MyJM

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP. 9 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มี.ค. 2562 17:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP. 9 100%
แบบอักษร

image


I don’t know I love you or not

But I know I want to be near you.



“ถ้าฉันไม่กลับวันนี้ แล้วฉันจะรู้หรอว่าลูกชายคนโต พาผู้หญิงมานอนถึงในบ้าน”คุณแม่ของคุณพีทพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบก่อนจะเปลี่ยนละสายตาจากลูกชายตัวเอง แล้วหันมาทางฉันทันที!

ตายล่ะ

คุณแม่ของคุณพีทเดินเข้ามาหาฉันอย่างพยายามอยากจะมองหน้าฉันให้ชัด

อึก

ฉันกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ

ท่านกวาดสายตาขึ้นลงอย่างพิจารณา ทำเอาฉันยื่นตัวเกร็งจนแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะก่อนที่ท่านจะหันหลังกลับไป

เพี๊ยะ เพี๊ยะ

แต่มันกลับกันกลายเป็นคุณพีทต่างหากที่โดน

“ฉันจำได้ว่าไม่เคยสอนให้แกรังแกผู้หญิงเลยนะ!”

เพี๊ยะ

“แล้วเอาลูกสาวคนอื่นมานอนเนี่ย ขอแม่เขาแล้วยัง ห้ะ!”

“อะ โอ๊ยย โอ๊ยแม่ เดี๋ยวว ฟังพีทก่อน เจ็บครับๆ”

คุณแม่ไม่มีท่าทีจะหยุดฟังเลยสักนิด ทั้งตีทั้งหยิกลูกชายตัวเอง ที่ตอนนี้คุณพีทกลายเป็นเด็กน้อยไปซะแล้ว ฮ่าๆ

น่ารัก~

เฮ้ย เดี๋ยว ใจเย็นก่อนสวย

“จะให้ฟังอะไรห้ะ! ก็เห็นอยู่เนี่ยว่าแกพาน้องเขามานอนด้วย” คุณแม่สวนขึ้นทันควันพร้อมกับบิดหูลูกชายตัวเองให้หันมามองฉันก่อนจะพูดต่อ “ดูชุดนอนสิ นั่นชุดนอนแกใช่ไหม! แล้วชุดที่น้องกอดอยู่สิ ดูก็รู้ว่าน้องไม่เต็มใจมาด้วย!”

และพอท่านพูดจบฉันก็ก้มลงมองตัวเองตามไปด้วย

‘โห บ้านนี้ ฉลาดทั้งบ้านหรือเปล่านะ’ ฉันคิดในใจ

เพี๊ยะ เพี๊ยะ

“โอ้ยย โอ้ย พ่อครับช่วยพีทด้วย” คุณพีทหาตัวช่วยเพราะคุณแม่เขาคงไม่คิดจะฟังคำอธิบายแน่ๆ

คุณพ่อที่ถูกลูกชายของความช่วยเหลือก็ทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่รู้จะช่วยพูดดีหรือเปล่า สงสารลูกชายแต่ก็สงสารตัวเองถ้าเกิดขัดใจภรรยาขึ้น ก็สงสารตัวเองเหมือนกัน

“ค คุณ ก็ฟังลูกก่อนสิ มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคิดก็ได้ เนอะ”คุณพ่อที่ตัดสินใจลองประณีตประนอมดูพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างใจสู้ แต่แล้วก็ต้องเงียบลงเพราะคุณหญิงของบ้านตวัดสายตามาให้ “ไม่ต้องฟังก็ได้ จัดการเลยครับ..” คุณพ่อคุณพีทพูดพร้อมกับผายมือ

“โหห พ่ออออ” คุณพีทที่ที่พึ่งของเขายอมจำนนจึงได้แต่ร้องออกมาอย่างเสียงหลงก่อนจะหันมาทางฉันทั้งๆที่ใบหูถูกบิดไว้อยู่ “โอ้ยย”

“เราช่วยพี่หน่อยสิ”คุณพีทอ้อนวอน

ฉันที่โดนรับไม้ต่อจากคุณพ่อของเขา ก็ถลึงตาใส่เขาทันทีที่ได้ยินก่อนจะชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วขยับปากเบาๆว่า “ฉันหรอ”

“อื้อ นะช่วยหน่อย”คุณพีทส่งสายตาอ้อนวอนอีกครั้ง

ลองดูละกัน

“เอ่ออ คุณป้าคะ คือว่าคุณพีทเขาไม่ได้รังแกหนูเลยค่ะ พอดีเรามาทำงานกัน แล้วคุณพีทเห็นว่ามันดึกแล้ว หนูก็เลยนอนที่นี่ซะเลยค่ะ” ฉันพยายามอธิบาย

ชิ้ง!

