Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

4th Bond : สัมผัสสีเลือด

ชื่อตอน : 4th Bond : สัมผัสสีเลือด

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 320

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4th Bond : สัมผัสสีเลือด
แบบอักษร

4th Bond : สัมผัสสีเลือด

บรรยากาศหนาวเย็นตามอุณหภูมิที่เกือบจะติดลบทำให้หลายคนเลือกจะผิงตัวให้อุ่นข้างเตาผิง หรือฮีตเตอร์มากกว่าออกมาเตร็ดเตร่ข้างนอก อาจจะเป็นเช่นนี้ในเขตอื่น แต่ไม่ใช่กับย่านบันเทิงแห่งนี้ แม้เวลาจะปาไปสี่ทุ่มแล้ว ก็ยังมีคนออกมาเดินรับลมอยู่แม้ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในสภาพมึนเมา และเดินตุปัดตุเป๋ก็ตาม

ชายหนุ่มร่างสูงเดินสวนคนเหล่านั้นไปอย่างไม่แม้แต่จะเหลียวมอง ดวงตา สีดำหรี่เล็กลงอย่างนึกเบื่อหน่าย

ไม่ว่าเมื่อไหร่ มนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขานึกขณะมองชายหนุ่มในวัยทำงานที่เดินออกมาจากผับแห่งหนึ่ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เดินเซไป เซมาจนเพื่อนที่ช่วยพยุงแทบอยากจะปล่อยให้มันลงไปกองกับพื้นให้มันรู้แล้วรู้รอด

“โว้ยไอ้นี่! เดี่ยวก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้แม่ง!” คนโดนผลักว่าออกมาอย่างอารมณ์เสีย แต่มือก็ยังคงช่วยเพื่อนอีกคนลากคนเมาให้ห่างจากหน้าร้าน

ครอสถอนหายใจเบา ๆ กับภาพที่เห็น ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าที่ เขาเองก็ไม่ขอมาเหยียบแหล่งโสมมแบบนี้แม้จะเป็นที่โปรดของ ‘พวกเขา’ ก็ตาม

ชายหนุ่มชะงักกึก

หน้าที่?

เพียงเพราะเป็นหน้าที่เท่านั้นเหรอ?

เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นในใจ หลายครั้งแล้วที่ไม่ได้ไปเมืองอื่น แต่กลับมาที่ลอนดอนครั้งแล้วครั้งเล่านับจากครั้งนั้น... คิ้วเรียวขมวดมุ่นอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยผมบลอนด์ และรอยยิ้มสดใสไร้การเสแสร้ง

ครอสส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป *อีกแล้ว...*เขาก่นด่าตัวเองในใจ เผลอทีไรก็นึกถึงเจ้าของใบหน้านั่นทุกคราไป

...เซดริก เอเลนอฟ...

แม้กระทั่งชื่อที่ไม่คิดว่าจำได้ ก็จำได้แม่นยำ

ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ อีกครั้งอย่างยอมจำนน ยอมรับก็ได้ว่าอยากเจอ เขายังคงติดใจกับกลิ่นคาวเลือดเมื่อครั้งที่แล้วไม่หาย  ดวงตาสีดำหลุบต่ำลง และก้มมองมือขวาที่เคยสัมผัสมือของอีกฝ่าย

หากชายคนนั้นเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็คงจะปล่อยมือไปไม่ได้

“รูปหล่อ มาคนเดียวเหรอคะ?” เสียงหวานที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างกายเรียกให้ร่างสูงหลุดจากห้วงความคิดและหันไปมอง หญิงสาวร่างบางในเสื้อผ้าเนื้อบางเบาน้อยชิ้นสีแดงโชว์สัดส่วนก้าวเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบอะไร

“เข้ามาหาอะไรดื่มก่อนสิคะ” ริมฝีปากสีแดงสดด้วยลิปสติกฉีกยิ้มหวานอย่างเชิญชวน “คุณจะนั่งดื่มคนเดียว หรือว่าจะให้ฉันนั่งด้วยก็ได้นะคะ”

ดวงตาสีดำหรี่เล็กลงอย่างพิจารณา และลอบมองไปที่สถานเริงรมย์ข้างหลังหญิงสาว ป้ายไฟไนท์ไลฟ์เด่นเป็นสง่าทำให้เขาพอเข้าใจจุดประสงค์

