oziris

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ

เหตุเกิดที่ร้าน Wan's garden (50%)

ชื่อตอน : เหตุเกิดที่ร้าน Wan's garden (50%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 251

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 18:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เหตุเกิดที่ร้าน Wan's garden (50%)
แบบอักษร

​****ร้าน Wan’s garden

            “วิบูล... จัดต้นไม้ไว้ให้คุณนิดหรือยังเดี๋ยวเขาจะมาเอาแล้วนะ” อรนุชร้องถามขณะพาตัวเองมาหาวิบูลเร็วๆ

            “เรียบร้อยครับพี่หวาน ผมกับไอ้บาสเพิ่งลำเลียงมาวางรอไว้เสร็จเดี๋ยวนี้เอง” เด็กหนุ่มรุ่นน้องลูกจ้างในร้านแห่งนี้ร้องบอกมา พรางปาดเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัวและคราบดินตามเนื้อตัวอีกเล็กน้อย

            “ดีจ๊ะ”

            “พี่หวานคะ  มีคนมาซื้อต้นไม้ค่ะ” เด็กสาวหน้าใสวัย 18 ปี วิ่งด๊องแด๊งหน้ายิ้มแฉ่งมาบอก

            “อ้าว... มีลูกค้ามาแล้วทำไมไม่ขาย วิ่งมาตามพี่ทำไม เอ๊อ! เรานี่ประสาทจริง” เจ้านายสาวที่มีศักดิ์เป็นญาติกันด้วยตำหนิมา หากแต่คนส่งสารยังคงตีหน้ายิ้มระรื่นรับแทนที่จะสลด เธอเลยจำใจต้องพาตัวเองออกมารับหน้าลูกค้าแทน สงสัยจะใช้งานลูกน้องหนัก... เพี้ยนกันไปซะแล้ว...

            “สวัสดีครับคุณหวาน” เสียงทุ้มนุ่มๆ เอ่ยทักทันทีที่เธอก้าวออกมาจากด้านใน

            “สวัสดีค่ะคุณอาวุธ” อรนุชทักกลับแล้วก็มองหน้าเขาประหลาดๆ ไม่ให้แปลกใจได้ยังไงก็วันนี้เขามาร้านเธอเป็นรอบที่ 3 แล้วมั้งเนี้ย

            “คือ... ผมลืมซื้อปุ๋ยครับ พอดีถุงเก่ามันใกล้จะหมดแล้ว ผมก็เลยว่าจะซื้อไปตุนเอาไว้น่ะครับ”

            เขาว่าพร้อมรอยยิ้มแหยๆ เพราะอีกฝ่ายน่ะสิยิ้มให้ว่ารู้ทัน ว๊า! สงสัยมุขนี้ใช้ไม่ได้ซะแล้ว

            อรนุชเดินไปหยิบถุงปุ๋ยมาจัดแจงใส่ถุงให้เขา ก่อนจะยื่นให้และรับเงินมาพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้อาวุธหลงใหล เคลิบเคลิ้มมาตั้งแต่ได้รู้จักกันเพราะความบังเอิญเมื่ออาทิตย์ก่อนนั่นแหละ

            และเพราะเหตุผลนี้นี่เอง ที่ตอนนี้ทั้งบ้านทั้งสำนักงานของเขาเต็มไปด้วยต้นไม้กระถางเล็กกระถางใหญ่ จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเขาจะเปลี่ยนอาชีพทนายความ มาขายต้นไม้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะลูกค้าบางคนเดินเข้าสำนักงานมาเพื่อชี้บอกว่าจะขอซื้อกุหลาบขาวที่ตั้งอยู่หน้าตึก

            อาวุธเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหาตัวช่วย จะเอาอะไรอีกดีวะ? อยากยืนอยู่ตรงนี้กับคนสวยนานๆ

