ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 27

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 45

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27
แบบอักษร

บทที่ 27​

หมู่บ้านกลางภูเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อของแคว้นใหญ่ทั้งสองแคว้น หนึ่งคือแคว้นชาง อีกหนึ่งคือแคว้นฉี หญิงสาวใบหน้าหวานล้ำกำลังนั่งวาดภาพอยู่ริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองไปที่ทุ่งดอกไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกล สายลมโบกสะบัด พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆของกล้วยไม้ป่าเข้ามาแตะจมูก สร้างบรรยากาศที่สดชื่นให้กับผู้อยู่อาศัย

หากแต่ใบหน้างดงามกลับเฉยเมยยิ่ง ไม่นำพาต่อบรรยากาศรอบตัวแม้แต่น้อย สายตาเศร้าสร้อยที่มองออกไปนอกหน้าต่างเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

“ดื่มยาสักหน่อยเถิด” มือขาวผ่องยื่นถ้วยยามาตรงใบหน้าที่ซีดเซียวของอีกฝ่าย สายตาที่มองจ้องเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่ดื่มยาได้หรือไม่...ยาพวกนี้ขมยิ่งนัก” เมื่อได้ยินเสียงของผู้มาเยือน หญิงสาวจึงรีบซ่อนความรู้สึก ส่งยิ้มออดอ้อนไปยังบุคคลตรงหน้า

“จะได้อย่างไรกัน คนป่วยก็ต้องกินยา” จิงหลานในชุดบุรุษกล่าวอย่างจริงจัง ใบหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าของอิงฮวายังคงซีดเซียว แทนที่จะนอนนิ่งๆกลับมานั่งวาดภาพอยู่ข้างหน้าต่างทั้งๆที่ลมเย็นเช่นนี้ ช่างไม่ห่วงร่างกายตนเองเอาเสียเลย ร่างเพรียวระหงนั่งลงใกล้ๆ ร่างเล็กของอิงฮวา พลางหยิบผ้านวมมาทาบทับให้อีกฝ่ายอีกชั้นด้วยความเป็นห่วง  ใบหน้างามขมวดคิ้วแน่นจนหัวคิ้วแทบชนกัน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อน ครั้งนั้นนางได้ยินว่าเกิดเรื่องกับองค์หญิง ในใจเป็นห่วงอย่างยิ่ง จึงหลบหนีออกจากจวนของฟู่เหิง เที่ยวตะลอนออกตามหาและคิดได้ว่าอิงฮวาจะหนีไปที่ใดจึงได้สืบหามาจนถึงที่แห่งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะพบองค์หญิงที่กำลังถูกลอบสังหาร หากนางมาช้าไปอีกเพียงก้าว องค์หญิงน้อยของนางคงได้เดินข้ามสะพานไน่เหอไปแล้ว คิดมาถึงตรงนี้มือเรียวก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง

ฮ่องเต้โฉดนั่น...กล้าทำร้ายองค์หญิงน้อยของนาง!ยิ่งคิดไฟโกรธก็ยิ่งปะทุ ใบหน้าฉายแววอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ

“พี่จิงหลาน ท่านอย่าดุข้านักเลย ข้าหายดีแล้วไม่อยากกินยาขมๆพวกนี้อีกก็เท่านั้น” ร่างเล็กหันมาส่งยิ้มประจบให้กับผู้เปรียบเสมือนพี่สาวของตน ใบหน้าหวานซีดเซียวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ กว่าจะช่วยชีวิตของอิงฮวามาได้ จิงหลานต้องลำบากไม่น้อย อาการบาดเจ็บแม้ไม่สาหัสนักแต่ก็เสียเลือดไปมาก อีกทั้งอิงฮวายัง......

“ตอนนี้ท่านยังไม่หายดี อย่าดื้อนักเลย” จิงหลานถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอื้อมมือไปประคองถ้วยยาในมือแล้วส่งให้อีกฝ่ายอีกครั้ง

“.....” อิงฮวาเม้มปากแน่น พลางทำตาโตจ้องมองอีกฝ่ายอย่างขอความเห็นใจ

“หากอยากกลับแคว้น ท่านก็ต้องรีบรักษาตัวให้หาย อีกทั้งตอนนี้ท่านกำลัง....” โดนสายตาปริ่มหยาดน้ำตาของอีกฝ่ายจ้องมาด้วยอาการขอความเห็นใจ จิงหลานก็คล้ายจะใจอ่อน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ นางก็ไม่อาจจะอ่อนข้อให้ สายตาเรียวระหงจ้องมองไปยังหน้าท้องของอีกฝ่ายพลางครุ่นคิด

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ยังไม่ทันได้อภิเษก ฮ่องเต้สุนัขนั่นก็ข่มเหงองค์หญิงน้อยของนาง ซ้ำยังส่งคนออกมาไล่สังหาร ถึงแม้นางจะติดใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ฟู่เหิงนำกองกำลังองครักษ์ลับทั้งหมดออกตามหาองค์หญิง แต่กลับส่งนักฆ่ามาตามสังหารอีก หรือมีใครจงใจใช้โอกาสนี้สังหารองค์หญิงของนางกันแน่ แต่สงสัยก็ส่วนสงสัย ในเมื่อองค์หญิงไม่อยากพูด นางก็ไม่ถาม เลือดเนื้อเชื้อไขที่ไม่พึงประสงค์นี้ ถึงจะไม่ต้องการ ก็ใช่ว่าจะกำจัดได้ง่าย ซ้ำเด็กยังบริสุทธิ์ ถึงจะเกลียดผู้เป็นบิดา แต่นางรู้ดีว่าไม่มีมารดาคนใดจะใจร้ายฆ่าลูกของตนได้ลงคอ คิดมาถึงตรงนี้ใบหน้างามก็ครึ้มไปด้วยความโกรธอีกหลายส่วน

อิงฮวามองตามสายตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาของตนลูบไปที่ท้องของตนเบาๆ ใบหน้าหวานซีดลงไปอีกหลายส่วน

ใช่....นางกำลังตั้งครรภ์

หลังจากที่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ นางเฝ้าโทษตัวเองเกี่ยวกับการตายของเสี่ยวซื่อ หากไม่ใช่เพราะปกป้องนาง เสี่ยวซื่อก็คงไม่ตาย นางไร้ความสามารถ แม้แต่จะช่วยคนของตนก็ยังทำไม่ได้ ซ้ำยังต้องมารับรู้ว่าตนกำลังมีเลือดเนื้อเชื้อไขของคนผู้นั่นอยู่ในท้อง คนที่ส่งคนมาตามสังหารนาง...คนที่นางควรจะเกลียด แต่จนแล้วจนรอดก็เกลียดคนผู้นั้นไม่ลง

ในใจเฝ้าแต่หาข้ออ้างแทนคนผู้นั้น ข้ออ้างที่ทำให้หัวใจของนางไม่เจ็บปวดทรมานไปมากกว่านี้ เสมือนเป็นความคาดหวังที่มีต่อเขา แต่เมื่อหลับตา ภาพที่เสี่ยวซื่อถูกกระบี่แทงทะลุแผ่นหลังเพื่อปกป้องนางก็ฉายชัด จนนางต้องสะดุ้งตกใจทุกค่ำคืน ก็ยิ่งย้ำเตือนให้นางรู้ว่าเขาต้องการจะสังหารนาง ความรู้สึกเช่นนี้ทิ่มแทงนางมาตลอดสองเดือน ราวกับความเจ็บปวดนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด

“ ข้าเป็นสตรีโง่งมใช่หรือไม่พี่จิงหลาน” อิงฮวาพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้มแข็ง แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นก็เหมือนกับว่ากำแพงที่ตนเองพยายามจะก่อขึ้น เป็นอันต้องพังทลายลงไปทุกที เช่นนี้ยังไม่เรียกว่าโง่งมได้อีกหรือ

“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น”

“ใจข้าและท่านต่างรู้ดี แม้ข้าจะอยากกลับแคว้น แต่ไม่อาจกลับไปได้ หากข้ายังดื้อดึงกลับไปมีแต่จะเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นขึ้น” อิงฮวาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน กล่าวคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น หากนางยังคงไม่คิดให้รอบคอบ

“เรื่องนั้นสมควรเกิดขึ้น ฮ่องเต้โฉดนั่นข่มเหงท่านเช่นนี้ แคว้นชางต้องรองรับความโกรธแค้นของพวกเราแคว้นเฉิง และข้าจะเป็นคนออกทัพด้วยตนเอง” ใบหน้าสวยคมฉายแววเด็ดเดี่ยว กล่าวอย่างหมายมาด

“สงครามไม่สมควรเกิด ไม่ว่าเรื่องจะจบลงที่ชัยชนะของแคว้นใดยอมชนะบนกองซากศพของราษฎร ข้าไม่ยินยอมให้เกิดสงคราม” อิงฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“องค์หญิง….”