คุณแม่ของคุณพีทที่ได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตามาทางฉันทันที

โอย ฉันจะรอดไหม

“จริงๆค่ะ เราไม่ได้ทำอะไร..แบบ..นั้น..กันค่ะ”ฉันอธิบายพร้อมกับพยายามใช้มือวาดไปมาประกอบคำอธิบาย

ดังนั้นคุณแม่เขาจึงปล่อยมือออกจากใบหูของเขาก่อนจะเปลี่ยนมากอดอกแล้วถามต่อ

“แล้วมาทำงานอะไรกัน ทำไมต้องเอามาทำที่บ้าน”

“ก็งานที่บริษัทนั่นแหละครับ สวย น้องชื่อสวยครับ สวยเป็นเลขาของพีทเอง”คุณพีทอธิบายพลางจับหูของตัวเองนวดเบาๆพร้อมใบหน้าเหยเก

“ฉันเพิ่งรู้ว่าที่บริษัทมีเลขา2คน”คุณแม่ถามขึ้นอย่างสงสัยพลางหันไปทางคุณพ่อด้วยใบหน้าที่กำลังถามว่า ‘แล้วคุณรู้มาก่อนหรือเปล่า’

“พ่อไม่รู้ พ่อก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เหมือนกัน” คุณพ่อรีบส่ายหน้ารัว

“พีทรับน้องเข้าทำงานเองครับ เพิ่งรับเมื่อวันก่อน ยังไม่ได้บอกคุณพ่อครับ”

เมื่อได้ยินดังนั้นคุณแม่จึงเงียบลงราวกับกำลังคิดอะไรอยู่

“ไม่รู้แหละ ยังไงมันก็ไม่เหมาะอยู่ดี”คุณแม่สบสายตาระหว่างฉันกับคุณพีทไปมาก่อนจะพูดต่อ “หมั้นไว้ก่อนแล้วกัน” พูดจบแม่ของคุณพีทก็เชิดหน้าขึ้น

“ได้ครับ!/ไม่ได้นะคะ!” ฉันกับคุณพีทตอบออกมาพร้อมกัน แต่สิ่งที่ตกใจยิ่งกว่าคุณแม่เขาคือคำตอบของคุณพีทนี่สิ

“คุณพีท! คุณพูดอะไรคะเนี่ย เราไม่ได้มีอะไรกันคุณก็รู้นี่คะ?” ฉันหันไปพูดกับเขาด้วยใบหน้าจริงจังปนไม่พอใจ ฉันไม่ได้รังเกียจเขาหรอก แต่แค่มันไม่ถูกต้องต่างหาก ถ้าเขาทำอะไรฉันจริงๆฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอก แต่นี่มันไม่ใช่สักหน่อย

แต่กลับกันเมื่อสังเกตเขาดีๆ กลับดูเป็นเขาที่กำลังโมโหไม่พอใจมากกว่าฉันซะอีก เขายืนจ้องฉันด้วยแววตาเขม่งราวกับฉันทำอะไรผิดมากจริงๆนะเนี่ย ฉันแค่พูดความจริงเอง ใช่ไหมนะ..

แล้วเราทั้งคู่ยืนต้องตากันอย่างกับกำลังเล่นสงครามประสาทกันอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา

ฉันว่าฉันคงต้องหาคอร์สเรียนวิชาสื่อสารผ่านสายตาสักหน่อยแล้วล่ะ..

และเราทั้งคู่ก็ลืมกันไปสนิทเลยว่าไม่ได้มีแค่เราที่อยู่ตรงนี้ถ้าคุณแม่เขาไม่พูดขึ้นซะก่อน

“งั้นทั้งสองคนไปเคลียร์กันให้เรียบร้อยแล้วกัน แล้วมาบอกแม่อีกที แม่ขอไปนอนก่อน ยืนรอพวกแกจ้องตากันไม่ไหวแล้ว ไปพ่อ”

คุณแม่เขาพูดขึ้นพร้อมกลับกวักมือเรียกคุณพ่อเขาแล้วเดินนำไปที่บันไดทันที

ปึก ปึก

“คุยกันดีๆ”

คุณพ่อคุณพีทตบไหลลูกชายเบาๆก่อนจะเอ่ยขึ้นเล็กน้อยแล้วหันมายิ้มให้ฉันเบาๆแล้วเดินลากกระเป๋าตามคุณแม่ไป