            “เอาไปให้ครบเลยนะคะ ปะเดี๋ยวลืมนู่นลืมนี่ต้องขับรถมาซื้ออีก มันเปลืองน้ำมันแล้วก็เปลืองเวลาน่าดูเลยนะคะ” หญิงสาวดักคอขึ้นมาแววตายิ้มๆ

            แหม... ก็มุขเก่าๆ ท่าทางเหมือนกันแบบเดิมๆ แบบนี้เธอเจอมานักต่อนักแล้วน่ะสิ ใช่ว่าจะเพิ่งเคยเจอจากคุณอาวุธเสียที่ไหน ที่ทำทีมาซื้อนู่นซื้อนี่เพื่อหวังจะจีบเธอ ขอบอกว่าอกหักมาหลายรายแล้ว... แต่ต่อให้งัดทีเด็ดเจ๋งๆ อะไรออกมาเธอก็ไม่สนใจอยู่ดี เธอเข็ดเสียแล้วกับคำว่ารัก โดยเฉพาะกับผู้ชายท่ามากเช่นนี้...

            ที่ทำทีมาเกรี้ยวเธออยู่น่ะ พอเห็นเธอนิ่งๆ เฉยๆ ไม่เล่นด้วยก็เริ่มทยอยหายกันไปทีละคนสองคน ไม่รู้ป่านนี้พฤกษานานาพันธุ์ที่ซื้อกันไปเฉาตายแห้งเหี่ยวกันหมดหรือยัง เพราะดูแต่ละคนที่มาซื้อนั้นไม่ค่อยจะมีใครมีใจรักต้นไม้ดอกไม้กันสักเท่าไหร่เลย บางคนเธอเห็นมากะตาด้วยซ้ำว่าพอซื้อปุ๊บพ้นสายตาเธอปั๊บพ่อคุณก็โยนต้นไม้ทั้งกระถางเข้าท้ายรถไปแล้ว ท่าทางประคับประคองทะนุถนอมต่อหน้าเธอไม่รู้เขาทำหล่นหายไปไหนหมด จะให้เธอไปขอซื้อคืนมามันก็กระไรอยู่ เธอจึงทำได้เพียงจดจำใบหน้าคนใจร้ายคนนั้นไว้ และพอเขามาซื้อของร้านเธออีกก็รีบปิดร้านหนีซะ

            อาวุธขอตัวกลับไปแล้วด้วยรอยยิ้มเก้อๆ พอดีกับที่ลูกสมุนของเธอค่อยๆ ย่องเดินออกมา เนตราชะเง้อชะแง้มองพอแน่ใจว่าลูกพี่ตัวเองยืนเช็คงานอยู่ตามลำพังก็วิ่งปรี่มาถามทันที

            “เขากลับไปแล้วเหรอคะพี่หวาน” สุ้มเสียงบ่งบอกชัดเจนว่าเสียดาย

            “แล้วจะให้เขามายืนหาพระแสงอะไรแถวนี้ล่ะ” พี่หวานปรายตาบอกมาเจ็บแสบ

            “แหม... ไม่เห็นต้องไปว่าเขาถึงขนาดนั้นเลยนี่คะ เป็นเนตรหน่อยไม่ได้จะหาเรื่องให้เขาอยู่ที่นี่นานๆ”

            อรนุชแค่นยิ้มฝืดๆ หันไปมองคนพูดที่กำลังเคลิ้มฝันถึงหน้าใครบางคนงงๆ

            “ชอบเค้าแล้วมายุให้พี่ชอบเขาอีกทำไม”

            “ยุไปงั้นแหละ รู้อยู่แล้วว่าพี่ไม่ชอบเขาหรอก ไปล่ะ... เนตรจะไปหาอะไรกิน” พูดจบเธอก็สะบัดก้นสวยๆ เข้าบ้านพักชั้นเดียวแต่กว้างขวางของเจ้านายสาวไป