“ท่านกลับแคว้นไปเถิด กลับไปบอกเสด็จพ่อเสด็จแม่ ว่าข้าป่วยและเสียชีวิตลงที่แคว้นชาง ทำเช่นนี้ถึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

“ท่านไม่คิดโกรธแค้นฮ่องเต้สุนัขนั่นเลยหรือ หากท่านแค้นเคือง ข้ายินดีเข้าไปลอบสังหารเขา...”

“ไม่จำเป็น...เรื่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากข้าที่โง่เขลาเอง ” อิงฮวาหันไปมองยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้จิงหลานเห็นน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าของตน ขอแค่นางอดทนผ่านไปได้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อยแน่

“ไม่ใช่ว่าท่าน...รักฮ่องเต้แคว้นชางหรอกกระมัง” จิงหลานเห็นแผ่นหลังบางสั่นเทา จึงพูดสิ่งที่ตนคาดเดาออกมา แท้ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสองกันแน่

อิงฮวาชะงักไปชั่วครู่ ครั้งนี้เป็นนางที่กลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไป นางเจ็บเหลือเกิน ยิ่งคิดว่าตอนนี้เขาคงกำลังกอดประคองอยู่กับหมิงลู่ นางก็ยิ่งเจ็บปวด ความรู้สึกนี้มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนางไม่อาจต้านทาน

“ข้ารักเขา...ทั้งๆที่ไม่ควร แต่ข้าก็ยัง.......”

ร่างบางโผเข้าหาอีกฝ่ายราวกับเด็กน้อยที่กำลังเสียขวัญ สั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของจิงหลาน มือเรียวของจิงหลานค่อยๆลูบแผ่นหลังเล็กของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน เดิมทีนางคิดจะพาองค์หญิงกลับแคว้นเฉิงเมื่อหายดี และพร้อมออกรบเพื่อระบายความโกรธแค้นให้องค์หญิง แต่เมื่อองค์หญิงไม่ปรารถนาเช่นนั้น นางก็จะอยู่ข้างๆ คอยปกป้ององค์หญิง รอจนหาทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้ได้แล้ว ค่อยตัดสินใจต่อไป

หลังจากวันที่อิงฮวาโผเข้ากอดนาง ระบายความทุกข์ตรมทั้งหมดกับนาง และร้องไห้จนหลับไป ก็ผ่านมาได้ราวสองอาทิตย์ ผู้คนในหมู่บ้านชายเขาแห่งนี้เข้าใจว่านางกับอิงฮวาเป็นสามีภรรยาที่หนีตามกันมา จึงให้ที่พักพิงกับพวกนางเป็นอย่างดี ทุกวันจิงหลานจะออกไปร่วมล่าสัตว์กับพวกพรานป่า เมื่อได้สัตว์มาก็จะนำไปขายยังตลาดที่อยู่ห่างออกไป ชีวิตเรียบง่ายยิ่ง และนางเองก็ไม่รู้สึกว่ามันลำบากอะไร แค่ได้เห็นใบหน้าที่มีชีวิตชีวาขึ้นขององค์หญิงนางก็พอใจ เพียงแต่หน้าท้องของอิงฮวาดูเหมือนจะนูนขึ้นเล็กน้อย ทำให้นางอดเป็นกังวลไม่ได้

อิงฮวาอยู่บ้านเฉยๆไม่มีอะไรทำจึงมักจะชักชวนเด็กๆในหมู่บ้านเล่นสนุก เด็กๆจึงติดนางมาก ชาวบ้านเห็นว่านางรู้หนังสือจึงวางใจให้นางสอนหนังสือเด็กๆ วันเวลาที่ค่อยๆผ่านไปจึงไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่อีกต่อไป ในทุกวันอิงฮวาจะออกไปสอนหนังสือเด็กๆในหมู่บ้าน เมื่ออยู่กับเด็กๆรอยยิ้มของนางก็ดูเหมือนจะเจิดจ้ายิ่งขึ้น

“วันนี้แค่เขียนชื่อตนเองได้ก็พอ พรุ่งนี้ข้าค่อยสอนตัวอักษรอื่นกับพวกเจ้า” อิงฮวาอมยิ้มมองใบหน้าไร้เดียงสาของเด็กๆที่ก้มหน้าก้มตาเขียนชื่อตนเองอย่างขะมักเขม้น

“ฮูหยินลี่!!  ท่านมาทางนี้หน่อย เร็วเข้า!!” เสียงโวยวายดังขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้มักเรียกนางเช่นนี้ อิงฮวาจึงหันหน้าไปมองด้วยความตกใจ

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” อิงฮวาเห็นสีหน้าตื่นตนกของเด็กน้อยที่ฟันน้ำนมหลุดไปหลายซี่ของอาเตาเด็กในหมู่บ้านก็ร้อนใจ

“มีคนได้รับบาดเจ็บ สลบอยู่ริมลำธาร” เด็กน้อยทำตาโต รีบเข้ามาจูงมือบางให้รีบตามตนไป ร่างบางจึงหันกลับมาสั่งให้เสี่ยวลู่วิ่งไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาเพื่อไปช่วยคน ส่วนตัวนางนั่นจะไปดูคนบาดเจ็บก่อน

เวลาไม่นานอิงฮวาก็ตามอาเตามาจนถึงริมลำธารอันเป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้าน ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาผู้บาดเจ็บแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ร่างบางขมวดคิ้วก่อนจะหันมาหรี่ตาใส่อาเตา เด็กน้อยตื่นตูม

“ไหนเล่า คนบาดเจ็บที่เจ้าพูดถึง” อิงฮวาเอ่ยก่อนจะจ้องมองใบหน้าใสซื่อที่มักจะขี้ตกใจเกินเหตุของอาเตา ก่อนจะดึงแก้มนุ่มหยุ่นของเด็กน้อยอย่างหมั่นเขี้ยว

“เมื่อครู่ ข้าเห็นพี่ชายตกลงมาจากหลังม้า ตรงนั้น! จริงๆนะ! ท่านเชื่อข้าสิ!” อาเตาไม่ยอมแพ้ นิ้วสั้นๆชี้ไปยังริมลำธาร

“ไม่ใช่ว่าเจ้าแอบหนีเรียนมางีบหลับ แล้วฝันไปหรอกหรือ”

“ฮูหยินลี่ ข้าพูดจริงนะ ข้าสาบานก็ได้ พี่ชายคนนั้นขี่ม้ามาที่ริมลำธาร แล้วจู่ๆก็ตกลงมาจากหลังม้า ตรงนี้เลย” อาเตาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ใบหน้ากลมๆไม่เก็บซ่อนอาการตื่นตนกแม้แต่น้อย

อิงฮวาจึงกวาดสายตามองไปรอบๆอีกครั้ง อย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็สะดุดตาเข้ากับหยกพกสีดำชิ้นหนึ่ง ร่างบางจึงย่อตัวลงเพื่อเก็บของสิ่งนั้นขึ้นมาดู

“ต้องเป็นของพี่ชายคนนั้นแน่!” อาเตาเห็นก็ตื่นเต้นใหญ่ ดีใจที่พบหลักฐานว่าเขาไม่ได้โกหก

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าไปตามสามีข้ามาที่นี่ ข้าจะตามหาร่องรอยของคนผู้นั้นไปพลางก่อน” อิงฮวาลูบหยกสีดำเนื้อดีในมืออย่างครุ่นคิด หยกนี่มีราคาสูงมากทีเดียว ในป่าเขาเช่นนี้ใครกันจะพกของสูงค่าถึงเพียงนี้ ไม่แน่อาจเป็นพวกโจรป่าก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นอาเตาอยู่ตรงนี้จะยิ่งอันตราย คนในหมู่บ้านชายเขาเป็นเพียงคนธรรมดา หาได้มีวรยุทธ์ไม่ หากตามมามือเปล่าคงได้เอาชีวิตมาทิ้งเป็นแน่ ต้องรีบตามพี่จิงหลาน

อาเตารับคำอิงฮวา ขาสั้นป้อมรีบวิ่งไปยังหมู่บ้านเพื่อตามคนมาช่วยอีกแรง เมื่อร่างเล็กๆของอาเตาวิ่งลับไปแล้ว อิงฮวาค่อยๆมองไปรอบๆด้วยความระมัดระวัง

“ หยกพกในมือของแม่นาง ข้าขอคืนได้หรือไม่” เสียงเข้มเอ่ยดังขึ้นข้างหลังของอิงฮวา ใบหน้าของนางเหมือนจะแข็งเกร็งไปเล็กน้อย เสียงนี้....