(ด้านคุณแม่ของพีท)

ทันทีที่เดินปลีกออกมาจากลูกชายตัวเอง คุณนายแพรวพรรณก็เดินยิ้มกลุ้มกลิ่มอย่างมีความสุขที่ตนเลือกที่จะกลับมาก่อนกำหนดการ

“แบบนี้ฉันก็นอนหลับสบายแน่ๆเลยล่ะ”

หล่อนพูดขึ้นอย่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทันทีที่เข้ามาถึงในห้อง

“คุณกำลังคิดจะทำอะไรล่ะ ปล่อยลูกมันไปเถอะ ลูกเราก็โตแล้วนะ” สามีของเธอ ท่านพาสิน พูดขึ้นหลังจากที่เห็นภรรยากำลังของตนดูมีความสุขแปลกๆ

ชิ้ง

ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น คุณนายแพรวพรรณก็หันกลับมามองผู้เป็นสามีด้วยแววตาไม่พอใจทันที

“โตแล้วงั้นหรอ ถ้าโตแล้วแล้วทำไมยังโดน ‘แม่นั่น’ หลอกอยู่อีกล่ะ โง่จริงๆทั้งพ่อทั้งลูก เหอะ”หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหก่อนจะสะบัดหน้าใส่สามีตัวเอง

“แล้วถ้าลูกเราทำแบบนั้นจริงๆล่ะ คุณจะทำยังไง คุณจะลากแม่หนูคนนี้มาเกี่ยวพันกับปัญหาที่เธอไม่ได้ก่อไม่ได้นะ”คนเป็นสามีพยายามพูดอย่างมีเหตุผล

“ฉันเชื่อว่าลูกชายฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น แล้วฉันก็เชื่อเซ้นส์ตัวเองว่าแม่นั่นมันร้าย! และเซ้นส์ของฉันก็ยังบอกอีกว่าตาพีทกับหนูสวยรักกัน!” คุณนายแพรวพรรณตอบด้วยแววตามั่นใจและไม่คิดจะฟังเหตุผลของสามีทั้งนั้น

“ผมล่ะไม่เข้าใจเซ้นส์ของคุณเลย” ฝั่งสามีที่เห็นภรรยาตัวเองตัดสินใจแบบเอาแต่ใจตัวเองก็สายหน้าอย่างปลงและไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อเลย

“ไม่เข้าใจงั้นหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะฉันมีเซ้นส์ว่าอิตาเด็กเนิร์ดหน้าห้องชอบฉันอยู่ ป่านี้คุณคงจะเป็นโสดนอนกอดคานอยู่บนนั้นไม่ลงมาอยู่แบบทุกวันนี้หรอก! เหอะ!” หล่อนหันมาเอ็ดคนเป็นสามีอย่างโมโหก่อนจะพูดต่อ “คิดจะจีบดาวโรงเรียน แต่ก็ทำแค่มองเฉยๆ ฉันล่ะขอบคุณความฉลาดของตัวเองจริงๆ!” แล้วเชิดหน้าขึ้น

“หึ”

“ไม่ต้องมาหัวเราะ! เอาของออกจากกระเป๋าด้วย ฉันจะนอนแล้ว” พูดจบคุณนายแพรวพรรณก็ล้มลงนอนบนเตียงแล้วสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับคิดในใจ ‘แล้วลูกชายคนเล็กของฉันล่ะ ตาพัฒน์จะเป็นแบบพ่อเขาไหมนะ’

ฝั่งด้านคนเป็นสามีก็อมยิ้มให้กับความน่ารักของภรรยาตัวเอง จะว่าไปเขาก็อยากจะขอบคุณความฉลาดของภรรยาอยู่เหมือนกัน แต่พอหวนกลับไปคิดถึงช่วงนั้น ถ้าเขากล้าอีกสักหน่อย คงไม่ต้องกลัว เอ้ย! ‘เกรงใจ’ ภรรยาแบบทุกวันนี้ก็ได้ ใช่ไหมนะ..