            อรนุชได้แต่ส่ายหน้าตามไปยิ้มๆ ทุกคนที่ใกล้ชิดเธอรู้กันหมดว่าตั้งแต่เธออกหักมาเมื่อสองปีก่อนนั้น หญิงสาวไม่เคยคิดชายตาแลมองผู้ชายที่ไหนอีกเลย

            “เออนี่วิบูล เดี๋ยวรอส่งต้นไม้ให้คุณนิดเรียบร้อยแล้วก็ปิดร้านเลยแล้วกันนะ รายสุดท้ายแล้ว พี่เองก็จะเข้าไปทำบัญชีต่อเหมือนกัน”

            “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำง่ายๆ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปเสียงอะไรบางอย่างก็ดัง ‘ปัง!’ สนั่นหวั่นไหวขึ้นมาทีเดียว

            “อะไรน่ะบูล” อรนุชหันไปเกาะแขนลูกน้องหนุ่มไว้แน่นด้วยความตกใจ

            “เสียงปืนครับพี่หวาน ใครวะ... มายิงปืนกลางวันแสกๆ” ประโยคหลังหันไปสบถกับความว่างเปล่าตรงหน้า สายตามองฝ่าซี่รั้วไม้ไปด้านนอกร้านอย่างระแวดระวังภัย

            “ผมว่าต้องเกิดเรื่องอะไรแน่เลยครับ พี่หวานเข้าไปอยู่ในบ้านก่อนเถอะครับ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอา ผมจะรีบไปปิดรั้ว” วิบูลหันมาบอกเร็วๆ ก็พอดีกับที่เนตราวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากตัวบ้านตรงมาหาคนทั้งคู่

            “ออกมาทำไมน่ะเนตร นี่ถ้าเขายิงกันอยู่ เธอน่ะตายก่อนใครเลยนะ” เพื่อนหนุ่มหันมาตำหนิ ทำเอาสาวฉุนตวาดแว๊ดกลับไปอย่างโมโห

            อรนุชมองคนทั้งคู่เถียงกันไปโต้ตอบกันมา ยังไม่ทันได้ห้ามทัพเสียงใครบางคนก็ดังแทรกร้องเรียกมาแผ่วเบาเกือบๆ จะเป็นเสียงกระซิบอยู่หน้าร้าน ก็ยังดีที่เขายังมีมารยาทไม่เดินทื่อๆ เข้ามาเลยเพราะร้านยังไม่ได้ปิด เลยไม่ได้ลากรั้วเหล็กมากั้นล็อก

            เจ้าถิ่นทั้งสามคนหันขวับไปมองตามเสียงก็เจอกับผู้ชายคนหนึ่ง ไหล่ซ้ายมีเลือดไหลซึมเสื้อออกมาเป็นทางยาว ส่วนแขนอีกข้างก็พยุงร่างผู้ชายอีกคนที่ตัวเล็กกว่าอยู่ด้วย นั่นก็เหมือนคนตัวอ่อนไม่มีกระดูกสันหลังเอาซะเลย ยืนจนแทบจะกลายเป็นฟุบลงไปกับพื้นแล้ว

            อ้าว? ความจริงเขาไม่ได้สติอยู่นี่หน่า

            อรนุชมองอย่างตกใจ

            “เอาไงดีครับพี่หวาน ให้เข้าไม่ได้นะครับเดี๋ยวเราจะพลอยซวยไปด้วย” วิบูลกระซิบบอกอยู่ทางเบื้องหลัง

            “แต่เขาบาดเจ็บนะพี่หวาน น่าสงสารจัง ดูสิ... คนนั้นเลือดท่วมตัวเลย” เนตราชี้ให้ดูคนที่ถูกหิ้วอยู่ด้วยมือข้างเดียวของเพื่อนและก็เป็นคนเดียวกับที่เจ้านายสาวเพ่งมองอยู่ เขาบาดเจ็บมาด้วยอย่างที่เนตราว่าจริง แต่ไม่ได้เลือดท่วมตัวอย่างที่เจ้าหล่อนกล่าวเอาไว้ขนาดนั้นเสียหน่อย ก็แค่เลือดไหลเป็นทาง ก็แค่หัวแตก ก็แค่... เอ่อ... ก็แค่...