ครอสไม่ทันได้รู้ตัวว่าท่าทางนิ่ง ๆ และดวงตาสีดำคมกริบนั่นยิ่งทำให้หญิงสาวยิ่งเคลิบเคลิ้ม และมองไม่วางตา ใบหน้าคมคายได้รูป และริมฝีปากเรียวนั่นช่างน่าสัมผัสจริง ๆ

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเช่นเดิม เธอก็เคลื่อนกายเข้าไปใกล้กว่าเดิม แล้วมือเรียวก็เอื้อมไปแตะแขนของร่างสูงหวังกระตุ้น...

ชายหนุ่มแทบจะตวัดสายตากลับมามอง แต่กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เขาสะบัดแขนหนี และเดินผ่านหญิงสาวไปอย่างไม่ใส่ใจ แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมแพ้ เธอเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อโค้ทเขาไว้ได้ทันท่วงที

“เดี๋ยวสิคะ” เธอเรียกเสียงหวาน แต่แล้วเธอก็ต้องปล่อยมืออย่างรวดเร็ว เพราะดวงตาสีดำคมกริบที่ตวัดมามองอย่างไร้อารมณ์ และเย็นยะเยือก ร่างบางยืนแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว ขาเรียวสวยเริ่มหมดเรี่ยวแรง ทำให้ทั้งร่างทรุดลงไปกองกับพื้น

ชั่วแวบหนึ่ง...เธอเห็นว่าดวงตานั้นกลายเป็นสีแดงฉานราวกับสีโลหิต

ครอสปล่อยให้หญิงสาวเป็นลมล้มพับไปอย่างไม่ใส่ใจในขณะที่ตนเร่งก้าวไปที่ทิศทางของกลิ่นที่โชยมา แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

ชายหนุ่มคนหนึ่งในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายสก็อต และกางเกงยีนกำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง เรือนผมสีบลอนด์ดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด

เซดริก เอเลนอฟ*?*

###

ปึ้ก**! พลั่ก!**

เสียงหมัด และเท้าปะทะร่างเนื้ออย่างไม่ปราณีปราศรัย และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ต่างกับอีกสามคนที่หอบหายใจจนตัวโยน และต้องคอยรองรับทั้งมือทั้งเท้าของคู่ต่อสู้ที่มีเพียงแค่คนเดียว ใบหน้าของแต่ละคนเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น และคราบเลือดจนดูน่าสงสาร

แต่อีกคนยังคงไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ นอกจากรอยเปื้อนเล็กน้อยบนเสื้อผ้า ใบหน้าคมคายยังคงฉีกยิ้มบาง ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ จังหวะการหายใจยังคงเป็นปกติแม้จะออกมือออกเท้าไปนานเกือบสิบนาทีแล้วก็ตามที “เมื่อกี้ยังอวดเก่งอยู่เลยนี่” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างกวนอารมณ์

“หนอย...” เอสกัดฟันกรอดด้วยความโมโห พวกเขามีถึงสามคน แต่กลับทำอะไรคน ๆ เดียวไม่ได้! แถมยังโดนอัดเสียจนเละแบบนี้ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!!

ด้วยความคิดเช่นนั้น ทำให้ชายหนุ่มผมน้ำตาลพุ่งตัวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วก่อนจะวาดขาขวาออกไป และตามซ้ำด้วยขาเดิม แต่เซดริกก็ใช้แขนบล็อกไว้ได้ก่อนจะยกขาขวาที่ตั้งหลักอยู่ข้างหลังขึ้นสูง และทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงมาที่ซอกคอของอีกฝ่ายอย่างแรงดังปึ้ก!

เอสถึงกับเซไปเซมา ความเจ็บปวดที่แล่นจี๊ดเข้าสู่สมองทำเอาใบหน้า      บิดเบี้ยวอย่างเก็บไว้ไม่อยู่ ลูกน้องอีกสองคนที่พอตั้งหลักได้แล้ว ก็ล้อมหน้าล้อมหลังและส่งหมัดไปที่ชายผมบลอนด์พร้อมกัน

เซดริกถอยตัวหลบ และเอื้อมมือจับหลังศีรษะของทั้งสอง และผลักเข้าหากันจนหน้าผากกระแทกกันดังโป้ก เล่นเอาล้มหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้น

“เอเลนอฟ...” เอสเม้มปากแน่นด้วยความโกรธที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาตรงไปกระชากคอเสื้อลูกน้องสองคนที่นั่งมึนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นอย่างแรง “เฮ้ย! ลุกขึ้นดิวะ นั่งหาพ่องแกรึไง!”

