถึงกับสะดุ้งโหยง และถอยกรูดไปไกลจนแทบจะตกเตียง 

ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไปที่ร่างเล็กของหญิงสาวในชุดสาวใช้คนหนึ่งซึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารสีเงินในมือ เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตา          ไม่ไว้วางใจที่มองมา แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม

“ตื่นแล้วหรอคะ? ฉานเอาอา-ฮานมาให้น่ะค่ะ”

เซดริกยังคงมองสาวใช้ที่กุลีกุจอจัดวางอาหารบนถาดลงบนโต๊ะตัวเล็กอย่างคล่องแคล่ว จะให้เขาวางใจได้อย่างไร...เพราะถึงแม้รูปร่างภายนอกจะดูน่ารักอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเธอ ‘เป็น’ เหมือนกับคน ๆ นั้นล่ะ?

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะเมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง เผยให้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ที่มุมปากโดยไม่ได้ตั้งใจ “กิ่นเสียตอนที่ยังร้อนนาคะ”   ว่าแล้วสาวเจ้าก็ถอยหลังสองก้าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป

แม้สาวใช้ผู้นั้นจะออกไปแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหนแม้สายตาจะยังจ้องมองที่ถาดอาหารนั้นอย่างไม่วางใจนัก ชามเซรามิกสีเทามีไอน้ำสีขาวขุ่นลอยขึ้นเอื่อย ๆ พร้อมกับส่งกลิ่นหอมเตะจมูก ช่างยั่วยวนกระเพาะที่ไม่ได้ทำงานมาหลายชั่วโมงให้ร้องครวญครางเสียเหลือเกิน ข้าง ๆ กันนั้นเป็นน้ำ สีเหลืองอ่อนในแก้วใสทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะข้างแก้วทำให้ทราบอุณหภูมิของเครื่องดื่มภายใน

เซดริกลอบกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ แม้อาหารจะน่ากินท้องจะร้อง และลำคอแห้งผากเพียงใด...

แต่ฝันไปเหอะว่าจะแตะอาหารพวกนี้*!!*

###

**“ยินดีต้อนรับกลับขอรับ”**น้ำเสียงแหบของชายชราในชุดพ่อบ้านสีดำเอ่ยอย่างนอบน้อมเมื่อประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงเรือนผมสีดำในเสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงสีเดียวกับเส้นผม เขารับเสื้อโค้ทสีดำยาวจากชายหนุ่มมาถือไว้ขณะมองผู้เป็นนายปลดสัมภาระจากเอว

“เป็นไงบ้าง?” ครอสถามขณะส่งวัตถุรูปร่างยาวสีดำให้พ่อบ้าน

เอเกิลรับดาบเล่มยาวก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “เห็นลูน่าบอกว่าไม่ยอมรับกินอะไรเลยขอรับ” เขาตอบพลางมองขึ้นไปที่ชั้นสองอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย

“แถมยังมองข้าซะน่ากลัวเลยเจ้าค่ะ” เสียงใสเจื้อยแจ้วของหญิงสาวคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับถาดสีเงินเล็ก ๆ ในมือพร้อมกับแก้วน้ำใส่น้ำเย็นจัดหนึ่งแก้ว ใบหน้าน่ารักงอง้ำเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสายตาของดวงตาสีฟ้าของชายหนุ่มคนนั้น “ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

“ช่วยไม่ได้นี่นา สำหรับเขาแล้วพวกเราก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาดเท่าไหร่” พ่อบ้านชราตอบพลางถอนหายใจน้อย ๆ ก่อนจะหันกลับมามองผู้เป็นนายอีกครั้ง “แล้วนายท่านจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?”