(จบ)

“คุณพีทคะ ถ้าขืนคุณยังไม่ไปส่งฉันที่บ้านตอนนี้ งั้นฉันคงต้องขอไปทำงานสายแล้วกันนะคะวันนี้” ฉันพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเขายังยืนจ้องฉันด้วยสายตาเขม้นไม่หยุดและไม่พูดอะไรออกมาสักที ทั้งๆที่คุณพ่อกับคุณแม่เขาก็เดินออกไปตั้งนานแล้ว

และทันทีที่ฉันพูดแบบนั้นไปคุณพีทก็หันหลังแล้วเดินออกจากตัวบ้านไปทันที

‘ฉันว่าฉันต้องทำอะไรให้เขาไม่พอใจแน่ๆ’

และเมื่อเดินมาถึงที่โรงจอดรถฉันก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้เพราะในโรงจอดรถมีรถจอดอยู่หลายคันไปหมด รถของคุณพีทก็จอดอยู่ รถของพี่พัฒน์ก็จอดอยู่ มาจากไหนเยอะแยะ ทีตอนจะใช้ละไม่มีสักคัน

ฉันเดินตามเขาไปที่รถก่อนจะเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วเข้าไปนั่งด้านใน แต่คุณพีทกลับเดินไปยังท้ายรถคันถัดไปก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเพียงแค่ครึ่งมวน ก่อนจะเดินกลับเข้ามานั่งฝั่งคนขับ

ฉันเพิ่งรู้ว่าเขาสูบบุหรี่ด้วย!

แต่ก็คงจะมีหลายอย่างที่ฉันยังไม่รู้สินะ..

เมื่อคุณพีทออกรถเราทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกนอกจากฉันที่คอยบอกทางไปที่บ้าน

“หลังที่ประตูรั้วสีขาวทางซ้ายนั่นแหละค่ะ” ฉันบอกเขาพร้อมกับกระชับกระเป๋าตัวเองเตรียมตัวจะลง แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้โทรศัพท์

“คุณพีทคะ ขอโทรศัพท์ด้วยค่ะ” ฉันแบมือขอ

คุณพีทหันมามองอย่างพิจารณาก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงแล้ววางลงบนมือฉัน

“ขอบคุณค่ะ” ฉันก้มหัวขอบคุณเล็กน้อยก่อนจะลงออกจากรถ

“ขับรถดีนะคะ” แต่ก็ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันบอกเขาแบบนั้นก่อนจะปิดประตูรถ คุณพีทพยักหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร

เอาล่ะ! หลังจากที่คุณพีทขับรถออกไปแล้ว ทีนี้ก็ขอภาวนาให้ยังไม่มีคนตื่นทีเถอะ เพิ่งจะ6โมงเอง

ฉันเดินย่องไปเปิดประตูบ้านอย่างเบาๆ เพราะหห้องนอนของคุณแม่มันตรงกับหน้าบ้านพอดี ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ยินหรอก แต่กันไว้ก่อนแล้วกัน และเมื่อเข้ามาถึงประตูบ้านด้านในฉันลองแง้มเปิดดูเบาๆก่อนจะเห็นว่าไฟภายในบ้านยังไม่ได้เปิด นอกจากไฟตรงบันไดที่เปิดไว้ตลอด ฉันจึงรีบวิ่งเข้าห้องตัวเองทันที

เฮ้อ

—————-

(ต่อ)

เมื่อเช้าหลังจากที่ฉันแอบย่องขึ้นห้องตัวเองสำเร็จก็รีบอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จแล้วก็รีบออกมาทำงานเลยโดยที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเพราะกลัวจะถูกคุณแม่ถามถึงเรื่องงานที่ทำให้เลิกงานดึก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นฉันอาจจะถูกจับได้ก็ได้ว่าโกหกท่านไป

และเช้านี้ฉันก็มาถึงที่ทำงานด้วยเวลาแปดโมงสี่สิบเลทไปนิดหน่อยเพราะมัวแต่แวะซื้อแซนด์วิชข้างบริษัทก่อนจะขึ้นมา แต่พอขึ้นมาถึงข้างบนก็โล่งอกไปที่พี่นียังมาไม่ถึงออฟฟิศ สงสัยจะไปส่งลูกที่โรงเรียนอีกตามเคย ดังนั้นฉันจึงวางถุงแซนด์วิชของตัวเองไว้บนโต๊ะและเดินเข้าไปในห้องคุณพีทเพื่อดูความเรียบร้อยภายในห้องทำงานของเขา เมื่อเข้ามาถึงในห้องฉันก็เดินไปยังโต๊ะทำงานของเขาและจัดการกับเอกสารบนโต๊ะให้เข้าแฟ้มไว้เรียบร้อยและนำแฟ้มที่วางซ้อนๆกันมาเรียงไว้ในชั้นแยกตามความสำคัญของงานว่าเขาควรทำสิ่งไหนก่อน และหลังจากนั้นก็จัดการดึงผ้าม่านให้เปิดรับแสงเข้ามาก่อนจะเดินออกมาจากห้องเพื่อมาจัดการอาหารเช้าของตัวเอง