“ต...แต่หมอนี่มันเก่งมากเลยนะ” คนหนึ่งพูดเสียงสั่นขณะกุมหน้าผากของตนที่ปูดเขียวคล้ำจนน่ากลัว

“ไอ้ขี้ขลาด!” ว่าแล้วก็ตบหัวให้ฉาดใหญ่ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างที่หูของลูกน้อง “พอฉันให้สัญญาณ พวกแกไปล็อคแขนไอ้นั่นจากข้างหลังซะ”

ทั้งสองพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะแยกตัวห่างออกไป และยืนล้อมหน้าล้อมหลังอีกฝ่ายเหมือนเช่นตอนเริ่มสู้ เซดริกเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจแต่ก็ยังคงไม่ประมาท

เอสลอบมองใบหน้าของลูกน้องทั้งสองก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เมื่อได้รับสัญญาณอีกสองคนก็พุ่งเข้าล็อคแขนของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะไม่นึกว่าจะมาไม้นี่

“แกเสร็จฉันแน่ เอเลนอฟ” เอสหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหยิบวัตถุรูปทรงยาวมีด้ามจับสีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกง เมื่อใบมีดขนาดเล็กกระทบแสงไฟสลัวทำให้เห็นว่ามีดเล่มนี้เพิ่งได้รับการลับมาเป็นแน่

"เล่นมีดเลยเรอะ ขี้ขลาดนี่หว่า” เซดริกสบถอย่างไม่สบอารมณ์ พยายามสะบัดให้หลุดจากการจับกุม แต่ดูเหมือนว่าไอ้สองคนนี้จะทุ่มสุดแรงในการหยุดการเคลื่อนไหวของเขาเลยทีเดียว

“ใครสน? ถ้าฉันไม่ได้เรียกเลือดจากแก ฉันคงนอนไม่หลับแน่ ๆ!” สิ้นคำ ร่างสูงก็พุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วพร้อมกับอาวุธมีคมในมือ

คนที่ถูกล็อคแขนไว้กระตุกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกระโดด และส่งลูกถีบเข้าที่ยอดอกของเอสอย่างแรงดังปึ้กจนร่างนั้นลอยหวือไป ส่วนตัวเขาก็อาศัยจังหวะที่คนล็อคแขนกำลังตกตะลึงสะบัดแขนให้หลุด และศอกกระแทกไปที่ปลายคางของพวกเขาพร้อม ๆ กันจนสติหลุดลอยไปก่อนจะได้ลงไปกองกับพื้นเสียอีก

ปึ้ก...

เสียงอะไรบางอย่างกระแทกกันเรียกให้ดวงตาสีฟ้าหันไปมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าร่างของคนที่เขาเพิ่งประเคนลูกถีบให้ไปชนกับร่างสูงของใครคนหนึ่งที่คุ้นตา

เรือนผมสีดำยาว และดวงตาสีดำคมกริบบนใบหน้าหล่อเหลา...

“ครอส?” เซดริกเอ่ยชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วเบาอย่างตกตะลึง  

จะบังเอิญไปไหมเนี่ย*!?*

เจ้าของชื่อยังคงนิ่งเงียบแม้ว่าคนที่เซมาชนจะหันกลับไปมอง เขาหรี่ตาลง ครุ่นคิดก่อนจะฉีกยิ้มอย่างเอาเรื่อง “คนรู้จักของเอเลนอฟเรอะ?” เขาถามเสียงเบา “แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วล่ะมั้ง!!” สิ้นคำ คมมีดก็แหวกผ่านอากาศไปที่ลำตัวของคนตัวสูงกว่าอย่างรวดเร็ว

แต่อีกฝ่ายก็หลบได้ด้วยท่าทีสบาย ๆ แม้ว่าเอสจะไม่หยุดโจมตีแค่นั้น แต่ถึงอย่างนั้นครอสก็โยกตัวหลบได้อย่างสบาย ๆ จนอีกคนที่มองนิ่งอึ้ง

เก่งชะมัด เฮ้ย! ไม่ใช่สิก่อนจะหลงชื่นชมไปกับฝีมือของคนที่เพิ่งเจอโดยบังเอิญ เขาก็รีบกวาดมองรอบตัว แล้วก็เห็นรองเท้าของลูกน้องของชายหนุ่มผมน้ำตาล เขาก้มลงถอดรองเท้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แม้จะนึกขยะแขยงอยู่บ้าง แต่เวลาแบบนี้มันเลือกได้มากที่ไหน?