ร่างบางครุ่นคิดอย่างสับสน เป็นไปไม่ได้...คนผู้นั้นไม่มีทางมาอยู่ที่นี่ได้ บุรุษผู้นี้เพียงแค่เสียงคล้ายเท่านั้น ร่างบางพยายามปลอบตนเองให้ลดความตื่นตนกลง แต่ยังคงไม่หันไปสนทนากับอีกฝ่าย

บุรุษที่นั่งอยู่บนหลังม้าจึงกระโจนลงจากหลังม้า เดินตรงมายังหญิงสาวที่แผ่นหลังแสนคุ้นเคย เป็นแผ่นหลังที่เขาโหยหายิ่ง ร่างสูงก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็เดินมาถึงจุดที่หญิงสาวผู้เก็บหยกพกของตนได้ หมายจะขอคืน เพียงแต่เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ หญิงสาวผู้นี้ไม่แม้แต่จะหันมาเผชิญหน้ากับเขา นางเพียงยืนนิ่งหันแผ่นหลังให้เขาเท่านั้น

หญิงสาวผู้นี้มีแผ่นหลังคล้ายคลึงกับคนในห้วงความทรงจำของเขา ในใจเขาอดมีความหวังขึ้นมาไม่ได้ กี่ครั้งแล้วที่เขาออกตามหานางอย่างบ้าคลั่ง พบเจอสตรีใดที่คล้ายคลึงก็เป็นต้องรีบปรี่เข้าไป แต่ทุกครั้งก็ไม่ใช่นาง ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลักดันให้เขาขลาดกลัว....กลัวว่าจะไม่มีทางเจอนาง กลัวว่านางจะจากเขาไปตลอดกาล

จิ้นหยางเอื้อมมือที่สั่นเล็กน้อยของตนไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย แม้สตรีผู้นี้จะเกล้าผมอย่างสตรีที่ออกเรือนแล้ว แต่เขาก็อดที่จะคาดหวังไม่ได้

“ หากหยกพกชิ้นนี้เป็นของท่านก็นำกลับคืนไปเถิด” อิงฮวาเอ่ยพลางยื่นหยกในมือส่งให้อีกฝ่าย แต่ยังคงไม่หันกลับไปมอง อะไรบางอย่างกำลังทำให้นางไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับตื่นเต้นระคนเจ็บปวดใจในคราเดียวกัน จนนางสับสนไปหมด ไม่รู้ชัดว่าควรจะจัดการมันอย่างไร

จิ้นหยางเห็นมือบางยื่นหยกพกให้ตนแต่ยังคงไม่หันมาก็ชะงักไปชั่วครู่ แทนที่เขาจะหยิกหยกในมือของนางแล้วเดินจากไป เขากลับเกิดความสงสัยจึงได้เดินไปหยุดยังเบื้องหน้าของอีกฝ่าย แต่นางก็รีบหันหลังให้เขาอีกครั้ง ใบหน้าก้มลงต่ำจนเขาไม่ทันได้มองใบหน้านางให้ชัดเจน

“ข้าคืนหยกให้ท่าน ใยไม่รีบรับไป!” อิงฮวาใจเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น นางกำลังกลัวอะไรกันแน่

“แม่นางได้โปรดหันใบหน้ามาให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่” จิ้นหยางเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่อัดแน่นไปด้วยความคาดหวังและหวาดหวั่น

“คุณชายท่านนี้ เสียมารยาทแล้ว ข้าหาใช่แม่นางน้อยไม่ สามีข้าขี้หึงมาก หากมาพบว่าข้าคุยกับบุรุษอื่นคงได้โมโห ท่านรีบรับหยกของท่านคืนไป ข้าต้องรีบกลับหมู่บ้านแล้ว” ร่างบางกลั้นใจตอบกลับไป ก่อนจะยื่นหยกพกในมือส่งให้อีกฝ่ายอีกครั้ง

อะไรบางอย่างที่นางคุ้นเคยและพยายามจะลืมมันกลับมาอีกครั้ง รุนแรงเสียจนนางสั่นไปทั้งใจ นางต้องไปจากที่ตรงนี้

ไม่ใช่....ต้องไม่ใช่เขา

จิ้นหยางเอื้อมไปรับหยกพกของตนกลับมา เพียงแต่มือแกร่งนั้นไม่เพียงคว้าหยกพกของตนเท่านั้น เขายังรวบข้อมือบางนั้นไว้อีกด้วย

“ท่าน!” อิงฮวาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าหวานจึงหันหน้ามามองอีกฝ่ายด้วยความตกใจระคนไม่พอใจ

“....เป็นเจ้าจริงๆ”

จิ้นหยางจ้องมองใบหน้าหวานที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดหลายเดือนด้วยใบหน้าตื่นเต้นระคนยินดี หัวใจเต้นถี่รัวคล้ายจะทะลุออกมาจากอก มือใหญ่ที่กำหยกนั่นสั่นเทาเล็กน้อย ตาเหยี่ยวคมจ้องมองยังใบหน้าที่ฉายแววตื่นตะลึง นางยังคงงดงามไม่เปลี่ยน ดวงตากลมโตที่ดูซุกซนอยู่เสมอของนางกำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าแดงระเรื่อซีดลงไปเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองไปทั่วร่างบางด้วยความกังวลใจ ก่อนจะชะงักงันเมื่อเห็นหน้าท้องที่นูนเด่นออกมาของนาง

“เหตุใดจึงเป็นท่าน !” อิงฮวาทั้งตกใจและร้อนใจจนร่างทั่งร่างแข็งเกร็ง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านางกลั้นหายใจไปนานเท่าใด รู้เพียงแต่ว่าหัวใจของนางบีบรัดเสียแน่นจนมันเจ็บปวด ด้วยสัญชาติญาณมือบางลูบหน้าท้องที่นูนเด่นของตนแผ่วเบาคล้ายต้องการปกป้องและบดบังไม่ให้เขาเห็น

“ปล่อยมือจากภรรยาข้าซะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก เพียงพริบตาเดียวร่างเพรียวในชุดสีครามก็ทะยานมายังจุดที่เขาและอิงฮวายืนอยู่ เพียงชั่วขณะเดียวมือแกร่งก็ถูกโจมตีด้วยก้อนหินขนาดเล็กบังคับให้เขาต้องปล่อยมือจากข้อมือบาง

ผู้มาใหม่ปรากฏตัวขึ้น พร้อมๆกับดึงอิงฮวาให้ไปอยู่ด้านหลัง ไอสังหารแผ่ออกมาจากคนผู้นี้ไม่น้อย จิ้นหยางหรี่ตาลง ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ครั้นได้มองใบหน้าอีกฝ่ายให้ชัดเจน ก็ตระหนักได้ว่าชายผู้นี้คือหนามยอกอกของเขา คนที่ควรถูกกำจัดไปแล้ว เหตุใดจึงมาอยู่กับอิงฮวาได้ หน่ำซ้ำยังทำราวกับเป็นเจ้าของสตรีของเขาเช่นนี้

“ไม่ใช่ว่าเจ้าตายไปแล้วหรอกหรือ” จิ้นหยางกดข่มความโกรธเคือง แผ่กระแสลมปราณเข้มข้นกดดันอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว สายตายังคงจ้องมองมือคู่นั้นของคนทั้งสองที่ประสานกันแน่น

“เจ้าเป็นใคร!”จิงหลานในคราบของหลินหมินแทบหายใจไม่ออกจากกระแสปราณกดดันที่ตนได้รับ นางใช้ปราณของตนต้านแรงกดดันของอีกฝ่ายไว้ สายตาเรียวหรี่ลงเมื่อสัมผัสถึงความอันตรายของอีกฝ่าย

“ข้าคือสามีตัวจริงของนาง” ร่างสูงไม่ลังเลที่จะประกาศตนเพื่อทวงคืนสิทธิที่เป็นของเขากลับคืนมา ใบหน้าคมฉายแววเด็ดขาดราวกับเขากำลังนั่งบัญชากองทัพก็ไม่ปาน

“ฮ่องเต้สุนัข!!” จิงหลานโกรธจนเลือดขึ้นหน้าเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มือเรียวชักกระบี่ออกจากฝักหมายจะแก้แค้นแทนองค์หญิงของตน ผลักอิงฮวาไปยังที่ที่ปลอดภัยแล้วกระโจนเข้าใส่ชายตรงหน้าไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

อิงฮวาที่ยังไม่หายตกใจจากการพบเจอที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ นางเคยฝันว่า เขาจะออกตามหานาง นางฝันมาตลอด จวบจนนางเข้าใจว่าความฝันก็คือความฝัน วันนี้นางตัดใจจากเขา ปล่อยมือจากทุกสิ่ง แต่สวรรค์กลับเล่นตลกกับนางเช่นนี้ ทำให้นางสับสนเป็นอย่างยิ่ง

เสียงกระบี่ฟาดฟันกันดังลั่น รวดเร็วและรุนแรง อิงฮวาหัวใจแทบหยุดเต้น ในใจว้าวุ่นเป็นล้นพ้น ทั้งเจ็บปวด ดีใจและเสียใจ ผสมผสานกันจนนางมึนงงไปหมด ในชั่วขณะที่ร่างสูงของจิ้งหยางกำลังจะกระแทกฝ่ามือใส่ร่างเพรียวระหงของจิงหลาน นางก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยความร้อนใจจึงร้องออกมาเสียงดัง

“หยุดนะ!...ห้ามทำร้ายนาง!”

