Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 36

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 36

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2562 16:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 36
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 36

PATRICK PART

            โรงแรมหรูในแถบชานเมืองของประเทศฮ่องกงถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานครบแก๊งซือหลิว หนึ่งในมาเฟียที่มีอิทธิพลแก๊งหนึ่งของประเทศที่เจริญแห่งนี้ ภารกิจของผมคือการลักลอบเข้างานเลี้ยงเพื่อสืบหาเบาะแสสำคัญต่างๆ รวมถึงเด็กที่กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายให้กับพวกมาเฟียและพ่อค้าทาส


            “ถึงจะลักลอบเข้ามาได้ แล้วจะทำยังไงต่อล่ะผู้กอง” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทเอ่ยถามขึ้นตามแบบฉบับของเจ้าตัว ผมเหลือบตามองหยวน หยางเกอที่ตามมาด้วยความเหนื่อยใจก่อนจะหันไปมองด้านในงานอย่างไม่คิดตอบกลับ


            “…”


            “ไม่เอาน่าผู้กอง เราต้องร่วมมือกันไม่ใช่เหรอ”


            “ผมก็ไม่ได้ขอให้คุณมาด้วยไม่ใช่เหรอครับ” ผมเลิกคิ้วตอบกลับอย่างไม่คิดสนใจ ก่อนจะไล่สายตามองแขกในงานผ่านช่องกำแพงที่เป็นมุมมืด


            “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ผู้กองควรดีใจให้มากๆ ที่ผมมากับคุณนะ” คำพูดของหยวน หยางเกอที่ดูไม่ทุกข์ร้อนหรือเคร่งเครียดกับงานครั้งนี้ทำให้ผมหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย อุตส่าห์ลักลอบเข้ามาในงานได้ทั้งทีอย่าทำเป็นเล่นจะได้ไหม


            “บางทีคุณก็ควรจริงจังบ้างนะว่าไหม”


            “ฮ่าๆ ผมจริงจังเสมอครับผู้กองแพทริค สมิธ” น้ำเสียงหยอกล้อกับการแกล้งเรียกชื่อเต็มเหมือนประชดแทบจะเรียกอารมณ์ขุ่นมัวของผมให้ออกมาได้ ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในภารกิจผมจะฆ่าหมอนี่ซะ


            ครืนนน!


            “/ได้ยินผมไหมครับผู้กอง/” เสียงสัญญาณวิทยุจากเฮดเซตที่ติดหูทำให้ผมรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว


            “ผมได้ยินยีนส์”


            “/ดูเหมือนหัวหน้าแก๊งซือหลิวจะเข้ามาในงานแล้วครับ/”


            “หัวหน้าแก๊งซือหลิวงั้นเหรอ” ผมขมวดคิ้วมุ่นไล่สายตามองคนในงานอย่างจับตามอง จากรายชื่อที่ได้มาแก๊งซือหลิวเองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของพ่อค้าทาสด้วยเหมือนกัน


            “อยู่นั้นครับผู้กอง” น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของหยวน หยางเกอดังขึ้นที่ข้างหูก่อนที่ปลายนิ้วยาวจะชี้ไปยังชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้างานพร้อมคนของตัวเองที่ตามคุ้มกันรอบตัว


            “ผมเห็นแล้ว”


            “/ถ้าข้อมูลไม่ผิดพลาดวันนี้เขาจะต้องพาเหยื่อที่ซื้อจากพ่อค้าทาสมาด้วยแน่นอนครับ/” น้ำเสียงจริงจังของยีนส์ทำให้ผมขมวดคิ้วจดจ้องกลุ่มมาเฟียที่เป็นเป้าหมายในทันที ผมไม่เคยเห็นหน้าของเด็กที่ถูกพ่อค้าทาสจับขายให้แก๊งมาเฟียมาก่อน แต่ถ้าให้สังเกตก็คงไม่ยากเกินตัว


            เพราะเด็กที่ถูกขายส่วนใหญ่มักจะหวาดกลัวและดิ้นรนหาทางรอด


            “/ขอโทษด้วยครับที่เราไม่มีข้อมูลของเด็กที่ถูกขายเลย/” ผู้หมวดซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่รอซัพพอร์ตอยู่นอกงานเอ่ยขึ้น