ครอสนิ่งไปชั่วครู่หลังจากกระดกน้ำลงคอหนึ่งอึก “ข้าไม่สามารถปล่อยเขาไปได้ เจ้าก็รู้” เขาตอบเสียงเรียบขณะส่งแก้วคืนให้ลูน่าก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง

“จะดีหรือขอรับ? มนุษย์คนนั้นถือเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์ตอนนี้เลยนะขอรับ” เอเกิลถามอีกครั้งอย่างลังเลใจ  เขารู้ดีว่าเพราะเหตุใดเจ้านายของตนจึงต้องจำพาชายหนุ่มผมบลอนด์คนนั้นมาถึงที่นี่ แต่เพราะเป็นเช่นนั้นเขาจึงอดเป็นห่วงไม่ได้

...เมื่อมีของมีค่ามาอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องเจอเป็นอันดับถัดไปคือ การต่อสู้เพื่อแย่งชิง...

“มีทางให้เลือกมากมายเสียที่ไหน...” ครอสตอบแม้ว่าจะยังหันหลังอยู่ก็ตาม “...จะกำจัดก็ทำไม่ได้ จะปล่อยทิ้งไว้ก็ทำไม่ได้...”

“เพราะพันธะสัญญาสินะขอรับ”

“เจ้าก็รู้อยู่แล้ว”

แล้วทั้งคู่ก็ยุติการสนทนา เหลือเพียงความเงียบงัน และบรรยากาศที่หนักอึ้งชอบกล มีเพียงแต่หญิงสาวในชุดสาวใช้ที่มองทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความงุนงง จนสุดท้ายแล้วฝ่ายที่สูงอายุกว่าเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน

“แล้วแต่นายท่านเห็นสมควรขอรับ ข้าพร้อมทำตามเสมอ” เอเกิลเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมกับน้อมตัวลงเล็กน้อย และยกมือขวาขึ้นแนบอก

“ขอบคุณ” ชายหนุ่มหันกลับมาพร้อมกับตอบรับ และคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่หาดูได้ยากก่อนจะปลีกตัวเองออกมา เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองอย่างสุขุมแม้ในสมองจะคิดหาวิธีการแก้ปัญหาที่อาจตามมาได้ในอนาคต รวมถึงตัวปัญหาที่อยู่ในห้องที่เขากำลังตรงไปเช่นกัน

เมื่อขาทั้งสองข้างหยุดอยู่หน้าประตูไม้สีน้ำตาลสุดทางเดินของชั้นสอง ดวงตาสีแดงก็หรี่ลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะเขาคาดการณ์ว่าน่าจะได้ยินเสียงโครมคราม หรือเสียงดังกุกกักเพราะพยายามจะหาทางหนี

แต่นี่...กลับเงียบสนิทจนผิดคาด

แปลก...

ครอสเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู สัมผัสที่เย็นเฉียบไม่ต่างจากใบหน้าที่เรียบเฉยตามมาด้วยเสียงกริ๊กเบา ๆ เมื่อเขาบิดมัน และผลักประตูไปข้างหน้า

วืด!!

บางอย่างแหวกผ่านอากาศมายังศีรษะของผู้มาเยือนทันทีที่ประตูเปิดออก  มือแกร่งยกขึ้นและกำรอบวัตถุที่ลอบทำร้ายอย่างแน่นหนาขณะดวงตาสีแดงทอดมองร่างของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ในมือถือไม้แขวนเสื้อสีดำไว้ และไอ้นี่แหละที่หมายจะทำร้ายเขา

“พาผมกลับบ้านเดี๋ยวนี้!!” เสียงทุ้มตวาดลั่นอย่างไม่พอใจ ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยริ้วแห่งความโกรธ

“ไม่ได้” อีกฝ่ายสวนกลับทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยิ่งทำให้เซดริกมีน้ำโห

“อะไร....”

โครก...