สิ้นเสียงของอิงฮวาร่างสูงของจิ้นหยางก็ชะงักค้าง เปิดโอกาสให้จิงหลานได้กระแทกหมัดของตนใส่แผงอกของอีกฝ่ายอย่างจัง ร่างสูงโดนแรงกระแทกนั้นจนถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำโต

กลิ่นสนิมคะคลุ้มอยู่ในลำคอของจิ้งหยาง เขาใช้สายตาคมจ้องมองใบหน้าซีดเผือกของอิงฮวาอย่างตัดพ้อ ใช้หลังมือของตนปาดเลือดที่ติดอยู่มุมปากออกลวกๆ ราวกับไม่สะทกสะท้านต่ออาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย

ชั่วจังหวะที่อิงฮวาและจิ้งหยางแลกเปลี่ยนสายตากัน จิงหลานก็กระชับกระบี่ในมือหมายจะแทงกระบี่ใส่อีกฝ่าย

เคร้ง!

กระบี่ที่เกือบจะได้ดื่มเลือดสดๆของจิ้นหยางถูกกระบี่อีกเล่มสกัดเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที จิงหลานจึงต้องถอยออกมาเพื่อตั้งหลัก

“เจ้ากำลังคิดจะเป็นศัตรูกับแคว้นชางทั้งแคว้นใช่หรือไม่” ใบหน้าคมเข้มที่เคยส่งยิ้มทะเล้นให้จิงหลานเสมอ ฉายแววดุดัน

จิงหลานชะงักไปชั่วครู่ แม้นางจะเตรียมใจมาแล้วว่าต้องมีสักวันที่เขากับนางจะต้องยืนกันคนละฝั่ง แต่สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกโดยแท้

“ท่านแม่ทัพ วันนี้เรามาตัดสินแพ้ชนะกันเสียที ท่านติดค้างข้าเท่าไหร่ ข้าติดค้างท่านเท่าไร มาจบลงด้วยการประลองครั้งนี้เถิด” จิงหลานเอ่ยอย่างหนักแน่น แววตาที่อ่อนลงเพียงครู่เมื่อเห็นใบหน้าที่ตนมักฝันถึง กลับมาเยือกเย็นมาดมั่นอีกครั้ง มือเรียวกำกระบี่ในมือแน่นจนขึ้นข้อสีขาว รอจังหวะโจมตี

“เจ้าไม่คิดเปลี่ยนใจใช่หรือไม่” ฟู่เหิงที่เคยอยู่เหนือผู้คนอยู่ใต้คนผู้เดียว อดใจหายไม่ได้ เขารู้มานานแล้วว่าขาดอีกฝ่ายไม่ได้ แต่เขาก็รู้อีกเช่นกันว่าอีกฝ่ายรักเขาไม่ได้ เหตุผลมากมายทับถมจนเขาหายใจติดขัด

“ไม่เปลี่ยนใจ” จิงหลานเอ่ยเสียงดังฟังชัด จ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง

“เช่นนั่นก็ตามข้ามา!” ร่างแข็งแกร่งอย่างคนเป็นแม่ทัพทะยานขึ้นไปอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ริมลำธารด้วยความรวดเร็ว เขาจงใจใช้วิชาตัวเบาเพื่อประวิงเวลาให้อีกฝ่ายตามมาเล็กน้อย ก่อนจะหลอกล่อให้เหยื่อออกห่างจากเป้าหมายเพื่อช่วยนายของตน

จิงหลานทะยานตามร่างสูงของฟู่เหิงไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ในบริเวณริมลำธารจึงเหลือเพียงจิ้งหยางและอิงฮวา ทั้งสองยังคงจับจ้องกันและกัน แต่สายตาของทั้งสองกลับแสดงออกมาไม่เหมือนกัน คนหนึ่งโหยหา อีกคนหวาดหวั่น ทั้งสองจึงยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้ครึ่งคำ

จิ้งหยางที่จู่ๆก็เกิดธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดออกมาคำโตอีกครั้ง ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ใช้กระบี่ปักลงบนพื้นเพื่อเป็นหลักให้ตนไม่ล้มลงไป ชายหนุ่มกัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวดที่ทวีรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่กำเริบ ครั้งนี้เนื่องจากบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อครู่ ทำให้ลมปราณที่เขาใช้สกัดพิษที่ตนเคยได้รับไม่คงที่ พิษจึงกำเริบรุนแรง กำลังภายในเสียหาย เจ็บปวดราวกับทุกฉีกทึ้งร่างกายออกจากกัน คล้ายร่างทั้งร่างจะระเบิดออกจากกันก็ไม่ปาน

อิงฮวาที่เห็นอีกฝ่ายกระอักเลือดออกมาทั้งยังทรุดลงไปกับพื้นก็ตื่นตนกระคนเป็นห่วง ด้วยความร้อนใจร่างบางรีบถลาเข้าไปประคองอีกฝ่ายด้วยความลืมตัว

“ท่านบาดเจ็บ!” มือบางสำรวจไปทั่งร่างสูงเพื่อหาบาดแผล ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ ร่างบางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด นางเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นไม่ให้ตนร้องไห้ออกมา

“อิงเอ๋อร์...เป็นเจ้าจริงๆ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบจนได้” จิ้นหยางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ข่มกลั้นความเจ็บปวดสุดชีวิต ดึงร่างหอมละมุนที่เขาโหยหามากอดเอาไว้แน่น พรางฝั่งจมูกลงที่บ่าของอีกฝ่ายสูดกลิ่นหอมของนาง คล้ายกับต้องการการยืนยันถึงการมีตัวตนของนาง

.... อิงฮวารับรู้ได้ถึงอาการสั่นของอีกฝ่าย มือบางลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆคล้ายปลอบโยนเด็กน้อย ท่าทางเช่นนี้ของเขานางไม่เคยเห็น และไม่รู้ว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ หรือมันเกิดขึ้นจากใจจริงของเขา นางสับสนแต่ก็ไม่อาจห้ามใจตนให้ไม่หวั่นไหวได้เช่นกัน

“ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่”

สิ้นเสียงที่ดังแผ่วๆของอีกฝ่าย ร่างสูงที่แข็งแกร่งดั่งภูผาของจิ้นหยางก็เหมือนกับจะสูญเสียการทรงตัว เขาหมดสติไปทั้งอย่างนั้น อิงฮวาที่ตั้งรับไม่ทันแทบจะล้มลงไปกับพื้นจากการทับของเขา

“จิ้นหยาง! จิ้งหยาง! ท่านเป็นอะไร ฟื้นขึ้นมานะ!” อิงฮวาที่เริ่มตั้งหลักได้ ค่อยๆประคองเขาให้ออกห่างจากตัว มองใบหน้าซีดเซียวของเขาด้วยความร้อนรน ผิวกายของเขารุ่มร้อนราวกับถ่านติดไฟ คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันคล้ายกับเขากำลังอดทนต่อความทรมานทำให้หัวใจนางพลันเจ็บปวดรุนแรง

“ใครก็ได้ช่วยที! มีใครอยู่แถวนี้บ้าง!” ร่างบางตะโกนสุดเสียง วางศีรษะของอีกฝ่ายให้หนุนที่ตักของตน ฝ่ามือเล็กประคองใบหน้าคมเข้มนั้นอย่างปลอบโยน สัมผัสอ่อนละมุนและกลิ่นที่คุ้นเคยทำให้ร่างแกร่งค่อยๆบรรเทาอาการเกร็งตัวจากความทรมานลงแต่ยังคงไม่ได้สติอยู่เช่นนั้น

“ตรงนั้น! ตรงนั้น!”

เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้คนทั้งสอง อิงฮวาตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง เช็ดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าหลั่งไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ออกอย่างลวกๆ รอคอยความช่วยเหลือ

หลังจากช่วยเหลือร่างสูงที่หมดสติกลับมายังกระท่อมของตน ในจังหวะที่รอให้ท่านหมอประจำหมู่บ้านตรวจรักษาอาการของอีกฝ่าย นางเฝ้ามองใบหน้าที่ซีดเผือกของเขาอย่างเงียบงัน นางอยากจะออกไปด้านนอก ติดเพียงแต่ว่าแม้เขาจะหมดสติไปแล้วแต่มือแกร่งก็ยังไม่ยอมปล่อมมือนางแม้ชั่วขณะ นางจึงได้แต่ปล่อยให้เขาจับไว้แน่น

“ฮูหยินลี่ ชายผู้นี้บาดเจ็บภายใน รักษาเพียงสองสามวันอาการก็จะดีขึ้น เพียงแต่ว่า...” เมื่อตรวจและฝังเข็มเสร็จท่านหมอก็หันมาพูดกับอิงฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆเตียง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววไม่พอใจกับการประพฤติตนของฮูหยินที่ไม่รักษาเกียรติของสามี ไม่ระวังตัวอย่างที่สตรีออกเรือนแล้วพึงกระทำ เที่ยวจับมือถือแขนกับบุรุษอื่นลับหลังสามีเช่นนี้ ก็พูดเสียงแข็งขึ้นมาหลายส่วน ร่างบางได้แต่แอบถอดถอนใจด้วยจนใจจะอธิบาย

เรื่องที่เกิดขึ้นที่ลำธาร ภาพที่นางกำลังโอบประคองชายหนุ่ม ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา ร่ำไห้สะอื้นตลอดทาง ชวนให้ชาวบ้านสงสัยว่านางคบชู้อย่างช่วยไม่ได้ พี่จิงหลานก็ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา เป็นตายร้ายดีเช่นไร นางก็ไม่รู้แน่ชัด แต่นางสังหรณ์ว่าระหว่างสองคนนั้นต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่ แม้ในใจเป็นห่วงแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ นางคงต้องจำยอมกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปเสียแล้ว

“แต่ว่าอะไรหรือ” อิงฮวาวางสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเสมองไปยังคนที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียง          

“ชายผู้นี้แม้อาการบาดเจ็บภายในไม่รุนแรง แต่กลับใช้กระแสลมปราณสกัด วสันตโอสถเอาไว้เป็นเวลานานจนเกิดธาตุไฟเข้าแทรก หากไม่ระบายออกกระแสลมปราณทั่วร่างจะติดขัด หากทนความเจ็บปวดไม่ไหว ก็คงได้แต่ขุดหลุมไว้รอแล้ว”

ท่านหมอกล่าวด้วยใบหน้าเห็นใจระคนขัดเคือง ด้วยความที่ตนสนิทกับสามีของหญิงสาว และมองหญิงสาวเป็นเหมือนคนในครอบครัว หมอเฒ่าจอมหยิ่งจึงไม่ค่อยชอบใจนักกับท่าทางเป็นห่วงเป็นใยบุรุษอื่นของอิงฮวา

แต่ในฐานะหมอบุรุษผู้นี้ช่างน่าเห็นใจยิ่ง เหตุใดจะต้องอดทนต่อความปรารถนาของตนจนทำร้ายตนเองได้ถึงเพียงนี้กัน หากมองจากรูปร่างหน้าตาของชายผู้นี้ ไม่ยากที่จะหาสตรีสักคนกระมัง

“ไม่มีวิธีแก้อื่นแล้วหรือท่านหมอ” อิงฮวาได้ยินว่าเขาจะตายก็หน้าถอดสี แววตาสั่นไหวรุนแรง แม้แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นเทา

“ฮูหยินลี่ วิธีแก้มีอยู่ เพียงแค่หาสตรีสักนางช่วยเขาก็ใช้ได้แล้ว เพียงแต่หมู่บ้านเราไม่มีหอนางโลม หากจะหาสตรีมาช่วยคงต้องให้เจ้าหนุ่มนี่รอสักวัน พาเขาเดินทางไปก็สิ้นเรื่อง”

ท่านหมอเฒ่าคิ้วกระตุกพ่นลมหายใจออกมาอย่างข่มอารมณ์ ก่อนจะหยิบล่วมยาของตนเดินจากไป อิงฮวาได้แต่ส่งสายตาลำบากใจ ไม่ได้เดินออกไปส่งและรู้ได้ว่าหมอเฒ่าคงโกรธนางมาก แต่นางก็ไม่คิดจะอธิบาย จะให้บอกได้อย่างไรว่า ความจริงแล้วชายผู้นี้ต่างหากที่เป็นสามีนาง

มือบางเอื้อมไปวัดอุณหภูมิที่หน้าผากของอีกฝ่าย สัมผัสได้ว่าความร้อนลดลงไปมากแล้วก็ชักมือกลับ ไม่เจอกันเกือบสามเดือนเขาดูซูบผอมไปมาก ใต้คางปรากฏตอหนวดให้เห็นรำไร ในใจของนางเกิดความขมพร่าขึ้นอย่างรุนแรง

อย่าหวั่นไหว ๆ นางจะมาหวั่นไหวแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด นางจะลืมสิ่งที่เขาทำไม่ได้ เขาทั้งเจ้าเล่ห์ หลอกลวงนางมาตลอด ซ้ำยังส่งคนมาเพื่อสังหารนาง หากเสี่ยวซื่อไม่ปกป้องนางไว้ นางกับลูกจะมีลมหายใจจนถึงตอนนี้หรือ

ยิ่งคิดความโกรธก็แผ่ไปทั่วร่าง ร่างบางไม่สนใจร่างสูงอีกต่อไป สะบัดข้อมือของตนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง นางกำหมัดแน่น เรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน นางเคยคิดว่าขอแค่อดทนได้ ทุกอย่างจะผ่านไป แต่เขากลับปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้านางเช่นนี้ ความอดทนที่ผ่านมาทั้งหมดดูเหมือนจะไร้ความหมายไปเสียแล้ว

“น่าตายนัก!” อิงฮวาอัดอั้นใจเป็นอย่างยิ่ง มือที่กำหมัดแน่นจึงทุบไปที่แผงอกของคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างต้องการระบายอารมณ์ ว่ากันว่าคนท้องอารมณ์แปรปรวน คงเป็นเช่นนี้กระมัง

ตอนที่นางรัวกำปั้นน้อยๆทุบตีไปที่แผงอกของเขาระบายความโกรธแค้น มือใหญ่ของอีกฝ่ายก็ยั้งมือของนางเอาไว้ ร่างบางตกใจจนชะงักไปเล็กน้อย ช้อนสายตามองเขาอย่างไม่พอใจทั้งยังพยายามชักมืออกจากมือแกร่งที่นางแอบคิดว่าอบอุ่นของอีกฝ่าย

“ฟื้นแล้วก็กลับวังของท่านไปเสีย” อิงฮวาเอ่ย

เขาไม่ตอบ เอาแต่จ้องมองใบหน้าของนางไม่กระพริบ

“ท่าน...ท่านรู้สึกเช่นไรบ้าง เจ็บตรงไหนอีกหรือไม่” อิงฮวาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้ว สายตาสอดส่องไปทั่วร่างสูงใหญ่

เขายังคงจ้องนางนิ่งอยู่เช่นเดิม ดูราวกับการตอบสนองของเขาจะช้าลงไปมาก อิงฮวาถูกเขากุมมือเอาไว้ จะดึงออกก็สู้แรงของอีกฝ่ายไม่ไหว จึงได้แต่ใช้สายตามองจ้องเขาตอบ

“อิงเอ๋อร์....”

อิงฮวาชะงักไปชั่วครู่ ไม่คิดว่าเขาจะเรียกนางเช่นนี้ แววตาตื่นตนกเล็กน้อยเมื่อพบว่า ใบหน้าหล่อเหลาของเขากำลังปรากฏหยาดน้ำตาเอ่อคลอออกมา จนหยดลงที่หลังมือของนาง

“จิ้นหยาง นี่ท่าน...”

ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะได้พูดให้จบประโยค อยู่ๆ จิ้นหยางก็ดึงตัวนางเข้ามาใกล้แล้วพลิกตัวขึ้นทาบทับร่างบางเอาไว้ใต้ร่างของตน จากนั้นก็ฉกฉวยโอกาสที่นางนิ่งอึ้งจุมพิตไปทั่วกลีบปากของนาง ลิ้มชิมกลีบปากอ่อนละมุนที่เขาโหยหาราวกับกระหายมาเป็นเวลานาน ทั้งขบกัด ดูดดึง เอาแต่ใจแต่กลับสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน ทะนุถนอมจนร่างบางเผลอตอบรับสัมผัสที่แสนจะคุ้นเคยอย่างเสียไม่ได้

ลิ้นร้อนของจิ้นหยางทำหน้าที่เกี่ยวกระหวัดลิ้นอ่อนนุ่มของร่างบางเป็นอย่างดี ไม่นานร่างทั้งร่างของอิงฮวาก็อ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งที่ถูกรนด้วยไฟ เผลอไผลไปกับสัมผัสที่ชักนำของอีกฝ่าย มือหนาลูบไล้ไปตามร่างบางอย่างสำรวจ ปลุกเร้าความต้องการให้ลุกเป็นไฟ ยังไม่ทันรู้ตัวอิงฮวาก็ถูกอีกฝ่ายโยนเสื้อตัวนอกของตนออกไปบนพื้นเสียแล้ว ตามมาด้วยสัมผัสของกายที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง

อิงฮวาเริ่มหายใจได้ยากลำบากเมื่ออีกฝ่ายปลุกเร้าจุดอ่อนไหวของนางอย่างอ้อยอิ่ง ใบหน้าคมเลื่อนจากลำคอระหง หยอกล้ออกคู่งาม ลากเรียวลิ้นลงมาจนกระทั่งใบหน้าคมอยู่กึ่งกลางความอ่อนไหวทั้งปวงของนาง ใบหน้าหวานแดงซ่านตื่นตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของเขาซุกซบกับส่วนนั้น

“อย่า!...อะ...” เสียงพร่าอันเบาหวิวร้องห้ามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร เพียงแต่เสียงนั้นหาได้เป็นผลไม่ กลับกันมันยิ่งปลุกเร้าให้ร่างสูงปรารถนายิ่งขึ้นไปอีก เขาใช้ริมฝีปากของตนครอบครองจุดอ่อนไหวของนาง ส่งเรียวลิ้นเข้าไปช่วงชิงความหวานจากภายในเรือนกายนุ่ม เรียกเสียงหวีดร้องของอีกฝ่ายเป็นระยะ

“อิงเอ๋อร์...ข้าทนไม่ไหวแล้ว” จิ้นหยางครางออกมาอย่างเหม่อลอย แววตาเต็มไปด้วยความวาบหวาม ใบหน้าแดงซ่านด้วยแรงอารมณ์ เรียวขาขาวผ่องถูกแยกออกจากกัน เปิดทางให้ร่างสูงแทรกอยู่ระหว่างกลาง

“มะ...ไม่ได้ ลูกจะเจ็บ” อิงฮวาสะท้านไปด้วยความรัญจวนที่เขามอบให้ แต่ก็ยังเป็นกังวลถึงความปลอดภัยของทารกในครรภ์ ทั้งปรารถนาทั้งหวาดหวั่น

“ข้าจะอ่อนโยน” สิ้นคำจิ้นหยางจึงได้นำความปรารถนาที่ขยายใหญ่จนปวดหนึบของตนดุนดันเข้าไปในร่างบาง ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนางอย่างแนบแน่น เพียงแค่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับนางเขาก็ครางออกมาอย่างสุขสม ปลดปล่อยความต้องการออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่หาได้จบลงแค่นั้นไม่ เขายังคงต้องการนางยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวตนของเขาที่ฝากฝังอยู่ในร่างบางจึงค่อยๆขยับเข้าออกหยอกล้อทักทายให้ร่างบางได้เสียวซ่านเป็นระยะๆ  ฝ่ามือใหญ่กอบกุมทรวงอกคู่งาม บีบเค้นเบาสลับแรง ประสานกับจังหวะอันอ่อนโยนแต่หนักหน่วงด้านล่าง ทำให้สมองของอิงฮวาขาวโพลน รับรู้ได้เพียงจังหวะลมหายใจของนางและเขาที่ผสานกัน ก่อนร่างทั้งร่างจะสั่นไหวไปตามแรงกระแทกกระทั้นที่ร่างสูงเป็นฝ่ายนำครั้งแล้วครั้งเล่า

เนิ่นนานที่ทั้งนางและเขาต่างผลัดกันตักตวงกันและกันด้วยความรู้สึกโหยหาไม่รู้เบื่อจนย่ำรุ่งทั้งเขาและนางถึงได้หมดแรง ไม่อาจไม่ยอมรับว่านางรู้สึกดียิ่ง เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนเตียงนี้เป็นเพียงแค่ฤทธิ์ของยาวสันตโอสถหรือไม่  นางก็ตอบได้ไม่แน่ชัดนัก

นางไม่ควรใจอ่อนเช่นนี้ และยิ่งไม่ควรให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น อิงฮวาค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบา ก้มลงหยิบเสื้อผ้าที่ตกกระจายเกลื่อนพื้น บรรจงสวมใส่ก่อนจะเดินออกมาจากห้องอย่างเงียบงัน

 

เช้าตรู่จิ้นหยางตื่นขึ้นจากความอิ่มเอิบของฤดูวสันต์ที่พัดผ่าน มือแกร่งกวาดไปอีกฝั่งของเตียง หมายจะดึงร่างนุ่มนิ่มของหญิงอันเป็นที่รักมากอดแนบอก แต่เมื่อกวาดไปทั่วก็ไม่พบร่างที่ตนตามหา ดวงตาคมเบิกกว้างรนราน ลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆห้อง ในใจเกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง หวาดหวั่น

เป็นนางแน่นอน .... เขาไม่ได้ฝันไป

 

จิ้นหยางเฝ้าบอกตนเองเช่นนั้น รีบสวมใส่เสื้อผ้าแล้วรีบถลาออกมายังด้านนอก รอบข้างมีแต่ความเงียบงัน ไม่มีวี่แววของคนที่ตนตามหา ร่างสูงขมวดคิ้วแน่นวิ่งไปจนทั่วกระท่อม ก็ไม่พบร่างบางแม้แต่เงา

“อิงฮวา! อิงฮวา!” จิ้นหยางร้องเรียกราวกับคนเสียสติ ก่อนจะวิ่งออกมานอกตัวบ้านเพื่อออกตามหาร่างบาง

หญิงสาวใบหน้าหวานล้ำในชุดสีเหลืองนวลกำลังนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ต้นไม้ นางนั่งอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่นางก็สุดรู้ รู้เพียงแต่ว่าแค่คิดว่าเขาอยู่ใกล้นางถึงเพียงนี้ แถมตนยังปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาก็ทั้งหวั่นไหวและระอายยิ่ง จึงได้หลบมาอยู่ตรงนี้ มือบางลูบหน้าท้องของตนอย่างแผ่วเบา

“แม่ขอโทษ” ร่างบางเอ่ยเสียแผ่ว

จิ้นหยางที่ตามหาหญิงสาวจนทั่ว เห็นนางนั่งอยู่บนชิงช้าก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาด้วยความว่องไว ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยกับท่าทางเหม่อลอยของนาง หัวใจแกร่งบีบรัดแน่นยิ่งขึ้นเมื่อมือบางของนางลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นอย่างชัดเจน ความระอายใจของเขาพุ่งขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆที่นางตั้งครรภ์เขาก็ยังเอาเปรียบนาง สมควรแล้วที่นางจะเกลียดเขา

“ข้างนอกลมแรงนัก เจ้าเข้าไปในบ้านก่อนเถอะ” ร่างสูงเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของร่างบาง เอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบา สายตาที่ทอดมองแผ่นหลังบางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้าใส่จนระอายเกินกว่าจะเอื้อมมือไปสัมผัสนาง

“ท่านไม่ควรอยู่ที่นี่” อิงฮวาเอ่ยขึ้น นางยังคงนั่งอยู่บนชิงช้าไม่ได้หันหน้ามาพูดคุยกับเขาแต่อย่างใด

“ข้าย่อมต้องกลับไป...พร้อมกับเจ้า” จิ้นหยางเอ่ย แม้ตอนนี้นางจะไม่พอใจเขาเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังยืนยันที่จะไม่ปล่อมมือจากนางอีกเป็นอันขาด

“มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องกลับไปอีกเล่า ข้าไม่ยินดีจะกลับไปกับท่าน” ได้ยินเสียงของเขาร่างบางก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ ราวๆกับริ้วอารมณ์ที่อดกลั้นเอาไว้กำลังจะระเบิดออกมา

“...เจ้ากำลังท้องลูกของข้า” เห็นท่าทางไม่ยินยอมของร่างบาง จิ้นหยางไม่กล้าแม้แต่จะใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างหรือวางอำนาจใส่นางแม้แต่น้อย เขาทำได้เพียงเอ่ยออกไปด้วยเสียงอันเบาจนเกือบเป็นการเปล่งเสียงอยู่ในลำคอ

“ไม่ใช่!” อิงฮวาตกใจรีบลุกจากชิงช้า หันหน้าประจันกับร่างสูงทันที ลูกเป็นของนางเพียงแค่คนเดียว เขาไม่มีสิทธิอ้างความเป็นบิดามาบังคับพาตัวนางกลับไป นางไม่ยินยอม

“เขาเป็นลูกของข้าอย่างแน่นอน” จิ้นหยางพูดอย่างมั่นใจ เสียงจึงดังขึ้นอีกหลายส่วน แววตาของจิ้งหยางเต็มไปด้วยความคาดหวัง จนอิงฮวาชะงักไป

“ข้าไม่ต้องการเป็นฮองเฮาที่ต้องสู้รบปรบมือกับบรรดาสนมของท่าน เรื่องนี้ข้าบอกท่านไปแล้ว” เห็นท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย อิงฮวาก็เลิกล้มความตั้งใจที่คิดจะโกหกเขาเรื่องเด็กในครรภ์ แต่เชิดหน้ากล่าวเรียกร้องสิ่งที่เขาไม่อาจให้นางได้แทน