            “เข้ามาก่อนเถอะคะ” ไม่รู้อะไรที่ทำให้เธอบอกออกไปอย่างนั้น

            “พี่หวาน!” วิบูลหันมาเรียกดังๆ อย่างไม่เข้าใจ 

            “เข้ามาเลยคะ เข้ามา” เนตรารีบกุลีกุจอไปช่วยเขาพยุงกันเข้ามาอีกแรง

            อรนุชเดินไปเปิดประตูบ้านรอโดยมีวิบูลวิ่งตามหลังไปติดๆ

            “พี่หวานคิดยังไงครับ ให้เขาเข้ามาไม่ได้นะครับ” วิบูลพยายามเตือนสติมาอีกครั้ง ก่อนที่ผู้มาเยือนทั้งสองจะมาถึงหน้าบ้านนี่

            “แล้วเราจะปล่อยให้เขายืนอาบเลือดอยู่ตรงนั้นหรือวิบูล อีกอย่าง... ขืนพวกอริเขาตามกันมาทัน สองคนนี้ไม่ต้องจองศาลารอกันเลยหรือไง?”

            วิบูลนิ่งไปกับคำบอกกล่าวของนายจ้างสาว แววตายังเต็มไปด้วยความกังวลและตะขิดตะขวงในใจ ยังไงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องอยู่ดีที่จะรับเอาคนมีเรื่องมีราวเข้าบ้าน

            “พี่ว่าวิบูลไปปิดรั้วดีกว่านะ แล้วฉีกถุงทรายไปกลบๆ รอยเลือดหน้าร้านไว้ด้วย พวกนั้นจะได้ไม่รู้ว่าเราช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้” อรนุชสั่งเสร็จก็หันไปช่วยคนทั้งสองแบกร่างคนเจ็บหนักอีกคนเข้าบ้านอย่างทุลักทุเล

            วิบูลจำใจก้มหน้าก้มตาไปทำตามคำสั่งเร็วๆ ก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป

            “ต้องทำแผลกันก่อนนะคะ ไม่งั้นพวกคุณเลือดหมดตัวแน่” เจ้าของบ้านบอกหลังช่วยแบกร่างคนเจ็บมานอนแผ่อยู่บนโซฟาตัวยาวกลางห้องนั่งเล่นแล้ว

            “ขอบคุณครับ” อานนท์บอกกลับมาเบาๆ ด้วยท่าทางอิดโรย แววตาแห่งความกังวลและไม่สบายใจจดจ้องไปยังร่างอันไร้สติของเพื่อนไม่วางตา

            เนตราวิ่งกลับมาพร้อมกล่องยาขนาดใหญ่ ซ้อนมาด้วยขันน้ำขนาดย่อมและผ้าขนหนูตามที่อรนุชสั่งเป๊ะ ก่อนฝ่ายเจ้าของบ้านตัวจริงจะเดินออกมาจากอีกห้อง พร้อมกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสองตัวในสภาพรีดพรมเรียบร้อยน่าใส่

            “ของพี่ชายน่ะค่ะ ช่วงนี้เขาไปๆ มาๆ ไม่ค่อยได้ใส่หรอก เดี๋ยวทำแผลแล้วเปลี่ยนใส่เสื้อนี้นะคะ” เธอบอกมาอย่างใจดีพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

            “ขอบคุณครับ”  อานนท์ยิ้มรับไมตรีด้วยความรู้สึกตื้นตัน

            ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแท้ๆ แต่เธอคนนี้ก็เต็มไปด้วยน้ำใจให้กับเขาและเพื่อนจริงๆ