            “ไม่เป็นไรผมจะคอยดูเอง เด็กที่กลายเป็นเหยื่อคงไม่ต่างกันมากเท่าไร”


            “/ครับ! มีอีกเรื่องที่คุณควรระวังตัว/”


            “ว่ามา…”


            “/งานนี้ถือเป็นงานรวมตัวของแก๊งมาเฟียทั่วฮ่องกงเลย ผู้กองถ้าเห็นท่าไม่ดีคุณควรจะรีบออกมา/” น้ำเสียงจริงจังของยีนส์ทำให้ผมขบฟันเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่คมจ้องมองเป้าหมายตรงหน้าอย่างไม่ผละสายตา อุตส่าห์มาถึงที่แล้วจะให้ถอนตัวงั้นเหรอ


            “/ผู้กองได้ยินไหมครับ/”


            “…”


            “/ผู้กอง!/”


            ครืนนนน!


            “ไม่ต้องห่วงยีนส์บอย ฉันก็อยู่ด้วยไม่ปล่อยให้ผู้กองแพทริค สมิธเป็นอะไรหรอกน่า” คลื่นส่งสัญญาณถูกพูดแทรกโดยหยวน หยางเกอที่เฝ้าสังเกตอยู่ด้านหลัง ผมไล่สายตาหันไปมองนิดหน่อยก่อนจะผละหน้าออกอย่างหงุดหงิดในใจ


            “อย่าแส่เรื่องคนอื่นได้ไหม” ผมพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกดวางสัญญาณวิทยุที่ใช้ติดต่อกับทีม


            “เรื่องคนอื่นที่ไหน ผมก็เป็นหนึ่งในทีมคุณนะ”


            “จะทำอะไรก็เชิญ แต่อย่ามาขวางทางผม” คำสั่งของผมดังขึ้นอย่างถือตัวว่าเป็นหัวหน้างานในครั้งนี้ ถึงตำแหน่งของหยวน หยางเกอจะเท่าเทียมกับผมแต่ในภารกิจผมจะถือว่าตัวเองเป็นใหญ่กว่า


            “ถ้างั้นผมมีคำถาม…”


            “…”


            “คุณคิดว่าเด็กที่เป็นเหยื่อในครั้งนี้จะเหมือนเด็กที่ถูกขายทั่วไปหรือเปล่า” คำถามของหยวน หยางเกอดังขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคู่คมไล่จ้องมองกลุ่มของแก๊งมาเฟียซือหลิวก่อนจะหยักยิ้มขึ้นที่มุมปากตัวเอง


            “ก็คงเหมือนกัน ไม่มีเด็กคนไหนที่อยากถูกขายอยู่แล้ว” ผมตอบกลับคำถามนั้นก่อนจะหันไปมองเป้าหมายที่อยู่ในงานอีกครั้ง ก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดมุ่นเข้ากันเมื่อเห็นว่าในกลุ่มเป้าหมายมีคนที่ใส่สูทสีแดงไม่เข้ากับลูกน้องที่ตามติดตัวหัวหน้า

            “เหรอ… แต่ผมกลับคิดไม่เหมือนคุณแหะผู้กอง”


            “หมายความว่ายังไง” ผมถามก่อนจะหันกลับมามองหน้าของคนข้างกายที่ตอนนี้กำลังยกยิ้มขึ้นทั้งที่แววตาดูเจ้าเล่ห์ราวกับเสือที่กำลังจับจ้องเหยื่อ


            “หยวน หยางเกอ”


            “อ่า! ก็ไม่แน่ว่าเด็กที่เป็นเหยื่ออาจจะกลายเป็นคนของมาเฟียด้วยความสมัครใจ”


            “…”


            “ผมแค่เดาเล่นๆ น่ะ” คำพูดกลับไปกลับมาของหยวน หยางเกอทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคู่คมไล่มองคนตรงหน้าอย่างจับผิดพลางคิดขึ้นในใจ ถ้ามันเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาล่ะ


            “เป็นความคิดที่ไม่แย่ เพิ่งรู้ว่าคุณก็มีประโยชน์” ผมตอบกลับเสียงนิ่งก่อนจะหันไปจับตาดูท่าทีของเด็กหนุ่มผมยาวในชุดสูทสีแดงที่ยืนข้างกับหัวหน้าแก๊งซือหลิว ไม่ได้คิดสนใจน้ำเสียงตัดพ้อจากคนข้างกายเลยแม้แต่น้อย