พอมาถึงที่โต๊ะตัวเองฉันก็จัดการแกะแซนด์วิชออกมาจากกล่องกระดาษของมันแล้วกัดไปหนึ่งคำ

“อื้อออ อะอ่อย”ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขคนเดียว

แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากกัดอีกคำคุณพีทก็เดินมาพอดี

“ขอกาแฟหน่อย เหมือนเมื่อวาน” เขาเดินผ่านที่โต๊ะพร้อมเอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องทันที

ฉันจึงได้แต่มองแซนด์วิชอย่างเสียดายก่อนจะวางลงในกล่องตามเดิมแล้วเดินไปชงกาแฟให้เขาทันที และเมื่อที่ชงกาแฟเสร็จฉันก็เอาไปให้เขาในห้องของเขาซึ่งสวนกันพนักงานคนนึงที่กำลังเปิดประตูออกมาเรายิ้มทักทายกันเล็กน้อย

“กาแฟค่ะ”ฉันเดินเอากาแฟมาให้เขาบนโต๊ะทำงาน

“ตารางงานวันนี้ล่ะ”เขาเอ่ยถามขึ้น

“วันนี้ช่วงเช้ามีแต่งานใหม่ที่เพิ่งได้รับมา”ฉันบอกพลางชี้ไปยังกองแฟ้มที่พนักงานคนเมื่อกี้เอาเข้ามาให้ ก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็บ่ายโมงมีประชุมกับผู้ถือหุ้น หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”

“อืม”

และเมื่อเขาไม่ได้สั่งงานต่อดังนั้นฉันจึงเดินกลับออกมาจากห้องเขาและหวังจะกินแซนด์วิชตัวเองให้เสร็จ จะได้ทำงานอย่างอื่นต่อ

กริ๊งงงงง

แต่ยังไม่ทันจะได้นั่งลงไปเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้นซะก่อน ซึ่งโทรศัพท์เครื่องที่กำลังดังขึ้นนั้นเป็นสายเรียกจากคุณพีท

“ค่ะ คุณพีท ”ฉันยกหูโทรศัพท์แล้วพูดขึ้น

(เข้ามาในห้องหน่อย) ปลายสายตอบกลับมาก่อนจะตัดสายไปโดยไม่รอให้ฉันตอบ

“ค่ะ ได้เลยค่ะ แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่บอกให้รอก่อนล่ะคะ ” ฉันกัดฟันพูดแล้วไปยังห้องเขาทันที

“คุณพีทมีอะไรหรอคะ” ฉันถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องเขา

“คุณช่วยทำสรุปแฟ้มที่อยู่บนโต๊ะให้หน่อย” เขาบอกก่อนจะชี้ไปยังแฟ้มเอกสาร

“ค่ะ” ฉันตอบก่อนจะเดินไปรวบแฟ้มขึ้นมาเพื่อจะเดินกลับไปทำที่โต๊ะตัวเอง

“เอาไปไหน”เขาขัดขึ้น

“เอาไปทำที่โต๊ะค่ะ”ฉันหันไปตอบเขา

“ไม่ต้อง ทำในห้องนี่แหละเผื่อผมจะใช้ให้ทำอะไร ขี้เกียจโทรศัพท์”

“อ้อ ค่ะ” เมื่อเขาบอกแบบนั้นฉันก็ไม่สามารถขัดได้จึงวางแฟ้มลงบนโต๊ะอย่างเบามือตามเดิม

‘บาย แซนด์วิชลูกแม่ เจอกันเมื่อชาติต้องการ’ ฉันโอดครวญในใจ

“ผมขอก่อน10.30น.นะครับ”

“ได้เลยค่าา” ฉันหันไปตอบรับก่อนจะหันกลับมาแล้วย่นจมูกเบาๆแล้วนั่งลงทำงานให้เขาทันที งานที่เขาสั่งให้ฉันทำมันก็ไม่ได้ยากจนปวดหัวหรอกแต่มันเยอะจนฉันอ่านจนตาลาย หิวก็หิว

10.33 น.