“ข้าสัญญาจะมีเพียงเจ้าเท่านั้น” จิ้นหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง ราวกับเขาตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้แต่ต้น ไม่มีอาการติดขัดแม้แต่น้อย จนเป็นอิงฮวาเองที่ชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง

“ข้าจะเชื่อคนที่ส่งคนมาตามฆ่าข้าได้อย่างไร ท่านอย่าเสียเวลาอีกเลย” เมื่อตั้งสติได้ อิงฮวาก็เชิดหน้าขึ้น เค้นรอยยิ้มเย้ยหยันไม่เชื่อใจส่งไปให้อีกฝ่าย หมายจะใช้ท่าทางเช่นนี้ปฏิเสธเขาอย่างเด็ดขาด

“ข้าไม่เคยส่งคนมาตามสังหารเจ้า” จิ้นหยางเอ่ย ใบหน้าของเขาฉายแววมืดครึ้ม กำมือแน่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อนึกถึงครั้งนั้นที่เขาได้ยินจากหมิงลู่ว่านางตกอยู่ในอันตราย ยิ่งได้รู้จากปากนางว่านางถูกไล่ล่า ถูกตามสังหาร เขาก็ยิ่งหวาดกลัวพร้อมๆไปกับความเครียดแค้นต่อความไม่เอาไหนของตน เขาเพียงคิดเอาเองง่ายๆว่า ขอเพียงนางอยู่ข้างกายเขา เขาจะปรับความเข้าใจกับนางเมื่อไหร่ย่อมเป็นไปได้ไม่ยาก

ครั้งเมื่อนางจากมาแล้ว ทำให้เขาตระหนักได้ชัดเจนว่า เขาไม่อาจขาดนางได้และยิ่งไม่อาจปล่อยให้ความเข้าใจผิดดำเนินต่อไปจนฝังรากลึกในใจของนาง เขาต้องเร่งแก้ไข และต้องทำให้สำเร็จอีกด้วย

“ท่านพูดเช่นนี้...ข้าก็ต้องเชื่อท่านหรือ เสี่ยวซื่อต้องตายก็เพราะปกป้องข้า หากไม่มีนางข้าก็คงตายไปแล้ว” อิงฮวาเห็นอีกฝ่ายเงียบไป ก็ไม่อาจสกัดกั้นอารมณ์โกรธเคือง น้อยเนื้อต่ำใจของตนลงได้ จึงได้แต่พรั่งพรูมันออกมา พร้อมๆกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“......” ยิ่งได้ฟัง เขาก็ยิ่งเจ็บปวดจนไม่อาจเอ่ยคำใดออกมา นอกจากคำว่า สมควรแล้ว นางสมควรเกลียดชังเขา ไม่เชื่อใจเขาเช่นนี้

“ท่านรู้ว่าข้ายังไม่ตายก็คิดจะมาฆ่าข้ากับมือใช่หรือไม่” ยิ่งพูดใบหน้าหวานก็ยิ่งเผยใบหน้าแค้นเคืองออกมาไม่คิดปิดบัง เสียงที่ใช้จึงราวกับกำลังตะโกนใส่หน้าเขาก็ไม่ปาน

“ข้าไม่ขอให้เจ้าเชื่อคำพูดของข้า เจ้าจะโกรธจะเกลียดข้าก็ได้ แต่ข้าเคยบอกแล้วว่าจะไม่ปล่อยมือจากเจ้า” เขาไม่อาจปล่อยให้นางแค้นเคืองเขาไปมากกว่านี้ เพียงเท่านี้ใจของเขาก็ข่มปร่าไปด้วยความเจ็บปวดยิ่งแล้ว เขาจะไม่ยอมแพ้ จะเอาชนะใจนาง เพื่อเอานางกลับคืนมาให้จงได้ ขอแค่นางอยู่กับเขา เขาพร้อมจะแก้ไข

“คนเห็นแก่ตัว เพื่อแคว้นชางของท่านถึงทำเช่นนี้ใช่หรือไม่ ที่ออกตามหาข้าก็เพื่อผลประโยชน์ต่อแคว้น  ท่านมันสมควรตาย!” อิงฮวาทนไม่ไหวอีกต่อไป นางถลาเข้าใส่ร่างสูงรัวกำปั้นในมือทุบแผ่นอกเขาอย่างโกรธแค้น จิ้นหยางไม่เพียงไม่หลบ เขายังยืนนิ่งปล่อยให้นางระบายอารมณ์

“ไม่ใช่เพื่อแคว้น....ไม่ใช่” จิ้นหยางเอ่ยเสียงแผ่ว อิงฮวาจึงได้ชะงักหมัดของตนเพื่อฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะพูด

“........”

“เหตุผลที่ข้ากักขังเจ้า เอาแต่ใจกับเจ้า รวมไปถึงการกำจัดคนที่เจ้ารัก ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะข้ารักเจ้า...ข้าต้องการเจ้า ต้องการจากใจจริง ไม่มีเรื่องอื่น”

“.......”

“ตั้งแต่พบเจ้าครั้งแรกที่โรงเตี๊ยมแถบชายแดนแคว้น ครั้งนั้นเป็นเจ้าที่มีคนรักอยู่แล้ว ไม่เพียงแค่นั้นยังคิดจะพากันหนีไป เป็นข้าที่ขัดขวางและกักตัวเจ้าไว้ เพราะความเห็นแก่ตัวของข้าอย่างที่เจ้าว่ามา”

“......”

“ข้าเห็นแก่ตัว....ยิ่งเป็นเรื่องของเจ้า ข้าก็ยิ่งเห็นแก่ตัว”

“.....”

“ข้ารักเจ้า นี่เป็นความสัตย์จริงจากใจทั้งหมดของข้า”

จิ้นหยางรวบอิงฮวาเขาสู่อ้อมกอดของตนเอง กระชับร่างของนางแน่นราวกับว่ากลัวนางจะสลายหายไป ทะนุถนอมนางแทบจะประคองไว้กลางฝ่ามือก็ไม่ปาน แสดงออกให้นางเห็นความจริงทั้งหมดจากใจเขา เปิดเปลือยให้นางได้เข้าใจทั้งหมดของเขา ให้เขาและนางเป็นดั่งกระจกใสที่มองเห็นกันได้ทุกมุม

“แล้วหมิงลู่เล่า ท่านเอานางไปไว้ที่ไหน” แม้จะหัวใจพองโตหลังจากได้ยินถ้อยคำของเขา แต่อิงฮวาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จึงอดต่อต้านไม่ได้ ร่างบางจึงดิ้นขลุกขลักหมายจะหาทางออกจากอ้อมกอดของคนตรงหน้าให้ได้

“นายตายแล้ว” จิ้นหยางเอ่ยเสียงเรียบ

“......”

“นางเป็นคนส่งคนมาสังหารเจ้า....นางแอบอ้างราชโองการ ปองร้ายฮ่องเต้ จึงสมควรต้องรับโทษตาย”

“.......นางเป็นคนส่งมือสังหารมา” อิงฮวาเอ่ยขึ้นเสียแผ่ว

“ข้าจัดการนางระบายความโกรธให้เจ้าแล้ว ส่วนศพของเสี่ยวซื่อ ข้าจะสั่งให้องครักษ์ไปจัดการให้สมเกียรติอย่างแน่นอน เจ้าวางใจได้” จิ้นหยางลูบหน้าท้องของร่างบางเบาๆอย่างอ่อนโยน เขารู้ดีว่านางเสียใจกับเรื่องนี้เพียงไร และเขาเองก็ไม่อยากเห็นนางเศร้าโศกอีกต่อไป

“ท่านบอกข้าได้หรือไม่ เพราะเหตุใดท่านถึงได้ร้ายกาจกับข้านัก หากไม่บอกให้รู้ ข้าย่อมไม่อาจตัดสินใจไปกับท่านได้” อิงฮวาสงบนิ่งขึ้น ไม่ผลักไสเขาที่ลูบหน้าท้องทักทายลูกในท้องของนาง ทำเพียงยืนมองเขานิ่งๆต้องการสังเกตทุกสิ่งที่ปรากฎบนใบหน้าคมเข้ม

“เป็นเพราะข้า...หึงหวงเจ้า” จิ้นหยางพูดเสียงเบา ใบหน้ายังคงเรียบเฉย หากสังเกตให้ดีจะพบว่าใบหูของเขาแดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่ อิงฮวาจึงอมยิ้มอย่างหยอกล้อคนตรงหน้า แต่ยังไม่เข้าใจว่าเขาหึงหวงนางด้วยเรื่องอะไร

“ท่านหึง...หึงข้ากับผู้ใดกัน คงไม่ใช่ว่า....” อิงฮวาเผยรอยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ อยากจะทำเป็นเฉยชาแต่เห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ก็ห้ามรอยยิ้มของตนไว้ไม่อยู่