            “ผมจะถือว่าเป็นคำชมนะผู้กอง”


            เวลาผ่านไปราวชั่วโมงกว่ากับการจ้องมองเป้าหมายที่อยู่ในงาน มีหลายสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผิดสังเกตหลังจากเลือกที่จะเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กหนุ่มสูทแดงข้างกายหัวหน้าแก๊งซือหลิว เขาดูเป็นเด็กที่กล้าสู้ แต่ก็ดูเป็นเด็กที่มีความหวาดกลัวในใจ

            “ชิท! ออกไปแล้ว” ผมสบถขึ้นเมื่อเห็นเป้าหมายกำลังเดินออกไปจากโถงโรงแรม สมองสั่งให้ผมเลือกที่จะตามเด็กคนนั้นไปหากแต่ฝ่ามือหนาจากคนด้านหลังกลับคว้าที่ไหล่ผมไว้แล้วออกแรงดันให้ชิดกับกำแพง


            “คุณทำอะไรหยวน หยางเกอ!” ผมพูดขึ้นอย่างหัวเสียสายตาเอาแต่จ้องมองเด็กหนุ่มในงาน โอกาสที่เด็กคนนั้นจะอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ถ้าพลาดไปก็ไม่รู้จะได้โอกาสแบบนี้อีกไหม


            “คุณต่างหากที่กำลังจะทำอะไรผู้กอง”


            “อย่ามาขวางทางผม” ผมกดเสียงต่ำพูดใส่อีกฝ่ายพร้อมกับใช้มือยกจับข้อมือแกร่งที่จับไหล่ตัวเองแน่น


            “ถ้าคุณออกไปทุกอย่างได้จบแน่”


            “เด็กในคดีอยู่ตรงหน้าแบบนี้คุณจะให้ผมนิ่งนอนใจงั้นเหรอ!”


            พลั่ก!


            ผมตอบกลับเสียงแข็งก่อนจะผลักอกอีกฝ่ายให้ถอยห่างจากตัวเอง หยวน หยางเกอจ้องมองมาที่ผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วถอดสูทของตัวเองออกมาคลุมที่หัวผมไว้


            เพี๊ยะ!


            “จะทำอะไร” ผมถามขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะปัดเสื้อสูทในมืออีกฝ่ายให้ออกห่าง


            “ผมรู้ว่าคุณอยากจะช่วยเด็กในคดี แต่ช่วยใจเย็นลงหน่อยเถอะ ความจริงการที่คุณเลือดร้อนแบบนี้ผมก็ไม่รังเกียจหรอกนะ” คำพูดจริงจังดังขึ้นในช่วงต้นแรกก่อนที่มันจะเปลี่ยนกลายเป็นคำพูดหยอกล้อในช่วงหลังทำให้ผมสบถหงุดหงิดกับตัวเอง ทำไมผมถึงไม่สบอารมณ์กับหมอนี่เลยสักครั้ง


            “แล้วจะให้ผมทำยังไง” ผมถามพลางจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆ ก้าวออกจากงานไปเป็นกังวล ทั้งที่เด็กคนนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมแท้ๆ


            “ผมว่าคุณควรสงบสติอารมณ์ในตอนนี้ก่อนนะผู้กอง”


            “ก็ทำอยู่นี่ไง!” ผมตวาดขึ้นเสียงแข็งก่อนจะจ้องหน้าคนข้างกายอย่างนึกหาเรื่อง หากแต่คนร่างสูงกลับไม่ได้มองผมทั้งยังไล่สายตามองไปยังบริเวณงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่งต่างจากที่เคยเป็น


            “นี่!”


            “ชู่ว์…”


            พรึ่บ!


            “เงียบก่อน” น้ำเสียงเรียบเย็นดังขึ้นจากคนที่ปกติมักจะหยอกล้อด้วยเสียงเล่นสนุกเสียมากกว่า ผมใช้มือหยิบเสื้อสูทที่ถูกโยนลงใส่หัวเตรียมจะยกออกแต่ก็ถูกมือหนายกจับที่ศีรษะตัวเองผ่านเสื้อสูทที่วางทับก่อนจะกดให้ผมก้มหน้าลงจนแทบชิดกับอก


            “ชิท! มึงทำอะไรวะ…”


            “คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”


            “…”


            “คุณหยวน หยางเกอ”


            !!!