“เสร็จแล้วค่ะ” เมื่อฉันเขียนตัวอักษรสุดท้ายลงบนโพสต์อิทเสร็จจึงวางปากกาลงและบอกเขาทันที

คุณพีทก้มลงมองนาฬิกาข้อมือเรือนแพงของตัวเองนิดหน่อยแล้วจึงพูดขึ้น

“ช้าไป3นาที” ว ว่าไงนะ ช้าไป3นาที เมื่อไม่เชื่อหูตัวเองที่ได้ยินฉันจึงยกนาฬิกาข้อมือของตัวเองขึ้นมาดูซึ่งมันแสดงออกมาว่าเลยมา3นาทีจริงๆตามที่เขาบอก

“ขอโทษค่ะ แต่มันแค่ไม่กี่นาทีเองนะคะ อีกอย่างคุณก็ไม่ได้รีบร้อนจะเอางานสักหน่อยนี่คะ”

“คุณรู้ได้ไงว่าผมไม่รีบ แต่ถึงยังไงผมบอกว่าสิบโมงครึ่งก็ต้องสิบโมงครึ่ง”เขาตอบกลับมาพร้อมยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเยาะเย้ย

เหอะ ดูยังไงก็หาเรื่องกันชัดๆ

“ค่ะ สิบโมงครึ่งก็สิบโมงครึ่ง แล้วคุณจะทำยังไงคะ ฉันยอมให้ตัดเงินเดือนก็ได้ค่ะ”

เอ้ย! ปากไวกว่าความคิดทำเอาฉันก้มหน้าลงนิดหน่อยแล้วยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองเบาๆ

พูดอะไรออกไปเนี่ย! เงินเดือนเดือนแรกของฉันค่ารองเท้าก็บานตะไทแล้วจะโดนตัดอีกไม่ได้นะ ม่ายย

“ครั้งนี้ผมยังไม่ตัดหรอกครับ”เขาตอบอย่างใจดีก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมา “แต่ครั้งหน้านาทีละ100฿”

“ขอบคุณค่ะคุณพีท แล้วตอนนี้มีอะไรให้ฉันทำต่อไหมคะ” เพราะไม่อยากจะเถียงเขาต่อเพราะกลัวจะโดนมากว่า100 จึงชวนเปลี่ยนเรื่องไปซะเลย

คุณพีทเงยหน้าขึ้นมาอย่างครุ่นคิดอยู่แป๊บนึงก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งตัวเองแล้วยกกองแฟ้ม6-7บนโต๊ะของเขามาวางไว้บนโต๊ะที่ฉันยืนอยู่พร้อมพูดขึ้น

“เอาแฟ้มพวกนี้ไปคืนแต่ละแผนก”

“ค่ะ” ฉันตอบรับ

แต่เดี๋ยวนะ

“คืนแต่ละแผนก หรอคะ?” ฉันถามขึ้นเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“ครับ คืนแต่ละแผนก” คุณพีทพยักหน้าตอบ

ดังนั้นฉันจึงรีบเปิดดูในแฟ้มว่ามีแผนกไหนบ้าง แล้วก็ต้องพบว่ามันคือ6แฟ้มกับ4แผนก..

เอาอีกแล้ว! แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ นี่

เหอะ! คอยดูนะ

แต่ฉันก็ทำได้แต่ก่นด่าเขาในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแบ่งแฟ้มออกเป็นกองๆเรียงตามชั้นแต่ละแผนก

โดยปกติแต่ละแผนกจะมารับแฟ้มคืนเองตามเวลาที่บอก แต่ไหงเขามาใช้ฉันแบบนี้ล่ะ ไหนจะแต่ละแผนกที่มันอยู่คนละชั้นกันอีก แต่จะให้ฉันถือไปทีเดียว6แฟ้มก็คงมองไม่เห็นทางเดินกันพอดี ดังนั้นฉันจึงหันไปมองค้อนใส่เขาอีกหนึ่งครั้งก่อนจะยกกองที่หนึ่งออกจากห้องไปแล้วจึงกลับมาเอากองที่สองต่อจนเสร็จ และเมื่อเสร็จแล้วก็กลับมานั่งหอบตัวโยนอยู่ที่โต๊ะตัวเอง

“สวยไหวไหมเนี่ย พี่เห็นเรายังกินแซนด์วิชไม่หมดเลย แล้วยังเดินไปเดินมาอีก ระวังจะเป็นลมเอานะ” พี่นีก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาอดสงสารไม่ได้

“ไม่เป็นไรค่ะพี่นีสวยไหว ถือว่าออกกำลังกาย”ฉันจึงตอบกลับไปด้วยอารมณ์ขันเพราะไม่อยากให้ใครเป็นห่วง

กรี๊งงงงงงง

แต่ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยเสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะกันดังขึ้นอีกครั้ง