“ชายผู้นั้นเล่า คนที่เจ้าให้ความสำคัญนักหนา” ร่างสูงเห็นรอยยิ้มล้อเลียนของอีกฝ่ายก็หันหน้าหนีกลบเกลื่อนใบหน้าของตนที่เริ่มร้อนวูบวาบ นางจะรู้หรือไม่ว่าดวงตาเป็นประกายราวกับอัญมณีน้ำงาม กับรอยยิ้มที่สดใสของนางกำลังกระชากใจของเขา ทำให้ไฟในกายร้อนระอุได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องอาศัยยาวสันตโอสถแม้แต่น้อย

“ท่านคงหมายถึงพี่หลินหมินถูกหรือไม่” ร่างบางกล่าวทั้งที่ยังกลั้นขำ เขากำลังกินน้ำส้มสายชูไหใหญ่เสียแล้ว

“เป็นเขาไม่ผิด”ใบหน้าหล่อเหล่าดูมืดครึ้มขึ้นอีกหลายส่วนเมื่อได้ยินชื่อของคนผู้นั้นออกจากปากนาง

“ฮ่า ๆ ๆ ๆนี่ท่านหึงข้าด้วยเหตุนี้หรือ” อิงฮวาทนไม่ไหวอีกต่อไป ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นราวกับเสียงระฆังเงิน แม้จะไพเราะยิ่งนัก แต่ก็พาให้จิ้นหยางขมวดคิ้วจนแทบจะชนกันอย่างไม่สบอารมณ์อีกครั้ง

“เจ้าหัวเราะอะไร...ตลกมากนักหรือ”

“ต้องตลกสิ!แท้ที่จริงแล้วพี่หลินหมินน่ะเป็น.....” อิงฮวากลั้นขำเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มปรากฎริ้วสีแดงเข้มบนแก้ม ร่างบางเขย่งปลายเท้าขึ้นไปกระซิบข้างหูบอกความจริงเขาเสียงเบา

จิ้นหยางได้รู้ความจริง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตามองหญิงอันเป็นที่รักอย่างคาดโทษที่ปิดบังเขามาตลอด ปล่อยให้เขาหึงหวงโดยเปล่าประโยชน์อยู่เป็นนานสองนาน

“ที่แท้เป็นเช่นนี้....” ร่างสูงเอ่ยขึ้น ก่อนจะฉวยโอกาสที่ร่างบางกำลังก้มหน้าหัวเราะ รวบนางเข้าสู่วงแขนอุ้มนางขึ้นโดยที่นางไม่ตั้งตัว

“จิ้นหยาง! ปล่อยข้าลงนะ!”อิงฮวาตกใจจนหัวใจชาวาบ มือบางรวบต้นคอแกร่งเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ดวงตากลมโตถลึงใส่อีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“เอาเป็นว่า เจ้าไม่โกรธข้าแล้ว ใช่หรือไม่”

“ใครบอกว่าข้าหายโกรธท่าน” อิงฮวายังคงทำท่าทีแสนงอน โอกาสเช่นนี้ใช่จะหาได้ง่ายๆ นางต้องเอาคืนเขาให้มากๆหน่อยถึงจะดี

“เช่นนั้นข้าควรไถ่โทษให้เจ้าพอใจใช่หรือไม่” จิ้นหยางเห็นแก้มป่องๆของอีกฝ่ายก็นึกหมั่นเขี้ยว จงใจเอ่ยข้างหูนางเสียงกระเซ่าให้นางรับรู้ถึงวิธีการไถ่โทษของเขา

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ปากย่อมไปไวกว่าสมอง อิงฮวาที่ยังคงหมายมาดจะแก้แค้นอีกฝ่ายให้ปวดหัวเล่น เผลอตอบรับไปอย่างไม่ทันคิด ไม่รู้เลยว่าเขาได้ส่งสัญญาณเตือนให้นางแล้ว

“ดี...งั้นเข้าบ้านเถอะ ให้ข้าได้ปรนนิบัติเจ้าเอง” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏเด่นชัด เมื่อรู้ว่าเหยื่อหลอมตัวหลงเข้ามาในกับดักแล้ว มีหรือเขาจะไม่รีบตะครุบเหยื่อเอาไว้ สองแขนแกร่งจึงกระชับร่างบอบบางแน่น สองขาก้าวนำร่างไปยังทิศทางของกระท่อมหลังน้อย

“นี่ท่านจะทำอะไร...ปล่อยข้านะ” เหมือนร่างบางจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นไออันตรายของร่างสูง ร้องห้ามอย่างตื่นตนก แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว

“ข้ากำลังจะง้อฮูหยินของตัวเอง ให้ยกโทษให้ ย่อมต้องตั้งใจกันหน่อยมีอะไรไม่ถูกต้องกัน” จิ้นหยางยืนกราน สองแขนอุ้มร่างบางเดินผ่านประตูห้องไม่สะทกสะท้านต่ออาการต่อต้านของร่างบางสักนิด เขานึกชอบใจกระท่อมหลังเล็กนี้อยู่บ้างที่ช่างประหยัดเวลาเขานัก เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงห้องนอนเสียแล้ว

“ไม่ต้องแล้ว ข้ายอมยกโทษให้แล้ว” อิงฮวาเห็นแววตาที่มาดมั่นของเขา ก็อดจะหวาดหวั่นไม่ได้ นางไม่อยากถูกเขาจับกลืนลงท้องอีกรอบหรอกนะ

“เจ้ายอมกลับไปกับข้าแล้วหรือ” ร่างสูงวางนางลงบนเตียงด้วยความเอาใจใส่ทะนุถนอม ก่อนจะตามลงมานั่งข้างกัน

“ครั้งนี้ต้องรอพี่จิงหลานกลับมาก่อนนะ” อิงฮวาเม้มปากแน่น ก่อนจะพยักหน้ารับเขาด้วยใบหน้าแดงซ่านจากอาการเขินอาย

“ย่อมได้” จิ้นหยางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกริ่ม ก่อนจะก้มลงมาจุมพิตริมฝีปากนุ่มของร่างบางด้วยความรู้สึกรักใคร่ จากสัมผัสอ้อยอิ่งแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรง ดุนดันโหยหา ทำเอาร่างบางหน้าแดงก่ำตามไปด้วย

แต่ก่อนที่อิงฮวาจะเผลอไผลไปมากกว่านี้ ฝ่ามือนุ่มก็เลื่อนขึ้นประคองใบหน้าคมให้ออกห่างจากตน

“พอก่อน!” อิงฮวาประท้วงเมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนระอุของอีกฝ่ายที่ไม่ยินยอมให้จบเพียงแค่จุมพิตเดียว

“กว่าพวกเขาสองคนจะกลับมา เราควรหาอะไรทำฆ่าเวลา เจ้าเห็นด้วยหรือไม่” จิ้นหยางเอ่ยกระซิบริมหูบางอย่างแผ่วเบา ปลุกให้ขนอ่อนทั่วกายเล็กสั่นสะท้านด้วยความจั๊กจี้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างคล้ายแง่งอน แต่ก็ยินยอมให้อีกฝ่ายเอาเปรียบตน

“เบาหน่อยแล้วกัน...ข้าไม่อยากทำให้ลูกรู้สึกไม่สบาย”

“เช่นนั้น เจ้าก็มาอยู่ข้างบนเถิด” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉายชัดไม่ปิดบังแม้แต่น้อย ร่างบางของอิงฮวาถูกจิ้นหยางยกขึ้นมานั่งบนตักแกร่ง เรียกร้องให้นางเป็นฝ่ายลงมือ

 

เวลาผ่านไปไม่รู้ได้ว่านานเท่าใด กิจกรรมภายในห้องเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง ฤดูวสันต์หวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่คนในห้องไม่รู้เลยว่า ได้มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนรออยู่ด้านนอกด้วยใบหน้าแดงก่ำและลมหายใจติดขัดไม่ต่างกันมาสักครู่ใหญ่แล้ว

 

‘ฝ่าบาท ท่านช่างโหดร้ายต่อข้ายิ่งนัก’ ฟู่เหิงได้แต่ตัดพ้อต่อว่าสหายที่ชิงมีความสุขอยู่ด้านใน ปล่อยให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับความจริงที่ตนเพิ่งรับรู้ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ต้องการเอ่ยอะไรแม้ครึ่งคำ นางเพียงยืนหันหลังให้เขาไม่ขยับไปไหนจนเขานึกสงสัยจริงเชียวว่าสีหน้าของนางตอนนี้จะเป็นเช่นไร ยิ่งรู้ความลับนาง เขาก็ยิ่งอยากเข้าใกล้ ดูเหมือนความปรารถนาทั้งปวงที่เขาเก็บซ่อนไว้กำลังจะได้รับการปลอบประโลมในเวลาอันใกล้นี้แล้ว

ความคิดเห็น