            น้ำเสียงทักทายที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านนอก ผมขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่นเตรียมจะหยิบอาวุธปืนที่พกติดตัวมาใช้ป้องกันตัว ถึงจะถูกสั่งห้ามเป็นอย่างดีว่าไม่ควรทำตัวเด่นระหว่างทำภารกิจก็ตาม แต่ในเมื่อโดนจับได้แล้วก็มีแค่ทางเดียว


            แกร๊ก!


            พรึ่บ!


            “ให้ตายสิ! คุณรู้จักผมด้วยเหรอ” คำพูดหยอกล้อของหยวน หยางเกอทำให้ผมชะงักไปนิด มือที่เตรียมจะหยิบปืนพอขึ้นมากลับถูกอีกฝ่ายจับกุมไว้ก่อนจะพยายามดันให้ผมเก็บอาวุธเข้าที่เดิม


            “ผมว่าคุณจำคนผิดแล้วล่ะมั้ง” คนตรงหน้ายังคงพูดต่อผ่านรอยยิ้มน่ารังเกียจบนหน้า ก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามดันผมให้หันหลังแล้วใช้มือโอบรอบคอผมไว้แน่น


            “ชิท! ปล่อยสิวะ” ผมสบถเสียงแผ่วให้ได้ยินกันสองคน


            “เงียบหน่อยผู้กอง” หยวน หยางเกอกระซิบเข้าที่ข้างหูก่อนจะแสร้งเนียนกระชับศีรษะผมให้เอนชิดกับตัวเอง


            “…เขาเป็นน้องชายผมน่ะดูท่าจะเมานิดหน่อย” น้ำเสียงระรื่นดังตอบโต้กับคู่สนทนาที่ผมยังไม่แม้แต่จะเห็นหน้า ความอยากรู้ทำให้ผมออกแรงดิ้นขัดขืนคนข้างกายที่เอาแต่โอบรัดตัวเองแน่นก่อนจะถูกฝ่ามือหนาข้างเดียวกันยกขึ้นปิดที่หูจนแทบไม่ได้ยินอะไร


            “ไอ้หยวนมึงจะปิดหูทำไมวะ” ผมพึมพำขึ้นไม่สบอารมณ์พยายามดิ้นให้หลุดจากวงแขนของอีกฝ่าย


            ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนกับการที่ผมต้องยืนอยู่ในวงแขนของผู้ชายตัวโตๆ แบบนี้ เอาเป็นว่าน่าจะนานพอให้ผมรู้สึกเหนื่อยกับการขัดขืนนั้นแหละ ตอนนี้ผมคงได้แต่เหลือบตามองผู้ชายข้างกายราวกับกินเลือดกินเนื้อได้เลยมั้ง


            “ชิท! มึง…” ผมสบถขึ้นเสียงดังอย่างนึกตกใจเมื่ออยู่ๆ หยวน หยางเกอก็คว้ามือมาจับมือของผมเอาไว้แน่น ดวงตาคู่คมเบิกกว้างก่อนจะตวัดจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมขบกัดฟันตัวเองอย่างรู้สึกครุกรุ่น


            “ไม่ต้องห่วงเพราะฉันไม่คิดจะเจอตาแก่นั่นแน่” ประโยคเรียบนิ่งที่ดังขึ้นจากคนข้างกายทำให้ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายไม่เข้าใจ ทั้งที่ยืนอยู่ตรงนี้เหมือนกันแต่เรื่องคุยกันผมไม่ได้ยินเลยสักนิด


            “มึงพูดเรื่องอะไร…ชิท!” คำถามของผมคงไม่ได้คำตอบเร็วๆ นี้หรอกในเมื่ออีกฝ่ายจัดการดึงเสื้อสูทให้กดลงปังหน้ามากกว่าเดิม ซ้ำยังเอื้อมมือมาปิดหูทั้งสองข้างอยู่แบบนี้


            หงุดหงิดฉิบ!