แล้วรองเท้าผ้าใบสีดำกลิ่นเหม็นเน่าก็มาอยู่ในมือของเขา เขายกมันขึ้นเหนือหัว และกะจะแรงและระยะทางให้แม่น ก่อนจะโยนไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

ป๊อก...

รองเท้าข้างนั้นหล่นลงบนเรือนผมสีน้ำตาลพอดิบพอดีทำให้เอสต้องหยุดการโจมตีก่อนจะตวัดสายตามามองคนโยน “หนอย ไอ้...” นึกสรรหาคำพูดมาด่าไม่ออก แล้วยิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ขว้างมาคือรองเท้ากลิ่นเหม็นตุของลูกน้องตัวเอง

“คู่ต่อสู้ของนายคือฉัน อย่าไปยุ่งกับคนอื่นดิวะ!” เซดริกพูดเสียงดังก่อนจะตั้งท่าสู้อีกครั้งพร้อมกับกวักมือเรียกอย่างท้าทาย แต่เพราะมัวจดจ่อกับอีกฝ่าย ทำให้เขาไม่ทันสังเกตลูกน้องคนหนึ่งที่ได้สติขึ้นมา และลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางโซเซเล็กน้อย ในมือมีก้อนหินสีเทาขนาดพอเหมาะมือ คนคิดลอบทำร้ายยกมือขึ้นสูง และหมายจะฟาดมันลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีบลอนด์

ถ้าอยู่ในสภาพเต็มร้อยอาจจะสำเร็จ แต่เพราะอากาศบาดเจ็บที่คาง ทำให้เขาเซไปเซมา ก้อนหินในมือวาดลงมาอยู่รวดเร็วพอดีกับที่ชายหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายหันไปมองพอดี

“เฮ้ย!” เซดริกอุทานลั่นด้วยความตกใจก่อนจะเอี้ยวตัวหลบได้ทันท่วงที    ทำให้ชายคนนั้นร่วงลงไปกองกับพื้น และหมดสติไปอีกครั้ง...

แต่เพราะครั้งนี้ทำให้เขาลืมระวังตัว และเปิดช่องว่างขนาดใหญ่ให้ชายหนุ่มผมน้ำตาลเล็งเห็น มีหรือจะปล่อยให้มันหลุดลอยไป เขากระตุกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายพร้อมกับมีดในมืออย่างรวดเร็ว  เซดริกที่เพิ่งได้หันหน้ากลับมาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ไม่ทันแล้ว*!*

ฉัวะ!!

###

...จะไปช่วยไหม***?....***

...จะช่วยทำไมล่ะ*? ก็แค่มนุษย์คนหนึ่งเอง...*

สองเสียงในความคิดตีกันยุ่งวุ่นวายจนเจ้าของร่างปวดหัวไปหมด เขาเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงอย่างตึงเครียด  บางอย่างฉุดรั้ง...บางอย่างผลักดัน ขัดแย้งกันจนน่ารำคาญ

ไม่ทันได้ตัดสินใจดี ขาเจ้ากรรมก็พาเจ้าของพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนเจ้าตัวแปลกใจ

ฉัวะ!!

ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีฟ้าที่เบิกโพลงยิ่งกว่าด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีร่างสูงของใครคนหนึ่งพุ่งมาบังร่างของเขาไว้  เรือนผมสีดำยาวสลวยที่ปลิวระใบหน้า และกลิ่นคาวเลือดที่ลอยเตะจมูกเรียกสติให้กลับคืนมา “ครอส!!” เซดริกอุทานลั่น

ส่วนเอส...นิ่งค้างด้วยความตกใจ มือที่กุมด้ามมีดสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความตกใจ หากแต่เป็นความหวาดกลัวเมื่อสบกับดวงตาสีแดงสดที่จ้องมองมาอย่างเย็นเยียบจนเลือดในกายแทบจับตัวแข็ง

ลมหายใจติดขัด...แขนขาไม่อาจขยับได้

แม้จะรู้ว่าชายตรงหน้าเขากำลังกำคมมีดที่ถูกเบี่ยงไปเฉือนผิวข้างเอวเป็นแผลลึก “อ...อะ...” พูดอะไรไม่ออก มีเพียงคำพูดตะกุกตะกักที่ถูกเปล่งออกมา

“ไปให้พ้น” น้ำเสียงเรียบแต่เฉียบขาดจากชายหนุ่มแปลกหน้าทำให้เอส  เผลอปล่อยมีดด้วยความตกใจ ขาที่สั่นระริกค่อย ๆ ก้าวถอยหลังก่อนจะก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

“ป...ปิศาจ...” ชายหนุ่มผมน้ำตาลพึมพำเสียงเบาซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ และวิ่งจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“คุณทำแบบนี้ทำไม!?” เซดริกแหวอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นว่าเอสวิ่งจากไป แม้จะงงงวย แต่อาการบาดเจ็บของคนตรงหน้าก็สำคัญกว่า ตั้งท่าจะด่าต่อ แต่ร่างที่สูงกว่าจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นจนทำเอาเขาหัวใจหล่นไปตาตุ่ม ดวงตาสีฟ้าเหลือบไปเห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ข้างเอวของอีกฝ่าย “เฮ้ย!!”

ครอสเลื่อนมือไปกุมบาดแผล ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมาเป็นมาก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนบาดแผลแค่นี้ครู่เดียวก็หาย แต่ตอนนี้....

“ข้ากลัวว่าจะเกินขีดจำกัดของนายท่านขอรับ”

คำเตือนของพ่อบ้านชราดังขึ้นในความคิดทำให้เขาอดคลี่ยิ้มเครียด ๆ ไม่ได้ สงสัยว่าจะถึงขีดจำกัดแล้ว...

“นี่คุณยิ้มอยู่อีก! ให้ตายเหอะ!!” เสียงทุ้มตื่นตระหนกว่าขณะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกมาด้วยออกมา และกดลงบนปากแผลอย่างเบามือ “เดี๋ยวผมจะพาคุณไปที่โรงพยาบาลนะ”

“ไม่ต้อง” แต่มือกร้านก็ดึงแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาสีฟ้าเบือนมาสบ

“นี่คุณกลัวหมอหรือไง?” เซดริกพูดล้อด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น “ไม่ตลก”

“นายทำแผลให้ฉันได้ ไม่ต้องไปที่แบบนั้น” ครอสเอ่ยพร้อมกับจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ด้วยดวงตาสีดำที่ไม่มีแววล้อเล่น ราวกับมีมนต์ขลังบางอย่าง ทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ต้องถอนหายใจเบา ๆ อย่างจำยอม

อาจเป็นเพราะเพิ่งเคยได้ยินประโยคยาว ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกจากชายพูดน้อยคนนี้ก็เป็นได้ ให้ตายเหอะ...

“ก็ได้ ๆ” ร่างเล็กกว่ายอมแพ้ก่อนจะสอดแขนเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่าย “งั้นก็ต้องรีบไปจากตรงนี้แล้วล่ะ ผมว่าอีกไม่นานชาวบ้านแถวนี้คงได้ยินเสียง แล้วก็ได้กลิ่นเลือด” แล้วเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกับพยุงร่างสูงกว่าให้ยืนขึ้น

“ไม่ไกลจากตรงนี้มีซอยที่ไม่ค่อยมีคนผ่านเท่าไหร่ ตรงนั้นน่าจะพอหลบได้สักพัก” เซดริกเอ่ย พยายามซ่อนใบหน้าเหยเกไว้ เพราะน้ำหนักที่ต่างกันเกินไป ทำเอาเขาแทบทรุด ถ้าไม่ติดว่าคน ๆ นี้บาดเจ็บแล้วล่ะก็...เขาก็คงปล่อยให้ร่วงไปแล้ว

ครอสนิ่งเงียบไปพูดอะไรขณะลอบมองคนข้างกาย ใบหน้าหล่อเหลา         ติดหวานเล็กน้อย และจมูกโด่งสวยได้รูป เหงื่อกาฬหลายเม็ดไหลอาบใบหน้าทำให้พวงแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย คาดว่าเพราะหลังจากสู้มาเป็นเวลานาน แล้วยังต้องมาช่วยพยุงคนที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองอีก...คงเสียแรงไปไม่ใช่น้อย

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่อาจละสายตาจากชายหนุ่มข้าง ๆ ได้เลย ราวกับมีมนต์ขลังสะกดให้จ้องมองอยู่เช่นนั้น...