กรอดด จะแกล้งกันให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ยยย

“ค่ะ คุณพีท” ฉันยิ้มปรับอารมณ์ตัวเองหนึ่งครั้งแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น

(เข้ามาในห้องหน่อย) แล้วเขาก็วางสายทันทีอีกตามเดิม

“ให้พี่ไปแทนไหม เรานั่งพักเหนื่อยก่อน” พี่นีที่นั่งดูสถานการณ์อยู่พูดขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะพี่นี เดี๋ยวสวยถูกเขาหักเงินเดือน”ฉันตอบติดตลกก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ห้องของเขา

“คุณพีทมีอะไรหรอคะ”

“เอาแก้วกาแฟไปเก็บให้หน่อย มันเกะกะบนโต๊ะผม” เสียงทุ้มเอ่ย

“ค่ะ แล้วจะเอาอะไรอีกไหมคะ จะได้สั่งทีเดียวเลย” ฉันขบกรามตอบเบาๆ แล้วจึงถามขึ้นต่อเผื่อเขาจะเอาอะไรอีกจะได้ใช้ทีเดียวฉันจะได้ไม่ต้องเข้าๆออกๆห้องเขาหลายรอบ เดินไปเดินมาชักจะหน้ามืดขึ้นมาดื้อๆ

“ไม่มี”

เขาตอบโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร

“ค่ะ”

ฉันจึงเดินออกจากห้องเขาแล้วเอาแก้วกาแฟไปเก็บไว้ที่ห้องครัวแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเองอีกรอบ

“พี่ว่าเราไปทำอะไรให้คุณพีทโกรธหรือเปล่า ปกติเขาไม่ได้เป็นคนจู้จี้ขนาดนี้นะ” เมื่อฉันนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเองพี่นีก็เลื่อนเก้าอีกตัวเองมาข้างๆฉันแล้วถามขึ้นอย่างสงสัย

นั่นสิ

ฉันไปทำอะไรให้เขาโกรธจริงหรอ..

“คิดไม่ออกเลยค่ะ วันนี้สวยแค่ทำงานตามที่เขาเองค่ะ ยังไม่ได้เถียงเขาเลยค่ะ” ฉันตอบพลางคิดว่าฉันทำอะไรไป แต่ก็คิดไม่ออกสักที

“พี่ว่า เราลองไปถามดูสิ” พี่นีเสนอความคิด

“จะดีหรอคะ”

“อื้อ ลองถามดู พี่ว่าเดี๋ยวเขาก็เรียกอีก”

กรี๊งงงง

และนั่นละ ยังไม่ทันขาดคำ

“อะ นั่นไงพี่ว่าละ” พี่นีหัวเราะขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์

ฉันจึงได้แค่ถอดหายใจเฮือกใหญ่ก่อจะรับโทรศัพท์

“ค่ะ คุณพีท”

(เข้ามาในห้องหน่อย)

คิดไปคิดมา ฉันว่าฉันคงหลอนกับคำนี้ไปอีกนานเลยล่ะ

ฉันหันไปยิ้มให้พี่นีเบาๆหลังจากวางสายจากคุณพีท

“เชื่อพี่ ลองถามดู”พี่นีตบไหล่เบาๆเชิงให้กำลังใจฉัน

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณพีท” ฉันปั้นยิ้มถามเขา

“คุณช่วย..”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” แต่ก่อนเขาจะเอ่ยปากใช้งาน ฉันก็ขัดขึ้นซะก่อน ทำเอาคุณพีทมองอย่างตกใจ

“อย่าเพิ่งสั่งค่ะ” ฉันบอกพลางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานเขา

“ฉันขอถามอะไรนิดหน่อยก่อนค่ะ วันนี้ฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าคะ?” ฉันตัดสินใจถามขึ้น คุณพีทที่ได้ยินคำถามนั้นก็เอียงคออย่างแปลกใจนิดหน่อยก่อนจะตอบเป็นประโยคคำถามกลับมา

“ทำไมคุณคิดงั้นล่ะ?”