            “หึ! ขอบใจ” น้ำเสียงพึมพำดังขึ้นจากคนที่น่าหงุดหงิดที่สุดในวันนี้ ฝ่ามือหนาจับมือผมไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงให้เดินตามไปอีกทางของโรงแรม ผมก้มหน้ามองสองเท้าที่ก้าวอยู่ตรงหน้าก่อนจะหยุดยืนนิ่งแล้วสะบัดมือตัวเองออกเมื่อเห็นว่าพ้นจากสายตาคนในงานเรียบร้อยแล้ว


            พรึ่บ!


            “แหม! ผู้กองอดทนได้ดีมากเลยครับ” หยวน หยางเกอพูดด้วยสีหน้ายิ้มระรื่นก่อนที่เจ้าตัวจะวางมือบนศีรษะผมราวกับนึกเอ็นดู


            เพี๊ยะ!


            “อย่ามาตีสนิท” ผมปัดมืออีกฝ่ายออกก่อนจะหยิบเสื้อสูทที่อยู่บนหัวออกด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์


            “ไม่เอาน่าผู้กอง ผมอุตส่าห์ช่วยคุณไว้นะ”


            “หึ! อย่าแกล้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่องหน่อยเลย” ผมพูดขึ้นเสียงนิ่งก่อนจะเหลือบตามองคนตรงหน้าที่ยังคงยกยิ้มไม่ทุกข์ร้อนกับอะไร


            “ผมเปลี่ยนเรื่องที่ไหน ก็ช่วยคุณไว้จริงๆ”


            “แกรู้จักกับพวกมาเฟียในงานได้ยังไง” ผมไม่สนใจคำพูดเลอะเลือนแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องของคนตรงหน้า ก่อนจะออกเสียงถามในสิ่งที่สงสัยขึ้นในทันที ให้รู้ไปสิว่ามันจะแก้ตัวยังไง


            “พวกมาเฟียที่ไหนครับ”


            “คนที่แกคุยด้วยเมื่อกี้ ถ้าโกหก… ตาย!” ผมพูดพร้อมกับหยิบอาวุธปืนที่พกไว้ขึ้นเล็งที่แผ่นอกคนตรงหน้า


            “ฮ่าๆ ไม่ล้อเล่นแบบนี้สิผู้กอง”


            “ถ้าคิดว่าล้อเล่นก็ลองดู” ผมว่าเสียงเรียบพลางใช้นิ้วขึ้นนกที่ไกปืน


            แกร๊ก!


            “ให้ตายสิ! คุณเข้าใจผิดใหญ่แล้ว นั่นใช่มาเฟียที่ไหนล่ะผู้กอง” น้ำเสียงทีเล่นทีจริงดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูไม่เดือดร้อนบนหน้าทำให้ผมขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น


            “อธิบายมา”


            “เขาเป็นพนักงานของโรงแรมครับ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาเฟียแน่นอน”


            “หมายความว่ายังไง” ผมถามสีหน้าเริ่มไม่สู้ดีนัก ถึงจะเป็นหนักงานแต่ก็เป็นโรงแรมในเครือของมาเฟีย


            “คุณก็รู้ว่าก่อนเป็นตำรวจผมเคยอยู่ฮ่องกง คนๆ นั้นเป็นเพื่อนตอนที่ผมทำงานพิเศษน่ะ เราเคยรู้จักกัน” หยวน หยางเกอยักไหล่อธิบายด้วยรอยยิ้มจอมปลอมบนหน้า


            “ฉันจะเชื่อได้ยังไง”


            “ถ้าไม่เชื่อผู้กองจะยิงผมก็ได้นะ” อีกฝ่ายพูดขึ้นก่อนจะขยับเท้าเข้ามาใกล้จนแผ่นอกติดกับปลายกระบอกปืน


            “แย่ชะมัดดันทำคุณบูชาโทษซะได้” หยวน หยางเกอตัดพ้อขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มนิดๆ ผมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของตัวเองด้วยที่สะเพราจนไม่ได้ยินประโยคพูดคุยของคนตรงหน้า


            “แล้วทำไมต้องปิดหูด้วยถ้าไม่มีอะไร” ผมถามเสียงเครียดขมวดคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์


            “เป็นเรื่องสิบแปดบวกหน่ะ ขืนผู้กองได้ยินผมคงโดนมองไม่ดีแน่”


            “ต่อให้ไม่ได้ยินฉันก็ไม่ชอบขี้หน้าแกอยู่ดี” ผมตอบกลับทันทีแทบไม่ต้องคิดอะไรด้วยซ้ำ