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เสียงทุ้มจากคนที่ถูกจ้องมองทำให้ครอสรู้สึกตัวเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าหันมา

“...” แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบกลับมา ทำเอาชายหนุ่มผมบลอนด์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างปลงตก...คงยากหากอยากได้คำตอบเป็นคำพูด

“นึกยังไงของคุณถามจริงเหอะ” เซดริกว่าขณะมองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนน เวลาดึกขนาดนี้คงไม่มีใครคิดโผล่หน้าออกมานอกหน้าต่างแล้ว แล้วเขาก็พูดต่อเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดจะเอ่ยอะไร “...อยู่ดี ๆ คุณก็มาช่วยผมจนตัวเองบาดเจ็บแบบนี้น่ะ”

เมื่อพูดจบ เขาก็หยุดเดิน และค่อย ๆ ย่อตัวลงให้ร่างสูงกว่าได้นั่งพิงกำแพงอิฐที่เป็นที่หมาย ชายหนุ่มผมบลอนด์ทิ้งตัวลงข้าง ๆ หน้าก่อนจะก้มลงดูบาดแผลที่เอวอีกฝ่ายอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเริ่มฉายแววลำบากใจ

“เลือดไหลไม่หยุดเลยแฮะ” เขาพึมพำก่อนจะฉีกปลายเสื้อของตัวเองเพื่อเอาซับเลือดแทนผ้าเช็ดหน้าที่ตอนนี้ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงข้น

“ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หาย” ครอสเอ่ยเสียงเบาขณะมองอีกฝ่ายจัดการห้ามเลือดที่ไหลไม่หยุด

ดวงตาสีฟ้าตวัดมอง “คิดว่าบาดแผลมันรักษาตัวเองได้หรอ?” เซดริกว่าเสียงแข็ง “แผลก็ลึกขนาดนี้ เดี๋ยวก็...ได้ตายขึ้นมาจริง ๆ”

น้ำเสียงตอนท้ายสั่นระริกเมื่อเขานึกถึงเหตุการณ์ในอดีต...หญิงสาวคนหนึ่งที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดไม่ต่างอะไรไปจากชายหนุ่มตรงหน้าเขาตอนนี้ ภาพที่ซ้อนทับกันทำให้ก้อนเนื้อที่อกซ้ายบิดเร่า ๆ ด้วยความเจ็บปวด

ดวงตาสีดำฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นความสั่นไหวในดวงตาอีกคู่ แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไร อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “เราเพิ่งเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น ทำไมคุณถึงได้ช่วยผมถึงขนาดนี้ล่ะครับ?” คราวนี้ดวงตาสีฟ้าที่เคยสั่นระริก กลับมั่นคงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ครอสนิ่งเงียบ แม้แต่ตัวเองยังหาคำตอบให้ไม่ได้เลย ตอนนั้นร่างกายไปเร็วกว่าความคิด รู้ตัวอีกทีก็พุ่งเข้าไปหาเสียแล้ว...

เซดริกพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ทำใจแล้วว่าอีกฝายคงไม่ตอบอะไร  เช่นเคย เขาจึงก้มลงมองบาดแผลอีกครั้ง “ผมว่าแบบนี้ต้องไปโรงพยาบาลแล้วล่ะ เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้น่ะ” เขาเอ่ยด้วยความกังวลใจ

“ไม่ต้อง”

คำตอบเดิมทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์อดแหวขึ้นมาไม่ได้ “จะดื้อก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย! ถึงคุณจะบอกว่าให้ผมทำแผลให้ แต่นี่ก็จนปัญญาแล้วนะครับ!”     เขาตวาดก่อนจะหลุบใบหน้าลงต่ำจนอีกฝ่ายไม่อาจมองเห็นสีหน้าได้ มือกำหมัดแน่นเมื่อความรู้สึกเดิม ๆ ที่เคยรู้สึกเมื่อนานมาแล้วหวนกลับมา

ความหวาดกลัวต่อการสูญเสีย...

ไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว

“ถือว่าผมขอเถอะ ให้ผมทำสักอย่างเพื่อช่วยก่อนที่ผมจะไม่ได้ทำเถอะ” เสียงที่แปร่งไปทำให้ดวงตาสีดำหรี่เล็กลงอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ แล้วจึงลืมตาขึ้นเมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

แม้จะยังไม่มั่นใจ...แต่เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้

"อยากช่วยฉันจริง ๆ เหรอ?” น้ำเสียงห้าวที่เอ่ยขึ้นเรียกให้ใบหน้าของ      อีกฝ่ายเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นใบหน้าคมคายอยู่ห่างเพียงคืบ

“ครับ” เซดริกตอบเสียงเบาหวิวจนตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ

“อย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”

“หา?”

ไม่ทันได้พูดจบ มือกร้านก็เอื้อมไปดึงคอเสื้อของคนตัวเล็กกว่าให้เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วก่อนจะโน้มใบหน้าลงที่ซอกคอ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวยาวสีขาวที่มุมปากก่อนที่มันจะฝังลงในผิวเนื้อ!

ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ความเจ็บปวดจากการถูกบางอย่างทิ่มแทงเข้าผิวกายแล่นเข้าสู่สมอง แต่ไม่อาจเปล่งเสียงใดได้ เพราะร่างกายทุกส่วนแข็งทื่อด้วยความตกใจสุดขีด ไม่แม้แต่จะขัดขืนเมื่ออีกฝ่ายโอบรอบเอวเขาไม่ให้ทรุดกายลง

ดวงตาสีดำค่อย ๆ ปรือลงเมื่อของเหลวสีแดงข้นไหลเข้าโพรงปาก และลงสู่ลำคอ เรี่ยวแรงที่เคยหายไปเริ่มกลับคืนมาราวกับต้นไม้ที่ได้รับน้ำแห่งชีวิต...

กลิ่นคาวเหล็ก และรสหวานที่น่าหลงใหลคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก

เนิ่นนาน...ราวกับเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ

“นี่...คุณ...” เสียงทุ้มครางแผ่วเบาเรียกให้ชายหนุ่มผมดำได้สติ และถอนเขี้ยวออกพอดีกับที่ร่างในอ้อมแขนหมดสติและฟุบลงบนไหล่หนา มืออีกข้างเช็ดริมฝีปากของตนเบา ๆ ก่อนจะก้มลงมองบาดแผล

ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว...

*อย่างที่คิดเลย คน ๆ นี้...* ครอสผินมองเสี้ยวหนึ่งของใบหน้าที่สลบไสลไม่ได้สติก่อนจะเลื่อนไปมองที่รอยแผลที่ซอกคออันเกิดจากฝีมือของตน

ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำถึงขนาดนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงทำให้เขาไม่อาจหยุดได้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสชาติพิเศษชวนให้ลุ่มหลงทำให้เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วครู่

...ทั้ง ๆ ที่เคยควบคุมตัวเองได้แท้ ๆ...

ชายหนุ่มกลับไปมองใบหน้าของเซดริกอีกครั้งด้วยสีหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ถ้าหากพวกเขาไม่เจอกัน อีกฝ่ายคงไม่มีชะตากรรมแบบนี้ 

ขอโทษนะเซดริก ดูเหมือนว่าข้าไม่อาจจะปล่อยเจ้าไปได้แล้ว

คิดได้ดังนั้น ใบหน้าคมคายก็ระบายยิ้มดูแคลนตัวเองจาง ๆ  “นายจะทำยังไงต่อเมื่อรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนอย่างนาย”

สิ้นคำ ณ ที่ตรงนั้นก็ว่างเปล่า ไม่แม้แต่คราบเลือด หรือร่องรอยว่าเคยมีใครปรากฏอยู่ตรงนั้นมีก่อน มีเพียงเสียงกระซิบอันเศร้าสร้อยที่ล่องลอยมาสายลมเย็นยามราตรีกาล


TO BE CONTINUED

ความคิดเห็น