            “คุณคะ...เดี๋ยวเนตรทำแผลที่แขนให้คุณเองนะคะ มาค่ะ” เนตราขันอาสาแล้วก็ลากแขนข้างที่ไม่เจ็บของอานนท์ไปทางโซฟาเดี่ยวใกล้ๆ กันอีกตัว

            อรนุชทรุดนั่งลงเคียงข้างร่างไร้สติที่ดูจะอาการหนักกว่าเพื่อนหลายเท่า ตั้งใจว่าจะทำแผลให้เอง

            หญิงสาวบิดผ้าขนหนูสีขาวพอหมาดๆ ก่อนจะบรรจงเช็ดคราบเลือดแห้งๆ ที่หน้าผากมนดูเกลี้ยงเกลานั้นให้อย่างเบามือ

            อืมม์... ผู้ชายคนนี้นอกจากจะหน้าตาดีสุดๆ แล้ว ผิวพรรณยังเต่งตึงผุดผ่อง บอบบาง ไม่หนาสากกระด้างเหมือนผิวผู้ชายอย่างพี่ชายเธอสักนิด

            อรนุชไล่สายตาสำรวจไปทั่วเรือนร่างตัวคนเจ็บอย่างหาบาดแผลที่หนักที่สุดก่อน ขณะที่มือก็ยังคงทำหน้าที่เช็ดคราบเลือดบริเวณหน้าออกให้อยู่เรื่อยๆ ยิ่งขยับเข้าใกล้ชิดเธอยิ่งเบ้หน้าย่นจมูกเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นฉุนของสุรา

            เมาแหงมๆ กลิ่นเหล้าโชยออกมาฉุนจมูกกึก เออ... ฉุกละหุกกันตั้งนานเธอเพิ่งรู้ว่าเขาเมา นี่ไม่รู้ว่าที่สลบไสลอยู่เป็นเพราะถูกทำร้ายมาหรือเมาจนน็อกไปกันแน่ หญิงสาวปลดกระดุมเชิ้ตของเขาออกเมื่อเห็นรอยเหมือนโดนอะไรขูดเป็นทางยาวเลือดออกซิบๆ ตรงซอกคอและยาวลงไปด้านล่าง คงถึงช่วงอกเลยมั้ง

            และทันทีที่เธอเห็นรูปกายคนตรงหน้าชัดๆ ก็แทบผงะหงายไป มือไม้สั่นระริกไปหมด ไม่ใช่เพราะบาดแผลเขาลึกน่ากลัวหรือเป็นอะไรมากไปกว่านั้นหรอกนะ แต่เพราะว่าเขา...

            “เพื่อนผมมันเป็นผู้หญิงครับ” อานนท์บอกมาเรียบๆ เมื่อเห็นท่าทางตระหนกตกใจของเธอเข้า

            “ผู้หญิงเหรอคะ” เนตรารีบลุกมายืนดูใกล้ๆ “โห... ไม่สังเกตนี่ดูไม่ออกเลยนะคะ”

            “คือ... มันเป็นผู้หญิงแบบไม่เหมือนผู้หญิงเท่าไหร่น่ะครับ” อานนท์บอกมาเสียงจืดๆ

            “เป็นทอมเหรอค่ะ” เนตราโพล่งถามมาอย่างอยากรู้

            อานนท์ทำหน้าเหยก่อนจะพยักหน้าตอบรับมาช้าๆ

            อรนุชถอนหายใจเฮือก ‘เอาเถอะ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นยังไงตอนนี้ก็ต้องรักษาเบื้องต้นก่อนล่ะ เมื่อครู่เธอก็แค่ตกใจเพราะคาดไม่ถึงเท่านั้นเอง’ หญิงสาวหันคว้าสำลีกับยาล้างแผลมาเช็ดรอยถลอกแดงๆ เลือดซิบๆ นั่นให้ต่อโดยไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีกเลย

ความคิดเห็น