“ฉันคิดว่าดูคุณจะหมั่นไส้ฉันเกินไปค่ะ” ฉันตอบไปตามจริง

“งั้นหรอ” คุณพีทยกยิ้มมุมปากขึ้นเบาๆก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานของเขาแล้วเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาทางฉัน

“แล้วคุณคิดว่าคุณทำอะไรผิดล่ะ”

“ฉัน ฉันไม่รู้ค่ะ”ฉันส่ายหน้ารัวๆเพราะไม่ได้เตรียมใจมารับมือกับสถานการณ์แบบนี้สักเท่าไหร่ อยู่ๆก็รู้สึกคิดอะไรไม่ออกเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น

“งั้นเดี๋ยวผมช่วย” คุณพีทบอกก่อนจะคว้าแขนฉันให้เดินตามเขาไปก่อนที่เขาจะนั่งลงโซฟากลางห้องแล้วกระตุกแขนของฉันเบาๆจึงทำให้ฉันล้มลงไปนั่งลงบนตักเขาอย่างงงๆ

“พอจะนึกออกแล้วยัง?” เขาเอ่ยถามข้างใบหูฉันเบาๆจนรู้สึกจั๊กจี้จนฉันเผลอสะดุ้งขึ้นเบาๆ

อะไรอ่ะฉันต้องนึกอะไรออกหรอ..

หัวสมองฉันตอนนี้ตื้นไปหมด จะที่เบลออยู่แล้วก็เบลอเข้าไปใหญ่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันนั่งตักเขาแบบนี้หรอ แล้วไอ้การที่ฉันนั่งบนตักเขานั้นก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดียวก็คือที่ฉันนอนกับเขาเมื่อคืน ไม่สิ! หมายถึงนอนบนเตียงเดียวกันเฉยๆ

แล้วมันยังไงล่ะ?

มันก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นนี่ ใช่ไหม?

หรือฉันทำให้เขานอนไม่พอหรอ?

“ฉันนอนดิ้นหรอคะ? หรือคุณโกรธที่ฉันทำให้คุณต้องตื่นเช้ากว่าปกติ?” ฉันหันไปถามตามที่ตัวเองคิด

“หึ มันน่าหงุดหงิดกว่าการที่ผมต้องตื่นเช้าซะอีก”คุณพีทหัวเราะในลำคอเบาๆ และเลื่อนใบหน้าเขามาใกล้ใบหูฉันมากกว่าเดิม จนฉันรู้สึกเหมือนริมฝีปากของเขาแตะโดนหูของฉันเบาๆจนฉันรู้สึกขนลุกและริมฝีปากแห้งผากขึ้นกระทันหันจนต้องเผลอเม้มปากแน่น แล้วเขาก็พูดขึ้นต่อ “แล้วอีกอย่างคุณนอนไม่ดิ้นหรอก ผมกอดเอาไว้อยู่”

สิ้นประโยคนั้นทำเอาฉันลุกขึ้นพรวดจากตักของเขาทันที เพราะตกใจกับประโยคล่อแหลมของเขา แต่คุณพีทกลับเร็วกว่า เขาคว้าเอวฉันเอาไว้แล้วกดลงให้นั่งลงบนตักเขาตามเดิม

“นึกไม่ออกก็ไม่ต้องลุกไปไหนทั้งนั้น”

“ฉัน ฉัน”ฉันรู้สึกว่าตัวเองตะกุกตะกักไปหมดรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ในหัวมันสะเปะสะปะไปหมด

“หืม ว่าไง” คุณพีทครางในลำคอเบาๆ ก่อนจะกอดรัดเอวฉันให้แน่นขึ้น

‘ทำไมล่ะ รีบๆคิดสิสวย รีบๆคิดให้ออก!’ ฉันก่นด่าตัวเองในใจ ขืนอยู่นานกว่านี้ฉันต้องหายใจไม่ออกตายแน่ๆเลย ฮืออ

เอ้อ หลังจากนั้นอะไรต่อนะ ? หลังจากนั้นหลังจากนั้นก็เจอคุณแม่คุณพีทไง แล้วยังไงต่อล่ะ?

“ฉันนึกออกแล้ว! ฉันนึกออกแล้วค่ะ” และฉันก็ตะโกนขึ้นเสียงดังทันทีที่นึกเหตุการณ์เมื่อเช้าออก

“ฉันนึกออกแล้ว ปล่อยก่อนค่ะ”

“ตอบก่อน” คุณพีทเถียงขึ้น

“คุยหมายถึงเรื่องหมั้นหรอคะ? ที่คุณแม่คุณพูดขึ้นมา”ฉันหันไปตอบเขา ก่อนจะพูดเสียงเบาลงในประโยคถัดมา “แล้วฉันปฏิเสธ..”









Talks: มาแย้ววว เย้ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ดีใจๆ

9/03/2562


Talks2 : เย้! มาแล้วค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าาาา จุ้บๆ

12/03/2562

ความคิดเห็น