คำพูดทุกอย่างหยุดชะงัก และบรรยากาศตึงเครียดพลันสลายไปเมื่อเสียงร้องครวญครางของกระเพาะอาหารของคนที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง   ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำเอาเจ้าของกระเพาะถึงกับหน้าแดง และเผลอผ่อนแรงที่จับไม้แขวนเสื้อไว้ ทำให้อีกฝ่ายดึงมันออกมาจากมือในอย่างง่ายดาย

มาร้องอะไรตอนนี้วะ*!?*

“กินข้าวซะ” ครอสเอ่ยหลังจากโยนอาวุธจำเป็นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี

“ใครมันจะไปกินลง” เซดริกตอบด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อยด้วยความกระดากอาย ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองถาดสีเงินอย่างไม่วางใจอย่างเปิดเผย และไม่เกรงใจใคร

ดูเหมือนว่าชายหนุ่มผมดำจะรับรู้ถึงเหตุผลดี “ถ้าคิดว่าฉันจะฆ่านายล่ะก็ ฉันทำไปนานแล้ว” เขาพูดขณะเดินไปที่โต๊ะซึ่งวางถาดอาหารสีเงินไว้ หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนที่ไอน้ำสีขาวขุ่นจะค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากน้ำซุบใสในถ้วยเซรามิกทำให้รู้ว่าซุปถ้วยนั้นน่าจะอุ่นกำลังพอดี

แต่ถึงกระนั้น...เซดริกก็ยังคงมองมาอย่างไม่ไว้ใจ  และไม่แตะอาหารเลย จนอีกฝ่ายต้องลอบถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความระอาใจ

ดื้อ...

“แล้วคุณพาผมมาที่นี่ทำไม?” เซดริกถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย    ดูท่าว่าคำพูดเมื่อครู่คงพอจะทำให้ชายหนุ่มวางใจได้บ้าง ร่างสูงค่อย ๆ เดินถอยหลัง และประจันหน้ากับผู้มาเยือน

“...” ครอสนิ่งเงียบไปสักพัก “เพราะฉันปล่อยนายไว้ไม่ได้”

“ทำไม?” พูดได้แค่นั้น ความทรงจำคืนก่อนก็หวนกลับมาอีกครั้ง คมเขี้ยว        สีขาว และความเจ็บปวดเมื่อบางอย่างแทรกผ่านเข้ามาในผิวเนื้อ เขายกมือขึ้นจับซอกคอทันที และเผลอก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ “อย่าบอกนะ”

ชายหนุ่มผมดำหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “คิดว่าไงล่ะ?” ว่าแล้วก็แสยะยิ้มเล็กน้อยทำให้เห็นเขี้ยวสีขาวเล็ก ๆ ปรากฏที่มุมปาก

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ “งั้นผมก็ต้องรีบกลับ!” เขาโวยลั่นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ร่างสูงอย่างไม่เกรงใจ “จะให้ผมอยู่ท่ามกลาง **‘แวมไพร์’** งั้นเหรอ? ไม่มีทางซะล่ะ!!”

ครอสถอนหายใจเบา ๆ อย่างระอาใจ นี่จะต้องพูดซ้ำ ๆ อีกกี่รอบกัน

“ฉันให้นายกลับอังกฤษไม่ได้เซดริก เอเลนอฟ” เสียงห้าวพูดเฉียบขาด แต่ก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายกลัวแต่อย่างใด เพราะในหัวมีแต่ความคิดที่ว่าต้องกลับไปให้ได้!

“งั้นก็ได้...ผมกลับเองก็ได้!!” เซดริกพูดขึ้นอย่างเอาแต่ใจ และก้าวผ่านชายร่างสูงกว่า แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคถัดมา...

“ถ้าคิดว่าจะออกจาก ‘โรมาเนีย’ แล้วไปอังกฤษได้เอง...ก็เชิญ” น้ำเสียงเหลืออดกระซิบข้างหูก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยทิ้งให้อีกฝ่ายยืนนิ่งค้างด้วยความตกใจ

“โรมาเนีย!!!”

นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย*!!!? *

TO BE CONTINUED...

ความคิดเห็น