            “พูดแบบนี้ผมเจ็บนะผู้กอง”


            “ชิท! ช่างแม่ง! เอาไว้ครั้งหน้าฉันจะจับให้ได้คาหนังคาเขา” ผมสบถขึ้นพลางลดปืนในมือที่เล็งอีกฝ่ายลง


            “อ่า! แบบนี้เราก็สนิทกันอีกขั้นแล้วใช่ไหมครับผู้กองแพท”


            “ใครสนิทกับแก” ผมตอบกลับเสียงนิ่งก่อนจะไล่สายตามองไปทางสวนหย่อมของโรงแรม


            “จะทำยังไงต่อเหรอผู้กอง กลับไปหาพวกยีนส์บอยกันดีไหม”


            “ไม่ล่ะ! ฉันยังมีเรื่องต้องทำ” ผมพูดก่อนจะใช้มือผลักที่แผ่นอกอีกฝ่ายแล้วก้าวขาวิ่งไปยังบริเวณสวนหย่อมที่เล็งไว้ตรงหน้า ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วจะกลับไปมือเปล่าได้ยังไง อย่างน้อยก็ขอได้เห็นหน้าเด็กที่เป็นเหยื่อสักคนก็ยังดี


            พลั่ก!


            “อ๊ะ!”


            “ขอโทษที เป็นอะไรหรือเปล่า…” ผมสบถขึ้นนิดๆ ก่อนจะก้มลงมองคนที่เดินมาชนกับตัวเองด้วยสีหน้าตกใจ เมื่อเห็นเด็กผู้ชายที่สวมสูทสีแดงท่ามกลางคนของแก๊งซือหลิว คนที่ผมคาดเดาไว้ตลอด


            “นี่มัน…”


            “ขอโทษครับ ผมไม่ระวังเอง” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่คิดถือสาอะไร ใบหน้าหวานสวยเงยขึ้นจ้องมองมาที่ผมอย่างเย็นชาก่อนจะตวัดสายตาหันกลับไปมองด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้น


            “คุณเป็นแขกในงานเหรอ”


            “…” น้ำเสียงหวานนุ่มทำให้ผมก้มลงมองจับจ้องแต่คนตรงหน้าไม่ผละไปไหน ถ้าเด็กคนนี้เป็นเหยื่อที่ถูกขายจริง ก็คงเป็นเด็กที่สวยมากคนหนึ่ง


            “รีบกลับเข้าไปในโรงแรมเถอะ” คนตรงหน้าพูดเตือนขึ้นก่อนจะหันหลังเตรียมย้อนกลับไปในทางที่เดินมา หากแต่ผมก็รีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ก่อน


            “เดี๋ยวก่อน!”


            “…”


            “ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”


..........................................................................................

มาลงแล้วจ้าาา หลังจากที่ปล่อยให้รอกันนานมว๊ากกกกกก

สำหรับตอนนี้ต้องขอย้อนกลับไปนิดหน่อยน๊าาา เป็นฉากที่แพทริคกับหยวน หยางเกอบุกเข้ามาในงาน

แน่นอนว่าบุกเข้ามาแล้วต้องให้เจอกับน้องพายสักหน่อยค่ะ

เรื่องนี้ไม่ได้มีแต่ตัวร้ายหรอกนะ มันต้องมีพระเอกสักคนแหละไรท์ว่า

สำหรับใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ! ผู้กองทำไมเป็นคนแบบนี้ ไม่สมกับเป็นตำรวจเลยอะไรยังงี้นะคะ

ออกตัวก่อนเลยว่าแพทริค สมิธ เป็นผู้ชายเลือดร้อนและหัวดื้อรั้นค่ะ 

ความเลือดร้อนบางทีก็ไม่จำเป็นในงานที่ต้องใจเย็นเนอะ 

เพราะงั้นต้องส่งคนกวนทีนไปปราบค่ะ หัวจะได้ร้อนหนักกว่าเดิม 555555555555

ใจเย็นๆ น๊าาาา ผู้กองแพทก็มีข้อดีอยู่จ้า นางเป็นคนฉลาดนะ รับรองว่าจับผิดคนชอบซุ่มได้แน่นวลลล

แล้วมาเอาใจช่วยต่อไปน๊าาาา

..

..

To Be Continued

ความคิดเห็น